CBOX เสรีชน

08 กุมภาพันธ์, 2552

เมื่อสักครู่ได้รับสาย โทรศัพท์บ้าน จาก......? เลยแจ้งบอกข่าว


..............

สวัสดีวันอาทิตย์ ครับ เพื่อนๆทุกท่าน


เมื่อสักครู่มีโพลสอบถามทางโทรศัพท์บ้าน นะครับ จากดุสิตโพล 13.00 น.
ทีแรกว่าจะไม่ตอบก็ไม่ว่างอ่ะ แต่พอบอกหัวข้อ ... เลยเอาซ้า

ข้อ1 เมื่อเช้าดูรายการ นาย ก รึเปล่า เปล่าครับ
ข้อ2 เชื่อมั่นในรัฐบาลนาย ก หรือไม่ ไม่ครับ
ข้อ3 ชอบรัฐบาลนาย ก หรือไม่ เกลียดครับ
ข้อ4 ให้โอกาสรัฐบาลนาย ก ทำงานหรือไม่ ไม่ให้ครับ
ข้อ5 รับชมช่อง 11 ชัดเจนหรือไม่ ชัดเจนแต่ไม่เปิดดูครับ
ข้อ6 รายได้เท่าไหร่ เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลังครับ

ข้อ7 รักนายอภิสัตว์ หรือเปล่า กรูโคตระระเกลียดมันเร้ย ครับ
(ข้อนี้ไม่มีครับ แค่คิดในใจเอาเองว่าเขาจะถามเลยเตรียมไว้ตอบล่วงหน้า)


ก็สงสารน้องสาวคนถามเขาเหมือนกันน๊ะ แต่ทำไงได้จาก..ใจกรูจิงจิ๊ง
นี่ถ้าเจ้าตัวเขามาถามฟังเอง คงจะปวดหัวใจนิ .. ผมร้ายกาจไปรึเป่าาา


ประโยชน์ของกระทะที่มากกว่าผัดและทอด

ประโยชน์ของกระทะที่มากกว่าผัดและทอด คือ ....

เอาไว้คั่ว กับ ต้ม ... ... ...

ก่อนอื่น ผมจะขอเกริ่นถึงลุงเหลือ กับสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของลุง นั่นก็คือ จานดาวเทียมที่ทำมาจากกระทะ!!?? ...





จากการที่ลุงเหลือ ใช้กระทะ ประดิษฐ์เป็นจานรับสัญญาณดาวเทียมให้กับโรงเรียนต่างๆ เพื่อใช้รับสัญญาณเพื่อการศึกษา ด้วยความคิดอันสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด และความเสียสละที่ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำให้ลุงเหลือเป็นที่รู้จัก และมีรายการโทรทัศน์นำเรื่องราวของดาวเทียมกระทะเหล็กฝีมือลุงเหลือไป ออกรายการ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ยังได้ขอพระราชทานปริญญาครุศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ แก่ลุงเหลือ ในฐานะเป็นผู้มีมานะ บากบั่น แสวงหาความรู้ คู่คุณธรรม นำปัญญาสู่ชุมชนและสังคม



สำหรับท่านที่สนใจเรื่องราวของลุงเหลือ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่บล็อกของคุณ Am: Pimpon ครับ ในentry : ลุงเหลือ กับ จานดาวเทียมกระทะเหล็ก ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ ได้ข้อคิดอะไรดีๆนะเออ

... ... ...

เอาล่ะ ... ทีนี้ เรามาไขปริศนากันครับ ,,, ทำไมกระทะซึ่งเป็นอุปกรณ์การทำกับข้าว ถึงกลายมาเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการสร้างจานรับสัญญาณดาวเทียมของลุงเหลือ ได้?

คำตอบก็คือ ... เพราะเส้นโค้งของกระทะ มีลักษณะคล้ายรูปพาราโบลา(Parabola) ...

หลายคนอาจจะถามหาพาราเซตามอนเมื่อต้องพูดถึงพาราโบลา ถ้างั้น เราไปทำความรู้จักกับมันซักหน่อยดีไหมจ๊ะ

พาราโบลา เป็นภาคตัดกรวยชนิด หนึ่ง ซึ่งมีนิยามว่า เซตของจุดบนเส้นโค้งซึ่งมีระยะห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่งและเส้นตรงเส้นหนึ่ง ด้วยระยะทางที่เท่ากัน เราเรียกจุดคงที่จุดนั้นว่า "จุดโฟกัส" และเ้ส้นตรงเส้นนั้นว่า "เส้นไดเร็กตริกซ์"

พูดง่ายๆ เป็นภาษาคนหน่อยก็คือ ทุกๆจุดที่อยู่บนกราฟพาราโบลา จะห่างจากจุดโฟกัสและเส้นไดเร็กตริกซ์ ด้วยระยะห่างที่เท่ากันเสมอ ดังภาพต่อไปนี้



จากภาพ P1 ,P2 ,P3 เป็นจุดบนพาราโบลา ,จุด F เป็นจุดโฟกัสของพาราโบลา และ เส้นตรง L เป็นเส้นไดเร็กตริกซ์ของพาราโบลา

* ถ้าเราวัดระยะจากจุด P1 ไปยังจุด F จะต้องเท่ากันกับระยะจากจุด P1 ไปยังจุด Q1 ซึ่งเป็นจุดบนเส้นไดเร็กตริกซ์
* ถ้าเราวัดระยะจากจุด P2 ไปยังจุด F จะต้องเท่ากันกับระยะจากจุด P2 ไปยังจุด Q2 ซึ่งเป็นจุดบนเส้นไดเร็กตริกซ์
* ถ้าเราวัดระยะจากจุด P3 ไปยังจุด F จะต้องเท่ากันกับระยะจากจุด P3 ไปยังจุด Q3 ซึ่งเป็นจุดบนเส้นไดเร็กตริกซ์

เห็นรึยังครับว่า จุดบน พาราโบลา จะห่างจากจุดโฟกัส เท่ากับที่ห่างจากเส้นไดเร็กตริกซ์

... ... ...

คุณสมบัติอย่างหล่อ ของพาราโบลา ที่ทำให้มันกลายเป็นพระเอก ก็คือ ถ้าอะไรก็ตาม ที่เดินทางเป็นเส้นตรง มาชนส่วนเว้าของพาราโบลา สิ่งนั้น จะกระเด็นไปที่จุดโฟกัสเสมอ!!!



โป๊ะเชะเลยครับ!!! นั่นก็เพราะว่า คลื่นสัญญาณเดินทางเป็นเส้นตรง ถ้าเมื่อไหร่ ที่มันเดินทางมาตกกระทบกระทะ ซึ่งมีส่วนโค้งเว้าคล้ายกับพาราโบลา ก็จะทำให้คลื่นสัญญาณที่ถูกส่งมาไปรวมกันอยู่ที่จุดๆหนึ่ง(จุดโฟกัสของกระทะ ) ทีนี้ ถ้าเอาตัวรับสัญญาณไปติดตั้งตรงจุดนั้น เราก็จะได้ จานดาวเทียมกระทะเหล็กสุดเท่ มารับสัญญาณกันแบบไม่ต้องง้อของแพง

ลุงเหลือ สุดยอดกระทะแห่งพาราโบลารับสัญญาณดาวเทียม \(*w*)/

... ... ...

หมายเห็ด : เอ็นถี่นี้ ผมอธิบายในแง่ของคณิตแสดดด สำหรับมุมมองของเทคนิค และอิเล็กทรอนิกซ์ รวมทั้งโทรคมนาคมผมขอละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจ ถ้าหากท่านที่มีความสันทัดในเรื่องที่ผมไม่ได้อธิบาย จะเอาไปแตกประเด็นในเรื่องดังกล่าว ก็เยี่ยมเลยครับ

ผมกำลังคิดว่า ถ้าเราใช้กระทะรับแสงที่ส่งมามากพอ เราอาจจะปล่อยพลังคลื่นเต้าสะท้านฟ้าได้แบบ ซุนโงกุน ก็ได้เนาะ (*..*") { หลักการมาทั้งเอ็นถี่ ขอไร้สาระหน่อยนึงฮี่ )



บทความ: กษิตสอบตกงานกท.ต่างประเทศ

โดย เสรีชน
ที่ีมา เว็บบอร์ดประชาไท
6 กุมภาพันธ์ 2552

กษิต ดีแต่คุย งานต่างประเทศล้มเหลวห่วยแตกที่สุดที่เคยมีรัฐมนตรีมา

หน้า ก็กังฉิน ปากเสียสุดๆ ไม่เชื่อว่าได้เป็นถึงทูตโตเกียว วอชิงตัน เลยสงสัยคุณภาพนักการทูตไทยยุคปัจจุบันมาก คัดคนมาเป็นทูตได้อย่างไร งานต่างประเทศในยุคนายคนนี้มาเป็นรัฐมนตรี ไม่มีผลงาน นอกจากการทะเลาะกับเพื่อนบ้าน การเจรจาที่ไม่สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

1. รัฐมนตรีคนนี้มา ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย กรณีปิดสนามบิน ให้สัมภาษณ์ตลกแบบโง่ๆ ว่า หรืออาจจะไม่ตลกแต่แสดงความเขลาออกมา ว่ายึดสนามบินเป็นประสบการณ์ที่ดี อาหารดี ดนตรีเพราะ จนนานาชาตินำไปพาดหัวข่าวแสดงความขี้เท่อของรัฐมนตรี ปชป.

2. กรณีผู้อพยพแขกโรงฮิงญา แทนที่จะมีแทคติคส์ให้เรื่องสงบ กลับด่าสื่อต่างชาติ โหมไฟโดยการโกหกพกลมเพราะเกรงใจทหารที่อุ้มรัฐบาลเข้ามาแทนที่พรรคพปช. จนเจอหลักฐานจากสื่อนอกภาพทหารเรือผลักไสเรือผู้อพยพออกทะเลไปชัดเจน แก้ตัวไม่ได้ และยังมีการตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ความทารุณของทหารเรือไทยเป็นเวลาเกือบสอง อาทิตย์แล้ว หนักขึ้นถึงขั้นนางเอกดาวโป๊ฮอลีวู้ดออกข่าวด่าไทยร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งระดับแองเจโลน่า โจลี่ พูด คนก็ฟังเพราะอยากเห็นหุ่นดาวยั่วกับปากที่ยั่วสวาทอยู่แล้ว ไม่รู้จะเอาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศไปไว้ที่ไหน

3. เจรจาเขาพระวิหาร ด่าคนได้เก่ง พอมาทำจริง ห่วยกว่านายนพดล ปัทมะ ที่ไม่เคยเป็นทูตมาก่อนด้วยซ้ำไป เพราะสมัยรัฐบาลสมัคร การเจรจาเขาพระวิหาร เขมรยอมให้ใช้ชื่อ เขาพระวิหาร ตามที่ศาลโลกเคยตัดสินไว้เมื่อปี 2504 แต่พอรัฐบาลนี้ที่มีนนายกษิต เป็น รมว ต่างประเทศ คิดว่าตนฉลาด ฮุนเซน แกล้งต้อนรับดี เก๋าเกมส์กว่าเพราะเป็นนักการเมืองและนายกเขมรมาร่วมยี่สิบปี นายกษิต เสียค่าโง่ ตายใจว่าเขมรยอมรับตน พอเจรจาจริง เจอของแข็ง แม้แต่ชื่อบริเวณพิพาท ยังไม่อาจจะตกลงกับเขมรได้เลย ไม่ต้องไปคุยเรื่องพื้นที่ทับซ้อน หรือหลักเขตแดนอะไรมากมายแล้ว

4. การประชุมอาเซียนจัดขึ้นไปก็ lifeboy เพราะไม่มีประเทศคู่เจรจาหกประเทศมาร่วมประชุมด้วยเลยแม้เพียงประเทศเดียว ตามแผนการเดิมในสมัยนายสมชายเป็นนายกฯเลย มีแต่คุยกันเองระหว่างอาเซียน แต่หาสารัตถะในแง่เนื้อหาได้น้อยเต็มที

แค่สี่เรื่องก็พอเพียงแล้ว ที่จะชี้ว่า คนเคยเป็นทูตมา พอมาจับงานการเมือง ไม่มีทางทันเล่ห์กลการเมืองระหว่างประเทศเลย เพราะเคยแต่ไปงานดินเนอร์หรูๆ แต่ไม่เคยเจอเกมส์การเมืองของนักการเมืองมืออาชีพ ผลคือ เดือนแรกของรัฐบาลเด็กเวรคนนี้ เราประสบความล้มเหลวทางการทูต การต่างประเทศอย่างรุนแรงที่สุด ในสมัยที่ประเทศไทยมีรัฐมนตรีต่างประเทศขี้โอ่ชื่อว่า นายกษิต ภิรมย์ ส่วนจะมาเสแสร้งแกล้งพูดในสภาอย่างถ่อมตนปลอมๆว่า ตนเป็นน้องใหม่ทางการเมือง ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย พูดแบบนี้ไม่ได้ เพราะชาติบ้านเมืองไม่ใช่สถานที่ทดลองงานของเด็กอ่อน และพวกก่อการร้ายทำลายประเทศ หากจะมาฝากตัว ก็ควรลาออกไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรีก่อนจะมาทำงานในฐานะเสนาบดีกระทรวงที่มีเกียรติแห่ง นี้

คู่มือตอบโต้เพื่อเอาชนะวาทกรรมอำพรางของพันธมิตร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาท กรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ
A: ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หาก ทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตาม หลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน
A: ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบ ผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอก ลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงิน เดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึง เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้ เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วน ทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคน เสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไป ตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี
A: ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตน เพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของ ประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดี อย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายก รัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้ง สิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควร มีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสีย ที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย
A: ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชน ชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราช ดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป
A: ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด
A: ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และ เวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ
A: ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม
A: ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและ เชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

A: แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ
Q:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

บทบรรณาธิการนสพ.ญี่ปุ่น 2 ฉบับว่าด้วยการเยือนของนายกฯอภิสิทธิ์

โดย จิ๋ม นางเลิ้ง
ที่มา เว็บบอร์ดพันทิป
7 กุมภาพันธ์ 2552

นสพ.อาซาฮี วันที่ 5 ก.พ.52 ลงบทบรรณาธิการกล่าวถึงการเยือนญี่ปุ่นของนายกฯอภิสิทธิ์
http://www.asahi.com/paper/editorial20090206.html?ref=any#Edit2

อา ซาฮีเขียนไว้ก่อนที่ นายกฯอภิสิทธิ์จะเดินทางไปถึง โดยเริ่มด้วยการเท้าความถึงเหตุการณ์ไม่สงบในปีที่แล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ยึดสนามบิน บอกว่าชาวญี่ปุ่นจำนวนมากต้องตกค้างไม่สามารถเดินทางกลับได้ บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งได้รับผลกระทบ และยังบอกด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาลครั้งนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านทักษิณ

อาซาฮีบอกว่า ตอนนี้กลุ่มสนับสนุนทักษิณได้รวมตัวกันประท้วงเพื่อให้เอาผิดกับผู้ยึดสนาม บิน ดังนั้นรัฐบาลใหม่นี้จะต้องฟื้นความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้หวังการลงทุนหรือนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

แล้ว ก็เขียนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ว่าส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเซียอย่างไร ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้จะหวังพึ่งตลาดสหรัฐอเมริกาเหมือนเมื่อครั้งปี 1997 ไม่ได้ จึงควรขยายการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเซียกันเอง ขอให้ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของตำแหน่งประธานอาเซียนด้วย

จบด้วยเรื่องโรฮิงญาว่าการสอบสวนอย่างโปร่งใสจะมีส่วนช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กับไทย

ฉบับที่สอง เป็นหนังสือยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจ นิฮอน เคไซ ชิมบุน
http://www.nikkei.co.jp/news/shasetsu/20090206AS1K0600106022009.html ตีพิมพ์บทบรรณาธิการในฉบับวันที่ 7 ก.พ.52

เนื้อหา ก็ประมาณว่า นายกฯอภิสิทธิ์เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สองต่อจากลาว และสรุปสาระของสปีชที่นายกฯมาพูดที่ญี่ปุ่น และบอกว่านายกฯมีแผนที่จะเดินทางไปเยือนไปจีน รัสเซีย ตะวันออกกลาง และยุโรปด้วย มีแซวเล็กน้อยว่า ด้วยวัยเพียง 44 ปี และใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วอย่างนี้ ถือว่าเป็น ท็อปเซล (เดาว่าคงหมายถึง ขายออกแน่..ประมาณนี้มั้ง)

บทบรรณาธิการกล่าวต่อไป ว่า การเยือนครั้งนี้ของนายกฯอภิสิทธิ์ดูเหมือนว่าต้องการฟื้นความเชื่อมั่น แต่กุญแจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นได้จริงๆ คือความมีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ ปีที่แล้วการชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ แต่เมื่อนายกฯอภิสทธิ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล กลับเป็นว่าผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกฯ และยังมีการเรียกร้องให้ยุบสภาด้วย

นายกฯอภิสิทธิ์ได้แถลงนโยบายว่า จะให้ความเป็นธรรมและยึดมั่นในครรลองของกฎหมาย แต่ปรากฎว่าการสอบสวนความรับผิดชอบต่างๆรวมถึงการยึดสนามบินกลับไม่มีความ คืบหน้า คงต้องรอดูความเป็นผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์ว่าจะทำให้เรื่องคืบหน้าได้อย่าง ไร

และก็กล่าวถึงเรื่องโรฮิงญา ว่าประเทศไทยต้องทำความจริงให้กระจ่าง ปิดท้ายด้วยการบอกว่า ความมีเสถียรภาพของไทยส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและนโยบายด้านเอเซียของญี่ปุ่น ความตั้งใจที่จะทำการเมืองให้โปร่งใสของนายกฯอภิสิทธิ์ เป็นเรื่องที่ประเทศในเอเซียให้ความสำคัญ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงควรให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุน

ยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งตาสว่าง....ผมเชื่อแล้วว่า "ทักษิณโคตรโกงจริงๆ" ขอโทษ! ที่ไม่เชื่อตั้งแต่แรกๆ

โดย คุณแท็ก
ที่มา เวบไซต์ talk.mthai
8 กุมภาพันธ์ 2552

แม้ว สุดยอดแห่งคนขี้โกง ...ผู้สร้างความเดือดร้อน และความไม่พอใจให้กับหลายๆ คน ทั้งในและนอกประเทศ ... คนขี้โกง อย่างแม้วคนนี้ สมแล้ว ที่มีคนเกลียดอย่างมากมาย...

เอาในประเทศก่อน

1. โกงอำนาจจากพวกค้ายาเสพติด


ใช้อำนาจแทรกแซงสารพัด ทั้งตำรวจ ศาล ตชด. ปปง. ปปช. ใช้อำนาจกวาดล้างไปทั่วแผ่นดิน

... ซ้ำยังใช้อำนาจ ตั้ง ชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน ตั้งด่านตรวจกันตลอดคืน ช่วงระบาดหนัก ..พ่อผมเองยังใส่ชุด อปพร. ไป อยู่ศาลาหน้าหมู่บ้านเป็นเดือนๆ ลูกหลานขับรถผ่านต้องตรวจหมด

*** ด้วยความขี้โกง อันนี้ สมแล้วที่คนจำนวนมาก เกลียดแม้ว อยากจะเอาชีวิตแม้ว

2. โกงผู้มีอิทธิพล หวยไต้ดิน เงินกู้นอกระบบ

... แม้วเคยปราบปรามซุ้มมือปืน ขนานหนักอยู่พักนึง จัดการวินมอไซต์ เสื้อตัวละหลายพัน จนเดียวนี้ จ่าย ท้องถิ่นแทน คนคุมปากซอย ปราบปราม พวกมีปืนในครอบครอง

...ใครมี เอามาส่งตำรวจไม่มีความผิด ...ใครค้างคา เอาไปขึ้นทะเบียน ...ปราบปรามหวย ปราบไม่ได้ตั้งกฏหมายมาสู้ ได้สองต่อรัฐมารายได้

... พวกเงินกู้นอกระบบ แม้วจัดการไปเยอะ ทั้งปราบปราม ทั้งต่อรองหนี้แล้วโยกเข้าระบบ

...การเป็นหนี้นอกระบบ ทำให้รัฐ ไม่สามารถล่วงรู้ได้ถึงปัญหาการเงินของประเทศ เพราะคำนวณลำบาก

... แม้วจัดเงิน ดอกเบี้ยต่ำออกไปแทน

*** จาก 3 แก๊งข้างต้น มีคนจำนวนมาก เกลียดแม้วยิ่งนัก พวกนายทุน พวกที่มีอิทธิพล ทำธุรกิจ เกลียดเข้าไส้ เข้ามาขัดขวางการทำมาหากิน

3. โกงเงิน พวกทำธุรกิจบางกลุ่ม

แม้ว เคยทำแสบกับพวกนี้ ...พวกล้มบนฟูก ...อย่างศาสดาท่านหนึ่ง การเข้ามาของแม้ว ทำให้นโยบายอุ้มคนรวย นั้นหายไปด้วย กลุ่มนี้เกลียดแม้วมาก และยังหาสมัครพรรคพวก รวมกันมาประท้วงอีก

4. โกง อำนาจรัฐ อำนาจข้าราชการ ในท้องถิ่น

คิด ดู สมัยแม้ว ตะลอนไปทั่วประเทศ ประชุม ครม. ที่ก็คอนเฟอเร้น ไปที่ใหน สร้างแต่ความวุ่นวายให้ ข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ต้องแบกหน้าหาผลงาน สร้างผลงาน แล้วมารายงาน ข้าราชการเหนื่อยมากกว่าแต่ก่อนมาก แต่แม้วยังกำชับ ให้ยิ้มเข้าไว้ แถมจับมาปฎิรูปอีก ...แต่ขึ้นเงินเดือนให้นิดเดียว

*** มีข้าราชการจำนวนมากไม่ชอบแม้ว

5. โกงอำนาจจากสภาทหาร อำมาตยาธิปไตยมาเป็น สภาประชาชน

เขาอยู่กันมาเป็นหลายสิบปี มีทหาร มีอำมาตย์ ดูแล แล้วดันพาประชาชนไปโกงมาซะันี่ สภาที่เคยเป็นโต๊ะบุบเฟ่ หดหายไป..

พวกนายสภาเก่าๆ ใหม่เจ๊บแค้น และหิวโหยมาก พวกนี้น่าจะเกลียดแม้วมากสุด เมื่อแม้วอยู่ ก็กล่าวหาต่างๆนานา ว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา"

อันนี้หลักใหญ่ๆ ที่กลุ่มคนใหญ่ๆ ในประเทศ รุมเกลียดแม้ว กันมาก

ทีนี้มาดูต่างประเทศบ้าง

ด้วยความที่แม้วเป็นพ่อค้า หน้าเหลี่ยม ขี้โกง ค้าขายเอารัดเอาเปรียบทุกวิถีทาง แม้วได้สร้างวีรเวร ดังนี้

1. ตั้งแก๊ง รวมหัวขึ้นราคาสินค้าซะงั้น แถมเป็นแก๊งระดับประเทศ ที่ดังๆ ก็ ยางพารา จากราคาห้าบาทสิบบาท ขึ้นกันเป็นร้อย โกยเงินเป็นกอบเป็นกำ

คนเกลียดมีมาก ก็พวกจ่ายเงินซื้อของนี่แหละ

2. แม้วเป็นพวกจอมฉกฉวยโอกาส หลังจาก ลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้ เวลาแลกเงินจากดอลเป็นบาทแล้ว ได้บาทมาก แม้วเลยระดมทุน ส่งออก อย่างไม่ยั้ง ขนเงินเข้าประเทศ โดยการส่งออกถือเป็น งานหลักของแม้วเลยทีเดียว ทำเงินได้มากที่สุด

...ฝรั่งที่เคยโจมตี เงินบาท กลับต้องมาจ่าย กับสินค้า ...ส่งขายมันทุกอย่าง จนฝรั่งงง ฝรั่งเซ็ง เพราะที่เคยโจมตีเงินบาทครั้งโน้น มีแม้วมาย้อนศรซะได้

3. แม้วเป็นพวกต้มตุ๋น หลอกฝรั่งมา ทำงานเมืองไทย แล้วฟันหัวคิว หลอกมา โดยบอกตั้งโรงฟรี แต่ฟันภาษี อื้อซ่า ทั้งสินค้านำเข้าก็เสีย ส่งออกก็เสีย ของตั้งโรงงาน แม้วก็ขายเอง ถ้าฝรั่งเจ๊ง ก็เอาโรงงานออกไปไม่ได้ ไม่รู้จะบบรยายความขี้โกงของแม้วข้อนี้อย่างไรดี

4. แม้วยังเป็นพวกขยายอำนาจทางค้าขาย โดยพาพรรคพวกไปลงทุนต่างประเทศ พาพวกไปตกน้ำมัน พม่ามั่ง ตะวันออกกลางมั่ง

5. แม้วยังบ้าอำนาจไม่เลิก ปราบผู้มีอิทธิพล แต่ดันไปจับมือกับผู้มีอิทธิพล อีกกลุ่ม อย่างจีน เมกา สิงคโปร์ อินโดฯ พาพวกเสื้อเขียวลายพราง มาเดินเล่นเต็มประเทศ พาไปซ้อมยิงปืน พาไปเล่นซ่อนแอบ พาไป ลงเรืออีก แต่ละคนพกปืน ดุ้นเล็กดุ้นใหญ่ พกระเบิดปิงปอง ไม่รู้แม้ว จะไปตีกับใคร

6. แม้วเคยโกง ธนาคารระหว่างประเทศ มาครั้งนึง ตอนนั้น ยึดอำนาจมาจากการเมืองกลุ่มหนึ่งได้ ก็ดันเอาตังไปใช้หนี้ซะหมด ธนาคารพวกนั้น เลยอดได้ดอกเบี้ยที่สมควรจะได้ แถมยังขัดขา ฉีกหน้า พวกที่ไปกู้มากอีก

****คนอย่างแม้ว สมแล้ว ที่คนจำนวนมากเกลียดเข้าไส้

ฝ่ายประชาธิปไตย ปิดประตูแพ้แน่นอน ในยุคสมัยนี้ .. แม้ยืดเยื้อยาวนาน

ประชาไท
8 กุมภาพันธ์ 2552

การ เรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศเรา และของพวกเราเที่ยวนี้ ตามความเข้าใจของผมแต่ต้น หลังจากฟังนักต่อสู้รุ่นเก่าๆ ในช่วงหลัง 19 ก.ย. ซึ่งยอมรับกันตรงๆ ก่อนหน้านั้น มีความเข้าใจน้อยมาก ซึ่งเหมือนเหตุการณ์ 11 ก.ย. ผมก็มีความเข้าใจในความเชื่อของมุสลิมน้อยมาก จนมีการใช้เครื่องบินชนตึก ถึงลงมือศึกษาอย่างจริงจัง

-------------------------------------------

สอง เหตุการณ์นี้ ผมมีความเข้าใจมากขึ้น และถึงขั้นมากที่สุด แถมเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ด้วยว่า ความน่าจะเป็นไปได้ว่า ต่อไปจะเกิดอะไร

กลับ มาที่การเมืองบ้านเรา หลังจากศึกษาโครงสร้าง ประวัติศาสตร์การปกครอง คุยกับผู้ที่มีความรู้หลากหลาย ถึงได้รู้ว่า เรานี้อยู่มาจนหัวหงอก ไม่เคยรู้รายละเอียดการปกครองของบ้านเมืองเราเลย

ได้แต่มีคำถามว่า
- ทำไมประเทศเรา พัฒนาช้าถึงช้ามาก
- ทำไมประเทศที่กำเนิดมาทีหลังเรา แถมไม่มีทรัพยากรเท่าไร ถึงมั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีมีสุข

คำถามที่ไม่รู้คำตอบ ได้ฝังหัวเหมือนเป็นปมคาไว้ ไม่ได้แก้

บัดนี้โรคหูตาสว่าง คำตอบที่แท้จริง มาจาการเมืองเรานี่เอง เพราะประเทศเราไม่มีความสงบทางการเมือง

กลับมาดู ทำไมไม่สงบ ก็เพราะ มีการปฏิวัติรัฐประหาร บ่อยเกิน

ไล่ต่อไป ทำไมถึงปฏิวัติบ่อย คำตอบที่ได้ เมื่อก่อน กับตอนนี้ไม่เหมือนกัน

คำตอบก่อน 19 ก.ย. เพราะนักการเมืองโกงกิน ทำให้ประชาชนยากจน

หลัง 19 ก.ย. ได้คำตอบใหม่ ที่รับรองไม่ผิดแน่นอน เมื่อประชาชนเริ่มลืมตาอ้าปากจากนโยบาย ไทยรักไทย เริ่มอยู่ดีมีสุขแล้ว ทำไมถึงมีปฏิวัติอีก

คำตอบตอนนี้ อ๋อ มีผู้มีอำนาจที่แท้จริง ต้องการกดหัวประชาชน ไม่ให้มีการอยู่ดีกินดี เพราะหากท้องอิ่ม ก็เริ่มโหยหาเสรีภาพ ผู้มีอำนาจยอมไม่ได้ตรงนี้

นี่ เอง คือกลุ่มตัวเองต้องมีอำนาจการปกครองประเทศนี้กลุ่มเดียว ไม่มีทางที่จะยอมเสียตรงจุดนี้ได้ ไม่ว่าประชาชนจะอดอยาก ยากจน หรือตายไปเท่าไหร่ ก็ให้มันเป็นไป ฉันจะเอาอำนาจไว้กับกลุ่มฉัน เพียงกลุ่มเดียว

-------------------------------------------

มา เดาอนาคตกันเลย ในขณะนี้ ประชาชนลุกฮือขึ้นมา ทวงสิทธิอันชอบธรรมแล้ว และในประวัติศาสตร์ทุกประเทศในโลก ประชาชนจะชนะเสมอ ไม่มีแพ้แน่นอน แต่ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อจำนวนมาก

แล้วประเทศเราละ ก็คงไม่ต่างจากนั้น เรื่องชนะไม่ต้องห่วง ชนะแน่นอน 100%

จงเป็นห่วงเรื่อง ทำอย่างไรให้สูญเสียชีวิตเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ให้น้อยที่สุด

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจ และเลือดเนื้อ หนีไม่พ้นแน่นอน

เพราะไม่มีเผด็จการประเทศไหน คายอำนาจออกมาเอง และไม่มีเผด็จการประเทศไหน ลงจากอำนาจ แบบมือไม่เปื้อนเลือด

เมื่อ เรารู้อนาคตแล้วว่า เผด็จการไม่มีให้ประชาธิปไตยเราแน่นอน แล้วจะร้องขอไปทำไม ต้องต่อสู้เอาเองเท่านั้น เหลือแต่จะต่อสู้อย่างไร ไม่ให้เสียเลือดเนื้อ ปิดประตูแพ้ไปเลย

การต่อสู้ที่จะให้ความสูญ เสียน้อย ต้องลากยาวไปจนกว่า เผด็จการจะอ่อนแอ หรือ รอจนกว่า หัวหน้าใหญ่เผด็จการที่มีบารมีสูง ตายก่อน แล้วผู้ที่ขึ้นต่อ อำนาจบารมียังไม่มี

แต่ในระหว่างรอ เราต้องมีกิจกรรมเป็นประจำ เพื่อไม่ให้กลุ่มแตกหรือเงียบเหงา

อย่ารีบเร่งจนพาคนไปตาย เพื่อให้ได้อำนาจ เพราะเผด็จการมันฆ่าแน่ ไม่ต้องถามว่า กล้าหรือไม่

เมื่อ รู้แล้ว เราต้องปรับจูนความเข้าใจกันในหมู่คณะว่า เกมส์นี้ลากยาว อาจ เป็น 3, 5, 7 ปี แล้วแต่โอกาส รอหัวหน้าใหญ่เผด็จการที่มีอำนาจบารมีมาก ตายไปก่อน การต่อสู้เราถึงรุกตอนนั้น จะสูญเสียน้อยมาก แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องแพ้ ชนะ

เพราะพวกประชาธิปไตย ปิดประตูแพ้แน่นอน ในยุคสมัยนี้

เจ้าของม็อบมีเส้นอำมหิตเลือดเย็น ปล่อยอันธพาลการเมืองยั่วยุก่อเหตุนองเลือดอุดรรับวาเลนไทน์




มันมาแล้ว-นักรบศรีวิชัย การ์ดหน้าโจรพธม.ที่ถูกจับตอนบุกยึดโทรทัศน์NBTได้ประกันออกจากคุกหมดทุกคน นายสนธิลิ้มได้เรียกระดมพลเป็นกองกำลังบุกยึดอุดรฯเป็นเมืองขึ้นให้ได้ในวัน ที่14ก.พ.นี้ โดยที่เจ้าของม็อบมีเส้นนั่งรอดูคนในชาติฆ่ากันแตกแยกเป็นเสี่ยงอย่างอำมหิต เลือดเย็น ส่วนผู้ว่าฯทำได้แค่กราบวิงวอน ให้เลิกมายั่วยุก็จะเลี่ยงเหตุนองเลือดได้

โดย ไทยอีนิวส์
8 กุมภาพันธ์ 2552

ผู้ ว่าอุดรฯหนักใจม็อบชั่วพันธมิตรระดมนักรบศรีวิชัย-การ์ดหน้าโจรบุกตีอุดร เป็นเมืองขึ้น ชี้ชัดหากพันธมิตรไม่รนหาที่ยกพวกมายั่งยุก็จะไม่มีเรื่อง วอนกลุ่มคนเสื้อเหลืองเลื่อนจัดงาน แต่ม็อบมีเส้นหยันเพราะทำชั่วขนาดยึดสนามบิน-ทำเนียบโดยไม่ถูกดำเนินคดีก็ ยังลุยมาแล้ว แค่บุกก่อเหตุหยามเสื้อแดงอุดรถือว่าเด็กๆ หากกองกำลังถูกตีแพ้ก็แค่ออกข่าวด่าเสื้อแดงถ่อยทำร้ายพธม.ผู้บริสุทธิ์ หากเสื้อแดงไม่ออกมาก็จะเหยียดหยามว่าใจป๊อด สรุปแล้วการรนหาที่ไปรุกรานเที่ยวนี้มีแต่ได้ เจ้าของม็อบได้เห็นประเทศแตกเป็นเสี่ยงแน่คราวนี้

นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยกรณีที่พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางไปทำกิจกรรมที่ จ.อุดรธานีในวันที่ 14 ก.พ.นี้ว่า ได้มีการประชุมในเบื้องต้น พยามที่จะให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจกัน ตนเป็นห่วงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยได้ขอให้พันธมิตรฯ หลีกเลี่ยงที่จะจัดงาน หรือชะลอเอาไว้ก่อนได้หรือไม่ ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงก็ได้มายื่นหนังสือผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีได้พูดจากับพันธมิตรฯ

นายอำนาจเผยว่า ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีมวลชน มันยากต่อการดูแลที่ผ่านมาหลังจากที่ได้เชิญทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ คุยกันในเบื้องต้นแล้วนั้น ส่วนราชการต่างๆ ฝ่ายความมั่นคง ก็ได้มีการประชุมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งทางตำรวจได้มีการซ้อมแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ขณะนี้เราได้มีการติดตามสถานการณ์ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีการรณรงค์ให้สมาชิกของตนมาร่วมงานกัน ซึ่งทางจังหวัดจะมีการประชุมสรุปกันอีกครั้งในวันที่ 10-11 ก.พ.นี้ ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนซักซ้อม จำลองสถานการณ์ เพื่อดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ให้เกิดความรอบคอบ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีบทเรียนมาแล้ว เราจะมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ต่อไป ตัวอย่างเช่น หากแกนนำเดินทางมาทางสนามบิน ถ้าเกิดมีการปิดล้อมขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือ เหมือนกรณีที่ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีการยึดพื้นที่ได้ก่อน จะต้องทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้มีการพูดคุยกันกับฝ่ายความมั่นคง ประสานกำลังกับหน่วยตำรวจดูแลมวลชน ประมาณ 1,500 นาย พร้อมทั้งเตรียมเครื่องมือปราบจลาจล วางแผน ซ้อมแผน ประเมิน สถานการณ์กันตลอด” นายอำนาจ กล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดร กล่าวว่า อยากจะขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ให้กระทำการท้าทาย ยั่วยุ เพื่อนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรง บ้านเมืองของเราบอบช้ำมามากแล้ว ควรจะมีสติ ไม่คิดที่จะเอาชนะคะคานกัน พร้อมทั้งวิงวอนสื่อมวลชนให้ช่วยกันด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็ปลุกระดม เอามวลชนมาปลุกให้เกิดการต่อต้านกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามาตรการปราบปรามหากเกิดความรุนแรงขึ้น จะใช้วิธีการอย่างไร นายอำนาจ กล่าวว่า จะต้องนำบทเรียนจาก กทม.ไปใช้ด้วย ตามที่คณะกรรมการสิทธิ์ให้ข้อแนะนำ ในการสลายการชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้ในส่วนของมวลชนเรายังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าจะสามารถคุมสถานการณ์ได้

“ในเบื้องแรกทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขอใช้ทุ่งศรีเมือง แต่พื้นที่บริเวณนั้นยากต่อการรักษาความปลอดภัย หากไปใช้ที่หนองประจักษ์ฯ ก็สามารถที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยได้ง่าย เพราะสามารถเข้าออกได้แค่สองประตู เราจะทำการบล๊อกถนน พร้อมกับประสานกับตำรวจ ให้ดูแลความปลอดภัยในเรื่องการตรวจเข้มอาวุธทุกชนิดเป็นพิเศษ รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจระเบิด

“นอกจากนี้ก่อนที่จะมีงาน 4-5 วัน ก็จะมีการตั้งด่านสกัดรอบเมือง เพราะทราบข่าวว่ามีการประกาศให้หน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เราจึงได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายความมั่นคง ให้ตั้งด่านคุมเข้ม สกัดการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่ทุกชนิด รวมทั้ง จะนำกำลังมาอยู่ในพื้นที่หนองประจักษ์ สนามบินอุดรธานี และบริเวณจุดรอบเมือง โดยจะต้องประเมินเพิ่มในระดับหนึ่ง หากมวลชนเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการเพิ่มกำลังเสริม จากจังหวัดใกล้เคียงทั้ง หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย ซึ่งผู้บัญชาการภาค 4 ก็จะลงมาดูแลวางแผนระบบอย่างใกล้ชิด” นายอำนาจ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อรัฐมนตรีแล้วหรือยัง นายอำนาจ กล่าวว่า ตนได้เข้าพบ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้ารายงานสถานการณ์ พร้อมกับทำหนังสือ คิดว่าหลังจากวันหยุดยาว นายบุญจง คงนำเรื่องดังกล่าวรายงานสถานการณ์ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายการเมืองก็สั่งมาให้ดูแลว่าจะเจรจากันอย่างไร ซึ่งคำสั่งจากส่วนกลางก็คือการกำชับให้ดูแลพื้นที่ให้ดีที่สุด

“ผมหนักใจ แต่ก็ยังมีเวลาทำความเข้าใจกันอยู่ ต้องมีสติกัน ไม่สร้างให้เกิดความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอีกในประเทศของเรา ซึ่งมันเป็นสถานการณ์ล่อแหลม ที่จะเกิดขึ้นอีก” นายอำนาจ กล่าว

นายอำนาจ กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้ยืนยันว่า เขาจะอยู่ที่สถานีวิทยุของเขา ถ้าไม่มีการยั่วยุ ท้าทาย สถานการณ์ก็น่าจะผ่านไปด้วยดี

ทั้งนี้ เวบผู้จัการ กระบอกเสียงพันธมิตรรายงานว่า การจัดงานของพันธมิตรฯ ในวันที่ 14 ก.พ. 52 นั้น เป็นงานในลักษณะคอนเสิร์ตการเมือง โดยใช้ชื่องานว่า “14 กุมภาพันธ์ให้รักเราท่วมท้นประเทศไทย : ร่วมสร้างการเมืองใหม่ที่อุดรธานี” มีการปราศรัยของแกนนำพันธมิตรฯ สลับกับการแสดงดนตรี เริ่มงานตั้งแต่ 16.00 น. ไปจนสว่าง โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายมวลชนไปไหน

แต่ภายหลังจากพันธมิตรฯ ประกาศจัดงานดังกล่าว นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดรฯ ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศว่าจะระดมคนเสื้อแดง 2 แสนคนออกมาต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่ให้จัดงานดังกล่าว แต่ถ้าหากยังไปจัดงาน ก็จะเกิดความรุนแรงเหมือนวันที่ 24 ก.ค.2551 ที่ กลุ่มของนายขวัญชัยทำร้ายพันธมิตรฯ อุดรธานีที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จนมีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย ซึ่งขณะนี้ศาลจังหวัดอุดรธานีได้รับฟ้องคดีไว้แล้ว

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอำนาจ ในฐานะ ผู้ว่าฯ อุดรธานีได้เรียกประชุมแกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานีและนายขวัญชัย แทนที่นายอำนาจจะขอร้องไม่ให้นายขวัญชัยเข้าไปก่อกวนการจัดกิจกรรมของ พันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามปกติและไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายมวลชนไปที่ ใด แต่นายอำนาจกลับขอร้องฝ่ายพันธมิตรฯ ให้เลื่อนการจัดงาน โดยอ้างว่าการจัดงานดังกล่าวจะทำให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามเมื่อนายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ แกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานียืนยันว่าไม่สามารถเลื่อนได้ เพราะได้มีการเตรียมงานไว้แล้ว นายอำนาจจึงรับปากว่าจะจัดกำลังตำรวจทหารมารักษาความปลอดภัยให้

นอกจากนี้ นายขวัญชัยยังได้กล่าวในที่ประชุมเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ว่า แม้ว่ากลุ่มคนรักอุดรจะรักประชาธิปไตยและรักความสงบแต่ตนไม่สามารถควบคุม สมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการข่มขู่กลายๆ ว่าจะปล่อยให้สมาชิกคนรักอุดรฯ ใช้ความรุนแรงกับพันธมิตรฯ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีกลับไม่ได้ปรามนายขวัญชัยเรื่องนี้แต่อย่าง ใด ทั้งที่สามารถบอกให้นายขวัญชัยใช้เครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนรักอุดรทำ ความเข้าใจกับสมาชิกได้

กระบอกเสียงพันธมิตรแจ้งว่า การที่กลุ่มของนายขวัญชัยมีท่าทีข่มขู่การจัดงานพันธมิตรฯ ทำให้พันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศประกาศจะเดินทางมาร่วมงานที่จังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ จากจังหวัดในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต จะเดินทางมาเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับงานครั้งนี้ด้วย

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้จัดประชุมซักซ้อมนักรบศรีวิชัย และการ์ดฮาร์ดคอร์ ที่บ้านพระอาทิตย์
มี การส่งโทรสาร โทรศัพท์ จดหมายเรียก ให้เหล่านักรบมารายงานตัว การเตรียมการยกกำลังไปตีอุดรให้เป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้ได้ เพื่อหยามว่าสามารถไปทุกจังหวัดในประเทศ โดยหากกองกำลังของนายสนธิสู้ไม่ไหวถูกทำร้ายก็จะออกข่าวว่าเสื้อแดงถ่อยทำ ร้ายพธม.ผู้รักสงบ แต่หากกลุ่มเสื้อแดงไม่ออกมาทำร้ายก็จะออกข่าวว่า พวกเสื้อแดงใจไม่ถึง และประกาศปักธงยึดอุดรไว้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมยั่วยุอย่างไม่เห็นบ้านเมืองมีขื่อแป ก็เพราะว่าไม่มีการจัดการดำเนินคดีใดๆกับพันธมิตรเลยในช่วงที่ผ่านมา แม้มีพฤติการณ์ทั้งยึดเอ็นบีที ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินมาแล้วก็ตาม

สะบ้าย้อยปะทะเดือดปลิดชีพ 2 แนวร่วมก่อความไม่สงบ

ประชาไท
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา



วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2009 07:57น.



สะบ้าย้อยปะทะเดือดปลิดชีพ 2 แนวร่วมก่อความไม่สงบ

สถานการณ์ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดหนัก และมีการใช้ความรุนแรงรายวัน โดยเมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 5 ก.พ.2552 กองกำลังผสมระหว่างตำรวจ ทหาร และตชด.นำโดย พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) พล.ต.เดชา กิ่งวงษา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสงขลา และ พ.ต.ท.สมชาย ศรีศรยุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ตชด.43 ได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 7 หมู่ 2 บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ภายหลังสืบทราบว่ามีแกนนำผู้ก่อความไม่สงบเข้าไปพักอาศัย



อย่าง ไรก็ดี ขณะแสดงตัวเข้าตรวจค้น ปรากฏว่าผู้ต้องสงสัย 2 คนที่อยู่ภายในบ้านได้พยายามหนีออกทางประตูหลังบ้าน และใช้อาวุธปืนยิงเปิดทาง ทำให้เกิดการยิงปะทะกันขึ้น เมื่อเสียงปืนสงบลงพบศพ นายอับดุลเล๊าะ แส้เด็น หรือ มะกรี อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ 1 ต.ทุ่งพอ อ.สะบ้าย้อย และนายตูวันมูฮัมมัด สาหมะ หรือ มะ แกแดะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย พร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก ซึ่งตรวจสอบทะเบียนปืนแล้วปรากฏว่าเป็นปืนที่ปล้นมาจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547



จาก การตรวจสอบประวัติของทั้งสองคน พบว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีแกนนำแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบของ ศปก.ตร.สน โดยนายอับดุลเล๊าะ มีหมายจับคดีฆ่าคนตายของ สภ.สะบ้าย้อย 3 คดี ส่วนนายตูวันมูฮัมมัด มีหมายจับในคดีฆ่าคนตายของ สภ.สะบ้าย้อย 4 คดี ขณะนี้กำลังสอบสวนขยายผลเพื่อหาตัวเครือข่ายรายอื่นๆ ในพื้นที่ต่อไป



ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ดูงานพัฒนาระดับหมู่บ้าน

วัน เดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ไปที่มัสยิดบาโงสาเรง หมู่ 1 บ้านสาเก ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา พร้อมด้วย พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มแม่บ้าน โดยมี นายหะยีดาโอ๊ะ ดีลาตานา อิหม่ามประจำมัสยิดและคณะกรรมการมัสยิดให้การต้อนรับ



หลัง จากนั้น ผบ.ทบ.พร้อมคณะได้เดินทางไปรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ที่ฐานปฏิบัติการหน่วย เฉพาะกิจยะลา 13 และเยี่ยมเยียนให้กำลังใจกำลังพลที่หน่วยพัฒนาสันติ (นพส.13-7) ร้อย ร.711 หน่วยเฉพาะกิจยะลา 13 ที่หมู่ 2 บ้านบือแนลาแล ต.สะเอะ อ.กรงปินัง พร้อมติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ชุมชน ต.สะเอะ ตามแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



พล. อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามการปฏิบัติงานโดยรวมของหน่วยกำลัง และได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 รวมทั้งได้ลงไปดูกิจกรรมแบบส่วนเล็กๆ ภายในหมู่บ้าน ซึ่งหน่วยกำลังที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนจัดทำขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจอันดี กับประชาชน เพื่อหาแนวทางให้สถานการณ์ในพื้นที่เกิดความสงบสุข ซึ่งก็พบว่าได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ได้รับทราบถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ว่าต้องการอะไร สามารถประสานต่อไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อให้มาดูแลเรื่องการพัฒนาที่ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่าง แท้จริง



รองผู้ว่านราฯ ปลื้มชาวบ้านแจ้งเบาะแสวิสามัญฯ คนร้ายได้หลายราย

ที่ จ.นราธิวาส นายธนน เวชกรกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ข้าราชการตำรวจ ทหาร และประชาชน รวมถึงทายาทของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาศัย หรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 7 อำเภอของ จ.นราธิวาส ได้แก่ อ.รือเสาะ ศรีสาคร จะแนะ ระแงะ สุไหงปาดี สุคิริน และ อ.เมือง รวมทั้งสิ้น 53 ราย เป็นเงิน 3,838,400 บาท



โอกาส นี้ นายธนน ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการชี้ เบาะแสของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ทำให้ในเดือน ม.ค.2552 เพียงเดือนเดียว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและวิสามัญฆาตกรรมกลุ่มแกนนำคนสำคัญไปได้หลายราย พร้อมทั้งตรวจยึดอาวุธปืนสงครามของเจ้าหน้าที่ที่คนร้ายชิงไปกลับคืนมา กระทั่งเหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงพอสมควรในเดือน จึงขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือเช่นนี้ต่อไป เชื่อว่าคงอีกไม่นานเกินรอจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีแนวโน้มเกิดความสันติ สุขอย่างยั่งยืนอีกครั้ง



ด้าน นายศิริชัย ลีวรรณนภาใส นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า จะจัดโครงการดูแลสุขภาพผู้แสวงบุญที่เดินทางกลับจากการไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยกำหนดให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งในสังกัด จัดให้มีบริการเชิงรุกในชุมชน ออกเยี่ยมบ้านประชาชนเพื่อให้บริการตรวจสุขภาพทั่วไป ได้แก่ การวัดความดันโลหิต การเจาะเลือดตรวจหาโรคเบาหวาน คัดกรองโรคติดต่อระหว่างประเทศ เช่น ไข้กาฬหลังแอ่น โรคซาร์ส และโรคติดต่ออื่นๆ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ระหว่างวันที่ 10-13 ก.พ.นี้

“สาทิตย์” ตั้งกก.ปฏิรูปสื่อรัฐ พร้อมดันช่อง 11 ให้พื้นที่สาธารณะ-ประชาสัมพันธ์รัฐ

ประชาไท

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ก.พ.52 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน กลุ่มวิชาการสื่อสารทางการเมือง คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา “รัฐบาลกับการปฏิรูปสื่อไทย” โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการสัมมนาว่า แนวทางการปฏิรูปสื่อรัฐของรัฐบาลชุดนี้ จะเริ่มที่กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ที่กำหนดแนวทางไว้ 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเปลี่ยนโลโก้สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที



ส่วนระยะยาวในช่วง 7-8 เดือนข้างหน้า เป็นการเปลี่ยนเนื้อหารายการช่อง 11 โดยกำหนดสัดส่วน 50% จะ เปิดพื้นที่สาธารณะให้กับผู้ผลิตคุณภาพและภาคประชาชน ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นสร้างสรรค์สังคม แต่จะไม่ใช่ “ทีวีสาธารณะ” เหมือนทีวีไทย สำหรับสัดส่วนอีก 50% จะเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดี ระหว่างภาครัฐ และประชาชน


นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา กรมประชาสัมพันธ์ อ่อนแอมากในเรื่องกำลังคน ส่วนช่อง 11 เรียกว่าอยู่ในฐานะติดลบจากการดำเนินงาน เพราะไม่มีรายได้จากการขายโฆษณาเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐมักขอใช้พื้นที่ฟรี โดยมีบุคลากรกว่า 100 คนที่บริษัทเอกชนร่วมผลิตดูแล และจ่ายเงินเดือนให้



“วันนี้ช่อง 11 ไม่สามารถผลิตรายการเองได้ทั้งหมด ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการปฏิรูปสื่อรัฐ” นายสาทิตย์กล่าว พร้อมเสริมว่าอย่าง ไรก็ตาม การให้ช่อง 11 เป็นสื่อนำเสนอเนื้อหาสาธารณะ และประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เป็นเรื่องที่มีความยากลำบาก ในการหารายได้เลี้ยงตัวเอง ดังนั้น แนวทางที่รัฐจะต้องดำเนินการ คือ ให้งบประมาณสนับสนุน ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาว่าหากช่อง 11 จะต้องปฏิรูปตามแนวคิดของรัฐบาล จะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งอาจจะนำเสนอของบประมาณเพิ่มเติมให้ช่อง 11 ในการจัดทำงบประมาณปี 2553


นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อภาครัฐ ทำหน้าที่ศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสื่อรัฐใน 3 ประเด็น คือ 1.ศึกษาโครงสร้างกรมประชาสัมพันธ์ว่า ควรจะเป็นแบบใดและการนำสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) และสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ออกมาจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ที่ปลอดจากการแทรกแซงของรัฐ 2.ศึกษา โครงสร้างการบริหารคลื่นความถี่ของ อสมท.ในอนาคต และแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ของหน่วยงานต่างๆ หลังประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับแก้ไขปี 2543 และ 3.ทำให้เกิดคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ กสทช.ว่าจะดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ของหน่วยงานต่างๆ อย่างไร


“คณะกรรมการชุดนี้ จะมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ และผม เป็นที่ปรึกษา และมีคณะกรรมการอีกกว่า 10 คน จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์, นักวิชาชีพสื่อ, องค์กรภาคประชาชน ฯลฯ โดยมีบุคคลทาบทามแล้ว เช่น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากทีดีอาร์ไอ, นายภัทระ คำพิทักษ์, ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ, ดร.พิรงรอง รามสูตร รณะนันท์, ดร.วิลาสินี พิพิธกุล, นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์” นายสาทิตย์ กล่าว

สีลม-สาทรน้ำไม่ไหล3วัน!

ประชาไท

ประชาสัมพันธ์การประปานครหลวง แจ้งว่า กปน.มีความจำเป็นต้องปรับปรุงสถานีไฟฟ้าย่อยของสถานีสูบจ่ายน้ำลุมพินี ในคืนวันเสาร์ที่ 7 ก.พ.2552 ตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึงวันอังคารที่ 10 ก.พ.2552 เวลา 06.00 น. โดยจะเพิ่มการสูบจ่ายน้ำจากแต่เพิ่มการสูบจ่ายน้ำจากสถานีสูบจ่ายน้ำคลองเตย และโรงงานผลิตน้ำสามเสนไปทดแทนเพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ดี ระหว่างดำเนินการจะส่งผลให้น้ำประปาไหลอ่อน ถึงไม่ไหลในพื้นที่สำนักงานประปาสาขาทุ่งมหาเมฆทั่วพื้นที่ได้แก่



1.ถนนเจริญกรุง ตั้งแต่แยกสาทร ถึงถนนตก 2.ถนนพระราม 3 ถนนตก ถนนสาทร ถนนสีลม 3.ถนนจันทน์ ถนนสาธุประดิษฐ์ ช่องนนทรี บริเวณเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 4.ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนเจริญราษฎร์ (เหนือ-ใต้)



นอกจากนี้ การประปานครหลวง (กปน.) จะทำการซ่อมท่อประปาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,000 มิลลิเมตร บริเวณถนนมอเตอร์เวย์ ฝั่งขาเข้าเมือง โดยจะดำเนินการในคืนวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ในระหว่างดำเนินการส่งผลให้น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหลในพื้นที่ดังต่อไปนี้



1.ในทางคู่ ขนานวงแหวนตะวันออก หมู่บ้านนันทวัน-อ่อนนุช, หมู่บ้านมัณฑนา-รามคำแหง, หมู่บ้านมัณฑนา-วงแหวนพระราม 9, หมู่บ้านกฤษณา, ซอยเฉลิมพระเกียรติ 25 2.ในทางคู่ขนานมอเตอร์เวย์ โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง ชุมชนริมคลองทับช้างบน 3.หมู่บ้านนักกีฬา ถนนกรุงเทพกรีฑา 4.ถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง บริเวณแยกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ถึงถนนสุขาภิบาล 2



ด้าน นายบัณฑูร ชื่นกุล รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวถึงท่อประปารั่วในแฟลตตำรวจ รวมทั้งการบริหารการจัดเก็บค่าน้ำประปาภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่กลายเป็นปัญหาสะสมและเป็นภาระแก่ สตช.จนทำให้มีหนี้ค่าน้ำค้างชำระของอาคารที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจสะสมต่อ เนื่องนั้น กปน.และ สตช.ได้ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาหนี้ค้าง ปี 2541-2549 ประมาณ 40 ล้านบาทที่ค้างชำระสะสมจนลดลงกว่า 90% ปัจจุบันยังมีหนี้ค่าน้ำตามแฟลตตำรวจค้างจ่ายเป็นเงินประมาณ 2 ล้านบาทเศษ ผู้บริหารของ สตช.อาทิ กองงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบก.งป.) กองการเงิน กองสวัสดิการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) กองบังคับการตำรวจนครบาล (บกน.) 1-9 ประชุมร่วมกับ กปน.เพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว



ล่า สุด สตช.จะให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณเพื่อให้ กปน.เป็นผู้บำรุงรักษาระบบประปาภายในหน่วยงานของ สตช. โดยจะดำเนินการใน 3 หน่วยงานเป็นโครงการนำร่องก่อน ซึ่งนอกจากให้บริการตรวจสอบหาท่อรั่ว ซ่อมท่อ บำรุงรักษาระบบท่อประปาภายในแล้ว กปน.ยินดีจะให้บริการรับจ้างอ่านมาตรและออกใบแจ้งหนี้แก่บ้านพักของ สตช.ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและบุคลากรมืออาชีพ ทั้งนี้ ระยะแรกจะเน้นงานซ่อมท่อประปา ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำนอกจากแก้ปัญหาหนี้ค้างแล้ว ยังช่วยลดภาระเรื่องงบประมาณที่เป็นค่าน้ำของ สตช.ในอนาคตอีกด้วย รวมทั้งปัญหาหนี้ค่าน้ำที่เรื้อรังมานานจะได้ยุติ

ทบ.ปัด ไม่มีงบลับสลายเสื้อแดง 2 พันล้าน แจงเป็นโครงการสู้วิกฤตด้วย ศก.พอเพียง

ประชาไท

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการดีสเตชั่น ระบุรัฐบาลร่วมมือกับกองทัพ ใช้งบลับของกองทัพจำนวน 2 พันล้านบาท ทำโครงการย่อยสลายมวลชนเสื้อแดงทั่วประเทศว่า ยืนยันว่าไม่มีโครงการดังกล่าว แต่โครงการที่กองทัพบกกำลังทำคือ โครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยฝึกอบรมกำลังพลของกองทัพบกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนไปทำข่าว ไม่ได้เป็นเรื่องลับหรือปกปิดแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ามันถูกโยงเข้ามาเป็นประเด็นทางการเมือง


พ. อ.สรรเสริญกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน กองทัพจึงนำเอาศักยภาพของกองทัพในยามปกติมาช่วยเสริมงานในภาคพลเรือน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ให้มีความเข้าใจในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตเรื่องปากท้องไปได้ และไม่ได้ทำเองทั้งหมด แต่ประสานงานกับหน่อยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องแหล่งน้ำ และที่ดิน ก็ต้องไปตามผู้เกี่ยวข้องมาช่วยด้วย ปัจจุบันก็มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อยู่ โดยจะลงพื้นที่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ไปถึงเดือนสิงหาคม


"ขอ ย้ำว่านโยบายหลักของกองทัพบก คือเราสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ แล้วโครงการทั้งหลายเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นเรื่องปากท้อง เรื่องการกินอยู่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหลักในการขับ เคลื่อนโครงการ เพราะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ กองทัพจึงเอาตรงนี้มาขยายผล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องประเด็นการเมือง กองทัพเป็นกลไก เป็นเครื่องมือสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาลในการบริหารงาน ไม่ใช่สนองตอบในเรื่องการเมือง" โฆษกกองทัพบกกล่าว


เมื่อถามว่า งบประมาณดำเนินการโครงการดังกล่าว เป็นงบลับ 2 พัน ล้านบาท อย่างที่ฝ่ายค้านระบุหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า งบประมาณดำเนินการเรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในหมวดรายการอะไร แต่ไม่ใช่ 2 พันล้านบาทอย่างที่ระบุแน่นอน


"ผม ไม่แน่ใจว่างบใช้จำนวนเท่าไหร่ แต่ขอเรียนว่า งบที่เราไปทำ เราคิดเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ที่ลงไปปฏิบัติงานในหมู่บ้านเท่านั้น และใช้หมู่บ้านละหลักพันบาทเท่านั้น การดำเนินงานเรื่องนี้ มีแต่ค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และค่าน้ำมัน ในการเดินทางไปในพื้นที่ที่รับผิดชอบเท่านั้น และไม่ได้เลือกทำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ทำทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ" โฆษกกองทัพบกกล่าว


พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวพร้อมหัวเราะถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ อ้างว่ากองทัพบกใช้งบลับ 2 พันล้านบาท เพื่อล้มล้างระบอบทักษิณว่า "ไม่มี ไม่มีหรอก งบลับอะไร 2 พันล้าน ผมไม่เห็นมีหรอก"





"สุเทพ" ยันไม่ใช้เงินทำลายเสื้อแดง

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ "มติชน" ถึงเรื่องเดียวกันว่า เรื่องนี้จบได้เลย ขอยืนยันดังนี้ 1.ไม่มีงบลับถึง 2 พันล้านบาทอย่างที่เป็นข่าว 2.รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะเอางบประมาณไปทำลายล้างกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่กล่าวหา และ 3.รัฐบาล นี้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาชาติ สถาบัน ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศก็จะทำกันภายในทั้งที่เป็น พลเรือนและทหาร โดยใช้งบประมาณตามปกติ ที่จะต้องนำไปสนับสนุนทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น


"โครงการ ดังกล่าวทางรัฐบาลมีจริง แต่ไม่ใช่งบลับ เพราะมีหลายกระทรวงที่จะต้องช่วยกันทำ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขเรียบร้อย และขอยืนยันว่าเงินงบประมาณดังกล่าวไม่ได้หวังเพื่อมาล้างสมองกลุ่มคนเสื้อ แดง" นายสุเทพกล่าว




โฆษกประชาธิปัตย์ระบุ ไม่เคยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ที่ ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า คำพูดของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหารัฐบาลจับมือกองทัพใช้งบประมาณ 2,000 ล้าน บาท ทำแผนงานเสริมสร้างสมานฉันท์โดยอ้างสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อหวังทำลายคนเสื้อแดงนั้น ถือเป็นการจงใจใส่ร้ายโดยไม่ละอาย ที่ส่งผลกระทบถึงสถาบันที่อยู่เหนือความขัดแย้ง ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเดียวกับพรรคเพื่อ ไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ หรือสถาบันอื่นๆ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง


นพ. บุรณัชย์กล่าวว่า อยากให้นายณัฐวุฒิกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้งกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีการจับกุม น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดา ตอร์ปิโด" และนายสุชาติ นาคบางไทร รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางคนตะโกนว่า "ทักษิณจงเจริญ" จนถูกจับดำเนินคดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนายณัฐวุฒิ เคยสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันสูงสุดของชาติบ้าง หรือไม่


"ถ้า คิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพ เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามาเพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการ เมือง ถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ" นพ.บุรณัชย์กล่าว และว่า รู้สึกแปลกใจเพราะจุดประสงค์ของแผนงานดังกล่าว เน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน ทำไมนายณัฐวุฒิจึงไม่เห็นด้วย




"เพื่อไทย" จวกกองทัพครองเมือง

นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอยืนยันว่า งบฯดังกล่าวมีแน่นอน โดยเริ่มดำเนินการไปตั้งแต่เดือนมกราคม และจะเร่งใช้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับมีการโยกย้ายนายตำรวจ และต่อไปจะโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อล้างระบอบทักษิณและเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง


"ชี้ ให้เห็นว่าเป็นยุคกองทัพครองเมืองคือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ต่างเสนอโครงการจัดซื้อยุทธปกรณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทราบว่ากองทัพบอกเสนอจัดซื้อรถถังและเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ กองทัพเรือ เสนอจัดซื้อเรือรบและเรือดำน้ำ และกองทัพอากาศเสนอจัดซื้อเครื่องบินกริฟเพนอีก 1 ฝูง ทั้งหมดใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมที่จะขอเงินประจำตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตร เพื่อนำเงินเข้าคลัง ตอนนี้อยู่ในช่วงหารือ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลปากดีไม่มีกึ๋น จนประเทศชาติต้องตกอยู่ในภาวะถังแตกหลังจากเร่งแจกเงินตามนโยบายประชานิยม" นายพร้อมพงศ์กล่าว


นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงงบฯลับของกองทัพ 2 พัน ล้านบาท เพื่อใช้สร้างความสมานฉันท์ว่า เป็นลักษณะการดำเนินการเช่นเดียวกับสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อหวังหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณ เพราะพิจารณาเนื้อหายุทธศาตร์ เป็นการทำลายล้างพรรคเพื่อไทยโดยตรง หากเป็นไปตามที่อ้างว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ ทำไมต้องทำเป็นงบฯลับ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กองทัพเป็นผู้ปกครองรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลปกครองกองทัพอย่างที่เข้าใจ



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนมีข้อมูลถึงการใช้งบฯลับของรัฐบาลกับกองทัพ ประมาณ 2,000 ล้าน บาท เพื่อกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐบาล คำถามคือรัฐบาล นายกฯ และ นายสุเทพ ทำไมต้องปิดลับ และต้องโฟกัสเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารทำให้เชื่อว่า รัฐบาลจับมือผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างอิงสถาบันเบื้องสูง

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า น่าสังเกตว่าตารางเวลาการดำเนินโครงการ น่าสนใจมีส่วนสัมพันธ์กับกรณีที่นายสุเทพ ออกมาพูดเรื่อง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความต้องการเป็นประธานา ธิบดี ตนได้สอบถามพี่น้องเสื้อแดง ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ทราบว่ากองกำลังของเหล่าทัพ และกอ.รมน.ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน เข้าใจว่าคือภารกิจนี้ใช่หรือไม่





.......................................

ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ และเว็บไซต์เดลินิวส์

ต้องฟังคำวิจารณ์!



คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
05 ก.พ. 2009

โดย อัชฌาวดี

เป็นข้อชี้แนะที่น่าสนใจกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่เห็นด้วยกับการจัดงบกลางปีของพรรคประชาธิปัตย์

โดยเฉพาะการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ประจำไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ว่าไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
กระทั่งภายหลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาขอบคุณสำหรับความเห็นของนายบรรหาร

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ แสดงความมั่นใจว่าเงินที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จะถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้พบปะกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รอคอยเงินตรงนี้ เพราะขณะนี้กำลังประสบความยากลำบาก

รัฐบาลอาจคิดว่าการแจกเงินจำนวน 2,000 บาท ประชาชนจะนำไปใช้จ่ายทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่อย่าลืมว่า บางคนอาจนำเงินไปใส่กระเป๋าเฉยๆ ก็ได้

นักเศรษฐศาสตร์ออกมาวิเคราะห์ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ตรงจุดเท่าที่ควร เพราะการหว่านเงินเพื่อซื้อใจมวลชนอาจสูญเงินเปล่าไม่เกิดความยั่งยืน

หลายคนวิตกกังวลถึงความยั่งยืนในเม็ดเงินที่ไหลลงไปว่าทำอย่างไรจะไม่เป็น เพียง “ไฟไหม้ฟาง” ระยะ 1-2 เดือน แต่หลังจากนั้นกลับไปสู่สภาพเดิม

นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่เกิดจากการเลือกใช้ “นโยบายประชานิยม” โดยเสนอว่าวิธีแก้ไม่ใช่การนำเงินไปแจก

หากแต่ต้องเข้าไปสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินให้สามารถกล้าที่จะ ปล่อยกู้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดกลางขนาดใหญ่ ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน
ต้องไปทำขบวนการเรื่องความเชื่อมั่น เพราะเมื่อแบงก์ปล่อยกู้ออกมาเงินก็จะหมุนเวียนไม่ได้สูญหายไปไหน

ฉะนั้น ทางรัฐบาลต้องขยายเครือข่ายในเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นหน่วยราชการสังกัดกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ การแจกเงินเพื่อการกุศลเพื่อซื้อใจมวลชนอย่างเดียวอาจได้ผล แต่เป็นเพียงระยะสั้น และไม่สมาร์ท

นายวิษณุ บุญมารัตน์ อาจารย์ประจำคณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นว่า มาตรการส่วนใหญ่ที่ทางรัฐบาลชุดนี้ประกาศออกมาให้คำจำกัดความว่าเป็นนโยบาย แบบ "อภิมหาประชานิยม"

เนื่องจากทำให้ประชาชนเกิดภาวะพึ่งพิงรัฐบาลมากที่สุด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายในการบริหารประเทศแบบเศรษฐกิจพอ เพียง แต่นโยบายที่ออกมาล้วนต้องใช้เม็ดเงินที่สูงทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น นโยบายเรียนฟรี ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์การเรียน หนังสือ และเครื่องเขียน

ทั้งหมดนี้เป็นการใช้เงินที่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่ม ที่ไม่ได้กระจายรายได้ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยจริงๆ หรือผู้ที่ตกงาน

เป็นเหมือนการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะปัญหาปัจจุบันคือปัญหาของการว่างงาน รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหาตรงส่วนนี้ด้วยการเอาเม็ดเงินของรัฐบาลมาจ้างงานเพิ่ม ให้กับผู้ว่างงานดีกว่าการนำเงินไปกระจายให้ผู้มีงานทำอยู่แล้ว
เพราะเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีหนี้สิน การได้เงินเพิ่มก็จะนำเงินส่วนนี้มาจ่ายหนี้สินเดิม ที่ไม่ได้กระจายรายได้ต่อ

ที่รัฐบาลอ้างว่า เงินกว่า 50% ได้ไหลลงสู่รากหญ้านั้นจริงๆ แล้ว เงินก็จะมีการไหลกลับมาสู่ภาคธุรกิจที่แทรกซึมลงสู่รากหญ้ามากกว่า

สินค้าที่จะได้รับอานิสงส์ในการกระจายรายได้ของรัฐบาลสู่รากหญ้าในครั้งนี้ คือ สินค้ากลุ่มมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ หรือแม้กระทั่งกลุ่มค้าปลีกต่างๆ อย่างเช่น สินค้าอุปโภค บริโภค มากกว่าการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่มีปัญหาตกงาน

ข้อท้วงติงของนายบรรหาร และคำวิจารณ์ของนักวิชาการเหล่านี้ล้วนมีคุณค่ายิ่งนัก พรรคประชาธิปัตย์น่าจะนำไปไตร่ตรองดูนะครับ!

'โอบามา'เร่งแผนกระตุ้นศก.คาดจันทร์นี้ลงมติผ่านร่างงบฯ

ประชาทรรศน์
08 ก.พ. 2009

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกา กล่าวผ่านเว็บไซต์รายการประจำสัปดาห์ ระบุหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ประนีประนอมกันได้เรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งลงมติผ่านร่างงบประมาณ 827,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาใช้จ่ายโดยเร็ว เพราะชาวอเมริกัน ทั้งประเทศกำลังรอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม คาดว่าวุฒิสภาจะลงมติผ่านร่างงบประมาณครั้งสุดท้ายก่อนวันจันทร์ ที่ 9 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับวันอังคาร ที่ 10 ก.พ. ตามเวลาในไทย)

ทั้งนี้ รัฐบาลนายโอบามา เตรียมลดภาษีครัวเรือนให้กับชาวอเมริกันให้ได้มากกว่าครอบครัวละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดภาษีผู้ซื้อบ้านใหม่หรือซื้อรถยนต์ใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวเลขชาวอเมริกันตกงานมีแล้วมากกว่า 3.6 ล้านคน

IMF เรียกร้องทั่วโลกกระตุ้นเศรษฐกิจ

IMF ร้องทั่วโลกเร่งบังคับใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมให้สร้างความโปร่งใสกับภาคการธนาคารเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน

นายโดมินิก สเตรา-คาห์น กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยวันนี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆประกาศออกมาจนถึงขณะนี้ ใกล้เคียงกับที่ไอเอ็มเอฟตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2 เปอร์เซนต์ ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลก แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือผลบังคับใช้จริงของมาตรการเหล่านี้ โดยอ้างถึงความล่าช้าในสหรัฐจากการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล และในยุโรปจากกระบวนการทางการเมือง

นอกจากนี้กรรมการจัดการ IMF ยังเรียกร้องให้สร้างความโปร่งใสกับภาคการธนาคาร เพราะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขความสูญเสียอย่างชัดเจน และตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ไม่มีทางเรียกความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน กลับมาได้ ซึ่งรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกควรออกมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นเพื่อ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยยุคเศรษฐกิจถดถอยเมื่อ 80 ปีก่อนเขายังสนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่ตั้งเป้าจะอัดฉีดเงิน อย่างน้อย 780,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจที่กำลังบอบช้ำ โดยกล่าวว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้ว

คมช.ได้ทีเย้ย 'แม้ว'มีกรรม' !เอกยุทธ'จวกยับ'สุเทพ'ปัญญาอ่อน

ประชาทรรศน์
07 ก.พ. 2009

'สมเจตน์' แขวะ 'แม้ว' น่าสงสารยังตกในห่วงของกรรม แถมต้องชดใช้ ชี้ถ้าหมดกรรมเมื่อไหร่ คงหยุดป่วน โปรยยาหอม ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา 'เอกยุทธ' จวก 'เทพเทือก' ปัญญาอ่อน ไร้วุฒิภาวะหยาม จนท.ไร้น้ำยาจับ 'ทักษิณ' ด้าน 'ชัยสิทธิ์' แฉ'แม้ว' ถูกสั่งเก็บ ขณะที่ เพื่อไทย ระบุ เลื่อนการเดินทางเข้าพบอดีตนายกฯ กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีมีความขัดแย้งกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่าตนกับนายยงยุทธ ไม่รู้จักกัน ตนทำงานตามหน้าที่ของตน จุดที่เกิดขึ้นคือ เค้าปราศรัย และไล่ตนและน้องชายออกจากเชียงราย ทั้งนี้ตนมองว่านักการเมืองชอบใช้วิธีการแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ดังนั้นตนจะมุ่งทำหน้าที่ให้มากขึ้นไปอีก จุดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวางแผน แต่เกิดขึ้นจากการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ เอง และพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่คิดว่า การกระทำของตนเองจะกลายเป็นจุดดับ ซึ่งนักการเมืองก็ซื้อเสียงทั้งนั้น และไม่ระมัดระวัง คิดว่าไม่มีใครกล้าจับ แต่เมื่อข่าวล่วงรู้มาถึงตน ก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ และส่งให้คนทีเกี่ยวข้อง ไปดำเนินการตามหน้าที่ ช่วงนั้นยอมรับว่า ถูกอำนาจรัฐที่รุนแรงเข้ามาบีบ แม้ตัวเองยังถูกย้าย แต่มีผู้บังคับบัญชาที่ดี ก็ย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวไม่ห่วง พูดไปอาจดูเว่อร์ เพราะการเป็นทหาร เราก็สละชีวิต หากจะตายเพราะฝีมือคนๆ เดียว ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ประมาท และไม่กลัว

ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังทำให้บ้านเมืองวุ่นวายนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ตนสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยังตกอยู่ในห่วงของกรรมและยังต้องชดใช้กรรม ซึ่งกรรมหมดเมื่อไหร่ก็คงหยุด และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าจะโดนลอบสังหารนั้นเป็นการคิดไปเอง ไม่มีใครไปลอบสังหาร คนมีเงินมหาศาล สามารถจ้างรปภ.ดูแลได้ คงไม่มีใครกล้าทำอะไร ซึ่งตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมโนภาพ คิดไปเรื่อยๆ กลางคืนนอนไม่หลับ อยากฝากว่า ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้กระทั่งเมียยังไม่ไว้วางใจ และคนอื่นจะไว้วางใจหรือ

ส่วนทีมีกระแสข่าวว่ามีส.ส.กลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปหา เพราะส.ส.เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เป็นคนออกกฎหมายมาบังคับใช้กับคนอื่น แต่ตัวเองกลับเดินไปหาคนหนีคดีอาญาน่าจะขัดต่อจริยธรรม อยากฝากว่า ให้คิดให้รอบคอบว่าทำเหมาะสมหรือไม่

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน หรือถ้าจะพ้น ก็ต้องมาต่อสู้กันทางศาลก่อน พฤติกรรมของเค้าที่ดิ้นรน ก็เพราะไม่ยอมติดคุก เรื่องการต่อรองขอเงินคืนนั้น ต่อรองไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นกับการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ หากเห็นแก่ประเทศชาติ ก็ต้องสงบนิ่ง อย่ามาทำป่วนและสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน หากทำได้ วันหนึ่งก็กลับประเทศได้ ส่วนส.ส.ที่ยังหวังกับทักษิณ ก็ไม่ทราบว่า หวังอะไร หวังอะไรไม่ทราบ

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า การที่ทหารจะเข้าไปสู่การเมือง ไม่ใช่ว่าเข้าไปโดยระบอบเผด็จการ ก็อาจมีทหารเข้าไปลงเลือกตั้ง การบอกว่าทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้นไม่ใช่ แต่ไม่ควรเอาตำแหน่งลงไปยุ่งเกี่ยว แต่โดยอาชีพ ควรมีคนเข้าไปเล่นการเมือง เพื่อปกป้อง ไม่ให้การเมืองมาล้วงลูกและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาทหารเพราะจะเป็นผลเสีย การเมืองเราไม่บริสุทธิ์ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถดูแลความมั่นคงของประเทศได้

“ขณะนี้ผมมองดูว่า การเมืองต้องมีความเข้าใจ รักษาความถี่-ความห่าง ระหว่างทหารกับการเมือง ทหารคือกลไกของรัฐ แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องรักษาความห่าง-ความชิดตรงนี้ไว้ ปล่อยให้การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหน้าที่ของทหาร”พล.อ.สมเจตน์กล่าว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์รัฐบาลประชาธิปัตย์กับทหาร พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่สุด มีกฎระเบียบของพรรคในการดูแล มีการพูดถึงความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลัก ระหว่างนี้ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา

"เอกยุทธ" จวก "เทพเทือก" ปัญญาอ่อนหยามจนท.ไร้น้ำยาจับ "ทักษิณ"

กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดี โดยระบุว่า ไม่เชื่อว่า เราจะมีขีดความสามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่คนหนีคำพิพากษาธรรมดา แต่เป็นมหาเศรษฐี ตำรวจจะซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อไปไล่จับคงไม่ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางการข่าวจะไม่สามารถติดตามได้เลยหรือ นายสุเทพ กล่าวว่า เราคงไม่ทุ่มเทงบประมาณไปไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ส่วนการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศนั้น ก็เป็นดุลพินิจของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ของนายสุเทพ แสดงให้เห็นว่า ไร้วุฒิภาวะมาก เสมือนบอกว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีปัญญาไปจับพ.ต.ท.ทักษิณได้ เพราะเค้าเป็นมหาเศรษฐี มีเครื่องบินส่วนตัว ทั้งที่ความจริงแล้ว การจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ หากต้องการจัดการจริงๆ แค่ยกเลิกพาสปอร์ตก็จบแล้ว ไม่ใช่พูดปัญญาอ่อนแบบนายสุเทพ ว่าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณ

“การเอาคนผิดกลับประเทศ วิธีที่ทำได้และง่ายสุดคือ การยกเลิกพาสปอร์ตที่พ.ต.ท.ทักษิณมีอยู่ทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นนักโทษที่หนีคดีแล้ว จะมาอ้างเรื่องเสรีภาพคงไม่ได้ จะเห็นว่าแค่การยกเลิกพาสปอร์ตทางการทูต ก็ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวไปประเทศต่างๆ ลำบากมากขึ้น เพราะหลายประเทศก็เริ่มปฏิเสธไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศแล้ว เพราะเป็นผู้ต้องโทษ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า มันได้ผล แต่ก็ไม่ทำ ไม่ยกเลิกพาสปอร์ตทั้งหมด”นายเอกยุทธกล่าวและว่า ที่นายสุเทพพูด ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากเป็นฝ่ายค้านหรือส.ส.ธรรมดา ก็คงไม่เป็นไร แต่วันนี้มีตำแหน่งใหญ่ คือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มาบอกได้อย่างไรว่า เค้ารวย เจ้าหน้าที่ไม่มีขีดความสามารถ แสดงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นคนรวย-คนจน และเลือกปฏิบัติ เป็นการพูดรายวันที่กร่างมาก การจะพูดจาอะไรกับสื่อ ควรตรึกตรองให้ดีด้วย เพราะคำพูดมักเป็น “นาย” ตัวเองเสมอ จึงต้องขอประณาม

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า ที่น่าตลกคือ บอกว่าคงจับพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แต่ส.ส.ฝ่ายค้านกลับไปหาพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างเอิกเกริก แถมยังบอกเองว่า เสาร์-อาทิตย์จะไปพบที่ฮ่องกง ทั้งนี้ตนมองว่า ฝ่ายรัฐบาลเองมากกว่า ที่ไม่กล้าและไม่อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวาย ยิ่งหากพ.ต.ท.ทักษิณเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็จะเป็นการจุดชนวนขึ้นมาได้ขณะที่เป็นฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณเองที่ไม่กล้ากลับมา เพราะกลัวติดคุก จึงเป็นเรื่องที่เล่นเกมสงครามน้ำลายใส่กัน

“การไปพบนักโทษหนีคดีของ ส.ส.ฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นเรื่องแปลก บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณสร้างผลประโยชน์มากมาย ถือว่าเลอะเทอะ เพราะช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม และเป็นรอบของมัน แต่อยากให้ย้อนกลับไปดูว่า สมัยไทยรักไทยอยู่ ประชาชนมีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น เงินในโครงการประชานิยมที่ลงไป ก็ไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มเลย เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ อย่างโอท็อป ก็ไปสนับสนุนให้เค้าผลิตสินค้า แต่หาตลาดให้ไม่ได้ หลายรายก็เริ่มประสบปัญหา รวมถึงเรื่องอีลิทการ์ด บอกว่าเป็นการ์ดที่มีสิทธิอย่างมากขายกันเป็นล้านบาท เอาสิทธิของคนไทยหลายอย่างไปขายให้ต่างชาติ ประเทศไทยไม่ใช่ขอทาน ไม่ใช่ต้องการให้คนจ่ายแค่ 1 ล้านบาท แต่มีสิทธิมากมาย แต่คนไทยเองกลับไม่มีสิทธิ”นายเอกยุทธกล่าวและว่า อยากให้คอยสังเกตว่า ใครมาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2553 ขึ้นไป ก็จะได้รับการเชิดชูว่า เก่ง เพราะเป็นรอบของเศรษฐกิจ ที่จะพลิกฟื้นขึ้นมา

'ชัยสิทธิ์'แฉ'แม้ว'ถูกสั่งเก็บ

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ส.ส. ลูกพี่ลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีขบวนการเพื่อต้องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ จริง ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะเปิดเผยแหล่งที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ การประกาศต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะถูกฝ่ายอื่นจ้องทำร้ายมาก จึงต้องลุกขึ้นสู้บ้าง อีกทั้ง สถานการณ์พรรคเพื่อไทย จำเป็นแล้วที่จะต้องหาผู้นำที่เข้มแข็งมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนการที่จะให้กลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย เป็นเรื่องยาก หากกลับมาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ซึ่งจะทำให้ตายเร็วขึ้น เพราะในเรือนจำ สังคมรู้ดีว่ามีสภาพอย่างไร

พท.เผยตัวเต็งหน.พรรคคนใหม่'เหลิม-มิ่งขวัญ'มาแรง

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าขณะนี้ พรรคยังไม่ตกลงว่าจะเป็นบุคคลใด ระหว่าง 3

คน ที่เป็นแคนดิเดต คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน นายมิ่งขวัญแสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าพ.อ.อภิวันท์ อาจจะรับตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจาก เป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ดังนั้น ผู้ที่เหมาะสมอยู่ในขณะนี้คือ ร.ต.อ.เฉลิม กับ นายมิ่งขวัญ ซึ่งจะต้องมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่วันที่ 10 ก.พ. นี้ ขณะที่มั่นใจว่า ส.ส.ของพรรค จะไม่ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น หลังมีกระแสข่าวว่า ส.ส.ในสังกัด จ.เพชรบูรณ์และ สระบุรี เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ส.ส.นครพนม ยังกล่าวถึง การเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศว่า ส่วนตัวจะเดินทางไปพบ เพื่อให้กำลังใจ แต่ที่ไม่สามารถบอกสถานที่พำนักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะเกรงเป็นเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

พท.ยกเลิกพบ'แม้ว'

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ของพรรคที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์นี้ ต้องยกเลิกการเดินทางกะทันหัน เนื่องจากได้รับการประสานจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชัดเจน โดยหลังจากนี้จะประสานกันใหม่อีกครั้ง โดยอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า

นายประชากล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้ต้องยอมรับว่า เรื่องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ ไม่ได้ตัดทิ้ง ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยก็ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน ใครคิดที่จะทำเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันอยากเป็นใหญ่เกินตัว มีแต่ความอิจฉา โดยได้วางแผนคิดอยู่าภายในประเทศไทย เพราะกังวลและกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้พรรคกำลังเตรียมข้อมูลเรื่องการอภิปรายไม่ ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีข้อมูลจำนวนมาก กำลังจัดทำให้เป็นระบบ นอกจากเรื่องปัญหาที่ดิน การแจกถุงยังชีพปลากระป๋องเน่า ยังมีเรื่องการฟอกเงินในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล และมีคนของพรรคการเมืองหนึ่งถูกจับที่บ่อนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

จากประเด็นร้อนที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และในฐานะคณะทำงานฝ่านการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้เปิดโปงว่ามีพรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพ ร่วมกันทำลายพรรคเพื่อไทย กลุ่มนปช. และผู้ที่ให้การสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยใช้งบประมาณ 2 พันล้านบาท เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพออกโรงตอบโต้ชี้แจงในข้อเท็จจริงกันใหญ่ โดยล่าสุดในวันนี้ (7 ก.พ.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวแถลงตอบโต้กรณีว่า คำพูดดังกล่าวถือเป็นการจงใจใส่ร้ายโดยไม่ละอายต่อผลกระทบถึงสถาบันที่อยู่ เหนือความขัดแย้ง จึงขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ หรือสถาบันอื่นๆ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า อยากให้นายณัฐวุฒิกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มนปช.ทั้งกรณีหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ที่มีการดำเนินการจับกุม น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด และ นายสุชาติ นาคบางไทร รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน ตะโกนว่า “ทักษิณจงเจริญ” จนถูกแจ้งจับดำเนินคดี ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนายณัฐวุฒิ เคยสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันสูงสุดของชาติบ้าง หรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพ เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามาเพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการ เมืองถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ

แขวะ'พท.'วิ่งเต้นหาหัวหน้าพรรคไกลถึงฮ่องกง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดเผยเรื่องการใช้งบ 2,000 ล้านบาท ในกรณีดังกล่าวนั้นได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแล้วหรือไม่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุว่ายังไม่เห็นรายละเอียด เป็นเพียงการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิเท่านั้น และรู้สึกแปลกใจว่าในเมื่อจุดประสงค์ 4 ข้อของแผนงานดังกล่าว เน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน เหตุใดจึงไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ตนมองว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเป็นเพราะต้องการหารือเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อย่างที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะพิจารณาในวันที่ 10 ก.พ.นี้ แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาหัวหน้าพรรคตามกระบวนการภาย ในของพรรค แต่จะต้องเข้าไปวิ่งเต้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคเพราะตำแหน่งนี้ถือว่าสำคัญ เนื่องจากต้องได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รวมทั้งกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และที่สำคัญเพื่อหวังไปถึงการเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องไปขอความเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องมาขับเคลื่อนแผน ยุทธศาสตร์ 9 ทัพ ที่มีเนื้อหาให้มวลชนมาต่อสู้นอกสภา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ห่วงใยในประเด็นนี้ว่าจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์ความ ขัดแย้งและเกิดความแตกแยกในสังคมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านการโฟนอิน แต่ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายของบ้านเมืองด้วยการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่า พรรคได้ขอให้รัฐบาลรับรองเรื่องความปลอดภัย จะไม่มีเหตุการณ์เหมือนครั้งมีเหตุคาร์บอม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ที่มาเก๊า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งที่มีข่าวว่าทางการจีนไม่อนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศจีน เรื่องนี้จะดำเนินการและประสานกับทางจีนหรือไม่อย่างไร นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการพิจารณาภายในของจีน ที่จะกำหนดการเข้า ออกของบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอวีซ่าไปที่จีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่ ส่วนเกาะฮ่องกง หรือ เกาะมาเก๊า แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของจีนแต่ก็ถือว่าเป็นเขตพื้นที่ปกครองพิเศษ จึงต้องไปดูหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

ปชป.จ่อสืบคดีเลขาฯ'เหลิม'กินป่ายันไม่ดิสเครดิตใคร

นอกจากนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ร.ต.อเฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า ต้องขอถามก่อนว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาในข้อหา ร่วมกับภรรยา บุกรุกที่ป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร ซึ่งตรวจพบว่ามีการบุกรุกที่เกินกว่าการแสดง

สิทธิที่ได้จับจอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ในระหว่างนั้นมีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวน จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม ว่า ให้คนของตัวเอง ดำเนินการผิดกฎหมาย ในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตามพรรคจะมอบหมายให้ตัวแทนของพรรคไปสืบค้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหวังสกัดกั้น ร.ต.อ.เฉลิม ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณะชนได้รับ ทราบก่อนที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเข้ามาอาสาทำงานทางการเมือง และต้องมีหน้าที่ที่จะปกป้องสถาบัน ดังนั้นการเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงต้องสืบค้นต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีส่วนรับทราบเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลใกล้ชิดหรือไม่ ไม่ได้หวังที่จะดิสเครดิต ร.ต.อ.เฉลิม อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต

ผบ.สส.เย้ย'ทักษิณ'พูดซ้ำซากยันทบ.ไม่มีงบลับ

ขณะที่พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีงบลับ 2 พันล้านว่า กองทัพไม่มีงบลับที่จะนำมาดำเนินการตามที่มีการกล่าวอ้าง ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ จะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคมไทยหรือไม่ ส่วนตัวไม่มีความเป็นห่วงเป็นในเรื่องนี้ ทุกคนทำงานตามหน้าที่ สังคมก็ทราบสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าสังคมมีความต้องการจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไป และการออกมาพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่พบว่าจะมีเรื่องอะไรใหม่


ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวอีกว่า สำหรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ เป็นการชุมนุมที่สามารถทำได้ตามวิถีแห่งประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในส่วนของกองทัพไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ

'เดอะตู่' แขวะ'เทือก' ปัดตาใส งบ 2 พันล้าน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีงบลับของกองทัพ 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้สร้างความสมานฉันท์ ว่าเป็นลักษณะการดำเนินการเช่นเดียวกับสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) เพื่อหวังหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณ เพราะเมื่อพิจารณาเนื้อหายุทธศาตร์เป็นการทำลายล้างพรรคเพื่อไทยโดยตรง เพราะหากเป็นไปตามที่อ้างว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ ทำไมต้องทำเป็นงบลับ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเป็นผู้ปกครองรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลปกครองกองทัพอย่างที่เข้าใจ

ส่วนที่นายสุเทพบอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้ ต้องถามกลับไปว่า นายสุเทพเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีเหตุใดจึงไม่ทราบ และที่สำคัญนายสุเทพไม่ได้ปฎิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตรงนี้จะพิสูจน์ว่ากรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ ส่วนการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นนายจตุพรกล่าวว่า ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะใช้เป็นหมัดเด็ดล้มล้างรัฐบาล โดยขณะนี้รอเพียงเอกสารชิ้นสุดท้ายให้สมบูรณ์ครบถ้วนก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจให้ประชาชนได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้วก็จะประกาศวันยื่นอภิปราย โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดหมายการชุมนุมกดดันรัฐบาล ว่าจะใช้วันและสถานที่ใดควบคู่ไปกับการดำเนินงานในสภา

เพื่อไทยแฉแหลกรบ.จับมือกองทัพ จัดงบลับทำลายเสื้อแดง

อย่างไรก็ดีประเด็นร้อนดังกล่าว ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีความตั้งใจจะกลับมายังประเทศไทยเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยณัฐวุฒิ กล่าวว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีการดำเนินการหลายๆ ด้าน อาทิ ทางกฎหมาย และในสภาผู้แทนราษฎรและด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ตนมีข้อมูลสำคัญที่จะขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลชุดนี้ และนายทหารใหญ่บางนาย ซึ่งตนมีเอกสารเป็นสำเนาพาวเวอร์พอยท์ ในการประชุมฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกซึ่งประชุมเมื่อต้นปี 2552 โดยมีการสรุปเนื้อหาสาระโครงการดังกล่าวเป็นการใช้งบลับของรัฐบาลในการ ดำเนินงาน ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการมี 4 ข้อหลักๆ ดังนี้ 1.ปกป้องและเทิดทูนให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความสามัคคี 2.ช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน3.สร้างความเข้าใจ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ของประชาชนในชาติโดยใช้แนวทางสันติวิธี และ 4.สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ โดยทราบมาว่าโครงการในลักษณะนี้ เป็นการสร้างความสามัคคี ไม่น่ามีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะดำเนินการโดยทางลับ นอกจากนี้ ที่สำคัญมีรายงานบันทึกแนบท้ายการประชุมว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ฉะนั้น ในกรณีนี้หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้จับมือกับผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ โดยมีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับ รัฐบาลเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเกือบ 2,000 ล้านบาท

แกนนำนปช.กล่าวต่ออีกว่า ตนมีความสงสัยที่ต้องการจะสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าทำโครงการนี้โดยบริสุทธิ์ใจทำไมต้องปิดลับ

และต้องโฟกัสเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดง จากข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏในเอกสารทำให้ตนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จับมือนายทหาร ผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างอิงสถาบันเบื้องสูง เพราะถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องเปิดเผยและทำกับคนทุกกลุ่มทั่วประเทศ ไม่ใช่มุบมิบทำ

พร้อมกันนี้นายณัฐวุฒิกล่าวเปิดเผยว่า ตนได้สอบถามไปยังพี่น้องเสื้อแดงในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ทราบว่า กองกำลังของเหล่าทัพ และกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร( กอ.รมน.)ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน ซึ่งตนเข้าใจว่าคือภารกิจนี้ใช่หรือไม่ ตนหวังว่าคำถามทั้งหมดจะได้รับคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ทบ.โยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ"เด็กบิ๊กป็อก"ผงาดถ้วนหน้า

ประชาทรรศน์
07 ก.พ. 2009


อีกหนึ่งโปรโม ชั่น 'ปชป.'คึกสั่งล้างบางสีกากี!! ฟอร์มทีมสางคดีหนุนม๊อบโกเต็กซ์ 'ฆ่าพ่อหัวโจกพันธมารเชียงใหม่-มิคสัญญีจ.อุดร' สั่งรื้อคดี ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ สั่งตร.ทีมใหม่จับตาเข้มเสื้อแดง อ้างหวั่นป่วนเมืองวันวาเลนไทน์ 'หมอท็อป'กร้าวปัดแทรกแซงทางการเมือง โดดป้องรับยัน'เทพเทือก'ไม่มีเอียว แจง'ผัวแม่เลี้ยงติ๊ก'เพราะความเหมาะสม ด้าน 'เทพเทือก'ยันย้าย'สุชาติ'ปชป.ไม่มีเอี่ยว 'สุชาติ' รับสภาพถูกเด้งไปภูธร ทบโยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ "เด็กบิ๊กป็อก"ผงาดเพียบ


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลายตำแหน่งจากการประชุมคณะกรรมการข้า ราชการตำรวจ(ก.ตร.)ว่า ทางพรรคได้ทราบว่าการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสม ความสามารถ และระบบคุณธรรมโดยเคร่งครัด ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกหรือสร้างความขัดแย้งให้สถาบันตำรวจเกิดการแตกแยก กัน เนื่องจากมีความจำเป็นที่คดีความสำคัญๆหลายเรื่องต้องได้รับการสะสางให้ได้ ข้อยุติ ไม่ว่าจะเป็นคดีการฆ่าบิดาของผู้จัดรายวิทยุชุมชนฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำ กรณีการทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จ.อุดรธานีซึ่งมีการบันทึกเทปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน กรณีการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ที่ถือเป็นกรณีใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลก รวมทั้งก็ดูเหมือนว่า ขณะนี้มีการเตรียมใช้ความรุนแรงในการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในวันที่ 14 ก.พ. ด้วย

“ดังนั้นการจัดวางตำแหน่งภายใต้การประชุม ก.ตร.จึงคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสมและความสามารถระบบคุณธรรมของผู้ที่จะรับผิดชอบคดีความต่างๆใน เรื่องที่สังคมรอว่าผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งนอกเหนือจากคดีชิปปิ้งหมูและการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว” โฆษกพรรคปชป.ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู จตร.(สบ.8) เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซึ่งเป็นสามีของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู “แม่เลี้ยงติ๊ก” และมีความสนิทสนมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคปชป.มีส่วนผลักดันการแต่งตั้งหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่าพล.ต.ท.ไถง ได้รับราชการตำรวจมาก่อนที่ภรรยาจะเริ่มทำงานการเมือง และการก้าวขึ้นมาในพรรคในขณะที่พรรคดำรงตำแหน่งเป็นฝ่ายค้านด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นระบบคุณธรรมที่ทำด้วยความรู้ความสามารถของพล.ต.ท.ไถงเอง

เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าสังคมจะมองว่าพรรคปชป.ก็มีโยกย้ายข้าราชการสำคัญเช่นเดียวกับ สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล โฆษกพรรคปชป. กล่าวว่า จริงๆ ถ้าเปรียบเทียบกันตรงๆ ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ลองพิจาณาดูว่าก่อนหน้านี้ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงก็มีแค่ นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนเดียว แต่ในส่วนของรัฐบาลในอดีตๆไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลังประชาชนหรือไทยรักไทยนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายและแทรกแซงระบบทำงานของทางราชการ ทุกคนพูดตรงกันว่าไม่เคยเห็นการดำเนินการอย่างกว้างขวางและแทรกแซงอย่างนั้น มาก่อน ซึ่งเทียบกันไม่ได้ ผมยืนยันว่าในหลักของการดำเนินการต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังผลทางการเมืองในอดีต เห็นได้ชัดว่าระบบราชการถูกแทรกแซงมาโดยตลอด

'เทพเทือก'ยันย้าย'สุชาติ'ปชป.ไม่มีเอี่ยว

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยืนยัน การเตรียมโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว จากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 รวมทั้งการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามี นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ แม่เลี้ยงติ๊ก อดีต ส.ส.แพร่ พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคนใหม่ ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และทางพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีส่วนได้เสียจากการโยกย้ายในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี นายสุเทพ ได้หลีกเลี่ยงจะให้เหตุผลถึงการเตรียมโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ ในครั้งนี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรที่หน้ารัฐสภา หรือไม่ โดยกล่าวเพียง ขอให้ไปติดตามรับฟังการชี้แจง จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทน

ด้านนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ยืนยัน โผการโยกย้ายในครั้งนี้ ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เคยมีการหารือกับนายสุเทพ ในรื่องดังกล่าว มาก่อนหน้านี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ตนเองเชื่อว่า พล.ต.ท.ไถง จะสามารถทำงานพิสูจน์ความสามารถได้ในที่สุด


'สุชาติ'ปลง!ถูกเด้งไปภูธร

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันไม่รู้สึกน้อยใจที่ถูกไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เนื่องจากตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้ายของการดำรง ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และต้องไปปฏิบัติหน้าที่ยังสถานที่ใหม่อย่างเต็มที่เช่นกัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่จากที่เคยได้ปฏิบัติงานมา ถึงแม้ว่าพื้นที่ทางภาคอีสานจะมีกลุ่มเสื้อแดงไม่ถือว่าเป็นปัญหา

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง จะมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจาก พล.ต.ท.วรพงษ์ เป็นคนเก่งและทำงานดีมาตลอด

เพื่อไทยซัดโยกตร.รับลูกสกัดเสื้อแดง

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจโดยเฉพาะการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ซึ่งเป็นสามีของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของนายสุเทพ เทิอกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีว่า มองว่า การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลชุดนี้เป็นเรื่องที่น่าอายและสะท้อนให้เห็นว่าการ ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการที่ทำงานโดยชอบธรรม ไม่ได้เป็นผลมาจากสมัยของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนแน่นอน

"ผมรู้สึกเห็นใจข้าราชการที่ต้องมารับเคราะห์เพราะรัฐบาลหวัง สร้างอำนาจให้กับตัวเอง ทั้งนี้การย้ายตำรวจบางตำแหน่ง เช่น พล.ท.ไถง และ ผบช.ภ.5 ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับผมและพรรคเพื่อไทย ตรงกันข้าม กับรู้สึกสมเพชและคิดว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังดำเนินการในลักษณะเช่นนี้อีกไม่นานจะได้รับผลสะท้อนจากการกระทำของตัวเอง " นายจตุพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการโยกย้ายตำรวจหวังสลายอำนาจพรรคเพื่อไทยและสกัด กลุ่มคนเสื้อแดง นายจตุพร กล่าวว่า เป็นความคิดของคนโง่ ที่จะใช้อำนาจมากกดดัน ประชาชน ซึ่งมองว่า รัฐบาลจะถูกแรงต้าน จากประชาชนมากขึ้น จนทำให้ประชาชนต่อต้านในที่สุด ดังนั้น อยากฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าคิดผิดในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองคิดว่าจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะประชาชนจะเห็นธาตุแท้ของประชาธิปัตย์ที่เปลือยกายอย่างล่อนจ้อนออกมา ว่ามีจุดประสงค์อย่างไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นมากกแล้ว ครั้งนี้จึงต้องยอมรับการวิจารณ์อย่างหนัก ส่วนในรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ไม่เคยโยกย้ายข้าราชการเพื่อหวังแทรกแทรงการเมือง แต่พิจารณาโดยความเป็นธรรม ไม่ใช่เอาสามีคนในพรรคมามีอำนาจ

ปูดอีกจ้องทุบเพื่อไทย

ด้าน นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวในกรณีเดียวกันว่า เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งการตั้งมีตำรวจบางนายใกล้ชิดกับนักการเมืองเข้ามาคุมในตำแหน่งต่างๆนั้น คิดว่าส่วนหนึ่ง เพราะต้องการให้เข้ามาจัดการเรื่องคดีที่สามารถจะดำเนินการกับพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมเคลื่อนไหวกดดัน รัฐบาล ซึ่งมองว่าถ้ารัฐบาลหวังจะจัดการกับคนเสื้อแดงด้วยการสกัดกั้นประชาชนจะยิ่ง สร้างแรงต่อต้าน และเร่งอุณหภูมิแตกหักทางการเมืองให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้ประชาชนเลือกแล้วว่าจะสนับสนุนใคร ดังนั้น อยากให้รัฐบาลทบทวนการทำงานให้รอบคอบก่อนที่จะดำเนินการใด

โยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 39/2552 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน หรือการโยกย้ายนายทหารระดับ ผบ.พัน ทั่วประเทศ จำนวน 130 คน โดยลงนามในคำสั่งตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา พร้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ

โดยตำแหน่งสำคัญที่มีการปรับย้ายประกอบด้วย พ.อ.วิรัฏฐ์ วงษ์จันทร์ รองเสธ.พล.1 รอ.(ตท.23) เป็น รอง ผบ.ร.11 รอ. พ.อ.ธนสิน สุขโข รองเสธ.พล.1 รอ. (ตท.23) เป็น รอง ผบ.ร.11 รอ. พ.อ.รวิศ รัชตะวรรณ ผบ.ร.11 พัน.3 รอ. (ตท 27) เป็น เสธ.ร.11 รอ. พ.ท.นรภัทร กังวาลไกล หน.ฝยกพล.1 รอ.(ตท.28) เป็น ผบ.ร.11 พัน.3 รอ. พ.ท.จักรชัย ศรีคชา รองเสธ.ร.11 รอ. (ตท 28) เป็น ผบ.ร.11 พัน.2 รอ.

พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผบ.ร.1 พัน.3 รอ. (ตท 27) ซึ่งมีความใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขยับขึ้นเป็น รอง เสธ.พล.1 รอ. พ.อ.พงศ์กร อาจสัญจร หน.ฝยก.พล.1 รอ.(ตท.29)เป็น ผบ.ร.1 พัน.3 รอ. พ.อ.ศักดิ์ศรี งอยปัดพันธ์ เสธ.ร.31 รอ. (ตท.23) เป็น รองผบ.ร.31 รอ. พ.ท.อัศวิน บุนนาค หน.ฝกร.พล.1 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ร.31 พัน.1 รอ. พ.ท.วรการ ฮุ่นตระกูล ผช.ผู้ประสานงานการยิงสนับสนุน ป.1 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน.31 รอ.

พ.อ.ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ รองเสธ.พล.2 รอ.(ตท.22) เป็น รองผบ.ร.2 รอ. พ.ท.พิษณุพงศ์ รอดศิริ หน.ฝยก.พล.ร.2 รอ.(ตท.27) เป็น ผบ.ร.2 พัน.3 รอ. พ.ท.สุทธิชัย ศรลัมพ์ รองเสธ.ร.21 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ร.21 พัน.3 รอ. พ.ท.วิรัตน์ คำวิลัย หน.ฝขว.พล.ร.9 (ตท.27) เป็น ผบ.ร.9 พัน.3 พ.ท.พิทยากูล โพธิสุวรรณ ผช.ผู้ประสานการยิงสนับสนุน ป.9 (ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน.9 พ.อ.ไพรัช โอราฬไพบูลย์ เสธ.ช.1 รอ.(ตท.25) เป็น ผบ.ช.พัน.112

พ.อ.ธเนศ วงศ์ชะอุ่ม รองเสธ.พล.ร.6 (ตท.21) เป็น รองผบ.ร.6 พ.ท.ประจวบ มูลประดับ หน.ฝกพ.พล.ร.6(ตท.25) เป็น ผบ.ร.6 พัน 1 พ.ท.สฤษดิ์ สิงหโยธิน หน.ฝกร.พล.ร.6 (ตท.25) เป็น ผบ.ร.6 พัน 2 พ.ท.สมภพ ภาระเวช หน.ฝยก.พล.ร.6 (ตท.29) เป็น ผบ.ร.23 พัน 4 พ.อ.พีรพงษ์ เมืองบุญชู รองเสธ.มทบ.21 (ตท.19) เป็น รอง ผบ.ม.6

พ.ท.เจษฎา เงินกอบทอง ผบ.ร.7 พัน.1 (ตท 24) เป็น ผบ.ร.7 พัน 5 พ.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร ผบ.ร.17 พัน.3 เป็น ผบ.ร.7 พัน 1 พ.ท.สุจินต์ ทรัพย์สิน หน.ฝกบ.พล.ร.4 (ตท.29) เป็น ผบ.ร.17 พัน 3 พ.อ.บรรณวัฒน์ พรหมจรรย์ ผบ.กรมทหารพราน 31 (ตท.23) เป็น รองผบ.ร.17 พ.อ.จรัส ปัญญาดี ผบ.นศท.มทบ.32 (ตท.22) เป็น ผบ.กรมทหารพราน 31 พ.ท.นพดล วัชรจิตบวร ผบ.ม.พัน.9(ตท.26) เป็น ผบ.กรมทหารพราน 35 พ.ท.กฤติ พันธะสา ผช.ฝอ.5 ทภ.3 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน 9

พ.อ.ยงยุทธ เหล่าเขตร์การ ผบ.ม.พัน.12 (ตท.24) เป็นรอง ผบ.ม.2 พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ ผบ.ส่วนแยก บชร.3 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน 12 พ.อ.ประเสริฐ ขวัญชัย รองผบ.กรม.พัฒนา 4 (ตท.21) เป็น รองผบ.ร.25 พ.ท.สายน้ำ พินิจอักษร หน.ฝยก.พล.ร.15 (ตท.28) เป็น ผบ.ร.152 พัน 2 พ.ท.เฉลิมพงศ์ คงบัว ผช.ฝยก.ทภ.4 (ตท.27) เป็น ผบ.ป.พัน 5 พ.ท.วัชระ ฉ่ำแสง นายทหารฝ่ายบริการ บชร.4 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน16 พ.ท.อุดมศักดิ์ ประสพศรี หน.ฝ่ายกรรมวิธีข้อมูล รพศ.1 (ตท.29) เป็น ผบ.ส.พัน 3 รอ.

พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ เสธ.ม.4 รอ.(ตท.21) เป็นรองผบ.ม.4 รอ. พ.อ.โฆษิต ชินวลัญช์ เสธ.จทบ.สระบุรี (ตท.23) เป็น รองผบ.ม.1 รอ. พ.ท.อุดม แก้วมหา หน.ฝยก.พล.ม.2 รอ.(ตท 27) เป็น ผบ.ม.พัน 29 รอ. พ.ท.พนาเวศ จันทรังษี ผบ.ม.พัน 1 รอ. (ตท.25)เป็น ผบ.ม.พัน 1 รอ. พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา หน.ฝขว.พล.ม.2 รอ. (ตท26) เป็น ผบ.ม.พัน 11 รอ. พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผบ.ม.พัน.29 รอ.(ตท.26) เป็น ผบ.ม.พัน 3 รอ. พ.ท.อภิชาติ กุลรวิวรรณ หน.ฝ่ายกรรมวิธีข้อมูล พล.ปตอ.(ตท.30) เป็น ผบ.ปตอ.พัน 7 พ.ท.สุริยน เมธีวรรณกุล หน.ฝกบ.พล.ป. (ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน 721

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทหารส่วนใหญ่ที่ถูกโยกย้ายไปกินตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนายทหารคนสนิทขิง พล.อ.อนุพงษ์ รวมไปถึง พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ เจ้าของฉายาผู้พันขนมจีนแกงไก่ ที่เคยสร้างปรากฎการณ์ตบเท้าเข้าคูหาครั้งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

Gliese 581 c ดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะ เผยมีลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกับโลก

นักดาราศาสตร์เฮ! พบซูเปอร์เอิร์ท ร่องรอยบ่งชี้อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัย

นักดาราศาสตร์เนื้อเต้น เป็นครั้งแรกที่พบ 'ซูเปอร์เอิร์ท' ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลที่มีอุณหภูมิและลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึง กับโลก แต่มีขนาดใหญ่กว่า และน่าเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.6 เมตรของหอสังเกตการณ์ยุโรปตอนใต้ (European Southern Observatory) ในลาซิญญา ชิลี ที่มีอุปกรณ์พิเศษในการแยกแสงเพื่อตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของความยาวคลื่น ซึ่งอาจเปิดเผยถึงการมีอยู่ของโลกอื่นๆ

สิ่งที่พบคือ ดาวเคราะห์ดังกล่าวโคจรรอบดาวฤกษ์ Gliese 581 ซึ่งเป็นดาวแคระแดงขนาดพอๆ กับดาวเนปจูน แต่เล็กกว่า ให้แสงสว่างน้อยกว่า และเย็นกว่าดวงอาทิตย์ และอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง แต่ดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจไม่หมุนรอบตัวเอง อยู่ห่างออกไป 20.5 ล้านปีแสง (120 ล้านล้านไมล์) ถือเป็นดาว 1 ใน 100 ดวงที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าโลก 1.6 เท่า

สเตฟาน ยูดรี จากหอสังเกตการณ์เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และเป็นผู้เขียนหลักของเอกสารรายงานการค้นพบนี้ ระบุว่าดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ขณะนี้ถูกเรียกว่า 581 c หนักกว่าโลก 5 เท่า และมีรัศมีใหญ่กว่าโลก 1.5 เท่าเท่านั้น จากแบบจำลองทำให้คาดได้ว่า พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจเป็นก้อนหินเหมือนโลกของเรา หรือปกคลุมด้วยมหาสมุทร

ไมเคิล เมเยอร์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจนีวา ซึ่งเป็น 1 ใน 11 นักวิจัยยุโรปในทีมที่ค้นพบดาวดวงนี้ บอกว่านี่เป็นก้าวย่างสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตในจักรวาล แต่ยอมรับว่ายังมีอีกหลายคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ

เมเยอร์เสริมว่า ตามทฤษฎี 581 c มีชั้นบรรยากาศ แต่ยังไม่รู้ชัดว่าเป็นแบบใด ซึ่งหากหนาเกินไปก็จะทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีอุณหภูมิสูงเกินไป กระนั้น ทีมนักวิจัยเชื่อว่า อุณหภูมิเฉลี่ยน่าจะอยู่ระหว่าง 0-40 องศาเซลเซียส หมายความว่าอาจมีน้ำ และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ซาเวียร์ เดลฟอสซี สมาชิกทีมจากมหาวิทยาลัยเกรอน็อบ ฝรั่งเศส เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจเป็นเป้าหมายสำคัญมากสำหรับการสำรวจอวกาศใน อนาคตเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ดาวเคราะห์ดวงนี้ซึ่งอยู่นอกระบบสุริยะ (exoplanet) เป็นดาวเคราะห์ดวงเล็กที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา โคจรรอบดาวฤกษ์แม่โดยใช้เวลาเพียง 13 วัน และอยู่ใกล้หมู่ดาวฤกษ์แม่มากกว่าที่โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ 14 เท่า

การค้นพบล่าสุดนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในบรรดาดาวเคราะห์ที่ค้นพบนอกระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมด 220 ดวง ส่วนใหญ่มีอุณหภูมิไม่ร้อนเกินไปก็เย็นเกินไป หรือไม่ก็เป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์เหมือนดาวพฤหัส ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

แต่ดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ใน 'เขตแดนโกลดิล็อกส์' ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตมีโอกาสอยู่รอด และโดยทฤษฎีแล้วน่าจะเต็มไปด้วยน้ำ

คริส แมกเคย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวดาราศาสตร์จากองค์การนาซาของสหรัฐฯ ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในทีมนี้ บอกว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บน 581 c แต่หมายความว่าดาวเคราะห์ดวงนี้คล้ายโลกในแง่ความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมี ชีวิตอาศัยอยู่

กระนั้น นักดาราศาสตร์หลายคนท้วงว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า 581 c มีน้ำอยู่หรือไม่

ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์สองกลุ่มๆ หนึ่งจากยุโรป และอีกกลุ่มจากสหรัฐฯ แข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นผู้ค้นพบดาวเคราะห์แบบเดียวกับ 581 c นอกระบบสุริยะจักรวาลรายแรก

ซาเวียร์ บอนฟิลส์ จากหอสังเกตการณ์ลิสบอน โปรตุเกส ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ค้นพบ 581 c เผยว่า ทีมของยุโรปใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า HARPS หรืออุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วเชิงรัศมีที่มีความแม่นยำสูงเพื่อการค้นหาดาว เคราะห์ โดยเน้นดาวเคราะห์ที่เหมือนดวงอาทิตย์ เพื่อหาดาวบริวารที่อยู่ห่างดาวแม่ในระยะที่เหมาะสม

อนึ่ง ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ทีมจากยุโรปจะพบ 581 c เมื่อต้นเดือน รายงานฉบับหนึ่งในวารสารแอสโทรไบโอโลจีกล่าวอ้างว่า ดาวแคระแดงเป็นตัวเลือกที่ดีในการค้นหาดาวฤกษ์ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

"ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจค้นพบเพิ่มอีกหลายดวง" บอนฟิลส์ทิ้งท้าย

**********

จะว่าไปแล้ว เรื่องค้นพบดาวดวงใหม่ก็เป็นพล๊อตยอดนิยมของเหล่านักเขียนนิยายแนวไซไฟมา นานนม ทั้งเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลก กาแลกซี่ที่ไม่มีใครรู้จัก หลุมดำ การค้นหาโลกใหม่ การล่าอาณานิคมต่างดาว ฯลฯ

ใน เมื่อโลกที่เราอาศัยอยู่นี่ก็ประสบปัญหามากมายหลายแหล่ ทั้งวิกฤตโอโซน ปรากฏการณ์เรือนกระจก + ภัยพิบัติอีกนานัปการ ก็มาลองคิดกันว่าดาวดวงใหม่นี่จะมีชะตาอย่างไร ถ้า ...

1.มันสามารถเป็นโลกที่สองได้ หมายถึงสภาพแวดล้อมสามารถปรับให้มนุษย์อยู่อาศัยได้

2. นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเทคโนโลยีซึ่งสามารถทำให้มนุษย์เดินทางได้เร็วขึ้น (มากๆ)
**หมายเหตุ** Gliese 581 c อยู่ห่างโลก20.5 ปีแสง
1 ปีแสง = 9,460,528,400,000 กิโลเมตร
ยานอวกาศมนุษย์ บินด้วยความเร็วประมาณ 16 กม/วินาที
1 ปีมี 31,536,000 วินาที x 16 กม/วินาที = 504,576,000 กม./ปี
นำระยะทาง 1 ปีแสงมาหารความเร็วยาน = 18,750ปี
แสดงว่า ระยะทาง 1 ปีแสง จะใช้ยานมนุษย์ บินเป็นเวลา 18,750 ปี
ถ้าระยะทาง 20.5 ปีแสง จะใช้เวลา 384,375 ปี

3. ในเมื่อดาวดวงนั้นใหญ่กว่าโลกขนาดนั้น แรงโน้มถ่วงก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย
คิดจากสูตร F = gMm/r^2 จะได้ แรงโน้มถ่วงที่มากกว่าโลก 1.6 เท่า

อ้างอิง http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5349995/X5349995.html