CBOX เสรีชน

29 มิถุนายน, 2552

“อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”

นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าบริหารบ้านเมืองของเรา อาจทำให้คนในบ้านเมือง ต้องตกอยู่ในสถานการณ์รบพุ่งจากเขมรทางด้านทิศตะวันออก เป็นการเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องมึนตึงกับพม่า ทางด้านตะวันตกของประเทศอีกด้วย สำหรับสถานการณ์ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคดักดานเข้าบริหารประเทศ แล้วโอ่ว่าจะดีขึ้น นอกจากไม่ดีสมราคาคุย แต่กลับสาหัสมากยิ่งขึ้น แถมยังอาจผิดใจและเกิดภาวะชาเย็นกับประเทศมาเลเซียเข้าไปอีก

ในขณะนี้ แทบทุกสำนักข่าวระบุชัดว่า สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายใต้การบริหารของพรรคการเมืองโลซกที่ชื่อประชาธิปัตย์
ประสพความล้มเหลวในด้านการต่างประเทศ...โดยสิ้นเชิง!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพการรถไฟได้หยุดเดินรถกะทันหัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนประชาชน นัยว่าเพื่อประท้วงการแปรรูปการรถไฟเป็นบริษัท โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการรถไฟอย่างรุนแรง

การหยุดการเดินรถ นอกจากประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่อาศัยรถไฟเป็นประจำ ทั้งชานพระนคร จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสแล้ว พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งมังค่าจำนวนไม่น้อย ที่พลอยได้รับผลพวงจากการขึ้นรถไฟไม่ได้ ทำให้ต้องตกเรือบิน พลาดการนัดหมาย
คงจะเข็ดการมาท่องเที่ยว ที่บ้านเราอีกนานทีเดียว!
       
ไม่ น่าเชื่อว่า ฝ่ายการข่าวของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ไม่ยักรู้เรื่องรถไฟจะสไตร์ค และปล่อยให้การหยุดเดินรถเกิดขึ้นได้ โดยไม่สามารถส่งเสียงกระโตกกระตากเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อหาชาวบ้านทางช่วยตัวเองในการแก้ไขกำหนดการเดินทางของพวกเขา นี่แสดงให้เห็นชัดว่า การข่าวของรัฐบาลนี้...อ่อนแอมากจริงๆ!!

การข่าวของบ้านเรานั้น แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทหาร หากย้อนไปยุค “ไอ้บังกบฏ”  ปี พ.ศ.2549 ได้มีข้อมูลลับและแผนการของทหาร รั่วไหลออกมาสู่เว็บไซด์สาธารณะจำนวนมากมาย แม้กระทั่งปฏิบัติการของทหารทางภาคใต้ ก็ปรากฏว่ามีการ  “ขายข่าว” ให้กับผู้ก่อการร้าย โดยทหารในท้องที่เองด้วยซ้ำ แต่แปลกที่เรื่องนี้กลับเงียบหายไป ราวกับว่าฝ่ายทหารไม่ได้แสดงความกระตือรือร้น ที่จะ “ปะผุ” หน่วยงานการข่าวของตน แต่อย่างใด...รวมทั้งรัฐบาลโลซก ของ “นายก-มุกควาย”ด้วย!

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า เมื่อตอนพันธมารมันยกพวกบุกทำเนียบ ได้งัดเอาฮาร์ดดิสก์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในทำเนียบรัฐบาลไปด้วย! ฮาร์ดดิสก์ที่ถูกขโมยไปนั้น รวบรวมข้อมูลและความลับทั้งหลายของชาติเอาไว้ ท่านผู้อ่านคิดว่า...พวกมันเอาไปทำไม!?ไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเขาจัดการกันไปอย่างไร หรือปอดแหกไอ้พวกจังไร จนไม่กล้าดำเนินคดี...กับพวกมัน!
       
ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย ช่วยกันจับตาดูว่า ไอ้พวกระยำมันจะใช้ประโยชน์จาก “ถังความลับ” ของชาติ ที่ตกไปอยู่ในกำมือของพวกมัน ไปในทิศทางใด!!!  จะทำร้ายประเทศไทยหนักหน่วง ต่อไปอีกแค่ไหนกัน!!!?        
    
เราจะพูดกันในเรื่องนี้อีก ครั้ง เมื่อถึงโอกาสอันควร แต่ตอนนี้ที่ต้องพูดก่อนคือความล้มเหลว ในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคดักดานกับพวก เพราะอยากคุยมานานแล้ว

ท่านผู้อ่านคงรับรู้เรื่องการกู้เงิน 8 แสนล้าน ของรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายเรียบร้อยแล้ว ภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ จะตกไปถึงลูกหลานของเราอีกยาวนาน เฉพาะดอกเบี้ยก็กดเข้าไปปีละ 32,000 ล้านบาท (เดือนละ 2,500 ล้านแล้ว) มากกว่างบประมาณอีกหลายกระทรวง
       
ที่ ผู้คนพูดกันมากคือ การนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนที่ทำงานมีรายได้คนละ 2,000 บาท ทั้งๆที่ไม่จ่ายก็ไม่มีใครเขาว่า แต่การจ่ายกลับถูกกล่าวหาว่า “ซื้อเสียง” เสียอีก
       
การกู้เงินเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะมีความเห็นว่า มีความจำเป็น แต่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย. 52) กลับมีข่าวออกมาในทิศทางตรงข้าม เพราะข่าวต่างประเทศ เขารายงานอย่างนี้ครับ
 
ฌอง-คล็ อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า รัฐบาลประเทศต่างๆที่กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำมาต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ควสะสมหนี้เพิ่มอีก พร้อมกับชี้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเพียงพออยู่แล้วทริเชต์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ยุโรป-1 ของฝรั่งเศสว่า ตอนนี้  เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเพิ่มและสะสมหนี้เพิ่มได้อีกต่อไป!

ตรงนี้เองที่เราต้องทบทวนกันให้ดี เพราะแผนการกู้ของรัฐบาล ได้รับการทักท้วงอย่างหนักจากบุคคลหลายฝ่าย ว่า รัฐบาลทำผิดพลาดไปอย่างจัง เพราะเอาเอาเช็คไปแจกคนที่มีรายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่คนเหล่านั้น มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท/เดือน ทั้งๆที่คนยากคนจนในประเทศนี้ ที่มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,400 บาท มีจำนวนถึง 7 ล้านกว่าคน ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงหมื่นห้า และอยู่ในระบบประกันสังคม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องไปถามว่า คนกลุ่มไหน...ลำบากเดือดร้อนมากกว่ากัน!?
       
การแจกเงินแบบ นี้ เป็นเรื่องของความสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายเงินผิดประเภท ทำให้สื่อสารมวลชน และคนที่พอมีสติปัญญา เขาก็ดูออกแทบจะทันทีทันใด และวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดว่า พรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์นั้น มีเจตนาแฝง......ที่จะใช้เงิน “ซื้อเสียง” ชัดเจน!

รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายนั้น ถูกถากถางอย่างหนักว่า ไร้สติปัญญา หารายได้เข้าประเทศไม่เป็น บ้างก็บอกว่า คุยแต่จะแก้เศรษฐกิจด้วยเรื่องมาตรการทางการเงิน และการคลัง แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่อง “การค้า” เพราะหัวหน้ารัฐบาล...ค้าขายไม่เป็น!
       
ตัว นายมาร์ค มุกควายนั้น เกิดมาก็ไม่เคยค้าขาย ส่วนรัฐมนตรีคลังอย่างนายกรณ์ จาติกวนิช ก็เคยแต่ทำมาหากินกับดอกเบี้ยเท่านั้น หัวคิดทางการค้าไม่มี มีแค่เรื่องดอกหอยดอกเบี้ยอยู่เต็มกบาล ผู้คนเขาพูดกันอย่างนี้จริงๆนะ ฟังเขาแล้ว จึงเอามาเล่าต่อกันอีกที
       
เมื่อถูกทักท้วงว่า ใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีแผน แทนที่จะทำให้เป็นเรื่องของงบประมาณ กลับมักง่ายขอเก็บภาษีน้ำมันคืน 50,000 ล้านบาท แต่เงินที่กู้มานั้น ส่วนหนึ่งจะเอาไปลงทุนที่โคตรแพง คือรถไฟฟ้า ที่โครงสร้างของมันโผล่เหนือพื้นดินขึ้นมาระเกะระกะกันเต็มเมือง กรุงเทพจึงหมดความสวยงามลงไปอย่างที่เห็นๆ นี่คือผลพวงจากการไม่ยอมสร้างรถใต้ดินนั่นเอง
      
 สิ่งที่น่า กลัวมากสำหรับเงินกู้ก้อนโต นั่นคือ นักการเมืองไทยนั้นมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ จึงเกิดเสียงลือสนั่นทั่วกรุงว่า  นักการเมืองที่เพิ่งเข้ามาเสวยอำนาจ ได้จัดตั้งตั้งนายหน้า “บริษัทรับเหมา”จองงบไทยเข้มแข็ง โดยชักค่าต๋งจาก 15 โครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ทั่วไทย!
       
ความจริงแล้ว มีเรื่องราวทางเศรษฐกิจที่น่าจะพูดกันอีกมาก แต่ มีทั้งเรื่องที่ฟังยากๆ เพราะเกี่ยวข้องกับทางวิชาการ แต่ผมก็ได้รับอีเมล์จากแฟนรายการ เขาจั่วหัวว่าเมล์ว่าcommon or not common (แปลว่า “ธรรมดา หรือ ไม่ธรรมดา”) รายละเอียดมีดังนี้ครับ‏

22 June 09
สวัสดี คุณวาทตะวัน

 อย่าว่าหยั่งโง้นหยั่งงี้เลย ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจน่ะ ไม่ต้องไปดูใครต่อใครเขาหรอก ดูแม่ค้ากล้วยแขกที่หน้าปากซอยก็ได้กล้วยแขกเคยขายดี (เหมือนประเทศไทยเคยส่งออกดี)ต่อมาคนซื้อเกิดถังแตก เลยซื้อกล้วยแขกน้อยลง (เหมือนประเทศลูกค้าเราเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อลดลง) สิ่งที่แม่ค้าควรทำคือ อดออมถนอมกิน มีน้อยใช้น้อย พยายามเลี้ยงลูกๆ(ประชาชน)ด้วยกำลังเงินที่มี
       
ไอ้ลูกๆแม่ค้า ก็ควรรู้จักประหยัดและอดออมเหมือนกัน ค่อยๆประคองกันไป แค่ชั่วระยะหนึ่ง คนรุ่นไหนๆเขาก็เคยมีช่วงต้องลำบากกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่
       
ตัว แม่ค้าก็ต้องยอมลดปริมาณกล้วยที่ทำขาย เอาแต่พอเหมาะ แล้วก็ต้องไม่โกหกลูกว่าแม่ยังรวยอยู่นะ ทุกอย่างยังดีอยู่นะ สอนให้ลูกเผชิญความจริงร่วมกันกับแม่ หากทำอย่างนี้ ก็เรียกว่าแม่ค้ากล้วยแขก...ฉลาด!

แต่หากแม่ค้ากล้วยแขกไม่มีสามัญสำนึก ลูกค้าซื้อกล้วยน้อยลง แทนที่จะระวังการใช้จ่ายเงินที่มีดันเอามาแจกลูกๆให้ไป "ช็อปเพื่อชาติ" จนเงินหมดกำปั่นคราวนี้ก็ไปกู้มาให้ลูกๆ  "ช็อปเพื่อชาติ" กู้มาซื้อกล้วยเพิ่ม ซื้อเตาเพิ่ม ซื้อน้ำมันเพิ่ม ฯลฯ โดยคาดการว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อเพิ่มคราวนี้ก็มีแต่จะ...ฉิบหาย! เวลาซื้อไอ้พวก "คนกลาง" มันก็กินกำไรบานทะโรค!!

พวกลูกค้าเอง เขาก็ยังต้องระวังการใช้จ่ายอีกนาน ต้องดูแลบ้านช่องลูกหลานเขาก่อนทางนี้ไอ้ผล "เพิ่มผลิต" ของอีแม่ค้า ก็มีแต่จะเน่าจะเสียไหนไอ้หนี้ที่กู้มาก็ต้องจ่ายดอก ไอ้ลูกๆในบ้านก็ไม่มีจะกิน แถมยังทะเลาะกันหยุดไม่หย่อนอีแม่ค้า...ชิบหาย!
       
ความ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แล้วจะทำคนทั้งชาติตายห่าไปด้วย มีแต่ความรู้ในกระดาษ แต่ไม่มีสามัญสำนึกไปหาหนังสือชื่อ Things They Don't Teach You in Oxford and Cambridge อ่านซะไป๊ เผื่อจะฉลาดขึ้นมาบ้าง เอ๊ะ! หรือว่าเป็น ‘อภิสิทธิ์-ชน’ ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่สามัญ เลยไร้สามัญสำนึก Common sense is not so common. ว่ะ!!

ยังไงๆก็ขอฝากทฤษฏีแม่ค้ากล้วยแขกของผม ไว้กับคุณวาทตะวันด้วยนะ

แฟนประจำ

ผมอ่านจดหมายของ “แฟนประจำ” แล้ว อยากจะตอบกลับไปดังๆว่า ทุกวันนี้ คนเขาสงสัยว่า นายมาร์ค มุกควาย ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่กลุ่มที่เป็นผู้ขยับกลไกชักเชิดตัวนายกนั่นต่างหาก ที่เป็นผู้มี ‘อำนาจ’ อย่างแท้จริง!
       
ส่วนนายมาร์ค มุกควายนั้น เป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่รายงานเรื่องการบริหารประเทศต่อประชาชนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแกมีความถนัด และโปรดปรานในการโอภาปราศรัยต่อสาธารณชน ส่วนภาระในการบริหารประเทศนั้น ผู้คนเขาสังเกต เห็นว่า ตัวนายมาร์ค มุกควาย ไม่สู้จะเข้าใจ ในเรื่องการบริหารชาติบ้านเมือง เนื่องจากทั้งการใช้ชีวิตและการศึกษา อยู่ในต่างประเทศมายาวนาน ขาดความเข้าใจในเรื่องคนไทย หรืออาจเข้าใจบ้างแต่ก็อยู่ในสภาพที่ ‘จำกัด’ เต็มที

อีกทั้งการเข้ามาสู่อำนาจ คือ การได้เป็นรัฐบาล ได้มาจากการร่วมหัวจมท้ายกับ กลุ่มกบฏพันธมาร กองทัพ และผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่หลบๆโผล่ๆอยู่ข้างเวทีรัฐบาล ดังนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งควรเป็นผู้ดำเนินการเอง  จึงกลับกลายเป็นของคนอื่น ไปเสียฉิบ! ที่ยืนยันข้อกังขาของผม ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ เริ่มสอดเสียงขานรับกันดังขึ้นทุกขณะว่า รัฐบาลนี้มีความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ ทั้งยังกล่าวหาหนักหน่วงอีกว่า
       
การเข้าไป ‘ผสมพันธุ์’ กัน ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเวลานี้ เป็นเพียงการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน และมีการชิงเหลี่ยมกันอย่างเต็มที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปรากฏออกมาให้ผู้คนเห็นมิได้ขาด นักการเมืองที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ มีความจำเป็นต้องขมีขมัน เร่งมือหาทุนรอนและทรัพย์สินเอาไว้ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นเสบียงกรังสำหรับการเลือกตั้ง ที่บรรดาพวกเขาคาดว่าอาจต้องมีขึ้นไม่ช้านี้  นี่เอง ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มองดูการทำงานสะเปะสะปะของรัฐบาลนี้ ซึ่งให้ทั้ง “ทั้งหนี้-ทั้งน้ำตา” ที่มาจากการกู้ไร้ทิศทาง สงครามและการฆ่าฟันจากการเพาะเพื่อนบ้านให้เป็นศัตรู!สหายของผมที่เป็นคนปาก ไว ถึงกับอุทานลั่นว่า

        “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย...แท้ๆ เทียว!!!”

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=156



เมื่อนายกรัฐมนตรีของไทย ต้องไปจิ้มก้องขะแมร์

ยังคงตั้งทัพประจันหน้าคุมเชิง กันอยู่ อย่างชนิดที่ไม่มีใครกลัวใครกันแล้ว ระหว่างกองทัพประชาชน ที่มีแต่มือเปล่าๆแต่หัวใจเกินร้อย กับกองทัพอำมาตย์ที่เต็มเพียบไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ใจเล็กกว่าอวัยวะมดตั้งหลายเท่า มาถึงขั้นนี้ มีแต่เจ๊งกันไปข้างถึงจะยอมเลิกรา ต่อให้เป็นตายยังไง ก็ไม่มีทางออกเจ๊าเป็นอันขาด



ดู เผินๆเหมือนกับว่า ฝ่ายอำมาตย์จะเป็นต่ออยู่หลายขุม แต่ถ้ามองให้ถึงกึ๋นจะเห็นได้ว่า หัวหน้าอำมาตย์กำลังกลืนเลือดเก็บอาการแทบไม่อยู่ เพราะเพียงแค่ประชาชนแข็งขืน หนทางเผด็จการก็ตีบตันลงเรื่อยๆ ถึงยื้อไว้ได้ ก็แค่ยืดวันตายไปอีกหน่อย
แม้จะมีแววว่ายังต้องลุ้น กันอีกยาว แต่หวยที่ออกได้ถูกล็อคไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่ายกสุดท้ายยังไงประชาชนก็ต้องมีเฮ ส่วนอำมาตย์ก็ต้องทำใจไว้เลยว่า งานนี้มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องว่ากันไปอีกเรื่อง



ระหว่างนี้คงต้องปล่อยบรรดาตัวตลกหน้าม่าน ออกมาแลบลิ้นปลิ้นตา เรียกเสียงฮาไปพลางๆก่อนอย่าง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนรวินจอมเนรคุณ ก็ออกหน้ามาโชว์พาวเย้ยกกต. ด้วยการเคาะกะลาเรียกรวมพลพรรคภูมิใจไทย เกณฑ์กันไปลงแขกดำนา จนหน้าเขียวหน้าเหลืองไปตามๆกัน ก็ขนาดปู่จิ้นยังยอมล่อนจ้อน เล่นเอาซ้อโพไซดอนถึงกับผมเผ้ากระเซิง เผ่นหนีขึ้นมาใส่ยาแทบไม่ทัน ไม่ใช่อะไร..ก็โคลนมันกัดเท้าน่ะ



ผล งานฮาแตกซะขนาดนั้น เท่ากับบอกกล่าวเป็นนัยๆ ไปยังพี่น้องอีสานบ้านเฮาว่า ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยก็คงทำได้เท่าที่เห็น ใครอยากได้มากไปกว่านี้ เห็นทีต้องเรียนเชิญไปเลือกพรรคเพื่อไทยกันตามสะดวก งานนี้ศึกสาย เลือดเขาจะโซ้ยกัน พรรคอมาตยาธิปัติย์ไม่เกี่ยว กรุณาถอยไปห่างๆ พรรคสะตอบอแหลของคนใต้ ยังไงคนอีสานเขาก็ไม่เลือก ต่อให้มาร์คลงทุนลากคันไถแทนควาย ชาวบ้านเขายังเลือกควาย ดีกว่าเลือกมาร์ค ใน เมื่อเสียงมันขี่กันถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ยังปรากฎว่าพรรคภูมิใจไทยนอนมาไม่มีพระนำ ก็เป็นอันพิสูจน์ได้ว่า สารพัดวิชามาร ยังตัดสินผลแพ้ชนะได้เสมอ



มาที่แฝดสยามยุคใหม่ คู่หูคู่ฮาอย่างกรณ์-มาร์ค ที่แค่เปิดตัวก็ทำเอาตลกซุปเปอร์โจ๊ก ถึงกับชิดซ้ายลงคูแทบไม่ทัน ทาง ด้านแฝดผู้พี่นั้นสูงยาวเข่าดีมีชัยไปตั้งเยอะ หลังจากที่นั่งเก็งหุ้นจนเจ๊งบ๊งเละเทะไปกว่า 200 ล้าน แต่อาศัยว่าเคยแวะเวียน ไปเยี่ยมเยียนพันธมิตรตอนยึดทำเนียบอยู่บ่อยๆ ราศีรมต.เลยจับเปาะเข้าให้ อย่างช่วยไม่ได้



บุญพาวาสนาส่ง ได้โซ้ยตำแหน่งขุนคลังโดยไม่ทันตั้งตัว ชะตาชีวิตพลิกผันปุบปับ เล่นเอามะงุมมะงาหราทำอะไรไม่ถูก จากกรณ์เจ๊งหุ้น เลยกลายเป็นกรณ์กู้แหลกไปซะฉิบ ส่วนแฝดผู้น้องก็ใช่ย่อย อุตส่าห์มุ่งมั่นดันทุรัง จนเต้าไต่ไปถึงตำแหน่งนายกฯ เล่นเอาดัชนีชี้วัดความสุขของป๋า พุ่งปรี๊ดอย่างกับท่อประปาแตก สอดคล้องกับดัชนีของประชาชน ที่พุ่งสูงจนน่าเกลียด แต่เป็นดัชนีชี้วัดความทุกข์ระทม ที่นับวันจะไปไกลจนสุดกู่



รัฐบาล เทพประทานอย่างนี้มันก็ดีไปอย่าง จะเลอะเทอะเหลวเป๋วยังไง ก็ยังมีขี้ข้าอำมาตย์ออกมาคอยตีปี๊บ เชียร์กันตะบันราด ถึงขนาดพะยี่ห้อมิสเตอร์คลีนให้ โดยไม่ประสงค์เอาตังค์ แต่แทนที่จะสื่อถึงนายกฯใจซื่อมือสะอาด ประชาชนดันนึกถึงน้ำยาขัดห้องน้ำไปซะฉิบ อย่า ว่าแต่ 99 วันเราทำได้ ผลงานโดดเด่นในรอบหลายเดือน นอกจากตามเช็ดทักษิณแล้ว ก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรเข้าตากรรมการมากไปกว่าเรื่องกู้ หลังจากที่เริ่มต้นก็ร้องแรกแหกกระเชอ ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่สะสมเงินไว้ให้ใช้ พอได้ทีเลยเร่งสะสมหนี้ไว้ให้รัฐบาลต่อไปซะให้เข็ด



พูดก็ว่า ถ้าให้มาร์คเป็นนายกฯอย่างนี้ สู้ให้ยี้ห้อยเป็นซะให้รู้แล้วรู้รอด ยังจะเวิร์คซะกว่า อย่างน้อยรายนั้นมันยังสลากกินแบ่ง ไม่เหมือนมาร์คม.7 ที่เล่นแต่สลากกินรวบกันยันเต นี่พูดถึงว่า ถ้าชีวิตประชาชนมันบัดซบจริงๆ อำมาตย์ไม่เปิดทางให้เลือกได้มากไปกว่านี้

แต่ถ้าเลือกเองได้ ยังไงก็ทักษิณ



เห็น ด่ามันปากอยู่แหม็บๆ เผลอแผล็บเดียวถึงคิวมาร์คไปเยือนกัมพูชาซะแล้ว ก็ไม่รู้ว่าด้านหน้าไปพบเขาได้ยังไง ในเมื่อเคยด่าเขมรไว้จมหูตอนที่เป็นฝ่ายค้าน แต่เอาเถอะ ถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบก็แล้วกัน



แต่ไม่รู้ยังไง พูดถึงมาร์คกับเขมรทีไร เป็นต้องนึกถึงเขาพระวิหารไปซะทุกที

นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถด้านภาษาอังกฤษชั้นเทพของนายคนนี้ จ้างให้คนไทยก็ไม่รู้ว่า ศาลโลกเขาตัดสินให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นของเขมร ไม่รวมที่ดินผืนน้อย ที่ยังเป็นของไทยทุกกระเบียดนิ้ว



คราวนี้เลยงาน เข้า ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งตัวเองต้องตากหน้าไปสวามิภักดิ์ต่อฮุนเซ็น ก่อนนี้เห็นเก่งนัก คราวนี้คงได้เห็นทีเด็ดทีขาด ว่าจะสมราคาคุยซักแค่ไหน ไปกัมพูชาเที่ยวนี้ อย่าได้เอาแต่สอดส่ายสายตาล่อกแล่ก มองหาทักษิณจนเพลินซะล่ะ

ยังไงก็ช่วยกระชุ่นฮุนเซ็น ทวงค่าเช่าที่ดินย้อนหลังทบต้นทบดอกซะให้จั๋งหนับบุเรงนองด้วย ไม่งั้นมันก็ขายชาติพอกันกับที่ด่าคนอื่นไว้แหละน่า



เห็นรูปรัฐบาล นี้ไปเยือนกัมพูชาทีไร มันปวดหัวใจจี๊ดๆ ไม่รู้ว่าเมืองไทยกลายเป็นเมืองขึ้นเขมรตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ไปถึงต้องหิ้วเศียรเทวรูป ติดไม้ติดมือไปจิ้มก้องฮุนเซ็น อย่างกับเป็นเครื่องบรรญาการ นี่ถ้ารัฐบาลอยู่ไปจนครบเทอม...

มีหวังพวกขนโบราณวัตถุไปคืนเขมรจนเกลี้ยงจ้อย



วโรทาห์: 14 มิ.ย.52 http://www.cbnpress.com/index.php/2008-11-07-19-28-16/40-2008-12-08-08-40-14/1603-2009-06-29-02-55-57



ฝันดีเถอะประเทศไทย หัวหน้า“พรรคการเมืองใหม่”สุดยอด

เพชรในตมจริงๆ ต้องตาถึงชนิดมหาศาลอย่างพวกพันธมิตรเท่านั้น จึงจะทำให้สามารถมองเห็นแววยอดอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในหลืบลึกผ่านความสกปรก โสโครก โสมม อุบาทว์ อัปรีย์อันสุดพรรณาประเภทผีเห็นผีของ สมศักดิ์ โกสัยสุข ..หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ความรู้สึก แค่เพียงเขียนชื่อ นามสกุลของสมศักดิ์ครบถ้วนในเครื่องคอมพ์ของผมเท่านั้น ก็ถือคอมพ์ของผมโดนไวรัสโทรจันเล่นงานเข้าแล้ว ขนาดใช้ Norton2009 หรือ NOD32 ก็ยังช่วยไม่ได้..อภิมหาชวย

สม ศักดิ์ โกสัยสุข อดีตคนขับรถไฟหน้าตาเหมือนตัวแลนพิการแถวภาคอิสาน ลักษณะท่าทางบ่งบอกว่าได้ผ่านกระบวนการ 5 ส.มาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่ง 5 ส.ที่สมศักดิ์ผ่านมาก็ คือ สกปรก โสโครก โสมม สถุล และแสนจะทุเรศ อย่างไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย..ชิวชิว

สำหรับผมแล้ว แค่สมศักดิ์เป็นหัวหน้ายามตามหมู่บ้าน หรือคอนโดชาวบ้านธรรมดาๆก็เครียดกันสุดๆแล้วเพราะบุคลิกลักษณะโรคจิตไม่รู้ ว่ามันจะไปขโมยของ,ไปข่มขืนเจ้าของบ้านหรือไปกินตับเด็กกันแน่ แต่นี่ดันมาเป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งก็หมายถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีของไทยกลายๆ..โอ๋ยโย้ !

บางคนบอกว่าอย่าไปมองแต่ที่หน้าตาหรือ รูปลักษณ์ภายนอก ต้องมองที่จิตใจ ผมสวนไปว่าก็ขนาดหน้าตามันยังทำให้ดูไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วจิตใจมันจะเหลืออะไร รูปลักษณ์ภายนอกมันสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคนได้ระดับหนึ่ง หรือที่เรียกว่าหน้าตามันบอกยี่ห้อ..คนดีลักษณะดี ยังนึกไม่ออก

นี่ถ้าสมศักดิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ผมจะไปบอกกับโอบาม่ายังไง หรือไปบอกกับชาวอาเซี่ยนด้วยกันว่ายังไง แล้วนี่ถ้าไปประชุมกับต่างประเทศจะมีผู้นำประเทศไหนกล้ามานั่งใกล้ๆด้วย เพราะกลัวนายกฯไทยเมายา จับผู้นำต่างชาติเป็นตัวประกัน..เอามีดจี้คอ

พวก พันธมิตรนี่มีรสนิยมแปลกๆ มักมองในสิ่งตรงกันข้ามกับคนทั่วไปเสมอ ชอบทำในสิ่งที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยางเช่น ประกาศศึกกับตัวเหี้ยในทำเนียบอย่างเปิดเผยและห้าวหาญ บุกยึดสนามบิน หรือเอาโกเต๊กซ์ไปวางรอบฐานพระรูปทรงม้าซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ คนทั่วไปไม่ทำกัน ..ต้องคนระดับเทพ !

เพื่อนๆหลายคนบอกว่าลักษณะอ้ายนี่เหมือน ขอทาน เหมือนตาชูชกในเรื่องพระเวสสันดรที่เขียนภาพติดไว้ตามศาลาวัด หัวล้าน พุงพลุ้ย หนวดเครายาวสกปรกรุงรัง ถือไม้เท้าตระเวณขอทานทั่วราชอาณาจักร และสมศักดิ์ก็มิได้ทำให้เพื่อนๆผิดหวังฉายแววให้เห็นทันทีเมื่อได้รับ ตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยขอรับบริจาคเงินเข้าพรรคคนละ 100 บาทต่อเดือน..

ทันอกทันใจไอ้ลิ้มดีแท้ !

ก็ อาจเป็นไปได้ว่านี่คือ Put the right man on the right job เป็นกลยุทธของแกนนำที่จะต้องวางคนให้เหมาะกับงาน หรือการบริหารแบบเปลี่ยนหน้าชน เมื่อใดต้องโกหกหลอกลวงกะล่อนปลิ้นปล้อนต้องเป็นสนธิลิ้ม หากต้องการสร้างภาพมีคุณธรรมความดีก็ต้องจำลอง เมื่ออยากได้ภาพนักวิชาการก็จะเปลี่ยนเป็นสมเกียรติ ..แต่ตอนนี้คงต้องการขอทาน

ผมอาจจะผิดก็ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นตัวเป็นๆของสมศักดิ์ ไม่เคยคิดคลั่งไคล้ถึงขนาดต้องปีนกำแพงแย่งกันไปมุงดูถึงทำเนียบ หรือสนามบิน จึงทำให้ผมไม่รู้จักสมศักดิ์ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งหากได้ไปดูของจริงเข้าอาจจะเห็นไปอีกมุมว่าสมศักดิ์นั้นก็หล่อไม่แพ้ อภิสิทธิ์

แต่พันธมิตรแม่ลูกติดข้างบ้านเคยบอกผม ว่าถึงเธอจะชอบสมศักดิ์อย่างไร เมื่อยามต้องไปชุมนุม เธอก็ไม่กล้าจูงลูกเดินผ่านสมศักดิ์..กลัวลูกตกใจเก็บไปฝันร้าย สงสัยว่าถ้าสมศักดิ์เกิดได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆขึ้นมา จะให้คำขวัญวันเด็กว่ายังไง แล้วถ้าต้องเดินทางไปเป็นประธานจัดงานวันเด็กที่สวนสัตว์เขาดิน จะมีเด็กๆกล้าเข้าไปใกล้ๆมั๊ย

ที่สำคัญเด็กๆจะแยกออกหรือเปล่าระหว่างนายกฯ..กับลิงบาบูน

ผมเดาเอาว่าก่อนที่จะฟันธงเลือกสมศักดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค ในกลุ่มพันธมิตรคงต้องถกเถียงกันจ้าละหวั่นถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละคนเรียง กันไป เรียกว่าเอาการกระทำ พฤติกรรมในอดีตของแต่ละคนมาอภิปรายกันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง จนได้ข้อสรุปว่าหัวหน้าพรรคน่าจะต้องเป็นสมศักดิ์เสียแล้ว ด้วยเหตุผลว่าสมศักดิ์เท่านั้นที่ขับรถไฟได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ประท้วงหยุดงานของพนักงานรถไฟในช่วงที่พรรคการเมือง ใหม่เป็นรัฐบาล ก็จะให้สมศักดิ์นี่แหละ ขับรถไฟแทน ส่วนไอ้ใสดำในฐานะเลขาฯพรรคจะรั้งตำแหน่งพนักงานเก็บตั๋ว..ช่างสร้างสรรค์ จริงๆสมกับชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งเป็นผู้ค้นคิดระบอบการเลือกตั้งแบบโค้วต้าอ้อย 70-30 อันลือเลื่อง การ มีหัวหน้าพรรคลักษณะกึ่งคนกึ่งลิงที่หาได้ยากมากในปัจจุบันจนคิดว่าสูญ พันธุ์ไปแล้ว การจะได้มาซึ่งสมาชิกพรรคที่ได้ผ่านพิธีกรรมอาบน้ำมนต์..ผสมโกเต็กซ์

ดูแล้วพรรคนี้ ถือเป็นความหวังของคนไทยจริง ..หวังว่าอะไร ?

หวังว่าจะได้ สส...สักคน !!!

เพื่อน ผมกระชิบข้างหูผมพอให้ได้ยินกันได้ไม่ต่ำกว่า 10 คนขึ้นไปว่า ถ้าพรรคการเมืองใหม่นี้ เอานายสมศักดิ์มาเป็นหัวหน้าพรรคได้ละก็ คราวนี้เขาก็จะเปิดโอกาสให้หมาที่บ้านของเขา ออกมาสมัครเป็นแคนดิเดทหัวหน้าพรรคนี้ได้อย่างไม่รีรออะไรอีกแล้ว..

โดย ปลายอ้อกอแขม  http://www.cbnpress.com/index.php/2008-11-07-19-28-16/40-2008-12-08-08-40-14/1594-2009-06-25-11-42-28