CBOX เสรีชน

30 มกราคม, 2552

เผยอีกรายผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ เป็นหญิงสาวอายุ 26

ประชาไท

30 มกราคม 2552 ที่ห้องพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กอง บังคับการปราบปราม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน (สบ2) ตามหมายเรียกพยานในคดีอาญา กรณี “หมิ่นเบื้องสูง” ระหว่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ในฐานะผู้กล่าวหา กับ น.ส....... ผู้ต้องหา (ขอสงวนนาม)



ทั้งนี้ นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ได้เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบครั้งนี้เป็นการให้การตามหมายเรียกพยาน ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของ ส่วนงานต่างๆ ของเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งได้ให้การไปว่า เว็บไซต์ประชาไทได้มีสองส่วนหลักคือส่วนที่ทำหน้าที่เสนอข่าวที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งรับผิดชอบโดยกองบรรณาธิการ และส่วนที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเว็บบอร์ดเพื่อส่งเสริมการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของประชาไทรับผิดชอบในการดูแล มิให้เกิดการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งบุคลากรในประชาไทได้ให้ความสำคัญและระมัดระวังอยู่แล้ว



นอก จากนี้ บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้สอบถามกลับไปเพื่อทำความรู้จักผู้ต้องหาว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากได้รับหมายเรียกให้เป็นพยาน พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่มีชื่ออยู่ตามหมายเรียกดังกล่าวได้เข้ามาโพสต์ในเว็บไซต์ประชา ไทเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ในชื่อว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” ซึ่งได้สืบสวนพบว่าเป็นเพศหญิง อายุ 26 ปี บุคลิกเรียบร้อย ครอบครัวมีฐานะ ต่อมาได้เข้าทำการจับกุม เมื่อนายชูวัสสอบถามความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งในชั้นต้นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์และได้รับการประกันไปในที่สุด



จาก การสอบถามถึงข้อมูลของผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติมกับน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเว็บบอร์ด นางสาวจีรนุช เปิดเผยว่า ในระบบทะเบียนของประชาไทไม่มีผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” เป็นไปได้ว่า ผู้ต้องหาอายุ 26 ปีรายนี้จะเป็นผู้อื่นที่นำข้อความของผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” มาโพสต์ไว้มากกว่า ซึ่งความชัดเจนคงไม่สามารถหาได้ เนื่องจากคดีในลักษณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้สาธารณชนตรวจสอบการดำเนินคดีได้ลำบาก



อย่าง ไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับหมายเรียกพยาน ประชาไทได้พยายามสืบหาผู้ต้องหารายนี้ และได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในทัณฑสถานหญิงกลางว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้

'ณัฐวุฒิ'ของขึ้นจวก'เทือก'อย่าเมินคดีม็อบสามานย์

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009





'ณัฐ วุฒิ' สีบ'เทือก' ไร้ความชอบธรรมสั่งไล่บี้เสื้อแดง ตอกหน้ารบ.เร่งเอาผิดม็อบโกเต็กซ์ 'สุชาติ' เลือดขึ้นหน้าลั่นยอมไม่ได้ม็อบแดงเดือนเข้ายึดทำเนียบ ด้าน'เสื้อ แดงอุดร' ลั่นพร้อมลงกทม.วันนี้ จัดรถทัวร์ 8 คัน สมทบสนามหลวง'ขวัญชัย' ประกาศจุดยืน ไม่ขอสังฆกรรมสนามหลวง ย้ำไม่ขอตามรอยความเลวพันธมิตรฯ 'เทพเทือก'โว ตรึงกำลังเข้ม นปช.บุกทำเนียบไม่ได้แน่ เร่งสังการผบ.ตร.ห้ามเมินหน้าที่ ดำเนินการตามหลักสากล'พัชรวาท'เรียกทุกหน่วยรับมือคุมม๊อบเสื้อแดง 'ทักษิณ' อาสาเป็นกาวใจ ยกหูเคลียร์ ขวัญชัย-จตุพร!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.) ที่ทำเทียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเข้ายึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกเป็นห่วงหรือกังวล แต่ไม่ได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรี กรณีกลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ว่า ได้สั่งการไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ชัดเจนว่า ต้องไประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเพื่อระดมกำลังมาควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฏหมายต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเลย

สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขอกำลังทหารเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กำชับกับทางตำรวจไปแล้ว ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งถ้ากำลังตำรวจไม่พอ ก็ขอกำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้เลย และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้ทรัพย์สิน เอกสารทางราชการได้รับความเสียหาย เหมือนสมัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะไม่สามารถเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลได้ ซึ่งวันนี้ทาง ผบ.ตร.จะนัดฝ่ายตำรวจ ประชุมวางมาตรการดูแลการชุมนุม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลา 14.00 น.

อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ได้กำชับตำรวจให้ทำตามกฎหมาย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งตำรวจจะมีแนวทางการทำงานอยู่ และยืนยันไม่ได้มีการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง และไม่มีการคาดโทษหากผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล แต่จะไม่ยอมให้ตำรวจละเลยไม่รักษากฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกเข้ามาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องไปถามรัฐบาลที่แล้ว เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลก็มีวิธีการของตน ซึ่งถ้ามีอะไรที่ทำผิดกฎหมาตำรวจต้องจับกุม ถ้าไม่จับก็จะจัดการกับตำรวจ

'ณัฐวุฒิ' 'เทพเทือก'จี้เอาผิดม็อบโกเต็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้ร่วมดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวตอบโต้นายสุเทพ ว่าไม่มีความชอบธรรมจะพูดจาหรือดำเนินการใดๆ ต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันนั้น รักประชาธิปไตยและประเทศไทยไม่น้อยไปกว่านายสุเทพ นอกจากนี้ยังกล่าวต่อ ให้นายสุเทพใช้เวลาในการดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดกับกลุ่มคนที่สร้างความ เสียหายให้กับประเทศก่อนหน้านี้จะดีกว่า

อีกทั้งนายณัฐวุฒิยังกล่าวเสริมอีกว่า ได้รับข้อมูลมาว่า หากผู้ประกอบการรถเช่า หรือรถทัวร์ต่างจังหวัด ที่ให้บริการกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ อาจจะมีปัญหาในการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการรถเช่า ทั้งนี้ยังมีการส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เพื่อกดดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงลังเลใจในการเข้าร่วมชุมนุม


'ขวัญชัย'ยันไม่ตามรอยพันธมิตรฯ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรัดอุดร ได้โทรศัพท์สายตรงมาจาก จ.สุพรรณบุรี ผ่านคลื่นชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม97.50เมกะเฮริตซ์ เพื่อแสดงจุดยืน โดยขอสงวนท่าทีไม่นำสมาชิกชมรมคนรักอุดรเข้ากรุงเทพมหานครในวันที่ 31 ม.ค.นี้ พร้อมย้อนถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปยึดและชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วคนเสื้อแดงจะไปเลียนแบบพันธมิตรฯ ทำไม และในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและส.ส. โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้คุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ให้กำลังใจให้รักษาฐานที่ จ.อุดรธานี เอาไว้และรักษามาตรฐานคนเสื้อแดงเหมือนอดีตที่เคยทำมา

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายขวัญชัยจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ขอให้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประจำสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

'ทักษิณ'เป็นกาวใจโทรฯเคลียร์ผสานเสื้อแดง

ขณะนี้ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ออกอากาศผ่านทางคลื่น FM 97.50 เมกกะเฮริตซ์ ทำความเข้าใจกับ สมาชิกชมรมคนรักอุดร ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวระหว่างผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์กับ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่มีการปะทะคารมกันทางสื่อมวลชน ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวมของคนเสื้อแดง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกับ นายขวัญชัย และ นายจตุพร แล้ว

เสื้อแดงอุดรฯยกทัพ 600 คนเข้ากทม.

ฟากชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้ส่งคนเสื้อแดงจาก จ.อุดรธานี เข้ามาสมทบยังกรุงเทพฯแล้ว โดยเป็นรถทัวร์จำนวน 8 คัน บรรจุได้กว่า 400 คน และจะเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในค่ำวันนี้อีก 200 คน เพื่อไปสมทบกับคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ได้ต้องการไปไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะแต่อย่างใด

ท้ายสุดนี้นายวันชัย เงินศรี แกนนำและผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้มีประชาชนลงชื่อเป็นจำนวนมากที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางลงกรุงเทพฯใน ครั้งนี้ ซึ่งหลังเสร็จงานนี้สิ้นแล้วแล้วคนรู้ใจอุดรธานีจะตั้งเวที ที่ สนามทุ่งศรีเมือง โดยจะเชิญ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มาปราศรัยใหญ่ที่ จ.อุดรธานี

ชาวลำปางขนไข่เข้ากรุง

ด้านประชาชนชาวลำปางกว่า 200 คน ได้สวมเสื้อแดงเตรียมขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อจะเดินทางไปกับขบวนรถไฟที่ 102 เชียงใหม่ - กรุงเทพมหานคร เป็นขบวน รถไฟฟรี 6 โบกี้ โดยทุกคนจะสวมเสื้อแดงเพื่อแสดงพลัง และไปร่วมกับชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางมีอายุประมาณ 35 - 45 ปี และ นำสัมภาระเป็นเสื้อผ้า และเครื่องใช้ส่วนตัว ซึ่งสามารถพักค้างแรมได้ประมาณ 3 - 4 วัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามรายงานของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง มีประชาชนชาวลำปางเดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,200 คน สำหรับกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อ ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปที่สถานีรถไฟให้ทราบว่า การเข้าร่วมชุมนุมและเดินทางครั้งนี้ ไม่มีการพกอาวุธ หรือสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ว่าชาวเสื้อแดงลำปางส่วนใหญ่นำไข่ไก่ติดตัวไปด้วย และแกนนำประกาศขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงทุกคน ดูแลรักษาไข่ของตนเองให้ดี เพื่อไม่ให้ไข่เกิดแตก เพื่อจะใช้ในการชุมนุมครั้งนี้

ผบ.ตร.เรียกทุกหน่วยถกด่วนรับมือเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 14.00 น.ของวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จะเข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบ ร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาล ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่นัดรวมพลชุมนุมใหญ่วันเสาร์นี้ ที่ท้องสนามหลวง พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ภายหลัง พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีหนังสือคำสั่งเรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานความมั่นคง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ผู้บังคับการตำรวจจราจร และผู้บังคับการอำนวยการ ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพล เพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นภารกิจหน้าที่ของตำรวจนครบาลโดยตรงในการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ตัวแทนจากกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และปลัด กทม. พร้อมคณะทำงาน เข้าประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารดังกล่าวด้วย

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงจะมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวัน ที่ 31 ม.ค.2551 ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีจริงหรือไม่ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานจากแกนนำ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น.จะมีการประชุมหารือ เพื่อวางมาตรการในดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกทม. ทหาร มาร่วมหารือ ทั้งนี้ การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หากชุมนุมโดยปราศจากอาวุธก็สามารถทำได้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากจะมาปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเราคงยอมไม่ได้ ส่วนกำลังจะใช้จำนวนเท่าไหร่นั้น ต้องรอผลสรุปในที่ประชุม

นปช.บุกสถานฑูตเวียดนาม

นายวีระ มุสิกกพงษ์ พร้อมด้วย นายจักรภพ เพ็ญแข และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ได้ยื่นหนังสือกับ เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเวียดนาม ซึ่งเป็นสถานทูตแห่งสุดท้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดย นายวีระ กล่าวว่า จนและแกนนำคนอื่น ๆ ได้ทำหน้าที่ชี้แจงตามสถานทูตต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อย่างครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากนี้ไป ตนจะกลับไปเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสถานหลวง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ จะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก

กลาโหม แจงทหารไม่แทรกแซง

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ว่า หากตำรวจต้องการให้ทหารช่วยก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานและเดินหน้าไปด้วยดี จึงขอฝากประชาชนทุกฝ่ายช่วยกันทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อยสัก ระยะหนึ่ง ซึ่งหากมีอุปสรรคอะไรค่อยมาว่ากัน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายจตุพร ระบุว่า กองทัพบกส่งทหารเข้าไปแทรกซึมอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงนั้น พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ทหารไม่ทำเช่นนั้น ทหารจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของใคร แต่เรื่องติดตามสถานการณ์ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องดูแลอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสงบในประเทศให้มากที่สุด ต่อข้อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดการปะทะกันหากใช้กฎหมายเข้มงวด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกัน คนไทยด้วยกันต้องพูดจากัน ไม่มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง และคิดว่าไม่น่ามีมือที่สาม

'นกคุ่ม' ยันรบ.ไม่ปรารถนาความรุนแรง

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทางเจ้าหน้าที่คงจะมีการเตรียมการประเมินและมีแผนรองรับสถานการณ์อยู่ แล้ว และรัฐบาลไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ซึ่งมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแล รับผิดชอบ อีกทั้งทางกลุ่มเสื้อแดงเองก็ได้ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวโดยที่จะไม่ทำอะไรให้ ผิดกฎหมาย ดังนั้นการที่จะมีการบุกทำเนียบคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการเข้ามาในทำเนียบเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ซึ่งคนที่เป็นแกนนำก็เคยกล่าวหาคนอื่นว่าบุกรุกทำลายสถานที่ราชการและแจ้ง โทษฐานเป็นกบฎอีกด้วย ฉะนั้นวันนี้แกนนำคงจะรู้ว่าแนวคิดที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้อย่างไรก็คงไม่ทำ อย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการบุกรุกเข้ามาจริงจะมีการสลายการ ชุมนุมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คงมีแผนอยู่แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ความจริงรัฐบาลไม่ปราถนาที่จะใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นและไม่ใช้ความรุนแรงใน การสลายการชุมนุมอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องรักษากฎหมายไว้อย่างเคร่งครัด ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทางแกนนำยังมีเวลาที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่ทำนั้น เป็นประโยชน์ของบ้านเมืองหรือเป็นเพียงตอบสนองความต้องการของคนบางคนเท่า นั้นโดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

ขู่DTVห้ามสร้างแรงกระเพื่อม

เมื่อถามว่า จะมีการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงผ่านดีทีวี และมีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมจะมีการดูแลอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามปกติแล้วการเสนอข่าวสื่อทุกฝ่ายก็ทำอยู่แล้ว แต่หากเป็นไปในลักษณะมีการปลุกระดมกัน ตามที่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงออกมาคือมีวิทยุชุมชนหลายที่ที่กำลังใช้วิธี การปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จในการสร้างความเข้าใจผิดและปลุกระดม ประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามอยู่

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ เนื่องจากขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็อย่าไปทำอะไรที่กระทบกับความสงบเรียบร้อย แต่เรื่องวิทยุชุมชนที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง สัปดาห์หน้าตนได้เชิญทางอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ไว้ แล้ว อีกทั้งเมื่อวานก็ได้มีข้อมูลวิทยุชุมชนที่มีการปลุกระดม และมีเทปให้ฟัง และตนได้ฟังเอง ซึ่งก็มีข้อความชัดเจน ที่ส่งมาจาก จ.อุดรธานี ก็มีข้อมูลมาเรื่อยๆ ส่วนในกรุงเทพฯกับปริมณฑลในตอนนี้มีคนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของ DTV มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมงตรงนี้จะดำเนินการหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากดำเนินการไปโดยไม่มีอะไรผิดกฎหมายคงไม่เป็นไร แต่หากผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายรักษากฎหมายต้องไปดำเนินการ แต่เท่าที่ฟังจากนายอดิศร เพียงเกษ แถลงข่าวเมื่อวาน (29 ม.ค.) ก็พูดว่าจะทำหน้าที่สื่อตามปกติ ซึ่งตนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้มีอะไรแอบแฝงในลักษณะที่ทำให้ก็ไม่ควรที่จะทำให้เกิดความเสีย หายกับบ้านเมืองขึ้นมาก่อน

งบกลางปีติดลบ 'คลัง'ก้มหน้าถังแตก 3แสนล้าน!!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คลังก้มหน้ายอมรับ กระเป๋าใกล้แบน เผยยอดเม็ดเงินรายได้รัฐไม่เข้าเป้าตกฮวบร้อยละ16 ขาดทุนยับ 3 แสนล้าน กรรมาธิการประชาธิปัตย์ ไล่บี้กรณ์แจงตัวเลขให้ชัด ปลัดคลังแนะทางออกเร่งรบ.ใช้มาตรการกระตุ้นเศราฐกิจ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวันนี้(30 ม.ค.) นั้นโดยที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง และคณะเข้าชี้แจง โดยกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ทันในเดือนก.พ. และมี.ค.นี้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจติดลบถึงร้อยละ 3
โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 พบว่ารัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 16 ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์รายได้ตลอดปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 132,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียงร้อยละ7.9 โดยมีการตั้งรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังสำหรับงบกลางปีไว้จำนวน12,900 ล้านบาท จากรายได้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และรายได้จากผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างซักถามถึงสาเหตุของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เช่น งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ที่ผู้รับเหมาต่างยังไม่ได้รับเงิน ขณะที่นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ ในฐานะกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงการคลังชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนทราบ เชื่อว่าเหตุที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ เป็นเพราะประเทศไทยไม่มีเงินคงคลัง มีแต่เพียงตัวเลขลอยๆ เท่านั้น จึงอยากทราบว่าความจริงขณะนี้เงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนเท่าใด


อย่างไรก็ตามนายศุภรัตน์ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้เม็ดเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ดังนั้นการบริหารเงินคงคลังต้องทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งสิ้นเดือนธ.ค. 2551 มีเงินคงคลังเหลืออยู่ 52,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่เงินคงคลังเหลืออยู่ไม่มากเนื่องจากที่ผ่านมาลดการกู้ยืมเงิน จากต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย

ท้ายสุดนี้หากตัวเลขต่างๆ ไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อีก ทั้งนี้กรอบการกู้ยืมเงินมีกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้การขาดดุลงบประมาณทั้งประจำปี และกลางปีมีจำนวนกว่า 340,000 ล้านบาท

คปส.ย้ำชัดล้างบางวิทยุชุมขัดรธน.ชี้3ทางออกรัฐบาล!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คปส.สุดทน!เสนอ 3 ทางออก!ให้รัฐบาลยุติส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน-เปิดโอกาสให้กลไกอิสระทำ หน้าที่ปราศจากฝ่ายการเมืองแทรกแซง-พร้อมสนับสนุนให้กำกับดูแลกันเอง ย้ำชัดขัดรธน.-นโยบายแถลงต่อรัฐสภา

จากกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จ้องปิดสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างว่ามีการร้องเรียนและมีหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของ วิทยุชุมชนจำนวน 5 แห่ง ที่อยู่ใน 3-4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และอุดรธานี พร้อมทั้งมอบให้เลขาฯกทช.ประชุมเพื่อพิจารณาร่างระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อดำเนินการเอาผิดกับวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจังนั้น

วันนี้ (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้เรียกร้องให้หยุดส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของรัฐในอันที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับ สิทธิพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น การที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลเรื่องสื่อได้ออกมาส่งสัญญาณให้มีการจับกุมวิทยุชุมชนที่มีความคิด เห็นแตกต่าง หรือคัดค้านการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) เห็นว่าเป็นท่าทีผิดปกติของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลนี้มีนโยบายสำคัญแถลงต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และจะจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองให้สื่อมีเสรีภาพ ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบกับสังคมตลอดจนจะดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายอย่าง ถูกต้องเป็นธรรม

ซึ่งประการสำคัญ คือ ในขณะนี้มีกลไกที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือ อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุ ชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อวิทยุและโทรทัศน์โดยตรง แต่เป็นหน้าที่ของกลไกอิสระตามกฎหมาย ซึ่งไม่ควรถูกแทรกแซงการทำหน้าที่จากทุกภาคส่วน

ดังนั้นคปส. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลยุติการส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน และมีความอดทน อดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การทำงานของรัฐบาล โดยให้คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานในการสื่อสารของประชาชนภายใต้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย

2.ให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้กลไกอิสระได้ทำหน้าที่ โดยไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ไม่สามารถใช้สิทธิที่ จะสื่อสารความเห็นที่แตกต่างได้ และกระบวนการในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นให้เป็นหน้าที่ของกลไก อิสระตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.ให้รัฐบาลสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองในกลุ่มวิทยุขนาดเล็ก โดยเปิดเวทีให้วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจท้องถิ่น ทุกกลุ่มได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา จรรยาบรรณ ในการกำกับดูแลกันเอง หากรัฐบาลวิตกกังวลว่าจะมีการใช้สิทธิการสื่อสารที่กระทบต่อความมั่นคงของ สังคมหรือเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญรองรับ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (คปส.) ในฐานะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ ประกาศกวาดล้างวิทยุชุมชนที่มีปัญหา ว่า เข้าใจว่าไม่ว่าพรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลย่อมต้องการจัดการกับสื่อ แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการปิดสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เนื่องจากหลังจากที่สนช.ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้อำนาจที่เคยอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์และสำนักนายกรัฐมนตรีถูกโอนย้ายไป อยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยมีอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทำหน้าที่วางขอบเขต หลักเกณฑ์กติกา ในการดูแลวิทยุชุมชนระหว่างรอการจัดตั้งคณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ(กสช.)ที่ จะรับช่วงต่อในอนาคต

“รัฐบาลปิดวิทยุชุมชนเองไม่ได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ม.47 ดังนั้นรัฐบาลอาจจะทำโดยใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือใช้กฎหมายอาญา เข้าไปจัดการซึ่งก็ต้องตีความว่ามาตรการเหล่านี้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.45 ที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นหรือไม่” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ส่วนที่นายสาทิตย์จะหารือกับอนุกรรมการฯนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า อนุกรรมการฯชุดดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระ อยู่ภายใต้กทช.ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นแม้ว่าสามารถทำได้แต่ก็ต้อง ระวังว่าจะไม่เป็นการแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของอนุกรรมการฯ

บิ๊กบัง ย้ำชัด!ไม่คิดเล่นการเมือง

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันยังไม่คิดเล่นการเมืองและตั้งพรรคการเมือง โปรยยาหอมปชป.น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อย ปัด กระแสข่าวคมช.อยู่เบื้องหลังสกัดกั้น'ทักษิณ'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(30มค.)พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปเป็นประธานประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผ่านศึก เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าว ยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้การเมืองไทยดีขึ้น รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นแกนนำที่ดี สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้นเป็นลำดับ ส่วนบทบาทผบ.ทบ.คนปัจจุบัน นั้นตนมองเห็นว่า กองทัพมีความเข้มแข็งดี

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงทราบดีว่า ควรทำอย่างไร เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า ตัดสินใจผิดที่แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมาปฏิวัตินั้น พล.อ.สนธิ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เรื่องผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึง พร้อมปฎิเสธกระแสข่าวว่าคมช.อยู่เบื้องหลังกองทัพเคลื่อนไหวสกัดกั้น พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงกระแสข่าวเดินทางไปพบพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศ

29 มกราคม, 2552

เราก้าวพ้นคุณทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามคุณทักษิณ

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
27 มกราคม 2552

ใน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นสื่อต่างๆ พยายามสร้างกระแสอย่างเหลือเกินว่า ท่านนายกฯทักษิณ หมดเงินแล้ว ไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินหนุนใครอีกแล้ว

ที่ จริงผมขี้เกียจสนใจข่าวนี้ เพราะท่านนายกฯทักษิณ จะหมดเงิน หรือมีเงิน มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยมากนัก เพราะเราไม่ได้ต่อสู้ ด้วยเงินของทักษิณแต่อย่างใด พวกเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้น ที่ตั้งสมมุติฐานเรื่องน้ำเลี้ยง มันจึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะน้ำเลี้ยงมันไม่มีแต่ต้นแล้ว แต่การต่อสู้ของประชาชนก็ขยายตัวไปเรื่อย

ที่ จริง "น้ำเลี้ยงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" คือ เผด็จการต่างหาก ตราบใดที่ประเทศนี้ยังไม่มีความยุติธรรม ผู้ปกครองทั้งหลาย ไม่ได้มีใจเป็นธรรม ไม่ฟังเสียงประชาชน ฝืนมติของมหาชน ตราบนั้นการต่อสู้ของประชาชน ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา

เราก้าวข้ามพ้นเรื่อง นายกฯทักษิณ ไปนานแล้ว เรายกระดับการต่อสู้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อทักษิณแต่อย่างใด มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้น หลังการทำรัฐประหาร 2549 แล้ว

แต่แม้ว่าเราจะก้าวข้ามพ้น การต่อสู้เพื่อ นายกฯทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามนายกฯทักษิณแต่อย่างใด

เรา ยกท่านขึ้นไป สู่ระดับของการเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราเอายุคสมัยของท่านขึ้นมา เป็นการให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่า หากเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ยุคสมัยที่รุ่งโรจน์สำหรับคนรากหญ้า คือ ยุคที่ท่านนายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี มันเป็นยุคทองของคนรากหญ้าอย่างแท้จริง

ท่านนายกฯทักษิณ เป็นขวัญใจของคนรากหญ้า เป็นสัญญลักษณ์ ที่ผู้คนจำนวนมากศรัทธา และให้ความเคารพนับถือ ดังนั้น ผมไม่คิดว่า ผู้นำการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงทั้งหลาย จะพยายามไปตกหลุมฝ่ายตรงข้าม "ด้อยความสำคัญของท่านนายกฯทักษิณ" ไปนะครับ

เรายังจะต้องชูนายกฯ ทักษิณ เป็นผู้นำอย่างเข้มข้นต่อไป เราต้องถือว่า ท่านคือ ธงแห่งประชาธิปไตย และเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยต่อไป

มวลชนใน ระดับรากหญ้าจำนวนมาก อาจไม่สนใจประชาธิปไตยมากนัก ไม่เข้าใจความหมายของมันอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้พัฒนาอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลางครับ

แต่คนรากหญ้านั้น ได้เรียนรู้ว่า "หนึ่งเสียงของเขานั้น" มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา พวกเขาเรียนรู้ที่จะออกเสียงเป็นกลุ่ม และออกเสียงเลือกพรรค แทนที่จะเลือกตัวบุคคลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าคนรากหญ้า จะสนใจประชาธิปไตยหรือไม่ แต่พฤติกรรมทางการเมืองของคนรากหญ้าในขณะนี้ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สิ่งที่คนรากหญ้าตระหนักใน ขณะนี้คือ ยุคทักษิณ คือยุคทองของพวกเขา เป็นยุคที่ให้ความหวัง รวมทั้งทำให้เห็นอย่างแท้จริงว่า คนรากหญ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ดัง นั้น แกนนำคนเสื้อแดง หากต้องการปลุกเร้าทางการเมือง หาแรงสนับสนุนทางการเมืองจากคนรากหญ้า จะต้องชี้ให้เห็นว่า หากเลือกฝ่ายเราที่มี "นายกฯทักษิณเป็นสัญญลักษณ์" ของคนรากหญ้า จะทำให้พวกเขามีความหวังในการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร

การขายประชาธิปไตยอย่างเดียวให้คนรากหญ้านั้น ไม่ได้ผล แต่ต้องขายสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขาเคยสัมผัสอย่างแท้จริง

และที่สำคัญคือ คนรากหญ้า ไม่เชื่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความจริงใจกับพวกเขา

ดังนั้น แม้ว่าเราจะก้าวพ้นกรณีการต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ แต่เราไมได้ก้าวข้ามท่านแต่อย่างไร

อย่าพยายามสร้างกระแสว่า ทักษิณไม่มีความสำคัญ ทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องสร้างกระแสว่า ทักษิณนั้นสำคัญ และเป็นส่วนใหญ่ทีเดียว

คน ชั้นกลางที่เป็นกลาง รักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้รักทักษิณ ที่ขบวนการประชาธิปไตยต้องการดึงเข้ามาร่วมนั้น ไม่ใช่พวกส่วนใหญ่ของสังคมนัก พวกเขาแม้เสียงดัง แต่จำนวนมีไม่มากพอที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้

สุดท้ายแล้ว เรายังต้องพึ่งพามวลชนพื้นฐานเหมือนเดิม และต้องไม่ลืมว่า ชัยชนะขั้นสุดท้ายของการต่อสู้อยู่ที่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่การเมืองข้างถนน หรือการเมืองนอกสภา ไม่ใช่การนำพรรคพวกออกไปชุมนุมเช่นเดียวกับพวกพันธมิตร และอย่าหลงเข้าไปเดินในเส้นทางเดียวกับพันธมิตร

บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้ยึดสนามบินเป็นเหตุจำปีเจ๊ง เทือกเล็งให้คนทั้งชาติรับภาระอุ้ม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
28 มกราคม 2552

เทพเทือกโดดอุ้มการบินไทยไม่ยอมปล่อยให้เจ๊ง คาดให้คนทั้งประเทศแบกรับภาระ ส่อแววโยนขี้ให้บอร์ดเป็นจำเลย โดนบอร์ดสวนกลับแฉข้อเท็จจริงเหตุการณ์ยึดสนามบินเป็นเหตุให้บริษัทขาดเงิน ทุนหมุนเวียน ส่งผลขาดสภาพคล่องเกือบเจ๊ง เผยยังขาดอีกหมื่นล้านมาต่อท่อไม่งั้นล้ม เผยหากไม่มียึดสนามบินจะขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้นไม่กระทบหนักขนาดนี้ พันธมิตรแถด้านๆอดีตนายกฯสมชายต้องรับผิดชอบ ให้ออกดีๆไม่ยอมจนต้องปิดสนามบินไล่เอง เลยช่วยไม่ได้



เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายหารบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

วันนี้(28 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลมองว่า น่ากลัวแต่ทำไมยังเงียบ คณะกรรมการ (บอร์ด) ก็ไม่ยอมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บกพร่องต่อหน้าที่และบริหารงานผิดพลาด ซึ่งนายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ ๆ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

"ต้องยอมรับว่า วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากผมไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ"

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

"รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน และจะขอคุยนอกรอบก่อน เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน"นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามว่าตัวบอร์ดบริหารงานผิดพลาดจะพิจารณาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้เข้าไปล้างบางหรือทำความสะอาดบอร์ดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งๆๆ โธ่ เดี๋ยวเขาก็ล้างตนซะก่อน ใจเย็นๆ

บอร์ดบินไทยตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

นายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาทได้แล้ว จากแผนการดำเนินงานที่จะต้องหาเงินกู้จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท โดยคาดว่าจำนวนเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านบาทจะสามารถจัดหาได้อย่างไม่มี ปัญหา

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า การรับมอบเครื่องบินแอร์บัส 330-300 จำนวน 6 ลำในปีนี้ มีความจำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ไม่ใช่เป็นภาระอย่างที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าใจ ทั้งนี้ การบินไทย ได้จ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสไปแล้ว 30-35% ของค่าเครื่องบินทั้งหมด

"เราคิดว่าอีกหมื่นกว่าล้านจะหาได้ ทุกธุรกิจก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ว่าเราขาดทุนเพราะธุรกิจไปไม่รอด แต่การซื้อเครื่องบินไม่ใช่ว่าคืนทุนได้เร็ว 3-5 ปี ฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจกับคนข้างนอกว่าการรับเครื่องบินไม่ใช่ภาระ"

นายพิชัย ยังเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ที่เข้ม แข็งกว่าเดิม และจะไม่มีเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม แม้การบินไทยจะมีเครื่องบินถึง 80 ลำ หากขึ้นบินทุกวัน มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวบินตลอด 1 เดือน ก็จะมีรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท ดังนั้นเหตุผลในการกล่วโทษการปิดสนามบิน จึงขัดกับหลักความเป็นจริง และหากมองดูงบการเงินย้อนหลังแล้ว ก็มีปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด และมักใช้การซื้อเครื่องบินเพิ่ม เป็นข้ออ้างในการเพิ่มรายได้เพื่อขอเงินรัฐบาล และยังมีการทุจริตภายในที่รัฐบาลยังไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นบริษัทที่มีข่าวการทุจจริตโกงกินมากที่สุดด้วย

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้ว กัน

เสื้อแดงเชียงใหม่ลั่น ปิดสถานีวิทยุเมื่อใดจะออกมาลุกฮือทันที

โดย generalwill
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
29 มกราคม 2552



หลัง รายงานข่าวจากสถานีช่อง 7 ภาคบ่ายวานนี้ (28 ม.ค.) กรณีนายสาทิต วงค์หนองเตยให้สัมภาษณ์ว่าจะพิจารณาปิดสถานีวิทยุของประชาชนจำนวน 4 แห่ง คือ ที่อุดร เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ฐานปลุกปั่นประชาชนให้เกลียดรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลเทพประทาน

คน เชียงใหม่เดือดดาลขึ้นทันที เพิ่มความเกลียดและชิงชังรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาอีกเป็นทวีคูณ โดยมีผู้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชุมชน FM 92.5 Mhz. และคลื่นอื่น ๆ จำนวนมาก โดยแสดงความรู้สึกว่า

- เำหตุใดจึงไม่ปิดสถานีเอเอสทีวีก่อน เพราะนั่นก็ปลุกระดม ใส่ร้าย ใส่ความ หยาบคาย ทำลายชาติยิ่งกว่า
- ทำไมละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
- นายสาทิต วงศ์หนองเตยเป็นคนที่เลวมาก ทำตัวรับใช้อำนาจเผด็จการ
- รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ทำไมประชาชนวิจารณ์ไม่ได้ ทำไมจะขับไล่ไม่ได้
- เป็นสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่จะวิจารณ์และขับไล่รัฐบาล
- รัฐบาลชุดนี้บริหารห่วย คอร์รับชั่น กำลังจะพาประเทศลงเหวแห่งหายนะ เช่น การกู้หนี้ยืมสิน การใช้กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน การไม่จัดการอย่างจริงจังต่อการประพฤติมิชอบหรือคอร์รัปชั่นของรัฐมนตรีชุด นี้ การไม่ได้รับการยอมรับจากอารยะประเทศ และการขาดวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของชาติ ฯลฯ
- สั่งปิดสถานีเมื่อใด บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนพร้อมออกมาแข็งข้อต่ออำนาจรัฐ


ผู้ นำเสนอข่าวแสดงความเห็นว่า สถานการณ์จะไปกันใหญ่ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาปลดนายสาทิตย์ เนื่องจากบุคคลนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ รังแต่จะทำให้ประชาชนเกลียด และจะทำให้รัฐบาลนี้อายุสั้นลง รูปร่างอัปลักษณ์ยังไม่พอ คำพูดก็ชวนให้เพิ่มศัตรู แถมความคิดก็ล้าหลัง "เป็นนักการเมืองยุคโลกาภิวัฒน์ แต่วิสัยทัศน์ยุคจอมพลสฤษดิ์"

ดีเดย์แดงทั้งประเทศ31มกราคม 3ทุ่มเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบจี้โจรจับโจร



ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

กำหนดการ ชุมนุมใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย"แดงทั้งแผ่นดิน"คลอดแล้ว นัดรวมพลเสาร์31มกราฯ4โมงเย็น จากนั้น3ทุ่มเคลื่อนขบวนล้อมทำเนียบ จี้เอาผิดโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ปลดกษิตพ้นรัฐมนตรีต่างประเทศ นำรธน.ฉบับประชาธิปไตยกลับมาใช้ เสื้อแดงรวมกำลังคึกคักทั้งสายเหนือ-อีสาน ส่วนคนกรุงระดมผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมแล้วขับไล่โจร ทวงคืนประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่31มกราคมนี้3ทุ่มบุกทำเนียบฯ

ผู้ จัดรายการความจริงวันนี้ นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมกันแถลงข่าวถึงการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายวีระ กล่าวว่า จะมีการชุมนุมใหญ่ ภายใต้ชื่อแดงทั้งแผ่นดินที่ ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม นี้ เวลา 16.00 น. ก่อนที่จะเคลื่อนมวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในเวลาประมาณ 21.00 น. เพื่อกดดันให้รัฐบาลปลด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิรวมทั้งควรมีการนำรัฐ ธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และสุดท้ายรัฐบาลต้องยุบสภา


ขณะที่ นายจักรภพ เปิดเผยว่า การชุมนุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการวัดกระแสของกลุ่มคนเสื้อแดงไปในตัวด้วย เพราะที่ผ่านมามีการโจมตีว่าเกิดความแตกแยกไม่มีเอกภาพ รวมทั้งข่าวว่าหมดน้ำเลี้ยงจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเสื้อแดงจะได้แสดงพลังให้เห็นว่าไม่เป็นความจริง และมากันด้วยใจไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

ขณะเดียวกันมีความ เคลื่อนไหว"แดงทั้งแผ่นอย่างคึกคัก" โดยประชาชนทั่วประเทศมีความเคลื่อนไหวชุมนุมพลเดินทางมากรุงเทพฯ ส่วนคนในกรุงเทพฯก็ชักชวนกันเข้าร่วมงานผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างคึกคัก

เสื้อแดงเชียงใหม่ยกพลชุมนุมใหญ่ กร้าวไม่ชนะไม่กลับ

มติชนรายงานว่า เสื้อแดงเชียงใหม่ ยกพลร่วมชุมนุมใหญ่สนามหลวงขับไล่รัฐบาล ลั่นไม่ชนะไม่กลับ

น. ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือ "ดีเจอ้อม" แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า ภารกิจหลักในวันที่ 30 ม.ค.ของกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การระดมกำลังไปชุมนุมต่อต้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานเปิดงานรณรงค์ "90 วัน รวมพลังหยุดเผา บรรเทาโลกร้อน" โดยจะไปชุมนุมที่สนามบินเชียงใหม่และที่จัดงานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ 2.ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแรกแล้ว กลุ่มเสื้อแดงจะเดินทางไปขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางชุมนุมใหญ่กับเสื้อแดงทั่วประเทศที่สนามหลวง โดยช่วง 1-2 วันก่อนหน้านี้ ได้ตั้งกล่องรับบริจาคและระดมทุนจากประชาชน ที่สนับสนุนการเดินทางของกลุ่มเสื้อแดงแล้ว

"การระดมทุนและเดินทาง ไปร่วมชุมนุมใหญ่ กลุ่มจะไปอย่างเปิดเผย โดยนัดให้สวมใส่เสื้อสีแดง ที่เขียนว่า "รักเชียงใหม่ 51" ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ร่วมเดินทางไม่น้อยกว่า 500 คน โดยจะมีตนและแกนนำคนอื่นร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ภารกิจหลักของการไปร่วมชุมนุมใหญ่ของรักเชียงใหม่ 51 ครั้งนี้ มีเป้าหมายกดดันให้รัฐยุบสภา และไม่มีกำหนดกลับ จนกว่าจะได้ชัยชนะ"

เสื้อแดงอุดรเริ่มระดมพลบุกสนามหลวงแล้ว
ประชาทรรศน์รายงาน ว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี ในวันนี้(29 ม.ค.) ที่จะเดินทางไปร่วมงานที่ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค.ได้มีกลุ่มชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ที่แตกตัวออกมาจากชมรมคนรักอุดร มาตั้งสถานีวิทยุชุมชน FM 99.75 MHz ได้ระดมสมาชิกคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้แล้ว 500 คน พร้อมกับได้เตรียมรถทัวร์ปรับอากาศ ชั้น 1 ไว้ 10 คัน จะออกเดินทางจาก จ.อุดรธานีในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2552 ซึ่งทางกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางไปในครั้งนี้ เป็นกลุ่มที่รักและศรัทธาใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ทางด้าน นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ยังสงวนท่าที ไม่นำคนลงไปร่วมงานในวันเสาร์ที่จะถึงนี้


เสื้อแดงเหนือจากเชียงรายชุมนุมพลคึกคัก

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรรายงานข่าวจากจังหวัดเชียงราย แจ้งว่า ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 31 ม.ค.52 ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เพื่อหวังจะล้มรัฐบาล ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่า ในพื้นที่ จ.เชียงราย เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่จะเดินทางไปสมทบกับเครือข่ายคนเสื้อแดงแล้ว

ที่ประกาศตัวว่าจะเดินทางไปอย่างแน่นอน คือ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย นำโดย น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ ที่เคยประกาศว่าจะไปร่วมทั้งการชุมนุมดังกล่าว และไปที่การประชุมอาเซียนซัมมิทด้วย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ไม่มีการประกาศตัวหรือเคลื่อนไหวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเชียงรายฮักประชาธิปไตย กลุ่มมิตรภาพป่าห้า กลุ่มอาจารย์บางคนในเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เชียงราย เขต 3

อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีอีกกลุ่มกำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก คือ บรรดาหัวคะแนนคนสำคัญของนักการเมืองที่มีอยู่ทั้ง 8 เขตเลือกตั้งของเชียงราย ส่วนกลุ่มคนเชียงรายฮักประชาธิปไตยพบว่าอาจจะมีการตั้งเวทีบริเวณใกล้กำแพง เมือง ห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมือง เพื่อถ่ายทอดการชุมชนใหญ่ที่กรุงเทพฯ ให้ผู้ที่ผ่านไปมาหรือมีอุดมการณ์เดียวกันได้รับฟังแทน

สำหรับกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมืองมีรายงานว่า มีการกำหนดให้หัวคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้ง พาคนเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ อำเภอละ 1 คันรถ โดยพื้นที่ที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนคือเขตเลือกตั้งที่ 3 โดยพบว่ามี “นายหงส์” หัวคะแนนคนสำคัญได้ตระเตรียมผู้คนเพื่อจะพาเดินทางไปยังกรุงเทพฯ อย่างคึกคัก

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางไปครั้งนี้มีการเกณฑ์บรรดาหัวคะแนนในจำนวนที่น้อยกว่าหลายครั้ง ที่ผ่านมา หรือน้อยกว่ากรณีม็อบอีแต๋นที่เดินทางไปให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนสิ้นอำนาจ

ด้าน น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวว่า สมาชิกของกลุ่มหลายคนยืนยันจะเดินทางไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ตนไม่ได้ไปเพราะติดภารกิจหลายอย่างโดยเฉพาะการเตรียมเผยแพร่วิทยุวิทยุชน คนรากหญ้าเจียงฮายทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 104 MHz

อย่างไรก็ตาม จากการรับทราบข้อมูลจากหลายฝ่ายทราบว่า นอกจากสมาชิกของกลุ่มแล้วยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากกำลังจะพากันเดินทาง ร่วมกันอย่างเงียบๆ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งค่อนข้างจะลำบาก จึงเป็นลักษณะต่างคนต่างไป กระนั้นก็จะเป็นพลังบริสุทธิ์ที่มีจำนวนมากเช่นกัน



ทางด้านชุมชนคนท่องอินเตอร์เน็ตในบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ได้แสดงความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ท้องสนาม หลวงในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552นี้อย่างคึกคัก โดยพากันให้เหตุผลในการเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน การเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แสดงความคัดค้านที่มาของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชน แต่มาจากการการชุมนุมยึดสนามบิน ก่อความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง และการสมคบคิดของชนชั้นนำผ่านกองทัพ กระบวนการตุลาการที่ให้ยุบ3พรรคการเมือง และทวงประชาธิปไตย ขณะที่แกนนำประกาศรวมตัวสนามหลวงแล้วเคลื่อนพลบุกทำเนียบ

หัวข้อกระทู้แนะนำของบอร์ดราชดำเนินเรื่อง เสื้อสีแดง ๆ ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้ใครมีเหตุผลดี ว่าไปกันทำไมบอกหน่อย เขียนว่า ใครไปเติมสีแดงให้ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้กันบ้างค่ะ งานนี้ไปกันให้เต็มสนามเลยเน้อ สิ่งก่อสร้างอะไร ๆ น่าจะไม่เหลือแล้ว เมื่อการชุมนุมล่าสุดในวันที่ 28 ธันวา คม2551 ที่ว่างแค่ครึ่งสนามต้องไปแทรกตัวกันตามสิ่งก่อสร้างเที่ยวนี้น่าจะสบายขึ้น แล้ว คนกรุงเทพปริมณฑล อย่าให้แพ้คนต่างจังหวัดต้องเสียเวลาเดินทางกันมาไกลนะคะ

งานนี้ ขอบอกก่อนล่วงหน้าว่าไม่น่าจะไปแอบคิดว่าจะไปทำไมกันเนี้ย ขอเหตุผลดี ๆ หน่อยเหอะ ยังตอบตัวเองไม่ได้สงสัยจะเริ่มขี้เกียจล่ะ เพื่อนๆ อย่าขี้เกียจตามกันนะคะงานนี้ประมาณว่าจะนับกำลังพลกันว่า สีแดงยังแรงฤทธิ์ ไม่ได้แผ่วตามขี้ปากใคร ขอตบปากพวกที่บอกว่าเพราะตรูคนถึงเยอะ หน่อยเหอะว่าคนเขาไปกัน ด้วยใจไม่มีใครจ้างไม่ต้องให้ใครจูงจมูก คิดเองเป็นเฟ้ยคนไทยไม่ได้โง่

กระทู้ ดังกล่าวนี้มีผู้ตอบกระทู้ล่าสุดถึงวันนี้(29ม.ค.)155ความคิดเห็น ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าจะเข้าร่วมการชุมนุม ด้วนเหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ ความไม่ยุติธรรม เช่น

-สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ไป คือ อยากให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เกิดขึ้นกับ ''คนบางกลุ่ม'' อยากให้รัฐบาลรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง ความชอบธรรมที่คุณอ้าง มันเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะคุณมาจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ

-ไปให้โลกรู้ว่า คนไทย รักประชาธิปไตย

-แสดงจุดยืนถึงความชอบธรรมครับ เอาผิดโจรกบฎ

-ไปเพื่อ
1. ไปทำให้ทาสเผด็จที่ปล่อยไม่ไป ทั้ง ๆ เลิกทาสมาร้อยกว่าปีแล้วเกิดสำนึกในสรีภาพของตัวเอง (จะมีมั๊ยน้อ)
2. ไล่เผด็จการอีแอบอยู่หลังประชาธิปไตยจอมปลอมที่แอบอิงรัฐธรรมนูญเผด็จการ
3. ไปกดดันแก้รัฐธรรมนูญโจร
4. ไปทำให้พวกปล้นอำนาจได้รู้ว่ายังมีคนไทยไม่น้อยได้หลุดพ้นจากความทาสที่ถูกครอบงำ
5. ไปเพื่อจะบอกว่า ประชาชนเท่านั้นที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
6. ไปเอากบฏปล้นทำเนียบและสนามบินมาดำเนินคดี


ฯลฯ

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิด ถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมน ตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการ ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

ฮึ่ม!เตือนมาร์คห้ามใช้เงินภาษีแบกขี้พันธมิตรอุดบินไทย จี้ไล่เบี้ยคนอยู่เบื้องหลังยึดสนามบินมาจ่ายชดเชย



หลักฐานโทนโท่-ภาพถ่ายหลักฐานพลตรีจำลอง ศรีเมือง ตัวแทนของพันธมิตรฯส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืนให้ประธานการท่าอากาศยานฯ เป็น1ในหลักฐานสำคัญของอาชญากรรมก่อการร้ายสากลยึดสนามบิน ส่วนอีกหลักฐานสำคัญคือประกาศแถลงการณ์ปิดสนามบินของพันธมิตรลงวันที่25พ. ย.2551 ตอนนี้การบินไทยบักโกรกขาดเงินหมุน35,000ล้านบาท หาไม่ได้มีสิทธิ์เจ๊ง รัฐบาลเทพประทานเตรียมนำภาษีคนทั้งประเทศมาอุ้ม ทั้งที่ผู้บริหารจำปีระบุชัดเจ๊งเพราะยึดสนามบิน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

รัฐมนตรี คลังใจไม่ด้านพอจะสนองใบสั่งเทพเทือก โดยลังเลใจนำภาษีคนทั้งประเทศมาอุ้มการบินไทย ขณะที่บอร์ด-ผู้บริหารจำปีไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้เจ๊งเพราะโดนปิดสนามบิน เสื้อแดงค้านไม่ยอมให้คนทั้งประเทศมาแบกขี้รับภาระแทนพันธมิตร หลักฐานโทนโท่ยึดสนามบินทั้งออกแถลงการณ์ปิด และพิธีส่งมอบคืนมัดตัวดิ้นไม่หลุด จี้ลากคอเข้าคุกพร้อมไล่เบี้ยคนอยู่เบื้องหลังต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหาย ความถูกต้องเป็นธรรมจึงจะบังเกิด




กรณ์ไม่ด้านพอนำภาษีคนทั้งประเทศอุ้มการบินไทยแบกขี้พธม.

นาย กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการขาดสภาพคล่องของการบินไทยในขณะนี้ว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด หากรัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปช่วยเหลือการบินไทย ซึ่งขณะนี้กำลังรอการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน รวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานหลังจากประสบภาวะวิกฤติ เพราะหากจะเข้าไปช่วยเหลือจะเข้าไปอย่างไร ในแง่ไหน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะพิจารณาตามความเหมาะสม

“ผมได้บอกไปหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับการช่วยเหลือการบินไทย ตรงนี้ผมยืนยันว่าต้องรอการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง เพราะหากรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือในฐานะที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เราต้องสามารถตอบได้ว่าจะนำเงินภาษีจากประชาชนไปใช้อย่างไร แต่จะพิจารณาตามความเหมาะสม หากมีการร้องขอให้ช่วยเหลือ”

เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายการบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

ก่อน หน้านั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมแสดงท่าทีว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลการบินไทย ด้วยการให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

อดีตดีดีบินไทยแฉปิดสนามบินเป็นเหตุเจ๊ง

นาย สมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย ระบุว่า ปัญหาขาดทุนและปัญหาขาดสภาพคล่องของการบินไทยไม่ได้มีสาเหตุจากผู้บริหารขาด ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประกอบกับมีเหตุการณ์ปิดล้อมท่าอากาศยาน ทำให้การบินไทยได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าสายการบินอื่น



บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว ตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

ดูเหมือนบอร์ดการบินไทยจะตกเป็นจำเลยว่าทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ซึ่งมีการปฏิเสธออกมาแล้ว โดยนายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

เสื้อแดงเตือนอย่านำภาษีมาแบกขี้ จี้ให้ริบเงินพวกอยู่เบื้องหลังปิดสนามบินมาชดเชย

ทาง ด้านแหล่งข่าวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เตือนว่าจะขอคัดค้านนำภาษีของคนทั้ง ประเทศมาอุดการบินไทยขาดสภาพคล่องครั้งนี้ เพราะบอร์ดและผู้บริหารก็บอกชัดเจนแล้วว่า ปัญหาเกิดจากการยึดสนามบิน และหลักฐานก็ชัดเจนว่าพันธมิตรเป็นผู้ยึดสนามบิน โดยมีหลักฐานชัดเจนจากการที่ออกแถลงการณ์ยึดสนามบิน เมื่อวันที่25พ.ย.2551 และมีพิธีส่งมอบคืนในวันที่3ธ.ค.2551 ดังนั้นก็ต้องไปไล่เบี้ยเอากับพันธมิตร เพราะตอนนั้นพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรรายหนึ่งประกาศว่าพันธมิตรพร้อมจะรับผิดชอบ และจำเป็นต้องไล่เบี้ยพวกที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนให้ยึดสนามบิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจที่เพิกเฉยละเว้นต่อหน้าที่ด้วย ทั้งที่รัฐบาลขณะนั้นได้ประกาศฉุกเฉินแล้ว และศาลก็มีคำสั่งให้ออกจากสนามบิน

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้ว กัน

แฉหลักฐานโทนโท่โจรพันธมิตรยึดสนามบิน แต่ยังมาแถหนีผิด

เหตุการณ์ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดยพันธมิตรได้เข้ายึดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ไปจนถึงช่วงสายวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เหตุการณ์คล้อยหลังไปเพียง 2 เดือนนี้ ฝ่ายผู้ก่อการร้ายสากลพันธมิตร พยายามบิดเบือนผ่านกระบอกเสียงของตนเองว่า พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน แต่คนสั่งปิดสนามบินคือการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

ดังเช่นบทความในเวบผู้จัดการ หัวข้อเรื่องตกลงใครปิดสนามบินกันแน่หือ..นายเสรีรัตน์?!?โดย บทความในกระบอกเสียงของผู้ก่อการร้ายพันธมิตรได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ และโยนความผิดเรื่องการปิดสนามบินไปให้นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าเป็นผู้สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิเอง

อย่าง ไรก็ตามเรื่องนี้ก็ผ่านสายตาคนทั้งโลกไปแล้วว่า คนปิดสนามบินคือนายเสรีรัตน์ หรือพันธมิตรกันแน่ โชคดีที่ว่าทุกๆอาชญากรรมนั้น อาชญากรมักต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ ต่อไปนี้คือร่องรอยสำคัญที่แม้แต่พันธมิตรก็เถียงไม่ออก

1.แถลงการณ์พันธมิตร ฉบับที่ 26/2551 ซึ่งออกในเวลา21.57 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 ตอนหนึ่งระบุว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

2.พันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืนทอท.

ปราก ฎหลักฐานเป็นข่าวไปทั่วโลกว่า หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบ3พรรคการเมืองในวันที่ 2 ธันวาคมแล้ว มีผลให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องสิ้นสุดลง ในค่ำวันนั้นพันธมิตรประกาศยุติการชุมนุม และในช่วงสายวันที่ 3 ธันวาคม ก็มีพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืน

มติชนรายงานข่าวว่า ใน เวลา09.20 น.วันที่ 3 ธันวาคม 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ได้ดำเนินการส่งมอบพื้นที่สนามบิน สุวรรณภูมิคืนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพธม.เป็นตัวแทนในการส่งมอบพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อ่านแถลงการณ์ของพันธมิตร พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนให้กับนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศไทยฯ เพื่อจะได้เปิดใช้สนามบินได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป โดยพิธีนี้กระทำขึ้นต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ปัญหามีอยู่ว่า หากพันธมิตรไม่ได้ยึดไม่ได้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผอ.ท่าอาศยานสุวรรณภูมิเป็นคนสั่งปิดเอง ทำไมพันธมิตรจะต้องมีพิธีส่งมอบคืนด้วยเล่า..

เอาแค่2ข้อนี้ ก็พอจะเห็นแล้วว่า อาชญากรได้ทิ้งร่องรอยอาชญากรรมสำคัญไว้มากเพียงใด คือเข้ายึดและปิดสนามบินก็มีแถลงการณ์ทนโท่ พอตอนเลิกยึดก็มีพิธีส่งมอบคืนต่อหน้าพระฉายาลักษณ์...แล้วจะดิ้นปฏิเสธความ รับผิดชอบ และโยนความผิดไปให้ใครอื่นอีกทำไมเล่า?

แซ่ดรายการทีวีเสี่ยตาหลุดผังช่อง5ทั้งยวง หลังตลกคู่บุญ"หม่ำ"ประกาศ"ผมเป็นคนเสื้อแดง"

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552




รายการทีวี"เสี่ยตา-ปัญญา"หลุดผังทีวีทหารช่อง5รวดเดียว5รายการ เจ้าตัวโอดผิดพลาดจากการประสานงานของบริษัท ไม่ได้มีปัญหากับผู้ใหญ่ในสถานี วงการแซ่ดหลุดทั้งยวงหลัง"หม่ำ"ตลกคู่บุญไปประกาศลั่น"ผมเป็นคนเสื้อแดง" ยำมุกฮาแดกพันธมิตรจมเขี้ยว


เสี่ยตาอ้างหลุดผังเพราะผิดพลาดประสานงาน...


หลุดผังไปมากกว่าเพื่อนสำหรับ "เสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล" บิ๊กบอส "บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)" ล่าสุดออกมาชี้แจง กรณี รายการของตนหลุดผังช่อง 5 ไปถึง 5 รายการ ทั้ง สู้เพื่อแม่ ,กล่องดำ ,รักริทึ่ม, ตลกหกฉาก และรักต้องซ่อม เจ้าตัวยันไม่เกี่ยวกับการมีปีญหากับผู้ใหญ่ แต่ปัญหาเกิดจากการผิดพลาดของการประสานงานบริษัทเท่านั้น ฟุ้งอีกไม่นานรายการจะกลับมาเหมือนเดิม

"อยากจะบอกอย่างนี้นะครับว่า หลุดผังเนี่ยเป็นความผิดพลาดเกิดมาจากบริษัทเอง ฝ่ายประสานงานของเราเกิดความผิดพลาด คือทางผู้ใหญ่คิดว่าเราไม่มีการต่อสัญญา แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่เข้าใจแล้วว่าเราไม่ได้อยากไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้เราก็ยังทำงานกันอยู่ ผู้ใหญ่ทุกท่านก็ถือว่าน่ารักมาก ก็ช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ และหน้าที่ของเราก็ยังทำอยู่ คุณภาพของเราก็ยังอยู่ เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่ายังมีรายการดีๆอยู่อีกเยอะ"

"คือกระแสข่าวจะมาหลายทางมาก ด้วยความรักด้วยความเป็นห่วง แต่จริงๆแล้วไม่ได้เกี่ยวกับทางสถานี ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรที่ไม่ดีเลย เป็นความผิดพลาดของบริษัทที่ไม่ได้ประสานงานจากเจ้าหน้าที่ของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่ทราบไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ระดับไหนก็แล้วแต่ก็มีความ เมตตากรุณาเราอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจเรา"

เผยอย่างไรเสียก็ยังจะมีรายการผลิตให้ช่อง 5 แต่รับรู้ข่าวรายการโดนปลดตอนแรกเสียใจไม่น้อย

"ตอนแรกที่รู้ว่ารายการหลุด ก็รู้สึกเสียใจ เสียใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้นแล้วเราก็เช็คดูผลปรากฎว่าเกิดจากความผิดพลาดของ เราเอง แต่เราก็ไม่ได้โทษใครไม่มีอารมณ์เสีย ไม่มีอารมณ์เครียด เพราะว่าเดี๋ยวสิ่งต่างๆก็จะเข้ามาสู่รายการปกติ"

"ตอนนี้ยังถ่ายทำรายการไม่ได้ แต่ถ้าจะได้ออกอากาศเมื่อไหร่เขาก็จะมีสัญญาณให้เราก่อน เราก็จะเริ่มถ่ายทำได้ แต่เรื่องงานเราคิดไว้หมดแล้ว และรายการของเรามันมีทั้งปรับมีทั้งเพิ่ม มีทั้งรายการใหม่ด้วย เราก็ยังอยากจะอยู่ช่อง 5 เหมือนเดิมแหละ แต่ช่องอื่นเราก็จะมีของช่องอื่นอยู่แล้ว ก็คือ 5 รายการก็ยังอยู่ที่ช่อง 5 อันนี้ก็คือ ความปรารถนาของเรา แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่เพราะว่าบางทีการอนุมัติรายการให้คนอื่นก็ต้อง ดูเวลา และก็หวังว่าน่าจะกลับไปอยู่ที่ช่องเดิมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ก็คาดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ เร็วๆนี้ แต่ว่าคนที่มีสิทธิ์ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางสถานีนะครับ ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่ท่านยังเมตตา"



ขณะเดียวกันที่บอร์ดของผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตร ได้สนทนากันในหัวข้อ"เมื่อหม่ำ จ๊กมก ประกาศกร้าวกลางพันธุ์ทิพย์" โดยระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมานั้น ที่ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ได้มีการจัดงานเลี้ยงที่ชั้นพระเครื่อง (ชั้น 3) และได้มีการเชิญพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตคู่แข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นประธานในพิธิ พร้อมกันนั้นยังได้มีการจ้างตลกคณะหม่ำ จ๊กมก มาเล่นโชว์ในงานด้วย

บนเวทีนั้นนายเพทาย วงศ์คำเหลา หรือหม่ำจ๊กมก ได้มีการเล่นตลกพูดจาเหน็บแนม พธม.เราและพูดชเลียพล.ต.อ.ประชาว่าสมัยหน้าท่านต้องได้เป็นนายกฯแน่นอน แต่เมื่อท่านเป็นอาจเจอพวกเสื้อเหลือง สนธิ จำลอง ก็จะออกมา (ซึ่งในตอนหลังจะแก้เกี้ยวว่าออกมาซื้อพระที่พันธุ์ทิพย์) และบอกว่า

"ผมไม่สนใจคนพวกนี้หรอก เพราะผมเป็นพวกเสื้อแดง"

26 มกราคม, 2552

ขอบเขตของจักรวาล

คุยกับชัยคุปต์

โดย ชัยคุปต์
จาก อัพเดท
คำถามจากคุณมิตตา

จักรวาลมีขอบเขตหรือไม่

ขึ้นอยู่กับความหมายของคำว่า ขอบเขต ครับ


ถ้าคุณมิตตาหมายถึง “ขอบเขต” จากคำว่า BOUNDARY โดยทั่วๆ ไป ตามแบบจำลองของจักรวาลที่ใช้กันมา จักรวาลก็ไม่มีขอบเขต เพราะแบบจำลองจักรวาลที่มักใช้กล่าวถึงกัน อาจเปรียบเป็นเสมือนกับผิวของลูกโป่ง ที่พองตัวขึ้นเรื่อยๆ จากการก่อกำเนิดแบบบิ๊กแบง (Big Bang) เมื่อประมาณหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว

ตามแบบจำลองของจักรวาลนี้ มนุษย์หรือโลก ก็มักจะถูกเปรียบเป็นเหมือนกับมดที่เดินอยู่บนเปลือกของผลส้ม ซึ่งมดก็จะสามารถเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่พบกับ “ขอบเขต” ใดๆ จักรวาลก็เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จากแบบจำลองของจักรวาลที่เป็นเหมือนลูกโป่งพองตัว ถ้าถือว่าขอบเขตของจักรวาลหมายถึงผิวของจักรวาลที่กำลังขยายตัวจากจุดศูนย์ กลางร่วมกันของสรรพสิ่งที่ประกอบเป็นจักรวาล ซึ่งถูกเปรียบเป็นผิวของลูกโป่งกำลังพองตัว ก็อาจถือว่าจักรวาลมี “ขอบเขต” ก็ได้ โดยอาจนึกภาพแบบจำลองง่ายๆ ของจักรวาลที่ “ขอบนอกสุด” ของจักรวาล คือตำแหน่งที่องค์ประกอบของสสารส่วนนอกสุด กำลังเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ตามสภาพการขยายตัวของลูกโป่งหรือจักรวาล

ที่กล่าวไปแล้ว เป็นเพียงคำตอบอย่างคร่าวๆ ที่สุดของจักรวาล เฉพาะส่วนที่มีโลกอยู่ในจักรวาลด้วย คือหมายถึง จักรวาลของเราเท่านั้น เพราะตามแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลถึงปัจจุบัน เป็นไปได้ว่า จักรวาลของเรา เป็นเพียงหนึ่งในจำนวนจักรวาลอีกมากมาย ซึ่งอาจจะอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นระบบจักรวาลที่อาจไม่มีสิ้นสุด คือไม่มีจำนวนแน่นอน อีกทั้งก็มีแนวความคิดจากเชิงควอนตัมว่า จักรวาลของเราเป็นเพียงหนึ่งในจำนวนจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วน ที่ดำรงอยู่แบบขนานกันไป (เรียกเป็น Parrel Universe หรือจักรวาลขนาน) หรืออาจอยู่แบบซ้อน กันอยู่ ระหว่างส่วนของ spacetime เชิงควอนตัม ที่จะเป็นแบบไม่ต่อเนื่อง คือมีช่องว่างเป็นช่วงๆ กันไป

สำหรับแนวคิดจักรวาลเป็นภาพใหญ่ โดยมีจักรวาลของเราเป็นเพียงหนึ่งในจำนวนมากมายมหาศาล ทั้งที่อยู่ห่างกันจริงๆ มากมาย และที่อยู่แบบขนานกันไป จักรวาลก็จะเป็นแบบไม่มีขอบเขต และก็เป็นแบบไม่ finite คือไม่มีขอบแน่ชัดด้วยครับ

การขยายตัวของจักรวาลหลังเกิดบิ๊กแบงด้วยอัตราเร็วมากกว่าแรง ขัดกับทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์หรือไม่? หรือเป็นเรื่องของอนุภาคที่สามารถเดินทางด้วยความเร็วมากกว่าแสงเสมอ คือเตคีออน ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าจักรวาลเริ่มต้นชีวิตคือ หลังการเกิดบิ๊กแบงทันที (ที่เกิดการขยายตัวด้วยอัตราเร็วมากกว่าแสง) ประกอบด้วยสสารหรืออนุภาคที่เป็นเตคีออน ล้วนๆ แล้วต่อมา จึงเคลื่อนที่ช้าลง (ช้ากว่าแสง) เป็นอนุภาคปกติธรรมดาดังเป็นอยู่ในปัจจุบัน?

ความคิดของคุณมิตตาเกี่ยวกับจักรวาลที่ประกอบด้วยอนุภาคจำพวกเตคีออน (tachyon) ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสงเสมอ ในระยะแรกเริ่มชีวิตของจักรวาลหลังการเกิดบิกแบงใหม่ๆ แล้วจักรวาลก็ขยายตัวด้วยอัตราเร็วมากกว่าแสง ทว่าต่อมา ส่วนประกอบของจักรวาลก็เปลี่ยนจากอนุภาคจำพวกเตคีออน มาเป็นอนุภาคปกติธรรมดาที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งเคลื่อนที่ช้ากว่าแสงเสมอ น่าสนใจ เพราะจะอธิบายเรื่องอัตราการขยายตัวของจักรวาลได้ง่ายๆ ตรงๆ

แต่คงเป็นไปได้ยากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อนุภาคทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ของจักรวาล จะเปลี่ยนจากเตคีออนมาเป็นอนุภาคธรรมดา ดังเช่นอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน ธาตุปกติธรรมดาที่เราคุ้นเคยกัน เนื่องจากดูจะไม่มีกลไกหรือกระบวนการหรือทฤษฎีใดๆ จะ ทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้

สำหรับคำตอบต่อความเคลื่อนไหวของจักรวาลใน ระหว่างการเกิด inflation หรือการพองตัวนั้น โดยทั่วไปในปัจจุบัน วงการดาราศาสตร์โลกดูจะมีแนวคำตอบใหญ่ๆ อยู่สองแนวทาง คือ

หนึ่ง : อนุภาคองค์ประกอบของจักรวาลขณะเกิดการพองตัว สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสงจริงและก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎ ธรรมชาติ ดังที่เป็นกฎเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอนุภาคทั่วไปที่ต้องเคลื่อนที่ช้า กว่าแสงเสมอ ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ในปัจจุบันกล่าวคือ กฎกติกาของธรรมชาติในต่างมิติเวลา อาจจะไม่เหมือนกันได้หรือแตกต่างกันได้ กล่าวง่ายๆ ก็คือกฎต่างๆ ทางฟิสิกส์เกี่ยวกับสรรพสิ่งในจักรวาล อาจแตกต่างกันในมิติเวลาที่แตกต่างกันของจักรวาล

สอง : การขยายตัวของจักรวาลเร็วกว่าแสงในช่วงการพองตัว สิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากว่าแสงจริงๆ มิใช่องค์ประกอบจำพวกอนุภาคของสสาร หากเป็น space หรือ spacetime หรือตัวเนื้อของจักรวาล (ซึ่งโดยทั่วๆ ไป เป็นความว่างเปล่าหรือสุญญากาศหรืออวกาศระหว่างอนุภาคต่างๆ) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในอัตราเร็วกว่าแสง ทั้งๆ ที่โดยความจริงแล้ว เป็นเนื้อ ที่ของอวกาศระหว่างอนุภาคต่างหาก ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลักษณะการอธิบายตามแนวคำตอบที่สองนี้ อาจอธิบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปรียบอนุภาคองค์ประกอบของจักรวาล เป็นก้อนวัตถุที่ลอยอยู่ในน้ำ หรือผลไม้ ชนิดลอยอยู่ในน้ำได้ และเปรียบอวกาศของจักรวาลเป็นกระแสน้ำ ตามแนวคำตอบที่สองนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสงคือกระแสน้ำ ส่วนก้อนวัตถุหรือผลไม้ลอยอยู่ในน้ำ โดยตัวของมันเอง มิได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสง แต่ก็จะปรากฏเป็นเสมือนกับเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสง ทั้งๆ ที่เป็นกระแสน้ำต่างหากที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าแสง แล้วนำวัตถุที่อยู่ในน้ำเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงไปด้วย

เมื่อเปรียบเทียบแนวคำตอบทั้งสองสำหรับวงการดาราศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าแนวคำตอบที่สองมีความเป็นไปได้มากกว่าครับ

เคยฟัง (และอ่าน) ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าของอาจารย์ว่า เหมือนกับของไอน์สไตน์คือไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจพิเศษ สร้างโลกสร้างจักรวาลได้ แต่เชื่อว่าพระเจ้าหรือสิ่งที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าคือกฎของธรรมชาติ ถูกต้องหรือไม่ และถ้าเกิดวันหนึ่ง มีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระเจ้าในรูปลักษณ์ของผู้มีอำนาจพิเศษ ดังเช่น เทพซูส หรือ พระศิวะมีจริง อาจารย์จะทำอย่างไร?

ขั้นต้น ตามที่คุณมิตตาสรุปเรื่องความคิดความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าของผมว่าเหมือน ของไอน์สไตน์นั้น ถูกต้องครับ แล้ววันหนึ่ง ถ้ามีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ (ตามหลักและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์)ว่า พระเจ้าในรูปลักษณ์เป็นผู้มีอำนาจพิเศษ ดังเช่น เทพซูสในเทพ นิยายกรีกโบราณ หรือพระศิวะตามวัฒนธรรมความเชื่อโบราณของอินเดีย ตัวผมจะทำอย่างไร?

คำตอบของผมคือ ผมก็จะไม่ปฏิเสธและเปิดใจรับอย่างดียิ่ง เพราะวิถีแห่งวิทยาศาสตร์เป็นเช่นนั้น คือความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งในธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นมาได้ จะไม่คงที่ กล่าวคือ จะเปลี่ยนได้เสมอ ถ้ามีข้อมูลหลักฐานใหม่ที่ถูกต้องหรือที่เป็นจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ เกิดขึ้นมาใหม่ด้วย


เครดิท Mythland

20เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้

From Sanook.com

1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก
2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร
3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง
4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน
5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก
6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซื่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน
7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง
8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า
9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย
10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์
11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต
12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร
13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต
14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน
15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน
16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี
17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์
18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน
19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน
20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่

ครบ 2 ปีแรงงานชั่วคราวเสียชีวิต ‘กปก.’ นัดรวมตัว ‘ทีวีไทย’ ขอใช้ พท.สื่อสารกับสาธารณ

ประชาไท

นายฉัตรชัย ไพยเสน ผู้ประสานงาน “กลุ่มประสานงานกรรมกร” (กปก.) ออกจดหมายเชิญชวนผู้ใช้แรงงานและประชาชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งแรกของกลุ่ม ซึ่งจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 27 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของนายคณาพันธุ์ ปานตระกูล ลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานชั่วคราวมากว่า 17 ปี ซึ่งได้สละชีพเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการจ้างงานชั่วคราวที่ไม่ต่างจากสัญญาทาส

โดยนัดรวมตัวในเวลา 11.00 น. บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้าก่อนถึงอาคารชินวัตรทาวเวอร์ เพื่อเดินทางไปยังสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ TPBS (อาคาร ชินวัตรทาวเวอร์) ถนนวิภาวดีรังสิต ขอใช้พื้นที่ของทีวีสาธารณะในการสื่อถึงสังคมว่าปัญหาของผู้ใช้แรงงานคือ ปัญหาสังคม อันได้แก่ ปัญหาการเลิกจ้างและความอยุติธรรมของการเลิกจ้าง ปัญหาความไม่เป็นธรรมของกฎหมายแรงงานและการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน ปัญหาการจ้างงานชั่วคราว เหมาช่วง-เหมาค่าแรงและการนำไปสู่การใช้แรงงานทาส ปัญหา ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและการดำรงชีพของกรรมกร และเพื่อเผยแพร่และนำเสนอข้อเท็จจริงของปัญหาการจ้างงานและปัญหาของผู้ใช้ แรงงานต่อสังคม รวมถึงเพื่อเป็นช่องทางนำไปสู่การยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลผ่านสื่อมวลชน

นอกจากนี้ “กลุ่มประสานงานกรรมกร” ยังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ส่งถึงผู้ใช้แรงงาน สื่อ มวลชน และประชาชน โดยระบุว่า ปัญหาแรงงานว่าเป็นปัญหาของสังคมที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนกลุ่มใด

อนึ่ง “กลุ่มประสานงานกรรมกร” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสหภาพแรงงาน 16 แห่งและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ 4 กลุ่ม โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของผู้ใช้แรงงาน โดยระบุว่าจะมีแนวทางการทำงานด้วยความโปร่งใส ไม่มีเงื่อนงำแอบแฝง ไม่มีการเมืองหนุนหลัง ไม่แบ่งแยกเพศ อายุ ชนชั้น และต้นสังกัด และพร้อมจะสลายการรวมกลุ่มทันทีที่บรรลุหรือเป็นที่พอใจในการแก้ปัญหาข้างต้น

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1

เรียน ผองเพื่อน พี่น้อง ผู้ใช้แรงงาน, สื่อมวลชน และประชาชนที่เคารพทุกท่าน


ผู้ ใช้แรงงานคือกลุ่มคนที่เสียภาษีให้กับรัฐมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุดและได้รับการดูแล เอาใจใส่จากภาครัฐน้อยที่สุด ที่สำคัญคือยังถูกซ้ำเติมด้วยการออกกฎหมายที่เข้าข้างนายทุน ส่งเสริมให้ผู้ใช้แรงงานกลายเป็นทาสของนายทุน!!!

27 มกราคม 2550 ลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐนามคณาพันธ์ ปานตระกูล ที่ทำงาน ณ โรงพยาบาลโพธาราม ราชบุรี เป็นลูกจ้างชั่วคราวมากว่า 17 ปี ตัดสิน ใจสละชีพของตนเองเพราะมิอาจจะทนทุกข์กับการมีชีวิตเยี่ยงทาสที่ไร้ศักดิ์ศรี อีกต่อไปได้เพียงเพื่อต้องการให้สังคมได้เห็นว่าสัญญาจ้างงานทาสมันมีอยู่ จริง นั่นคือชีวิตลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ลูกจ้างของภาครัฐเองยังขาดการดูแลเอาใจใส่ ประสาอะไรกับลูกจ้างชั่วคราว-เหมาช่วง-เหมาค่าแรงในภาคเอกชน...จะถูกเอารัดเอาเปรียบมากมายขนาดไหน???..แล้วจะหันหน้าไปพึ่งใคร?

นับ ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ปัญหาการเลิกจ้าง ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในการจ้างงาน ปัญหาการไม่ยอมรับสิทธิของคนงาน ปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ต่างรุมเร้าสู่ผู้ใช้แรงงานไปทุกหย่อมหญ้า นับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดว่า ชีวิตของผู้ใช้แรงงานกำลังจะกลายเป็นทาสของนายทุนอย่างสมบูรณ์แบบในเวลาอัน ใกล้นี้……

ทุกท่านต่างก็มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนที่เป็นผู้ใช้แรงงาน, หลายท่านต่างมีบุตร-หลาน ที่ในอนาคตจะต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน, นัก เรียน-นักศึกษา เมื่อเรียนจบแล้วส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นปัญหาด้านแรงงานจึงไม่ใช่เฉพาะปัญหาของผู้ใช้แรงงาน แต่มันคือปัญหาของสังคม มันคือปัญหาของทุกคน มันคือปัญหาระดับชาติ ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันมิให้บุตรหลานในอนาคตต้องกลาย เป็นทาสที่มิอาจลืมตาอ้าปากได้!!!!

เรา อดทนอดกลั้นและขมขื่นกันมานานแล้ว วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของผู้ ใช้แรงงานอย่างจริงจัง มันมิใช่เป็นการทำเพื่อคนใดคนหนึ่งหรือเป็นปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันคือปัญหาของสังคมที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข เป็นทำเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นการทำเพื่อตัวท่านและญาติพี่น้องของท่าน หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการทำเพื่ออนาคตของบุตร-หลานของตัวท่านเอง

“ยุติสัญญาทาส เพื่อชาติและอนาคตลูกหลานเรา”

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

ประชาไท
26 ม.ค.52

รายงานข่าวแจ้งว่า ทนายความของนายสุวิชา ท่าค้อ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นเป็นครั้งที่ 2 และศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ม. ค.ที่ผ่านมาศาลได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชน ทั้งประเทศ ใครจะละเมิดมิได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทั้งพฤติการณ์ก็เป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง อัตราโทษสูง จึงเห็นควรไม่ให้ประกันตัว

อย่างไรก็ตาม ทนายความแจ้งว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้

“จตุพร” จวกรัฐบาล คนดีมีเป็นร้อยเลือกพธม.รมว.ต่างประเทศ

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ลุกขึ้นอภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญทั่วไป เพื่อให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและกา รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ที่มีนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานว่า ขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมที่ประชาชนเสนอ มาแต่กลับไม่มีการหยิบยกพิจารณา ซึ่งการหยิบร่างขึ้นนี้ขึ้นมาถือว่าเป็นกำลังใจกับประชาชน ความรู้สึกอันนี้อยากให้รัฐสภาคำนึ่งถึง จึงอยากให้ประธานรัฐสภาหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาก่อน เพราะกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มีเอกสารจำนวนมากที่ต้องกลับไปอ่านไปพิจารณา ดังนั้น เราอย่าพึ่งสู่รู้ หรืออวดอ้างว่ารู้ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริง จึงขอเสนอให้นำเรื่องที่ประชาชนเสนอขึ้นมาพิจารณาก่อนดีกว่า เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจ่อแล้ว ต้องรักษาสัจจะกับประชาชน

นอกจากนี้นายจตุพร ยังได้อภิปรายถึงความไม่สง่างามในการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต ภิรมย์ และตั้งคำถามต่อนายกฯว่า เหตุใดจึงได้ให้นายกษิต ขึ้นมาเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งที่คนเก่งในพรรคประชาธิปัตย์มีมากมาย นอกจากนี้ยังมองว่าความไว้เนื้อเชื่อใจต่ออารยประเทศเป็นสิ่งสำคัญ หากรมว.ไทยมีอคติที่ไม่ดีต่อประเทศกัมพูชา แล้วการประชุมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คนทั้งโลกเห็นการกระทำของนายกษิตทีปิดสนามบิน ทำให้การท่องเที่ยวพัง ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาต่อการประชุมผู้นำอาเซียน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เหมือนติดกระดุมผิดเม็ด ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯก็ต้องมีปัญหา เพราะประเทศไทยจะเป็นประเทศเดียวที่ลงนามในสัญญาต่างๆ ไม่ได้ เนื่องจากมีเพียงกรอบการเจรจาเท่านั้น ซึ่งไม่มีสิทธิ์เซ็นสัญญา เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ทันที

นายกฯหนุนกทม.ฟ้องเลิกสัญญาจัดซื้อรถดับเพลิงฉาว!

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ม.ค.) นายสุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังการหารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ทาง กทม.กำลังหารือกับทางสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) เพื่อจะฟ้องร้องยกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.มูลค่า 6.7 พันล้านบาท จากบริษัท สไตเออร์ฯ ประเทศออสเตรีย ซึ่งเรื่องนี้ นายกฯ ก็เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว

นายสุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ กทม.เพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทาง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ก็เห็นด้วย ที่จะให้ กทม.ฟ้องยกเลิกสัญญา ดังนั้น หากทางอัยการสูงสุด ส่งความเห็นกลับมา จะมีการนัดเรียกประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที

'ยอมรับว่า เห็นรถดับเพลิงจอดอยู่ไม่ได้ใช้งานมันขัดกับความรู้สึก เพราะตัวเองเป็นคน กทม. แต่ก็เข้าใจ ถ้านำรถมาใช้จะทำให้การฟ้องร้องคดีไม่มีน้ำหนัก' ผู้ว่าฯกทม.กล่าว

ศาลเลื่อนเปิดคดี'ดา ตอร์ปิโด'หมิ่นคมช. 16 มี.ค.นี้

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

จากกรณีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) กล่าวปราศรัยโจมตีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บนเวทีหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 31 พ.ค.50 ที่ผ่านมา

วันนี้ (26 ม.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในคดีหมายเลขดำที่ อ.4767/2551 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ดารณี ชเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากระจายเสียง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 326 , 328 กรณีปราศรัยโจมตีคมช. โดยศาลได้อ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังจนเป็นที่เข้าใจแล้วสอบคำให้การ จำเลยยืนยันปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่ทนายจำเลยแถลงว่า พึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความในคดีนี้ ประกอบกับจำเลยทำสำเนาคำฟ้องหาย จึงขอโอกาสจากศาลศึกษาสำนวนคดีโดยขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไป เป็นวันที่ 16 มี.ค. 52 เวลา 13.30

'เพื่อไทย'เดินหน้าจี้ตำรวจเอาผิดพธม.ปิดสนามบิน

ประชาทรรศน์

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ร่วมแถลงข่าวว่า ได้เตรียมเดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงาน ที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง และสถานีตำรวจนครบาลราชาเทวะ ในวันนี้ เพื่อให้เอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานกบฏ อั้งยี่ และก่อการร้าย เป็นความผิดในคดีอาญา และตาม พ.ร.บ.ความผิดทางเดินอากาศ ปี 2521 แก้ไขปี 2538 การกระทำดังกล่าวถือว่ารุนแรงกว่าการก่อการร้ายสากล มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการด้วย ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเหมือนคดีที่มีการร้องทุกข์ก่อนหน้านี้

ด้านนายสุรชัยได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง และสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม มาทำหน้าที่ตัวแทนประเทศในการร่วมลงนามกรอบข้อตกลงอาเซี่ยน เนื่องจากนายกษิตได้ร่วมในการปิดสนามบินกับกลุ่มพันธมิตรฯ จึงถือว่าไม่มีความสง่างามในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศ และหากเกิดความเสียหายในอนาคต รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

สุริยะคราสเห็นเด่นชัดในกทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชมภาพปรากฎการณ์สุริยุปราคา เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่จะเห็นแค่เพียงบางส่วน ได้ตั้งแต่เวลา 15.53 โดยช่วงที่กินลึกที่สุดที่บ้านเราจะมองเห็นได้คือเวลา 16.52 น. และจะค่อยๆ เคลื่อนออก ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จนถึง 18.00 น. โดยประมาณ สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular Solar Ecplise) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.52 นี้ โดย ในส่วนของประเทศไทย จะได้เห็นแค่เพียงบางส่วนของปรากฎการณ์ แต่การได้สังเกตปรากฎการณ์ที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อยอยู่เนืองๆ

พท.ขู่ยื่นศาลรธน.หากรบ.ปัดตั้งกมธ.ศึกษากรอบอาเซียนจี้"กษิต"แจงตั้งลูกเขย"ปีศาจคาบไปป์"เจรจาเขมร

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

ฝ่ายค้านเตะถ่วงกรอบความร่วมมืออาเซียน หลังรัฐบาลชงเป็นวาระเร่งด่วนรับลูกประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ชักแม่น้ำทั้ง 5 อ้างเอกสารกองโตหวั่นส.ส.ดูไม่ละเอียด ทุบโต๊ะขู่ยื่นศาลรธน.หากรบ.ไม่ตั้งกมธ.ศึกษากรอบอาเซียน "อภิสิทธิ์"ย้อนเกล้ด ระบุเป็นพิมพ์เขียวเดิมสมัย"รัฐบาลสมชาย" ที่เคยส่งให้ ส.ส.ดูตั้งแต่ปีที่แล้ว "เด็กเพื่อไทย"ทิ้งบอมบ์"กษิต" จี้เคลียร์ตั้งลูกเขย"ประสงค์" นั่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ

วันนี้ (26 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า มีการประชุมร่วม 2 สภาเพื่อพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียน ที่รัฐบาลจะนำไปลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่ระเบียบวาระรับรองรายงานการประชุม ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แสดงความไม่พอใจกับทึกรายงานการประชุม เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่รัฐบาลแถลงนโยบาย และระบุว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยขาดประชุม โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคน เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะวันดังกล่าวมีการย้ายสถานที่ประชุมไปกระทรวงการต่างประเทศ โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเลื่อนวาระถกรัฐธรรมนูญฉบับเสื้อแดงหลังโต้ เถียงเรื่องดังกล่าว ที่ประชุมยังมีการโต้เถียงเรื่องวาระการประชุม เนื่องจากตามวาระต้องมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. ของนายแพทย์เหวง โตจิราการ เป็นวาระแรก ก่อนที่จะมีการพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียนจำนวน 20 เรื่อง ที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนกรอบความร่วมมืออาเซียนขึ้นมาพิจารณาก่อน ขณะที่ฝ่ายค้าน เห็นว่าการบรรจุวาระเรื่องเกี่ยวกับอาเซียน ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก สมาชิกควรมีเวลาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่สมาชิกพึ่งได้รับเอกสารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

โดย ร.ท.เชาวริน ลุกขึ้นอภิปรายว่า รัฐบาลรวบรัดที่จะพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียนมากเกินไป ซึ่งมีรายละเอียดมากทั้งที่สมาชิกพึ่งได้รับเอกสารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลควรจะเลื่อนการพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียนออกไปเพื่อให้ สมาชิกมีเวลาพิจารณา หรือตั้งการคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบ

พท.เตะถ่วงถกกรอบอาเซียนอ้างเอกสารกองโต

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชศรีมา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายติงว่าไม่เห็นด้วยที่จะมีการให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยว กับความร่วมมือในกรอบอาเซียนทีเดียว 23 ฉบับ ควรพิจารณาเป็นรายฉบับไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรัฐสภาไม่ใช่สภาตรายาง ที่จะให้พิจารณารวบไปเลย และไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรีได้เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอะไร หรือไม่

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมที่ประชาชนเสนอ มาแต่กลับไม่มีการหยิบยกพิจารณา ซึ่งการหยิบร่างขึ้นนี้ขึ้นมาถือว่าเป็นกำลังใจกับประชาชน ความรู้สึกอันนี้อยากให้รัฐสภาคำนึ่งถึง จึงอยากให้ประธานรัฐสภาหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาก่อน เพราะกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มีเอกสารจำนวนมากที่ต้องกลับไปอ่านไปพิจารณา ดังนั้นเราอย่าเพิ่งสู่รู้ หรืออวดอ้างว่ารู้แต่ต้อง

"มาร์ค"ย้อนเกล็ดชี้เอกสารเดียวกันกับรบ.สมชาย

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงความสำคัญของการพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบข้อตกลงอาเซียนว่า หากผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะทำให้กระบวนการต่างๆ ในกรอบอาเซียนเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้การยึดการรวมกลุ่ม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนที่สมาชิกท้วงติงว่ามีการแจกเอกสารในระยะเวลาอันสั้นนั้น นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า กรอบความร่วมมืออาเซียน เป็นร่างกฎหมายที่มีขึ้นรัฐบาลที่แล้ว และก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนก็เคยแจกจ่ายให้สมาชิกไปแล้ว เพียงแต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ต้องเสนอเรื่องเข้ามาใหม่ แต่เป็นเอกสารเดิม มีเรื่องใหม่ 3 เรื่อง คือ กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี กับ อินเดีย จีน และนิวซีแลนด์ในส่วนการกรอบอาเซียนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนตั้งแต่เดือน ก.ค. 51เป็นต้นมา ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ถือว่า มีความเป็นพิเศษจากการดำเนินงานของอาเซียนที่มาเกี่ยวข้องกับประเทศไทย 3ประการ คือ 1.กฎบัตรของอาเซียนเปรียบเสมือนธรรมนูญที่วางกฎกติกาเกี่ยวกับการทำงานร่วม กันของประชาคมอาเซียนได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.เป็นต้นมา และจากนี้ไปจะเป็นช่วงที่สมาชิกจะได้เดินหน้าในการนำแผนงาน กฎกติกาต่าง ๆภายในกรอบที่กำหนดไว้ในกฎบัตร มาผลักดันต่อเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ใน 2558 ต่อไป

ตอกลิ่มรัฐบาลชุดก่อนไฟเขียวแล้ว

ประการที่ 2.ในช่วงพิเศษนี้ประเทศไทยจึงดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเป็นเวลายาวนานกว่า วาระปกติ เพราะปกติแล้วประเทศอาเซียนจะดำรงตำแหน่ง 1 ปี แต่เฉพาะในวาระของประเทศไทยจะดำรงตำแหน่ง 1 ปีครึ่ง ซึ่งจะถึงในเดือนธ.ค.2552 และ 3.การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนอยู่ในช่วงเดียวกันกับที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้หมายถึงความรับผิดชอบที่ประเทศไทยต้องดำเนินการของอา เซียนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในปีนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้สอบถามถึงการตรากฎหมายเพื่อทำความชัดเจนของมาตรา 190 กฎหมายฉบับดังกล่าว รัฐบาลชุดก่อนได้ให้ความเห็นชอบในคณะรัฐมนตรี (ครม.)ไปแล้ว และได้ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในการประชุมครม.ที่ผ่านมาหลายครั้ง ตนได้เร่งรัดที่จะให้มีการตรวจสอบพิจารณาในเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จเพื่อส่ง ต่อที่ประชุมสภาโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่จะช่วยให้เป็นบรรทัดฐานของการนำเสนอเรื่องต่อรัฐสภาตาม มาตรา 190 จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นลั่นให้เจ้ากระทรวงแจงกฎหมายทุกฉบับส่วนในเรื่อง ข้อตกลงและการลงนามข้อตกลงต่างๆในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ เราหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะมีการผลักดันในกรอบความร่วมมือของอาเซียน เดินหน้าและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของทุกคนที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการที่ จะนำเอกสารนั้นไปให้ความเห็นชอบต่อการประชุมสุดยอดผู้นำ ซึ่งมีเป้าหมายด้วยว่าการรวมกลุ่มของอาเซียนจะต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายกฯ กล่าวต่อว่า การประชุมที่จะมีขึ้นเพื่อรับรองเอกสารเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ จะมีการประชุมที่ลงนามระหว่างผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างที่วัน 27 ก.พ. - 1 มี.ค.นี้ โดยอาจมีข้อตกลงบางฉบับที่ทำกับคู่เจรจาที่จะได้รับการลงนามในช่วงนั้นด้วย แต่เอกสารอีกจำนวนหนึ่งก็จะไปลงนามรับรองกันในช่วงเดือนเม.ย.2552 ซึ่งเอกสารทั้งหมดที่ได้เสนอมานั้นประกอบไปด้วยเอกสารสำคัญ 41 ฉบับ ลงนามโดยผู้นำของอาเซียน 8 ฉบับ ลงนามโดย รมว.ต่างประเทศ 5 ฉบับ และลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 28 ฉบับ เอกสารเหล่านี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงต่างประเทศ พาณิชย์ คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ สาธารณสุข และกระทรวงพลังงาน ซึ่งตนจะขอให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบในแต่ละเรื่องได้ชี้แจงสาระสำคัญแต่ละ ฉบับให้รัฐสภารับทราบด้วย

เผยส.ส.เคยอ่านเอกสารตั้งแต่ปีก่อนแล้ว

"สิ่งที่สมาชิกมีความกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องต่างๆใน วันนี้ อันที่จริงเอกสารทุกฉบับเป็นเอกสารที่รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้นำเสนอต่อสภา และมีความตั้งใจจะประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2551 ดังนั้น ที่สมาชิกที่บอกว่ามีเอกสารเป็นกอง ส่วนใหญ่ได้ส่งมาแล้วรอบหนึ่งตั้งแต่เดือน พ.ย. ตนจำได้เพราะว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้นได้มีการปรึกษากับประธานวิป รัฐบาลและประธานสภาทั้งสองคนด้วยว่าจะดำเนินการกันอย่างไร เพื่อที่จะให้การพิจารณาด้วยความเรียบร้อยราบรื่นมากที่สุด และได้ให้โอกาสกับฝ่ายค้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งขณะนั้น ก็ได้ข้อยุติด้วยดี เพียงแต่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเกิดขึ้นก็จะจำเป็นที่จะนำเรื่อง เสนอกลับเข้ามาใหม่ แต่เอกสารก็เป็นชุดเดิมทั้งสิ้น ยกเว้น 3 เรื่อง คือ ข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีที่อาเซียนจะไปทำกับจีนฉบับ 1 และทำกับอินเดียอีก 1 อีกฉบับหนึ่งและทำกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ 1 ฉบับ ดังนั้น ตนเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่มีเอกสารทั้งหมดตั้งแต่เดือนพ.ย.แล้ว" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ข้อตกลงในลักษณะนี้เป็นข้อตกลงของหลายประเทศในลักษณะพหุภาคี ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศสมาชิกอื่นได้ให้ความเห็นชอบพร้อมที่จะลงนามอยู่แล้ว เหลือเพียงประเทศไทยเท่านั้น ฉะนั้นการนำเสนอของรัฐบาลในวันนี้ก็เพื่อที่จะยืนยันในความพร้อมของประเทศ ไทยในการที่จะเป็นเจ้าภาพ และร่วมลงนามในข้อตกลงสำคัญๆเหล่านี้ หากบรรลุผลสำเร็จก็จะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายเรื่อง เช่น พลังงาน อาหาร ความร่วมมือจากภัยพิบัติ การป้องกันผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ทั่วโลกประสบอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีหนังสือสัญญา 2 ฉบับ คือ กรณีร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าว่าด้วยความร่วมมือ ต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และร่างบันทึกความเข้าใจกระทรวงแรงงานแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และกระทรวงแรงงงานแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปเกาหลี ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจในกรอบทวีภาคี แต่เป็นสัญญาที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน

ยาหอม"กษิต"อยู่เบื้องหลังดันถกอาเซียน

สำหรับกรณีรมว.ต่างประเทศนั้นเดิมรัฐบาลได้เร่งรัดการเห็นชอบ หนังสือสัญญาต่าง ๆโดยได้มีการประชุมครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2551 และได้อนุมัติร่างหนังสือสัญญาเหล่านี้เพื่อเสนอต่อรัฐสภา ตนได้ลงนามเสนอต่อประธานสภาฯตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2551 ส่วนหนึ่ง และลงนามเมื่อวันที่ 5 ม.ค.อีกส่วนหนึ่ง โดยมีความตั้งใจว่าจะพิจารณากันในช่วงประชุมสมัยวิสามัญ แต่เมื่อพบว่าทางรัฐสภาไม่สะดวกที่จะพิจารณาในขณะนั้นจึงเลื่อนมาเป็นสมัย สามัญ ซึ่งทั้งตน รมว.ต่างประเทศ และรัฐมนตรีอีกหลาย ๆคนเข้าใจมาตลอดว่าจะประชุมในวันที่ 21 - 22 ม.ค.2552 แต่เนื่องจากรัฐสภามีการนัดประชุมช่วงวันที่ 26 - 27 ม.ค.นี้ และช่วงที่รมว.ต่างประเทศตอบรับที่จะไปเยือนประเทศกัมพูชาเป็นช่วงก่อนที่จะ มีการนัดประชุมช่วงนี้ขึ้นมา จึงทำให้ไม่ทำให้มาร่วมประชุมได้ แต่ได้มอบหมายให้นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ มาชี้แจงแทน ซึ่งตนเข้าใจว่าคืนนี้(26 ม.ค.)รมว.ต่างประเทศจะเดินทางกลับมา ตนได้กำชับว่าเมื่อได้เดินทางกลับมาก็จะมาที่รัฐสภา เพราะหากมีประเด็นอะไรที่ค้างคาอยู่จำเป็นที่จะต้องชี้แจงก็ต้องมาทำหน้าที่ ตรงนี้ในการรับผิดชอบต่อสภานายกฯ กล่าวในช่วงท้ายว่า เนื่องจากสมาชิกกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตนได้หารือกับประธานวิปฝ่ายค้าน และกำลังจะดูลู่ทางในการที่จะผลักดันการปฎิรูปการเมืองต่อไป ซึ่งตนถือว่าเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน เชื่อสมาชิกอาเซียนให้ความร่วมมือทั้งหมด

"นายกฯมาร์ค"ปัดข่าวไขก็อก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างพักการประชุม นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนว่า บรรยากาศการประชุมวันนี้ถือว่าเรียบร้อยดี ส่วนการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่ ส.ส.สามารถทำได้ ซึ่งฝ่ายค้านอาจมุ่งที่ตัวรัฐมนตรีมากกว่าสาระในการอภิปราย หากประธานวินิจฉัยว่าสามารถอภิปรายได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า มีการเสนอให้นายกฯลาออกภายหลังการประชุมอาเซียนซัมมิท และอยากให้ตั้งครม.ใหม่ นายอภิสิทธิ กล่าวว่าขอย้ำว่าประเทศได้เดินหน้าทำงานแล้ว จะมีการประเมินผลงานต่างๆเป็นระยะๆ คิดว่าการไปกำหนดอะไรเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์

"สุนัย"เล่นมุกเดิมอัด"กษิต"ไม่สง่างาม

จากนั้นในช่วงบ่าย ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่ยังคงผู้ยังคงอภิปรายถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศของนายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในมีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในช่วงกรอบข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ โดยกล่าวถึงกรณีที่มีการแต่งตั้งนายกษิต ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีส่วนร่วมในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง จึงทำให้เป็นที่จับตามองของประเทศสมาชิก

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า ประเด็นข้อถกเถียงดังกล่าวว่า ตนเป็นผู้เชิญนายกษิต เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลเอง เนื่องจากเห็นว่า นายกษิตมีความรู้ความสามารถที่จะดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ที่สำคัญนายกษิต ยังผลักดันให้ไทยสามารถจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนได้ ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ฝ่ายค้านอภิปรายถึงนั้นนายกฯรับปากที่จะเข้าไปดูแลและตรวจสอบการทำงานว่า สัมฤทธิ์ผลหรือไม่

"เขยซีพี"อ้อนฝ่ายค้านร่วมลงนาม

จากนั้น นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของนายกฯต่อการลงนามในเอกสารความร่วมมือ นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยและยังเป็นการส่งสัญญาณต่อความเชื่อมั่น ต่อประเทศไทย จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกจะให้ความเห็นชอบในการพิจารณาร่างเอกสารทั้ง หมด เพื่อให้ประเทศไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีในอาเซียน

นายวีระชัย ได้ชี้แจงถึงเอกสารกรอบความร่วมมือที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดว่า ประกอบด้วย ร่างข้อตกลงกรอบความร่วมมือประกอบด้วยร่างข้อตกลงสำคัญ ประกอบด้วย ร่างปฏิญาณว่าด้วยแผนงานประชาคมอาเซียน 2009 - 2019 เป็นเอกสารฉบับเดียวที่จะลงนามโดยผู้นำ โดยเป็นเอกสารที่จะวางแนวทางและเป้าหมายการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายใน ปี2558 โดยได้ผนวกแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนด้วย 3 เสาหลัก คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงแผนงานริเริ่มเพื่อให้เกิดการรวมตัวของเอเซียนฉบับที่ 2 เข้าไว้ด้วยกัน

แจงกรอบอาเซียนบวกสาม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบความร่วมมือกับคู่เจรจา อาเซียนบวกสาม คือ จีน , ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้รวมถึงกรอบการเจรจาสุดยอดผู้นำเอเชีย รวม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ทั้งหมดมี 4 ฉบับ คือ แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานชีวภาพและความมั่นคงด้านอาหาร ในกรอบอาเซียนบวกสาม ซึ่งมีสาระสำคัญในการจัดตั้งคลังสำรองเข้าฉุกเฉินในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวของปริมาณข้าวในภูมิภาคได้ นอกจากนี้ยังได้เน้นการสร้างความสมดุลด้านอาหารและพลังงาน อีกทั้ง ร่างแถลงการณ์ยังมีการว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติของการประชุมสุดยอดเอเชีย ตะวันออก ที่แสดงเจตนารมณ์ในความร่วมมือทางการเมืองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง กันเพื่อจัดการภัยพิบัติในภูมิภาค ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมในการจัดการภัยพิบัติ การให้ความช่วยเหลือ และการฟื้นฟูบูรณะภายหลังภัยพิบัติ

"สำหรับร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนจีน ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นศูนย์บริการครบวงจนเพื่อให้ข้อมูลและส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวการศึกษาและวัฒนธรรม ระหว่างอาเซียนและจีน โดยจีนและอาเซียนจะร่วมกันพิจารณาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในสัดส่วน 9 ต่อ 1 โดยจีนจะออก 9 ส่วน อาเซียนออก 1 ส่วน , บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียกับรัฐบาลของประเทศอาเซียน ว่าด้วยโครงการความร่วมมืออาเซียนและออสเตรเลียฉบับที่สองโครงการความร่วม มือระหว่างปี 2551-2558 ที่จะให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าระหว่างออสเตรเลียกับอาเซียนมูลค่า 57 ล้านเหรียญออสเตรเลียโดยจะมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร การสนับสนุนการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเผยกรอบกระทรวงพาณิชย์มี 10 เรื่อง" นายวีระชัย กล่าว

มั่นใจกรอบเจรจาสร้างความเป็นปึกแผ่นให้อาเซียน

ด้าน นางพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ ชี้แจงถึงข้อตกลงในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ว่า กรอบความร่วมมือที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงพาณิชย์มีจำนวน 10 เรื่อง รวม 23 ฉบับ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนังสือสัญญาภายในอาเซียน และหนังสือสัญญาของอาเซียนกับคู่เจรจา ดังนั้น หนังสือสัญญาภายในอาเซียนประกอบด้วย ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน มีสาระสำคัญในการรวบรวมกฎเกณฑ์ทางการค้าเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ครอบคลุมมาตรการภาษีและมาตรการที่ไมใช่ภาษีให้มีความทันสมัยและรวมอยู่ใน ฉบับเดียวกัน โดยไม่มีพันธกรณีเพิ่มจากที่มีอยู่เดิม , พิธีศาลอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอเซียน เป็นนิติศาลที่กำหนดให้มีการเปิดเสรีการบริการตามข้อผูกพันในสัญญาแนบท้าย ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน เป็นการรวมข้อตกลงในการลงทุนและความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของอา เซียนที่มีอยู่เข้าด้วยกัน

นางพรทิวา กล่าวว่า หนังสือแจ้งเข้าร่วมข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมซึ่งได้ลง นามข้อตกลงไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 และ 2550 ตามลำดับแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ , ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพแพทย์ , ทันตแพทย์และบัญชี โดยเป็นข้อตกลงที่จะยอมรับร่วมกันในการกำหนดคุณสมบัติ การศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ให้สามารถยื่นขอคำอนุญาตโดยไม่ต้องขอการอนุมัติคุณสมบัติซ้ำ , บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย เรื่องน้ำตาล ข้อตกลงที่อินโดนีเซียจะรักษาระดับการนำเข้าน้ำตาลไม่ต่ำกว่าปริมาณเฉลี่ยนำ เข้าน้ำตาล 3 ปีย้อนหลัง เพื่อชดเชยกรณีที่อินโดนีเซียขอชะลอการลดภาษีสิ้นค้าน้ำตาลโดยข้อตกลงทั้ง หมดนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนอย่างมีกฎเกณฑ์และ ชัดเจนมากขึ้น

"สำหรับข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา ประกอบด้วย ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกดานลงทุนระหว่างอาเซียน โดยให้ความคุ้มครอบการลงทุนกับนักลงทุนอาเซียนและจีนซึ่งจะส่งผลให้มีความ ร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น ความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน - สาธารณรัฐเกาหลี ประกออบด้วยเอกสารสัญญา 6 ฉบับ ครอบคลุมการเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการ" นางพรทิวา กล่าว

"โกโบริน"ป่วนสถาบันปกเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายในช่วงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินออกไปนอกห้องประชุม ส่งผลให้ ร.ต.ท.เชาวริน อภิปรายว่า ขณะนี้นายกฯ อยู่ไหน อยากให้เข้ามาฟังในห้องประชุมสภาฯ ด้วย เพราะมีการส่งเอสเอ็มเอส (SMS) ถึงสมาชิกรัฐสภาทุกคน เพื่อให้มาประชุมสภา ซึ่งสมาชิกบางส่วนไปเรียนอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า ก็ต้องมาประชุม ซึ่งตนเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าผ่านมา 7 ปีแล้ว เป็นคนเดียวที่ติดเข็มวิทยฐานะของสถาบันมาโดยตลอด วันนี้ขอถอดออก เพราะสถาบันดังกล่าวเชิญนักวิชาการไปด่าพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนให้นักศึกษาฟัง และยังมีการมาบอกว่านักศึกษาที่เรียนแล้วมาร่วมประชุมสภาถือว่าไม่ขาดเรียน ทั้งนี้ ตนเห็นว่านายอภิสิทธิ์ เป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี หากมีเวลาว่างก็ควรจะไปเรียนภาษาจีนเพิ่ม เพราะภาษาจีนจะมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก เนื่องจากกรอบเจรจาหลายฉบับเกี่ยวพันกับจีน ซึ่งเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของนายอภิสิทธิ์แน่นอน

ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นผู้ประสานงานไปที่สถาบันพระปกเกล้าเอง ขอหยุดการเรียนการสอนเอง แต่ไม่ใช่หยุดเรียนทั้งหมด เพราะผู้ที่ไม่ได้เป็นส.ส.ก็ยังต้องเรียนต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันประชาธิปไตย ก็ควรที่จะเปิดโอกาสให้ส.ส.มาประชุมขอให้ร.ตท.เชาวริน ติดเข็มวิทยฐานะไว้ที่เดิมหรือเก็บใส่กระเป๋าไว้ ทางด้านร.ต.ท.เชาวรินบอกว่านักวิชาการทำไม่ถูก แบบนี้ไม่ติดเข็มหรอก

ขู่ยืนศาลรธน.หากรบ.ไม่ตั้งกมธ.ศึกษากรอบอาเซียน

จากนั้น ร.ต.ท.เชาวรินได้อภิปรายต่อว่า ขอให้เริ่มต้นการเมืองใหม่โดยให้ ส.ส.ให้เกียรตินายกฯ เริ่มจากนายกฯอภิสิทธิ์และสื่อมวลชนจะมาเรียกคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ เห็นแล้วมันขัดตา ขอให้เรียกว่าท่านนายกฯ นอกจากนี้ ขอฝากให้นายกฯตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนจากต่างประเทศ

จากนั้น นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะส่งผลกระทบให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ เช่น กองทัพอากาศ มีปัญหาการก่อหนี้ งบผูกพันในการจัดซื้อเครื่องบินกริฟเฟน ซึ่งไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนี้ ตนอยากเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องกรอบอาเซียนให้ ชัดเจน ถ้าไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ตนจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 154 เพราะขณะนี้ สมาชิกมีความเห็นขัดแย้ง ตนเชื่อว่าจะมีสมาชิก 60 คนร่วมลงชื่อด้วยแน่ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีความขัดแย้งจริง ก็จะทำให้เรื่องกรอบอาเซียนตกไป

"ตนยังได้รับข้อมูลเป็นภาษายาวีจากนักศึกษาคนหนึ่ง ว่า มี ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกว่าสมัยรัฐบาลทหาร มีการแจกปืนเป็นจำนวนมากใน จ.นราธิวาส โดยมีการระบุว่า ถ้าเป็นชาวพุทธครอบครองถือว่าถูกกฎหมายแต่ถ้าเป็นอิสลามถือว่า ผิดกฎหมาย ตนจะยื่นเรื่องให้นายกฯตรวจสอบ ซึ่งจะมอบเอกสารให้ภายหลัง" นายสงวน กล่าว

ติงรัฐบาลไม่พูดถึงผลกระทบหลังลงนาม

ขณะที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า นายกฯอภิปรายไม่ได้ให้ข้อมูล สาระอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เพียงแต่เป็นการพูดตามวาระ ขณะที่การชี้แจงก็ไม่เคยบอกว่าการไปลงนามต่างๆ จะได้รับผลกระทบอะไรบ้างทั้งที่รัฐธรรมนูญบอกว่ามีมาตราเยียวยาผู้ได้รับผล กระทบด้วย แต่วันนี้เป็นเพียงให้รัฐสภาเร่งรีบให้ความเห็นชอบให้เร็วที่สุด ซึ่งหากยังไม่เปลี่ยนความคิดต่อ ม. 190 ในยุคฝ่ายค้าน ท่านคิดอย่างหนึ่ง เป็นรัฐบาลคิดอย่างหนึ่ง ทุกฝ่ายจะมองว่า ม.190 เป็นอุปสรรค

ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตก่อนรัฐบาลไปทำการตกลงกับกลุ่มประเทศอาเซียนในทุกฉบับมีการ กำหนดถึงการไกลเกี่ยข้อพิพาทไว้ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศขึ้นโดย ให้จัดทำเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้อาจขัดต่อระบบศาลของไทยที่ให้การจัดทำเอกสารทุกอย่างเป็นภาษาไทย เท่านั้น ตรงนี้รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมให้แก่นักกฎหมายไทยในเรื่องภาษาอังกฤษที่จะ ออกไปทำตลาดต่างประเทศแบบนี้แค่ไหน

จี้"กษิต"แจงตั้งลูกเขย"ประสงค์"นั่งอธิบดีสนธิสัญญา

ทางด้าน นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนอยากจะคัดค้านในการประชุมอาเซียนในกรอบเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะก่อนหน้านี้ รมว.การต่างประเทศ ละมิดสิทธิมนุษยชนในการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในเรื่องการเดินทางของประชาชน ซึ่งเข้าข่ายการก่อการร้ายสากลหรือไม่ ซึ่งไม่ทราบว่าประเทศอาเซียนจะกล้าลงนามกับไทยหรือไม่ เพราะรมว.กาต่างประเทศเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน เสียเอง

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมี พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวที่ ตนเสนออยู่ในวาระการประชุมสภาควรนำมาพิจาณราก่อนร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ เพื่อให้รับทราบขอบเขตของการชุมนุมที่แต่ก่อนมีการพกระเบิดปิงปอง ไม้กอล์ฟ และปิดหน้าปิดตา ซึ่งสามารถกระทำได้ และการมีกำหมายการชุมนุมจะทำให้ ประเทศกลุ่มอาเซียนจะได้มั่นใจในประเทศไทยว่าจะไม่มีการปิดสนามบินอีก

นายจุมพฏ ยังกล่าวเรียกร้องให้นายกษิตชี้แจงการแต่งตั้งให้นายพฤทธิพงศ์ กุลทนันทน์ ลูกเขย น.ต.ประสงค์ ซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ไปอยู่ในตำแหน่งอธิบดี สนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะต้องไปเจรจากับอาเซียนอยากถามว่า บุคคลดังกล่าวมีความเหมาะสมอย่างไรเป็นการตอบแทนกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่

พระเทพฯเสด็จฯเปิดงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช



ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

สมเด็จพระเทพฯ'เสด็จ'เปิดงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช 52'แล้ว โดยมีแขกผู้มีเกียรติ-ประชาชนรับเสด็จ ขณะเดียวกันได้มีการแสดงนาฏศิลป์จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้ (26 ม.ค.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อร่วมงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช 2552 ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยมีคณะกรรมการฯ แขกผู้มีเกียรติและประชาชนรับเสด็จ

ทั้งนี้ภายในงานมีการแสดงนาฏศิลป์จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย มณฑลกวางสี มณฑลไห่หนาน มณฑลอานฮุย มณฑลซานตง (เอียนไถ) มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และเขตปกครองตนเอง(มณฑล) มองโกลเลียใน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังพบว่าตัวเลขชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมี การแสดงทางวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ การแสดงจากศิลปิน GMM Grammy การตกแต่งพื้นที่รอบๆ ถนนเยาวราชให้เป็นบรรยากาศแบบจีน เช่นประดับโคมไฟ ฯลฯ กิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ เช่น นิทรรศการศิลปวัฒนธรรมของจีน ฯลฯ

จากนั้นสมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงลงพระอักษรเป็นภาษาจีน และถือว่าเป็นพิธีเปิดงานฉลองตรุษจีนฯอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ พระวรชายา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ประกอบพิธีสักการะเทพเจ้าไต้ฮงกง ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง ย่านเยาวราช เนื่องในวันเทศกาลตรุษจีน โดยมีประชาชนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน รอรับเสด็จทั้ง 2 ฝั่งถนนเป็นจำนวนมาก

ขณะที่บรรยากาศในวันเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่บริเวณถนนเยาวราชเป็นไปอย่างคึกคัก โดยตามวัดต่างๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างให้ความสนใจเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส ที่เต็มไปด้วยประชาชนที่เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวอย่างคับคั่ง ขณะที่วัดไตรมิตรวิทยาคมวรวิหารก็ได้รับความสนใจไม่น้อย

เชือด!!อดีตนายกฯ‘สมชาย’ผิดวินัยร้ายแรง-ฟ้องแพ่ง70ล้านคดีที่ดินศาลธัญบุรี



ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

พลิกแฟ้มคดีที่ดินศาลธัญบุรี หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่กรณีสั่งระงับไม่ดำเนินคดีอธิบดี-รองอธิบดีกรมบังคับ คดี พร้อมโยนเผือกร้อนให้ ‘กระทรวงตราชั่ง’ สั่งฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท ด้าน ‘สมชาย’ กลืนเลือด!! มีประวัติด่างพร้อย ถูกปลดออกจากราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีหนังสือลงวันที่ 21 มกราคม 2552 แจ้งไปยังประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทราบมติของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ครั้งที่ 9/2551 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ลงโทษปลดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากราชการ ขณะเดียวกันยังสั่งการให้ปลัดกระทรวงแรงงาน ส่งสำเนาเรื่องไปให้กระทรวงยุติธรรมเพื่อดำเนินการสำหรับความผิดทางแพ่งอีก ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2551 ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (อดีตนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม) ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีสั่งระงับเรื่องไม่ให้ดำเนินคดีนายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินศาล จ.ธัญบุรี จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย

หลังจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงแรงงาน ซึ่งขระนั้นนายสมชายปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวงฯ ก่อนจะลาออกจากราชการ แม้ว่า ครม.จะมีมติให้ย้ายนายสมชายกลับมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่มตินั้นยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ต่อมา อ.ก.พ.กระทรวงแรงงาน ซึ่งขณะนั้นมีนางอุไรวรรณ เทียนทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ใช้เวลาร่วม 2 เดือนในการพิจารณาเรื่องที่ ป.ป.ช.ส่งมา กระทั่งเพิ่งมีมติ อ.ก.พ.ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2551 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ลงโทษปลดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากราชการดังกล่าว

ตามขั้นตอนทางกฎหมาย หลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้กระทรวงต้นสังกัดดำเนินการภายใน 30 วัน โดยคดีนี้มีโทษ ปลดออก ให้ออก หรือไล่ออก เท่านั้น

และตามมาตรา 84 วรรคสอง ตามความใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ไม่ได้ระบุว่าห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีผลต่อคุณสมบัติต่อการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมชาย (ในขณะนั้น) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 97 กำหนดโทษข้าราชการที่ถูกปลดออก ยังสามารถรับเงินบำเหน็จบำนาญได้ต่อไป เสมือนได้ลาออกเอง

ขณะเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์สำหรับข้าราชการหากถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด บทลงโทษมีอยู่สองอย่างคือไม่ปลดออกก็ต้องไล่ออก ซึ่งการถูกไล่ออกจะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ

อนึ่ง ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ต่ออายุราชการนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ถึงสองครั้งเป็นเวลา 2 ปี จนเต็มเพดาน และตามกฎหมายไม่สามารถต่อายุในตำแหน่งเดิมได้อีก ครม.จึงได้ใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย โดยย้ายนายสมชายไปเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2549

จากนั้น ครม.ได้มีมติย้ายนายสมสมชาย กลับมาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้นายสมชายตัดสินใจลาออกจากราชการ และเข้าสู่การเมือง กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

25 มกราคม, 2552

16 สหภาพแรงงาน และ 4 กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้ง "กลุ่มประสานงานกรรมกร"

ประชาไท

เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา จากมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนงานได้เกิดความร่วมมือจากคนงานจากที่ต่างๆรวม 20 กลุ่มดังคือ 1. สร.ไอทีเอฟ 2. สร.สหกิจวิศาล 3. สร.ทีไอจี 4. สร.ไทยอคลิลิกไฟเบอร์ 5. สร.ซีเคดี 6. สร.โซนี่ 7. สร.มิตซูบิขิ 8. สร.ฟูจิซึ9. สร.โยโรสึ 10. สร.เซนโกเบน 11. สร.เอสไอจี 12. สร.คาวาสุมิ 13. สร.มิชลิน 14. สร.โทเออิ 15. สร.ซัมมิทแหลมฉบัง 16. สร.ไก่สดเซนทาโก้17. กลุ่มคนงานประจำ 18. กลุ่มคนงานจ้างเหมา 19.กลุ่มคนงานที่ถูกเลิกจ้าง 20. กลุ่มประชาชนทั่วไป

โดยได้ประเมินปัญหาและมีข้อสรุปดังนี้

1. ปัญหาการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นทุกวันโดยเฉพาะการกล่าวอ้างเรื่องภาวะเศรษฐกิจ

2. ผู้ถูกเลิกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร

3. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายแรงงานและช่องว่างที่ไม่เป็นธรรมของกฎหมายแรงงาน

4. ปัญหาการจ้างงานแบบเหมาช่วง-เหมาค่าแรงของนายทุนที่เป็นการเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน

5. ปัญหาของผู้ใช้แรงงานคือปัญหาของสังคมและของประชาชนทุกคนเพราะประชาชนต่างมีบุตร หลาน ญาติพี่น้อง

ที่ต้องเผชิญกับปัญหาด้านแรงงาน, นักเรียน-นักศึกษาในอนาคตต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน

6. ผู้ใช้แรงงานในปัจจุบัน เมื่อมีบุตร ในในอนาคตต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานยังต้องมีเผชิญกับปัญหาความไม่เป็นธรรมและการเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


จากนั้นจึงได้มีข้อสรุปร่วมกันที่จะจัดตั้ง “กลุ่มประสานงานกรรมกร” หรือ กปก (Workers’ Coordinating Group: WCG) ขึ้นมาทั้งนี้กิจกรรมของกลุ่มประสานงานกรรมกร โดยมีวัตถุประสงค์คือ

วัตถุประสงค์ของการรวมตัว

1. เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ได้แก่

1.1 ปัญหาการเลิกจ้าง

1.2 ปัญหาการไม่เป็นธรรมของกฎหมายแรงงาน

1.3 ปัญหาการจ้างงานเหมาช่วง-เหมาค่าแรง

1.4 ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

2. โปร่งใส ไม่มีเงื่อนงำแอบแฝง ไม่มีการเมืองหนุนหลัง

3. ไม่มีการแบ่งแยกเพศ อายุ ชนชั้น และต้นสังกัด

4. กลุ่มประสานงานกรรมกร จะสลายการรวมกลุ่มทันทีที่บรรลุหรือเป็นที่พอใจในจุดประสงค์ตามข้อ 1


อนึ่งสมารถติดต่อขอรับข้อมูลได้ที่ ศูนย์ประสานงานกลางติดต่อผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ WCG@windowslive.com ประสานข้อมูล คุณติ๋ว-กุลนิภา พันตน โทรฯ 08-9660-3105, คุณไม๊ค์-วัลลภ จั่นเพ็ชร โทรฯ 08-6157-2540