CBOX เสรีชน

10 พฤศจิกายน, 2552

‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ : กู้ชาติ...งานเข้า

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26519

วันก่อนผมเจอรุ่นน้องอดีตนักกิจกรรมที่เป็นพันธมิตรแถวหน้า หน้าจริงๆ เพราะลุยที่ไหนเขาเข้าไปก่อน แต่เป็นคนนิสัยดี เปิดกว้าง ไม่คับแคบเหมือนพวกฮาร์ดคอร์ และยังไม่ทิ้งจุดยืนของนักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า
          เขาพูดไปหัวเราะไปถึงปณิธาน วัฒนายากร ที่ออกมาตอบโต้ พล.อ.ชวลิต รับแผนโจรใต้” ว่า อ่านหัวข่าวตอนแรกนึกว่าเทพไท ที่ไหนได้กลายเป็นปณิธาน ไม่น่าเชื่อว่าบิ๊กจิ๋วทำให้ปณิธานเป็นไปได้เพียงนี้
 
          ผมเศร้าหน่อยๆ เมื่อได้ฟัง ผมเคยสัมภาษณ์ปณิธานหลายครั้ง กล้าพูดได้ว่าเป็นคน Nice เป็น สุภาพบุรุษ ผู้ดีมีสกุลที่ไม่ถือตัว นักวิชาการที่รู้กว้าง รู้จริง และวิเคราะห์ได้แม่นยำ เป็นระบบ ถึงจะเห็นต่าง ก็ยังยกย่องนับถือ
 
          ผมขำปณิธานอยู่ครั้งเดียว คือตอนที่เขาตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย เขา เกร็ง’ และระวังตัวแจ จนไม่เป็นกันเองเหมือนเคย นั่งคุยกันที่คณะรัฐศาสตร์ ทุกครั้งเป็นต้องสั่งกาแฟมาเลี้ยง แต่ครั้งนั้นไม่ยอมสั่ง (ไม่เลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว-ฮา)
 
          การเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ แต่ทุกคนที่กระโจนเข้าไปเลือกข้าง ก็ต้อง เล่น การเมือง’ เพื่อเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครอยากแพ้ แม้แต่แกนนำพันธมิตรก็ ‘เล่นการเมือง’ เมื่อยามปราศรัยกับพี่น้องเอ๊ยบนเวที แต่ลงมาข้างล่างแล้วพูดกับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกอย่าง
 
          เพื่อนพ้องในพันธมิตรมักพูดกับผมว่า ในการต่อสู้คุณจะเรียกร้องให้เราเดินตรงเป๊ะได้ไง มันก็ต้องมีแทคติกมียุทธวิธีบ้าง (เช่นการยืมมือ ศักดินาล้า หลัง’ มาขับไล่ ‘ทุนสามานย์’ อย่างที่อ้างกันบ่อยๆ) ผมก็บอกว่าใช่ มันไม่มีหรอกการต่อสู้ที่แฟร์ๆ แต่อย่างน้อยคุณอย่ากลืนหลักการที่ตัวเองเคยพูดเคยยึดถือ เช่น เคยเชิดชูประชาธิปไตยต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านอภิสิทธิ์ชน (พูดอย่างให้ความเป็นธรรม แกนนำเสื้อแดงก็ ‘เล่นการเมือง’ แต่เขาไม่ได้กลืนหลักการมากเท่า-หรือไม่เคยมีหลักการให้กลืน)
 
          วันนี้เช่นกัน สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมทั้งหลาย ที่(เคย)เป็นฝ่ายก้าวหน้า ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะทิ้งจุดยืนไปปลุกความคลั่งชาติเป็นอาวุธ แบบฝ่ายขวา แบบเทพไท แบบประชาธิปัตย์ อีกหรือเปล่า
 
          บิ๊กจิ๋วชูนโยบายนครปัตตานี อาจพูดได้ว่านี่คือเกมการเมืองเขย่ารัฐ แต่ถามว่าข้อเสนอเขตปกครองพิเศษ การเคารพและยอมรับอัตลักษณ์ ก็มาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีพิภพ ธงไชย เป็นกรรมการ มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มิใช่หรือ
 
          สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า ต่างสนับสนุนการกระจายอำนาจ และคัดค้านการปลุกชาตินิยมกดกีดกันชนส่วนน้อยมาตลอดมิใช่หรือ
 
          เมื่อครั้งทักษิณปลุกชาตินิยมไปจัดการปัญหาภาคใต้ ชาว เรา’ ก็เคยคัดค้านทักษิณ แต่เมื่อบิ๊กจิ๋วเป็นนอมินีทักษิณไปชูนโยบายกระจายอำนาจ ‘ชาวเรา’ ที่ไปสวมเสื้อเหลืองจะคัดค้านเพียงเพราะเกลียดทักษิณหรือ
 
          ฉะนั้นจะวิพากษ์บิ๊กจิ๋วไม่จริงใจ หรือพูดไม่รู้เรื่อง ก็เชิญว่าไป แต่อย่าร่วมมือกับรัฐปฏิกิริยาฝ่ายขวาปลุกชาตินิยมมาต่อต้านหลักการกระจาย อำนาจ ภราดรภาพ เสมอภาค เคารพอัตลักษณ์และสิทธิชุมชน สิทธิการดูแลตนเองของท้องถิ่นไม่ว่าจะชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มใหญ่
 
          ไม่ร่วมมือไม่พอ ผู้นำชุมชนอย่างบรรจง นะแส สุทธิ อัชฌาสัย หรืออีกหลายๆ คน ยังควรจะต้องออกมาปกป้องหลักการด้วย ถ้าพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ทหารแก่ทหารเกือกปลุกคลั่งชาติรัฐนิยมจนเลยเถิด
 
          ไม่เช่นนั้นก็จงระวังว่าพวกคลั่งชาติอาจมองว่าทักษิณทำถูกแล้ว ที่จับหมอแวขังยาวข้อหาเจไอ ไม่น่าปล่อยออกมาเล้ย มันรับแผนมาจากโจรใต้ (ฮาไม่ออก)
 
          กระแสคลั่งชาติทางใต้ยังไม่รุนแรงเท่าทางตะวันออก ซึ่งรัฐบาลนิสัยเด็กได้คะแนนนิยมล้นหลาม ไม่แปลกอะไร เพราะคนไทยได้รับการปลูกฝังชาตินิยมโดยไม่ต้องมีเหตุผลมาแต่อ้อนแต่ออก ลูกจีนรักชาติ’ พ่อแม่พูดไทยไม่ชัด ยังคิดเสมือนว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากยุคพระนเรศวรตัดหัวพระยาละแวก
 
          แน่นอนเรื่องนี้ต้องแยกแยะ ผมคงไม่บอกว่าการกระทำของทักษิณและฮุนเซ็นถูกต้อง แต่การตอบโต้ของรัฐบาล การประโคมโหมกระแส ขายชาติ’ ตามสื่อ ก็ชัดเจนว่าเป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติมาช่วงชิงคะแนนนิยม และทำลายล้างทักษิณ
 
          ถามว่าในวิถีการทูต ยังมีวิธีอื่นที่เป็นการประท้วงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเหมาะสมกว่าการเรียก ทูตกลับหรือไม่ ยังมีวิธีที่จะประนีประนอมรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่ามี แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เลือก เพราะเห็นว่าการตอบโต้แบบนี้จะเรียก ศักดิ์ศรี’ และคะแนนนิยมได้ท่วมท้น (ก็ไม่ต่างจากตอนทักษิณขึงขังส่งเครื่องบินทหารไปปฏิบัติการเอนเทบเบ้ถึงพนมเปญ)
 
          ศักดิ์ศรี’ อะไร ศักดิ์ศรีของชาติที่ถือว่าตัวเองเหนือกว่า ผู้นำของชาติเคยตัดหัวผู้นำอีกชาติเอาเลือดล้างเท้า อย่างนั้นหรือ
 
          เช่นกัน ใน 2-3 วันที่ผ่านมา เมื่อเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไม่ต้องเปิด ก็มีคนส่งเมล์ว่อนข้อเขียนของคอลัมนิสต์ไดโนเสาร์หลายราย ที่พูดถึงการมีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งทักษิณโดยกษัตริย์เขมร พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคพระยาละแวก ฯลฯ บ้างก็โทษทักษิณว่าสมคบ ศัตรู’ (จะด่าทักษิณก็ด่าไป ทำไมต้องสถาปนาเพื่อนบ้านเป็นศัตรู)
 
          เรียกได้ว่าคึกคัก งานเข้า’ กันจริงๆ สำหรับพวกที่ถนัดการปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ตั้งแต่เทมาเสก มาจนถึงฮุนเซน นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงเป็น ‘กระแช่’ เมื่อปี 19
 
          คำถามว่า ศักดิ์ศรี’ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน ค่อนข้างจะหาคำตอบได้ยาก ถ้าดูพฤติกรรมของฮุนเซนแบบตัดตอน ก็สมควรตอบโต้ เพราะการประกาศว่าจะไม่ยอมส่งตัวทักษิณและให้ที่พักพิง มันคือการท้าทายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฮุนเซนจะทำอย่างดูไบโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรก็ได้ แต่พูดทำไม โดยทั่วไปผู้นำประเทศเขาจะไม่ออกมาท้าทายด้วยตัวเองอย่างนี้ (ไม่ใช่เรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไทยวิเศษวิโสอะไร ถึงวิจารณ์ไม่ได้)
 
          แต่อย่าลืมว่าตั้งแต่ทักษิณถูกรัฐประหาร ความสัมพันธ์ระหว่างเขมรกับไทยก็ไม่เคยมีปัญหา ตอนนั้นฮุนเซนมึความชอบธรรมเต็มที่ด้วยซ้ำ หากจะให้ที่พักพิงทักษิณ แต่เขาก็ยังเกรงใจไทย ปัญหามันเกิดตอนไหน ผมว่าทุกคนตอบได้ถ้าย้อนเอาใจเขาใส่ใจเรา ก็การปลุกกระแสคลั่งชาติทวงปราสาทพระวิหาร คัดค้านขึ้นทะเบียนมรดกโลก เล่นเกมการเมืองเอาชนะกันจนกระทบกระเทือนความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน หนำซ้ำ คนที่ยืนยันว่าผืนดินใต้ปราสาทเป็นของไทย ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ด่าฮุนเซนเฮงซวย ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหน้าตาเฉย
 
          เอ้อ ถ้าผมเป็นเขมร ผมมีสิทธิจะไม่พอใจไหมครับ
 
          ฮุนเซนไม่ได้ โง่’ อย่างที่คอลัมนิสต์บางคนคิด ฮุนเซน ‘เขี้ยวลาก’ ต่างหาก คุณปลุกชาตินิยม ฮุนเซนก็ปลุกชาตินิยมเหมือนกัน ในประวัติศาสตร์ชาติเขมร ที่เขาเจ็บช้ำกับการเป็นชาติเล็กผู้ถูกรุกรานอยู่เสมอ (ต้องการอิสรภาพก็หาว่าไม่ซื่อ) การที่ผู้นำกล้าตบหน้าท้าทาย ‘พี่ใหญ่’ จึงเป็นความภาคภูมิใจและเรียกคะแนนนิยมท่วมท้น
 
          ผู้นำทั้งสองประเทศจึงเล่นเกมปลุกชาตินิยมเพื่ออำนาจนิยม โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะรัฐบาล ปชป.ที่ฉวยโอกาสประณามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าขายชาติ ผลักความเห็นต่าง ความอยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม และความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ถูกกลืนไปในกระแสชาตินิยม
 
          ผมไม่แปลกใจกับการเล่นเกมของนักการเมือง หรือทัศนะสุดโต่งของคอลัมนิสต์จารีตนิยม เขาเป็นของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ผมสลดใจกับสื่อรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม พลังที่ เคย’ ก้าวหน้า กลับโดดเข้ามาร่วมปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติกันหน้าตาเฉย ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปีที่แล้ว หรือปีนี้ (ที่บางปู-เฮ)
 
          บางคนอาจจะบอกว่าไม่ได้ร่วม แค่อยู่เฉยๆ ปล่อยไปตามกระแส ปล่อยให้เทพไท (ความภาคภูมิใจของพรรคนักศึกษา 7 คณะ) ออกมาแจกซีดีเพลงย้อนยุค หนักแผ่นดิน’ ก็ไม่ต่างจากแกนนำพันธมิตรที่ยืนกรานจนวันนี้ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐ ประหาร (เพราะไม่ได้ไปช่วยขับรถถัง) หรือหลายคนที่ออกตัวภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรปลุกชาตินิยมทวงปราสาท พระวิหาร (แต่ตอนนั้นนิ่งเงียบ)
 
          ผมเคยสะใจมากที่เห็นอดีตกรรมการสิทธิฯ โต้กับผู้การน้องแน็ตหน้าจอทีวีเรื่องประจานผู้ต้องหา แล้วถูกเชือดกระจุย แพ้กระแสสังคม มันพิสูจน์ว่าจากจุดเริ่มต้นที่คุณต่อสู้กับทักษิณว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ผ่านเวลามาหลายปี คุณไม่ได้ยกระดับความเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยขึ้นเลย นอกจากเปลี่ยนข้างกันเป็นผู้ชนะ แล้วก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกฝ่าย ทักษิณแทรกแซงสื่อ ทักษิณปิดกั้นเสียงข้างน้อย แต่ยุคนี้สมัยนี้หนักหนาสาหัสกว่ายุคทักษิณด้วยซ้ำ
 
          พี่พิภพ ธงไชย เคยคุยกับผมเมื่อปี 50 ว่า สิ่งที่อยากเห็นคือกระบวนการยุติธรรมทำงาน เอาทักษิณขึ้นศาลเป็นแบบอย่างเหมือนเกาหลี ไต้หวัน เพื่อสถาปนาความมีกติกาความเคารพกติกาในสังคมไทย เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาเป็นจริงไหม สังคมไทยเคารพกติกามากขึ้นไหม หรือเราเสื่อมความเชื่อถือในกติกา เสือมเสียจนกระทั่งกรรมการฟีฟ๋า ที่อยู่ในข่ายได้ไปตัดสินบอลโลก ยังลอบวางระเบิดสังหารผู้บังคับบัญชา (ฮาไม่ออก)
 
          มันน่าสมเพชว่าการต่อสู้กับทักษิณ ที่ว่าอำนาจนิยม ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิ แทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ คอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ กลับนำไปสู่ความเสื่อมเสียยิ่งกว่าของหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จรรยาบรรณสื่อ ตุลาการภิวัตน์ หรือแม้กระทั่งการคอรัปชั่นของนักการเมือง และผลประโยชน์แฝงเร้นของชนชั้นนำ
 
          ทักษิณพับนกด่าโจรกระจอก คุณก็ด่าเฮงซวยทวงปราสาทพระวิหาร ก็เอาชนะกันไป บนความเสื่อมและล้าหลังลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้ให้ความคิดที่ถูกต้องกับสังคม


สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ยกย่อง 22 วีรกรรมของคนดี ที่เกิดขึ้นในสังคม ปี 51-52

สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ยกย่อง 22 วีรกรรมของคนดี ที่เกิดขึ้นในสังคม ปี 51-52

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าท่ามกลางความ เครียดที่เกิดจากความต้องการเอาชนะคะคานทางการเมืองปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาสังคม ที่มีข่าวชิงทรัพย์ ฆ่าข่มขืนไม่เว้นแต่ละวัน ปัญหาเยาวชนหลงผิดติดยา ปาหินและไม่เว้นแม้กระทั่งความขัดแย้งของคนในวงการศาสนาสร้างความเขม็ง เกลียวเหมือนสังคมไม่มีทางออก

สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จึงรวบรวมข่าววีรกรรมของคนดีที่เกิดขึ้นในสังคม โดยคัดจากข่าวที่สื่อสารมวลชนนำเสนอในช่วงต้นปี 2551ถึงปลายปี 2552 ซึ่งมีวีรกรรมของผู้เสียสละ กล้าหาญ และเกรงกลัวต่อบาปจำนวนหลายสิบราย แต่เลือกมาเฉพาะ 22 วีรกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

นายภานุพงษ์ ลาภเสถียร ออกเงินส่วนตัวใช้รถจักรยานทำเป็นรถกู้ชีพด. ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์ ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.บางซื่อที่ทำความดีเป็นครูข้างถนน ช่วยสอนหนังสือชี้ทางสว่างให้วิชาติดตัวแก่เด็กเร่ร่อน ติดยาเสพติด โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2544ซึ่งปัจจุบันช่วยเด็กไปประมาณ 800 คน นายเดโช ไพรแก้ว ครูที่ไปช่วยเด็ก 2คนที่ถูกโจรใต้วางระเบิด

นายนำโชค บุญสิงห์ ช่วยคนถูกไฟช๊อตจนตัวเองถูกไฟดูดไปด้วย ทำให้เป็นเจ้าชายนิทราจนถึงทุกวันนี้ นายสมชายอยู่สบาย แต่งชุดไอ้แมงมุมไปช่วยเด็กที่จะโดดตึก นายสิทธิพร มั่นคงนายปิยวิทย์ กาญจนพันธ์ และน.ส.ศศิวิมล มั่งคงพบ เห็นคนร้าย 3คนใช้ปืนกราดยิงปล้นทองหนัก 80 บาท จึงขับรถตาม พร้อมโทรแจ้งตำรวจมาจับได้นายเจริญชัย ไชยเจี้ยน หนุ่มซีพี ช่วยเด็กจมน้ำในทะเล เด็กรอดแต่ตัวเองตายนายสมบัติ วงษ์ศรี คนขับรถเมล์ ขสมก.สาย 93 เห็นเงินไหลออกมาจากตู้จำนวน 2หมื่นบาท แล้วส่งคืนธนาคาร โดยทำงานมา 10 ปีได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติมาแล้วถึง 36 ใบ

ด.ญ.สุพรรณิการ์ทองสา อายุ 12 ปี เก็บเงินสด 140,000 บาท คืนเจ้าของ นายดิษฐวัฒน์หนองหารพิทักษ์ อายุ 18ปี เก็บเงิน 20,000 บาท กล้อง เอกสารคืนเจ้าของชาวต่างชาติ นายสมบูรณ์ สมมิตร เป็น รปภ.ไปห้ามคนทะเลาะกันจนถูกยิงตาย นายวิบูลย์ พูลศรี ช่วยจับคนร้ายกระชากกระเป๋า นายจิรวัฒน์ปัตเมฆ เป็น อส.ตำรวจทางหลวง ถูกยิงตายขณะไปช่วยตำรวจจับแก๊งค้ายานายพิทยา มูลดี พนักงานไขตู้โทรศัพท์ เก็บเงินล้านคืนเจ้าของชาวต่างชาตินางมะลิ รัตนเณร คนงานรักษาความสะอาดเก็บเงิน 200,000คืนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นายธนบูลย์ พ่วงแตง แท็กซี่ เก็บเงิน 300,000บาท คืนเจ้าของ

นายธีรพัฒน์ แดงวิมล เก็บทองหนัก 2กก.(2.5ล้านบาท)คืนเจ้าของ นายชัยยุทธ สมบูรณ์ และคณะชาวบ้านอ.ดำเนินสะดวก ราชบุรี เก็บเงิน 7.2ล้านที่รถขนเงินของบริษัทแซมโก้ทำตกไว้คืนเจ้าของ นางสภาพ เกตโล แม่ค้าเก็บเช็ค 30 ล้านคืนเจ้าของ นายบุญช่วย พันธ์ยักษ์ แท็กซี่ เก็บเงิน300,000 บาทคืนเจ้าของชาวต่างชาติ ด.ญ.ประกายแก้ว กรองน้ำ อายุ 8 ปีเก็บเงินสด 20,000บาท และโทรศัพท์มือถือคืนเจ้าของ กลุ่มนักเรียนหญิงโรงเรียนพนมไพรวิทยาคม 7 คนเก็บเงินสด 9,500 บาท คืนเจ้าของ

พระราชพิพัฒน์โกศล (หลวงพ่อเณร) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร กล่าวว่าคนทำดีสมควรได้รับการยกย่อง เป็นขวัญกำลังใจ เพื่อให้เป็นแบบอย่างและเป็นเกียรติต่อไป อีกทั้งจะได้ข่มคนชั่ว คนโกงกินให้พึงสังวรมากขึ้น.

31 ตุลาคม, 2552

วิธิใช้งานโปรแกรม SAM Broadcaster ครับ

เห็นที่เค้าสอนกันแล้วมันหงุดหงิด ลยทำซะเองเลย ฮา
http://www.mediafire.com/?sharekey=d1f2acce77e8372dab1eab3e9fa335ca286ff3b8e6195909

29 ตุลาคม, 2552

เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์ 2

วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11523 มติชนรายวัน (ดึงข้อความมาจาก Sameskyboard.com)

เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์


โดย ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์


ก่อนเริ่มเรื่อง ผมขอทำความเข้าใจกับคุณๆ อันดับแรก ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนตะกั่วป่า แม้ผมจะลงไปแถวนั้นบ่อยครั้ง แต่ผมไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น ไม่เคยรับทราบความลำบากครั้งน้ำท่วม อันดับที่สอง การอ่านเรื่องนี้มีความเสี่ยง ผู้อ่านควรพิจารณาด้วยตัวเองก่อนปักใจเชื่อ เพราะผมคือผู้ร่ำเรียนเรื่องทะเลมาบ้าง แต่ผมไม่ใช่ทะเล หลายครั้งที่ผมบอกกับทะเลบอกไม่เหมือนกัน

ขอเริ่มเรื่องจากข้อมูลใน "มติชน" กล่าวถึงกรณีขุดทรายที่ปากแม่น้ำตะกั่วป่า จำนวน 21 ล้านคิวบิกเมตร โดยใช้เวลา 5 ปี โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งรับอาสา อบต.บางนายสี ขุดให้ฟรีๆ โดยระบุว่า จะนำไปใช้ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผ่านการอนุมัติของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ตามระเบียบ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า หากทรายมีซิลิการ์ออกไซด์ไม่เกินร้อยละ 75 สามารถส่งออกนอกประเทศได้ โดยหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะเริ่มทำการขุดทรายประมาณเดือนธันวาคม (รายละเอียดที่ www.matichon.co.th)

ผมขอตั้งประเด็น เริ่มจากทำไมเขาถึงลงทุนขุดให้ฟรี? ผมพอทราบข่าว สิงคโปร์กำลังต้องการทรายจำนวนมาก เพื่อนำไปถมทะเลในการพัฒนาพื้นที่ จึงต้องนำเข้าทรายจากต่างประเทศ แต่ที่น่าสงสัย ทำไมเค้าต้องลงทุนมาขุดมาขนไปจากประเทศไทย ทำไมไม่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีทะเลมีทรายมากกว่าบ้านเราไม่รู้กี่สิบเท่า แถมยังอยู่ติดกัน ค่าแรงก็ไม่ได้แตกต่าง ค่าขนส่งก็ถูกกว่าเพียบ แล้วทำไม?

คุณอาจได้คำตอบง่ายๆ ก็เพราะอินโดนีเซียไม่ยอมให้ขุด ตอบเช่นนี้ย่อมมีคำถามต่อ แล้วทำไมอินโดนีเซียถึงไม่ยอม ทั้งที่สมัยก่อน เขาก็เคยขายทรายให้สิงคโปร์มาพอควร แล้วมาบัดนี้ ทำไมจึงเลิกเสีย?

คำตอบอาจเป็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม อาจเป็นประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สิงคโปร์กำลังต้องการขยายสนามบินเพื่อเป็นฮับของเอเชียในย่านนี้ อินโดนีเซียอาจกลัวว่าจะเป็นคู่แข่งมั้ง ไม่เหมือนบางประเทศที่ไม่กลัว เราสร้างได้ นายก็สร้างได้ เราแถมทรายให้นายมาสร้างแข่งกับเราด้วย

มาสู่ประเด็นที่สอง อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อทรายหายไป? ผมไม่อาจยืนยันว่าสิ่งที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ มันต้องเกิดแน่ เพราะทะเลยากแท้หยั่งถึง เอาเป็นว่า ผมคาดเดาจากสิ่งที่เรียนมาและจากประสบการณ์ก็แล้วกันครับ

ผมเคยพูดคุยกับเพื่อนผู้อยู่ตะกั่วป่า เค้าบอกว่า เดิมทีแม่น้ำลึกกว่านี้ แต่พอหลังสึนามิ ทรายมีมากขึ้น แม่น้ำตื้นเขินจนแทบจะเตะฟุตบอลกันได้แล้ว แต่เมื่อลองถามไปถามมา สึนามิอาจเป็นเหตุหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้น แม่น้ำก็เริ่มตื้นกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน

นั่นคือบางสิ่งที่เราอาจเข้าใจผิด ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนของผม แต่รวมถึงคุณๆ ในทุกภูมิภาค เราเข้าใจว่า ธรรมชาติต้องเหมือนเดิม แต่โลกเราเปลี่ยนไปทุกวัน โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลที่มีกระบวนการต่างๆ เช่น ฤดูนี้สันทรายอยู่ตรงนี้ ฤดูนั้นสันทรายย้ายไปอยู่ตรงนั้น การตื้นเขินของแม่น้ำตะกั่วป่า อาจไม่เกี่ยวข้องจากการกระทำของมนุษย์ แต่เป็นเหตุที่ต้องเกิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งถ้าพิจารณาจากเกาะทรายยักษ์สองแห่งที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ เกาะคอเขาและเกาะพระทอง เดิมทีเคยเป็นสันทราย ขยายตัวจนกลายเป็นเกาะทรายใหญ่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย อีกหลายร้อยปีผ่านไป สองเกาะอาจเชื่อมต่อกัน หรือเชื่อมกับแผ่นดินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งก็เป็นได้

ปัญหาคือเราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ เราก่อสร้างสร้างฐาน ทำกิจกรรมนานัปการ เช่น สร้างบ้านสร้างรีสอร์ทบนเกาะคอเขา บางส่วนเราอาจเก็บรักษาไว้ เช่น เกาะพระทองเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีโครงการสำคัญหลายโครงการเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อเราขุดทรายจำนวนมากไปจากพื้นที่ คำถามคือจะมีอะไรเกิดขึ้น? ทดลองเองก็ได้ครับ คุณลองไปริมทะเลหรือริมแม่น้ำ เสร็จแล้วก็ขุดหลุมทรายในแอ่งน้ำตื้นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทรายรอบด้านจะเริ่มไหลลงมาแทนที่ ยิ่งขุดยิ่งไหล จนทรายที่อยู่ห่างออกไปเริ่มยวบ หรือหากขี้เกียจทดลอง โทร.ถามเพื่อนๆ ผู้มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำ บริเวณที่มีการขุดทรายเยอะๆ เค้าคงตอบคุณได้

สิ่งที่ผมคาดไว้ คือทรายอื่นย่อมไหลลงมาแทนที่ทรายที่หายไป ทรายบางส่วนอาจมาจากทะเล แต่ทรายอีกบางส่วนอาจมาจากชายฝั่ง ทั้งเกาะทรายและหาดทรายหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียง จะกระทบถึงไหน ผมไม่อาจบอกได้ แต่เหตุที่เกิดขึ้นในทะเล ผลมักไม่เกิดเฉพาะตรงนั้น บางทีผลอาจไปไกลหลายโยชน์ ใครอยากเห็นตัวอย่าง ขอเชิญไปเที่ยวหาดแถวมาบตาพุด เรื่อยไปจนถึงหาดแสงจันทร์ ปากน้ำระยอง เขื่อนหินทรงประหลาดที่ยื่นไปอยู่ในทะเล เป็นคำตอบที่ชัดเจนเกินคำอธิบาย

ผมไม่ยืนยันจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ผมเพียงสงสัย หากเกิดขึ้นใครผู้ใดจะรับผิดชอบ? หากทรายเกิดหาย ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ห่างออกจากจุดเกิดเหตุสิบยี่สิบกิโลเมตร ใครจะเป็นผู้ชดใช้ทะเล ชดใช้คนทำมาหากินกับทะเล ผมทราบจากข่าวว่า โครงการทำ EIA ผ่านการอนุมัติของท่านผู้ว่าฯ แต่ผมก็เคยเห็นโครงการที่ทำ EIA มาแล้วบางโครงการ เกิดปัญหาขึ้น ถึงตอนนั้น แล้วไงครับ? คำถามยังคงกลับมาที่เดิม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? ใครจะไปเป็นผู้บอกกับเต่าทะเลว่า ขอโทษจ้ะ หาดที่เธอวางไข่หายไปหมดแล้ว ใครจะเป็นผู้บอกกับคนทำรีสอร์ทว่า โทษทีฮะที่ทำสระน้ำคุณพี่ลงไปอยู่ในทะเล ใครจะเป็นผู้บอกลุงประมงพื้นบ้าน กุ้งหอยปูหายไปเพราะทรายมันหายจ้ะ ลุงอดทนหน่อยนะ สักวันมันก็คงกลับมาเอง ช่วงนี้ก็กินข้าวกับน้ำปลาไปพลางก่อน

ในทางกลับกัน หากเรามองในมุมของคนตะกั่วป่า ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แน่นอนว่าพวกเขาพวกเธอมีปัญหา แต่การแก้ปัญหาโดยสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ น่าลองทำไหมหนอ เรามีทางออกทางอื่นหรือไม่? ผมพอจะเข้าใจแนวคิดของท่านนายก อบต. เพราะมีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จะแก้ไขยังไงก็ไม่เป็นผล ด้วยงบประมาณและความช่วยเหลือจำกัด แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะเนี่ย?

ปัญหานี้จึงวนเวียนเหมือนงูกินหาง เป็นอะไรที่ผมคิดว่าอยู่เหนือกำลังของท้องถิ่น ถึงเวลาที่ภาครัฐส่วนกลางต้องเข้าไปช่วยเหลือ อย่าคิดว่าต้องใช้งบประมาณมากมาย ผมแอบกระซิบข้อมูลที่ผู้บริหารภาครัฐทราบอยู่แล้วอีกครั้งก็ได้ เฉพาะเงินที่สิงคโปร์เสนอให้อินโดนีเซีย เพื่อใช้ในการดูแลปัญหาผลกระทบจากการดูดทราย (ไม่ใช่ค่าทราย) เมื่อคิดจากปริมาณทราย 21 ล้านคิวบิกเมตร เป็นเงินตัวเลขสิบหลัก เน้นอีกหน เลขสิบหลัก หน่วยเป็นบาท ขนาดนั้นอินโดนีเซียยังเซย์โน แล้วถ้าเกิดปัญหาในทะเลพังงา แหล่งท่องเที่ยวเอย อุทยานแห่งชาติเอย เขตความหลากหลายชีวภาพเอย เผลอๆ ยังเกี่ยวกับการเสนออันดามันเป็นมรดกโลก ตัวเลขสิบหลัก...จะใช้แก้ปัญหาไหวไหมหนอ

บทสรุปสุดท้าย ในเมื่อคนท้องถิ่นสนับสนุน สิงคโปร์แฮปปี้ รัฐบาลไทยไม่รู้ไม่ชี้ แล้วข้าพเจ้าจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมวุ้ย สู้สอนหนังสือ ทำวิจัยส่งผลงานไปตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศ ยิ่งตอนนี้เค้ามีงบฯไทยเข้มแข็งให้มหาวิทยาลัยวิจัยยิ่งดีใหญ่ หรือไม่ก็เขียนหนังสือเรื่องท่องเที่ยว ไปทำ CSR เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องโลกร้อน ไปพูดให้คนอื่นฟัง ได้ตังค์ทั้งนั้น

ปัญหาคือผมระลึกคำพูดสุดท้ายที่ ดร.สุรพล สุดารา ครูของผมสั่งเสียไว้ "ธรณ์ต้องไม่เงียบ" หากไม่ทราบไม่เป็นไร แต่ทราบแล้วมีหนทางบอกต่อแล้ว...ไม่บอก ผมทำไม่ได้ จึงต้องขออภัยหากสร้างความเดือดร้อนหรือขุ่นเคืองใจให้ผู้อื่น

เพราะผมดันลืมไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยมีคุณครูครับ

หน้า 8

http://www.matichon....&day=2009-09-27

เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์ 1

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11551 มติชนรายวัน

เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์

โดย สมชาย เจียมธีรสกุล somchai_jeam@hotmail.com


ผมได้อ่านบทความของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เรื่อง เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์ จากมติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องความเสียหายจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา อย่างมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ผมเห็นด้วยกับ ดร.ธรณ์ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ยังมีอีกความเห็นหนึ่งที่จะขอนำเสนอ

อันที่จริงหลังจากข่าวของมติชน ฉบับวันพฤหัสดีที่ 17 กันยายน เรื่องที่ "เอ็นจีโอ" ขอให้รัฐบาลตรวจสอบเรื่องการขออนุญาตขนทรายตะกั่วป่าออกนอกประเทศ ผมรู้สึกไม่ถูกต้องขึ้นมาทันที และได้เตรียมที่จะเขียนแสดงความเห็นคัดค้านด้วยเช่นกัน เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้คนไทยจะเสียรู้สิงคโปร์อีกแล้ว และเป็นการเสียรู้ระดับโลก (จากความเห็นของผม)

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่รู้ไส้รู้พุงประเทศไทยทุกขดอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าปัจจุบันจะใช้ช่องทางใดในการที่จะขโมยเอาทรัพยากรธรรมชาติของไทยไปและ ซ้ำยังอ้างบุญคุณที่มาขุดลอกให้ฟรี จึงเริ่มใช้ช่องทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เนื่องจากทราบดีว่าปัจจุบันประเทศไทยได้มีการกระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น ให้อนุมัติโครงการต่างๆ ได้ แต่ผมขอพูดความจริงเล็กน้อยในเรื่องการให้อำนาจแก่ท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ ดี แต่ก็ต้องให้ความรู้เข้าไปด้วย เนื่องจากผมอยู่ในวงการก่อสร้างจึงทราบว่าการขออนุญาติก่อสร้างถ้ามีการขอ ผ่าน อบต. เพราะ อบต.ไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่มีการควบคุม แต่ต้องการให้มีการก่อสร้างเพื่อได้ผลประโยชน์ ดังนั้น การก่อสร้างโรงงานใดถ้าต้องการให้ได้ดั่งใจ ก็ต้องพยายามไปขออนุญาตในเขต อบต. ยังไงก็ได้สร้างแน่นอน

เมื่อสิงคโปร์ทราบวิธีการนี้ จึงไม่แปลกที่เริ่มจากส่วนท้องถิ่น ด้วยการเสนอความเป็นนักบุญ

อันที่จริงปัญหาน้ำท่วมที่ชาวตะกั่วป่ารู้สึกว่ารุนแรงขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรด้านโยธา และสิ่งแวดล้อม ก็เชื่อว่าถ้าได้มีการศึกษาและวางแผนอย่างถูกต้องก็จะมีทางแก้ปัญหาได้อย่าง ยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการขุดลอกทรายจำนวนมหาศาลออกไป

ในมุมมองของผมยังมีอีกด้านที่ผมคิดว่ามีค่ามากกว่าการที่จะเอาไปถมทะเล ผมถึงบอกว่างานนี้อาจจะเป็นการต้มตุ๋น และเสียรู้ระดับโลกของประเทศไทยได้

ขอเริ่มจากประเทศไทยมีกฎหมาย เรื่องการที่ห้ามนำทรายออกนอกราชอาณาจักร ตามข้อกำหนดของกรมทรัพยากรธรณีว่าจะต้องมีซิลิกาออกไซด์เป็นส่วนประกอบจำนวน ไม่เกิน 75.00% ของน้ำหนัก ทางสิงคโปร์ก็คงทราบข้อกำหนดนี้อย่างแน่นอน เพราะตามข่าวบอกว่าบริษัทได้เก็บตะกอนในพื้นที่บางส่วนไปส่งให้ห้องปฏิบัติ การทางวิทยาศาสตร์ ของกรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าตะกอนดังกล่าวมีซิลิกาออกไซด์ เป็นส่วนประกอบจำนวน 73.75% ซึ่งก็มีไม่ถึง 75.00% ลองคิดดู สิงคโปร์เป็นผู้ส่งตัวอย่างไปให้หน่วยงานวิทยาศาสตร์ไทยตรวจสอบ แล้วผลก็ผ่านตามกฎหมาย แล้วหน่วยงานของประเทศไทยก็จะใช้ข้ออ้างแบบศรีธนญชัยว่า อนุมัติได้ตามกฎหมาย

ผมลองจินตนาการอีกด้านหนึ่งดังนี้ สิงคโปร์ได้เข้ามาแอบเก็บตัวอย่างตะกอนดังกล่าว และพบว่าค่าซิลิกาออกไซด์ บริเวณดังกล่าวสูงมากคุ้มค่าแก่การลงทุน อาจมากกว่า 80.00% ด้วยซ้ำ และได้ศึกษากฎหมายไทยอย่างละเอียด และพบช่องโหว่ 75.00% ดังนั้น จึงพยายามเลือกเก็บตัวอย่างในบริเวณที่มีค่าเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 75.00% และทั้งที่พยายามอย่างมากให้มีเปอร์เซ็นต์น้อยแล้ว ก็ยังได้ค่าถึง 73.75% อย่างที่ผมบอก ผมเป็นวิศวกร ดังนั้น ค่าตัวเลขดังกล่าวถึงว่าไม่มีนัยยะแตกต่างทางสถิติแม้แต่น้อย ค่าเบี่ยงเบนต่ำมาก ค่าตัวเลขบอกให้ทราบว่า มีซิลิกาออกไซด์สูงมาก ไม่ใช่แค่บอกว่าน้อยกว่ากฎหมายกำหนด แล้วลองคิดดูสิงคโปร์ฉลาด หรือไทยโง่กันแน่

ผมได้คัดความรู้มาจาก http://gotoknow.org/...lchumphon/22209 ซึ่งเป็นการสรุปความสำคัญของซิลิกาดังนี้

จากพัฒนาการของคอมพิวเตอร์จนถึงกลางทศวรรษ 1960 ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งอันเนื่องมาจากการค้นพบและพัฒนาเทคโนโลยี Semi-Conductor จากพื้นฐานความรู้เรื่องตัวนำไฟฟ้า (Conductor) และฉนวน (Insulator) นักอิเล็กทรอนิกส์นำมาต่อยอดผลิตเป็นชิ้นงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกมาย จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์พบว่า แร่ธาตุบางอย่างมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าอยู่ตรงกลางระหว่างตัวนำและฉนวน เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า "สารกึ่งตัวนำ" (Semi-Conductor) และแร่ธาตุประเภท Semi-Conductor ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากในการนำมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในการนี้ก็คือ ธาตุซิลิคอน (Silicon) ซึ่งทำมาจากแร่ Silica ที่หาได้มากในเม็ดทรายด้อยค่านี้เอง ในยุคต่อมา Silicon จึงกลายเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์ ในเขตอุตสาหกรรมทางด้าน IT ของสหรัฐอเมริกาถึงกับเรียกตัวเองว่า "Silicon Valley" ทำให้หลายคนเข้าใจว่า คงจะเต็มไปด้วยการทำเหมืองแร่ซิลิคอน แท้ที่จริงแล้วเป็นกลุ่มบริษัททางด้าน IT ทั้งสิ้น ซิลิคอนเมื่อนำมาหลอมเหลวให้บริสุทธิ์ ผ่านแม่พิมพ์ออกมาเป็นแท่งทรงกระบอก จะเข้าสู่กระบวนการ "เฉือน" ให้เป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า "Chip" ซึ่งหมายถึง แผ่นกลมๆ บางๆ ความหมายเดียวกับ แผ่นมันฝรั่งทอด (Potato Chip) ซิลิคอนชิป ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำสามารถเพิ่มคุณสมบัติให้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้ โดยการเจือสารเติมแต่งที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้า เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประจุ - หรืออิเล็คตรอนมากกว่าซิลิคอน 1 ตัว เรียกว่า เป็นการ "เพิ่มหลัง"

ขอบคุณบทความที่ผมขอนำมาอ้างอิงครับ และขอให้ดูรูปจาก pcplus.techrada.com เรื่อง How Silicon Chips are made จากรูปคือการ converting sand to silicon ของ Intel ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นแรกสุด คือการนำทรายจำนวนมหาศาลมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิต "Chip" คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเป็นผลผลิตสุดท้ายแล้ว มูลค่ามหาศาลเพียงใด

ผมได้ลองหาราคาของ Silica จาก internet และพบว่าราคาของ SILICA, 5-15u, 60A, 1kg ($91.35) เป็น silica ที่สกัดแล้ว และถ้าทำให้บริสุทธิ์จนได้เป็น silica gel for chromatography with evaporate pressure สำหรับทำ chip ราคาจะเป็น SILICA, 5u, 60A, 100g ($388.50) คือจากราคา กก.ละ 91.35 เป็น 3,885.00 ดอลลาร์ หรือประมาณ 132,000 บาท/กก. ลองคำนวณดูน้ำหนักของตะกอนทราย 21 ล้าน ลบ.ม. (ทราย 1 ลบ.ม. จะหนักประมาณ 1,600 กก.) เป็น นน.ทั้งสิ้น 33,600 ล้านกิโลกรัม ถ้าประมาณว่าสกัดจนบริสุทธิ์ ได้เพียง 1.00% ก็เท่ากับได้ silica เท่ากับ 336 ล้านกิโลกรัม เป็นเงินอย่างประมาณเกือบ 45 ล้านล้านบาท นี่แหละผมถึงคิดว่าอาจเป็นอภิมหาโครงการต้มตุ๋นระดับโลก สำหรับการทำเหมือง silica และใกล้จะสำเร็จแล้วถ้าไม่เป็นข่าวขึ้นมาก่อน

ทำไมต้องที่ตะกั่วป่า เพราะในอดีตบริเวณทะเลอันดามันเป็นแหล่งทำแร่ดีบุกขนาดใหญ่ของประเทศ ดังนั้นทรัพยากรสินแร่จำพวก silica ก็ย่อมมีมหาศาลเช่นกัน ซึ่งสิงคโปร์ย่อมรู้ดีกว่าคนไทยเสียอีก ดังนั้นผมอยากเสนอแนะให้คนไทย โดยเฉพาะข้าราชการไทยรู้จักรักประเทศไทยอย่างแท้จริงไม่ใช่รักแบบ ศรีธนญชัย ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วทุกอย่างก็จบ โลกยุคปัจจุบันคงไม่ใช่มองแค่ได้ของฟรี เพราะของฟรีไม่มีในโลก ถ้าสิงคโปร์อยากมาบริการคนไทยและประเทศไทย ก็ขอให้ลองเสนอโครงการขนขยะจาก กทม. ซึ่งมีวันละเป็นหมื่นตันไปใช้ก่อนดีไหม เป็นค่าเช่าสนามบินที่เอาเครื่องบินรบมาฝากในไทย ไม่ใช่จะมาขนสินแร่ที่มีค่าที่สุดในโลกปัจจุบันและอ้างบุญคุณกับคนไทย

นี่เป็นมุมมองอีกด้านเพื่อเสริม ดร.ธรณ์ ครับ

หน้า 9

http://www.matichon....&day=2009-10-25

มีค่าที่สุดในโลกเลย? อืม


:getmore (13):

21 ตุลาคม, 2552

พัลลภ อัด เปรม การผูกขาดความรักชาตินั้นอย่าผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว

20 ตุลาคม 2552
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน. กล่าวว่า ก่อนอื่นตนขอต้อนรับน้องๆทหารหาญทุกคนด้วยความยินดีอย่างยิ่ง วันนี้คิดว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ที่แน่ชัดแล้วว่า ที่คนบางคนกล่าวว่าพรรคเพื่อไทยทรยศต่อประเทศชาติถูกพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นคำ พูดที่ไม่จริง พี่น้องทหารที่มาวันนี้ ทุกคนรับใช้ชาติมาตลอดชีวิตราชการ ทุกคนเสี่ยงชีวิตเพื่อชาติ ราชบัลลังก์มาตลอด ฉะนั้นการที่ทุกคนเลือกมาอยู่พรรคเพื่อไทย ดังที่หลายคนพูดแล้วว่าเป็นพรรคที่ทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุข ทุกคนจึงสมัครใจเข้ามา


พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ตนอยากฝากไปยังพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษในฐานะที่เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ว่า

การผูกขาดความรักชาตินั้นอย่าผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว

และแม้นว่าใครมีความคิดไม่ตรงกับท่าน ผู้นั้นทรยศชาติ ไม่ใช่ เพราะวันนี้มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด


"อยาก กราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่ง ว่า ตอนรับราชการผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่าน ท่านอยู่ห้องยุทธการ อยู่ในห้องเย็น ผมถือปืนอยู่ป่าอยู่ภูเขา แต่ว่าเราก็มีแนวคิดตรงกัน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและความสันติสุขของประชาชน ดังนั้นวันนี้ผมขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่เป็นความหวังของประชาชน ไม่เช่นนั้นน้องๆของผมคงไม่เข้ามาร่วมกับเรา เพราะทุกคนเป็นผู้บังคับหน่วยงานมาแล้วทั้งนั้น" พล.อ.พัลลภกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1256025476&grpid=00&catid=



แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

สถานะการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยล่าสุด 2009-10-14



เนื่อง
จากรัฐบาลหยุดแถลงการเกี่ยวกับสถานะการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009
โดยให้ไปดูที่เว็บแทน (เอาไปหลบไว้ในซอกหลืบ)
เราจึงต้องนำมาแสดงให้สมาชิกดูกันชัดๆ
เพื่อความเตือนสติว่ามันยังไม่ได้หายไปครับ


ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2009-10-14 มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2 รายจากสัปดาห์ที่แล้วครับ


ขออภัยที่แสดงเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิต
สาเหตุที่ไม่นำตัวเลขผู้ติดเชื้อมาแสดงนั้น
เพราะหลายท่านเชื่อว่ามีเป็นแสนๆ ไปแล้ว
ซึ่งห่างไกลจากตัวเลขที่แถลงเป็นทางการมากนัก

ดูข้อมูลย้อนหลังได้ที่ http://medicarezine.com/2009/08/flu-2009-pandemic-report-in-thailand/


11 ตุลาคม, 2552

จะพอเพียงกันแบบไหน ในเมื่อคนไทยยังหาได้ไม่พอกิน !

โดย จั่นเจา เอ็มไทย
4 ตุลาคม 2552
ไทยอีนิวส์

อัน ที่จริงแล้วแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยนั้น มันเป็นแนวคิดที่ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา

ที่แปลความหมายได้ว่าอย่าทำอะไรเกินตัว จงรู้จักประเมินและประมาณตัวเอง เช่นมีเงินร้อยบาทก็อย่าใช้ให้หมดร้อย หรืออย่างมากที่สุดก็อย่าให้เกินร้อยบาทที่ตัวเองมีแล้วต้องไปเป็นหนี้เป็น สินคนอื่นเขา เท่านั้นเอง

ง่าย ๆ เท่านี้จริง ๆ ง่ายทั้งการทำความเข้าใจและง่ายทั้งการปฏิบัติ ใครที่ปฏิบัติตามได้รับรองชีวิตไม่ขัดสนและอับจนอย่างแน่นอน

ไม่ เห็นจำเป็นต้องพากันไปตีความให้ยุ่งยากวุ่นวาย ที่ยกเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงกันมาอ้างทุกวันนี้ ก็เพียงเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองและใช้ในการทำลายล้างคนอื่นก็เท่า นั้นเอง ( อันนี้หมายเหตุไปเลยว่าฝ่ายอ้างก็คือคมช. รัฐบาล และแนวร่วมล่มชาติทั้งหลาย ส่วนฝ่ายที่ถูกทำลายล้างก็คือทักษิณ ชินวัตร )

อัน ที่จริงแล้ว ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่มีสำนึกไม่ใช่พวกฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินพอดีนั้น ต่างก็ไม่มีใครอยากจะใช้จ่ายเกินตัว หรืออยากมีหนี้มีสินให้ต้องปวดหัวกัน ทุกคนอยากจะมีชีวิตพอเพียงกันทั้งนั้น

แต่ปัญหาก็คืออยู่ ว่าจะพอเพียงกันได้ยังไง ในเมื่อทุกวันมันยังไม่พอกินเอาซะเลย ลูกเมียยังต้องหน้าหมองอดอยากปากแห้งเพราะรายได้ในครอบครัวมันชักหน้าไม่ถึง หลัง ก็เป็นประชาชนคนชั้นรากหญ้าที่ไม่เคยลืมตาอ้าปากได้ในยุคใดสมัยไหน

(นอกจากในยุคนายกฯติดดินอย่างนายกทักษิณเท่านั้น แต่ก็ถูกอ้ายพวกกบฏแผ่นดินมันทำลายความฝันสิ้นลงไปแล้ว )

ว่า ก็ว่าเถอะ ไอ้พวกที่ยกเอาคำว่าพอเพียงมาหากินอยู่ทุกวัน วันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอนนั้น ก็ไม่เห็นจะมีหน้าไหนที่จะเคยสัมผัสกับว่า" ไม่พอกิน " กันเลยสักราย แต่ละคนถ้าไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ( โจร ) ที่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นลูกคุณหนูที่จับไม้กวาดไม่เป็นสะกดคำว่า"อด"ไม่ถูกอย่างไอ้มาร์ค ก็เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ( แต่หลังบ้านไหงยังอยากจะไปโกงคนอื่นอยู่อีก ) อย่างนายจรัญ รัญไร ที่เป็นแม่งมันเกือบจะทุกตำแหน่งในประเทศนี้อยู่แล้ว และแต่ละตำแหน่งก็กินเงินเดือนเป็นแสนเป็นล้าน

เออ..พวกเอ็งก็ พร่ำพล่ามได้สิวะว่าพอเพียง ๆ ก็แต่ละตัวมีเงินทองเป็นถุงเป็นถังเป็นสิบ ๆ ล้านกันทั้งนั้น แล้วชาวบ้านอย่างพวกกูที่จะกินให้ครบสามมื้อยังลำบากยากเย็น แม้อยากจะพอเพียงแค่ไหนมันก็ทำไม่ได้ตราบใดที่มันยังไม่พอกินอยู่อย่างนี้

ใน ฐานะที่พวกเอ็งเป็นผู้บริหารประเทศช่วยลงมาดูแลชาวบ้านให้เขาลืมตาอ้าปากกัน ได้เสียก่อนดีไหม พวกเขามีพอกินเมื่อไหร่เขาก็พอเพียงได้เมื่อนั้นแหละ อย่ามามัวแต่พร่ำเพ้อละเมอพกให้เหม็นขี้ปากอยู่อย่างนี้เลย อุดมคตินั้นมันไม่ทำให้ท้องหายหิวได้หรอกวะ

อันที่จริงแล้วรัฐบาล ที่อ้างว่าพอเพียงอย่างพวกเอ็งนั้นมันก็ไม่เห็นจะพอเพียงอะไรอย่างปากว่า หรอก ก็ดูงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นมหาศาลบานตะไททั้ง ๆ ที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแต่ประการใด ชาวบ้านจะพากันอดตายเสือกไม่สน

เห็นมีอย่างเดียวเท่านั้นแหละที่พวกเอ็งพอเพียงกัน คือการใช้สมองและสติปัญญาในการบริหารประเทศกันอย่างประหยัดเหลือกัน

เช่น การไปยุบไอทีวีที่มีรายได้นับเข้ารัฐนับพันล้านต่อปีทิ้ง เพื่อจะเอาไปทำทีวีสาธารณะตะบักตะบวยอะไรนั่น ( ที่เป็นจริงได้แต่ในความฝัน ) โดยรัฐบาลต้องเอาเงินเกือบสองพันล้านไปจ่ายเพื่อการบริหารสถานีแทน ( เวร ! โง่แล้วเสือกอวดฉลาด )

หรือการที่จะทำระบบรางรถไฟฟ้าที่สุดแสนจะก้าวหน้าเพียงเพื่อจะเอารถไฟดีเซลรางมาวิ่ง ( !!! )

เออหนอ..จำกัดจำเขี่ยและพอเพียงจริง ๆ เลยมันสมองของพวกมึง !

หมายเหตุ**บท ความชิ้นนี้ได้รับการปรับปรุง แก้ไข ให้เข้ากับยุคสมัยจากต้นฉบับที่ผมเขียนไว้ในยุคคมช.เรืองอำนาจ และความจริงต่าง ๆ หลังม่านยังไม่เปิดเผยออกมาแจ่มแจ้งแดงแจ๋ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นข้อเขียนบางคำจึงอาจจะยังมีลักษณะเชิดชูบูชาสำหรับบางสิ่ง บางอย่างเหมือนกับคนไทยที่ถูกปลูกฝังและล้างสมองมานาน

แต่ปัจจุบันหัวใจมันได้ตายด้านจากบางสิ่งบางอย่างที่ว่านั้นจนไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว !

สงครามจุดยืน:สามัคคีประเทศใคร?..


เมื่อ พวกอำมาตย์และเครือข่ายพยายามเบี่ยงเบนประเด็น ความขัดแย้งในสังคมที่ประชาชนต้องการประชาธิปไตย ด้วยการยัดเยียดแนวคิดชาตินิยม ภายใต้สโลแกน “สร้างความสามัคคีของชาติ” ผ่านกิจกรรมการร้องเพลงชาติ 76 จังหวัด สิ่งที่พวกอำมาตย์กำลังพยายาม คือ การครองใจในทางความคิด (hegemony) ของคนในสังคมผ่าน แนวคิดชาตินิยม


โดย วัฒนะ วรรณ
ที่มา หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย ฉบับออนไลน์




เมื่อ พวกอำมาตย์และเครือข่ายของเขา พยายามเบี่ยงเบนประเด็น ความขัดแย้งในสังคมที่ประชาชนจำนวนมากต้องการประชาธิปไตย และความอยู่ดีกินดีจากนโยบายรัฐบาลประชาธิปไตย ด้วยการยัดเยียดแนวคิดชาตินิยม ภายใต้ สโลแกน “สร้างความสามัคคีของชาติ”

ผ่าน กิจกรรมการร้องเพลงชาติ 76 จังหวัด การออกโฆษณาตรงๆ ผ่านสื่อ หรือโฆษณาแฝง ตามรายงานต่างๆ ถึงขั้นรุนแรงแบบที่พวกพันธมิตรฟาสซิสม์ ทำที่ปราสาทพระวิหาร สิ่งที่พวกอำมาตย์กำลังพยายาม คือ การครองใจในทางความคิด (hegemony) ของคนในสังคมผ่าน แนวคิดชาตินิยม

แนวคิดชาตินิยม เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ปกครอง มาอย่างยาวนาน เพื่อใช้สำหรับเบี่ยงเบนประเด็นหรือลดกระแสการต่อสู้ทางชนชั้นของคนจนใน สังคม เพราะเวลาประชาชนออกมาสู้นั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อเรียกร้องสิทธิทางการเมือง หรือไม่ก็เรียกร้องความอยู่ดีกินของปากท้อง ซึ่งข้อเรียกร้องแบบนี้ไปลดทอนอำนาจของพวกชนชั้นนำในสังคมทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับปัจจุบัน ที่แนวคิดชาตินิยม ที่พูดถึงความสามัคคีของคนในชาติ แลกทะเลาะกันให้คิดประเทศชาติเป็น หรือไม่ก็ไม่ว่าเราจะสีอะไรก็เป็นคนไทยเหมือน หรือหันมาร่วมกันพัฒนาประเทศชาติกันดีกว่า ข้อความต่างๆเหล่านี้ ล้วนสะท้อนกรอบคิดของชาตินิยมทั้งสิ้น

โดยเฉพาะแนวคิดชาตินิยมที่ถูกใช้โดยชนชั้นผู้ปกครอง

เรา จึงจะเห็นว่า เวลาพวกเขาพูดถึงความสามัคคีในชาติ ก็เท่ากับเป็นการแช่แข็ง สาเหตุของความขัดแย้งแต่แรกของสังคม ไม่ต้องพูดการรัฐประหาร ความยากจน การถูกเลิกจ้าง คนที่จนก็ต้องจนต่อไป ส่วนคนรวยก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อสังคม เสพสุขในความร่ำรวยของตนเองต่อไป มันจึงถูกพิสูจน์ได้ชัดเจน ว่าผู้ที่เสนอแนวคิดเช่นนี้ ล้วนทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และอำนาจของตนเองเพียงเท่านั้น

แนว คิดชาตินิยม จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งของพวกผู้ปกครองในการ “ครองใจ ในทางความคิด” ของคนในสังคม นอกเหนือจากเครื่องที่ใช้ปราบปรามประชาชน เช่น กองทัพ คุก ศาล ทหาร ตำรวจ หรือที่เรียกว่าอำนาจรัฐ

อันโตนิโอ กรัมชี่* นักปฏิวัติสังคมนิยม ชาวอิตาลี(1891-1937) จึงได้เสนอว่านอกจากเราต้องทำ “สงครามขับเคลื่อน” คือการเคลื่อนไหวกดดันด้วยรูปแบบต่างๆ ที่เราพยายามทำกันอยู่แล้ว

เรายังจำเป็นต้องทำ “สงครามจุดยืน” เพื่อ ต่อสู้การผู้ขาดทางความคิดของพวกอำมาตย์ ซึ่งรูปธรรมคือ เราต้องเน้นแนวคิดสากลนิยม เพื่อคัดค้านแนวชาตินิยม สนับสนุนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย คัดค้านการส่งทหารลงไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ควรเปิดพื้นที่ ประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีสิทธิในการตัดสินอนาคตตนเอง เราต้องตั้งคำถามแต่แรกว่าพรมแดนที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันเกิดขึ้นมาอย่างไร ทำไม่ต้องมีภาษาราชการเพียงภาษาเดียว ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยพูดกันหลายภาษา

เรามีรูปแบบครอบครัว อื่นๆ ได้อีกหรือไม่ ที่ไม่ใช่ครอบครัวเดียวแบบปัจจุบัน และเราต้องพยายามพูดคุยกันถึงสังคมใหม่ สังคมในฝันของผู้รักประชาธิปไตย ว่ามีหน้าตาอย่างไรกันบ้าง มีระบบเศรษฐกิจแบบใด ระบบขนส่งมวลชนเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาเป็นอย่างไร ระบบการปกครองทั้งระดับประเทศและระท้องถิ่นเป็นอย่างไร ระบบสวัสดิการอื่นๆ เป็นอย่างไร

และนำออกมาเสนออย่างเป็นรูปธรรม ต่อคนในสังคม เพื่อแข่งแนวกับพวกอำมาตย์ที่ต้องการแช่แข็ง ความยากจน ความไร้สิทธิเสรีภาพ ของพวกเราไว้

000000000

*ดู อันโตนิโอ กรัมชี่ ใน หนังสืออะไรนะลัทธิมาร์ค เล่ม 2 สำนักพิมพ์ ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน(องค์กรเลี้ยวซ้าย)