CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุวิชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุวิชา แสดงบทความทั้งหมด

26 มกราคม, 2552

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

ประชาไท
26 ม.ค.52

รายงานข่าวแจ้งว่า ทนายความของนายสุวิชา ท่าค้อ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นเป็นครั้งที่ 2 และศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ม. ค.ที่ผ่านมาศาลได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชน ทั้งประเทศ ใครจะละเมิดมิได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทั้งพฤติการณ์ก็เป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง อัตราโทษสูง จึงเห็นควรไม่ให้ประกันตัว

อย่างไรก็ตาม ทนายความแจ้งว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้

25 มกราคม, 2552

เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ

ประชาไทเว็บบอร์ด

“เขา ไม่ให้ผมประกันตัว เขาบอกกลัวผมหลบหนี ผมจะหนีไปไหน ผมเป็นคนไทยนะ จะให้ผมไปไหน ผมจ่ายภาษีปีละหลายหมื่นบาท แต่วันนี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นแค่คนที่มาอาศัยแผ่นดินอยู่ เขาไม่ให้ผมประกันตัว เขาบอกว่าผมจะทำความผิดซ้ำ จะทำลายหลักฐาน ผมจะทำทำไม ในเมื่อถ้าทำแล้วมีแต่น้ำตา และมันไม่ใช่น้ำตาของผมคนเดียว แต่เป็นน้ำตาของคน 5 คน คือครอบครัวผม ลูกเมียผม ชีวิตผมตอนนี้มีแต่น้ำตา” สุวิชา ท่าค้อ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายล่าสุด เอ่ยปากผ่านม่านน้ำตาที่ไหลพร่างพรูต่อหน้าแผ่นกระจกบางๆ ที่กั้นระหว่างเขาและผู้สื่อข่าว

สุ วิชามีการเครียดมาก ร้องไห้เกือบตลอดเวลา และอยากจะบอกให้คนข้างนอกที่ยังมีเสรีภาพได้รู้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติเช่น ไรก่อนที่ถูกส่งตัวเข้ามาในเรือนจำคลองเปรมแห่งนี้

“เขา หลอกให้ผมพูด เขาบอกว่าถ้าผมบอกให้หมดว่าในกระบวนการมีใครบ้าง แล้วเขาจะปล่อยผมกลับบ้าน เขาจะกันตัวผมไว้เป็นพยาน ผมอยากกลับบ้าน ผมจึงยอมรับสารภาพ เขาถามอะไรผมก็บอก อะไรที่ผมไม่รู้ ผมก็พยายามแต่งเรื่องให้มันจบๆ ไป ให้มันเป็นเรืองเป็นราว เขาถามว่าผมรู้จักคนนั้นคนนี้ไหม คนนั้นเป็นใคร คนนี้เป็นใคร ผมก็บอกไปว่าผมรู้จัก ผมไม่รู้หรอก แต่ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ เพราะผมอยากกลับบ้าน เขาว่าถ้าผมให้ความร่วมมือดี ผมก็จะได้กลับบ้าน แต่เขากลับส่งผมมาอยู่ที่นี่”

สุวิชา ท่าค้อ เป็นผู้ต้องหารายล่าสุดที่ถูกจับกุมคุมขัง และฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นความผิดอาญามาตรา 112 ผนวกกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่เพิ่งผ่านสภามาเมื่อต้นปีที่แล้ว

คำ ร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่�่อมาวันที่ 14 ม.ค.2552 พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552 บริเวณหน้าร้านสุวรรณการช่าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม

เขา ถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันที่ 16 มกราคม พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุมตัวนายสุวิชา หรือชินภัสร์ ท่าค้อ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผ่านทางเว็บไซต์ มายังศาลอาญา รัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้เป็นเวลา 12 วัน จนถึง 27 ม.ค.

ท้าย คำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ เกรงว่าผู้ต้องหาจะกระทำผิดซ้ำอีก อีกทั้งผู้ต้องหาทำงานกับบริษัทเอกชนต่างชาติ ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ จึงอาจมีพฤติการณ์หลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ กระบวนการทั้งหมดนี้กระทำไปโดยที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายให้คำปรึกษา

การจับ กุมตัวเขาเกิดขึ้นที่หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม เป็นการจับกลางตลาดอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อทั่วไป แต่ความจริงอีกประการคือ เขาไม่ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ จ.นครพนมอย่างที่เป็นข่าว หากแต่เขาพำนักง จ.นครพนม เป็นการจับกลางตลาดอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อทั่วไป แต่ความจริงอีกประการคือ เขาไม่ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ จ.นครพนมอย่างที่เป็นข่าว หากแต่เขาพำนักอยู่ที่นั่น

สุวิชา ทำงานให้กับบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว ตำแหน่งสุดท้ายคือ วิศวกรคุมเครื่องจักร ได้รับเงินเดือน 58,000 บาทต่อเดือน และได้เบี้ยเลี้ยงเมื่อเดินทางไปปฏิบัติในพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันอีกประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน รายได้ทังหมดของเขา เลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีทั้งหมด 5 คน คือตัวเขา ภรรยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ ลูกชายซึ่งกำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และลูกชายลูกสาว อีก 2 คน กำลังศึกษาอยู่ที่ จ.นครพนม

เขามีบ้าน 2 แห่ง ที่หนึ่งคือ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของลูกชาย และตัวเขาที่ลงมาพักกับลูกชายเป็นครั้งคราว สัปดาห์ละ 2-3 วัน อีกที่หนึ่งคือที่ จ.นครพนม

“ตอนแรกเราก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ว่า พอเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี สุวิชาเขาคิดว่าคงต้องประหยัด เพราะเรามีลูกตั้ง 3 คน หนูก็ไม่ได้ทำงาน เป็นแม่บ้านดูแลลูก เขาเลยย้ายครอบครัวเรากลับไปที่นครพนม แต่สุวิชาส่งลูกชายคนโตเรียนโรงเรียนมัธยมที่สอนระบบ 3 ภาษา เพราะเขาหวังว่าลูกจะเก่งเรื่องภาษา จะได้หางานได้ง่าย จริงๆ แล้วเขาอยากให้ลูกได้เข้าทำงานที่เดียวกับเขา” ภรรยาของสุวิชา เล่า

แต่ วันนี้ ความหวังนั้นของสุวิชา คงเป็นไปได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง ล่าสุด บริษัทได้ยื่นจดหมายให้ออก โดยไม่จ่ายค่าชดเชย อ้างเหตุที่เขาถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง เราถามภรรยาของสุวิชาว่าจะเตรียมการอย่างไรต่อไป แต่ไม่ได้คำตอบ เธอยังอยู่ในอาการช็อก งงงัน และยังพูดจาไม่ปะติดปะต่อ ในวันที่เราไปพบ แต่เธอจำวันที่สามีถูกจับกุมได้แม่นยำ

“หนู กลัวมาก ตอนแรกที่โดนจับ หนูงงมาก ว่ามาจับสามีหนูทำไม แต่หนูจำได้ว่าวันแรกน่ะ หนูไปกับเขา เราไปซื้อของในตลาด แล้วก็พอเรากำลังจะออกรถ ตรงนั้นอยู่หน้าร้านสุวรรณการช่าง ตำรวจเขาก็มาจอดท้ายรถ แล้วก็ลงมาบอก ขอเชิญสามีหนูไปสถานีตำรวจ หนูก็งง นึกว่าเขามาชนท้าย หนูยังลงไปดูบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ท้ายรถหนูมันบุบอยู่แล้ว เขาก็เอาหมายจับมากาง ตอนนั้นหนูงง แต่หนูก็ตามไปทุกที่ หนูนึกอะไรไม่ออก รู้แต่ว่าเขาเอาสามีหนูไปไหน หนูก็จะไปด้วย”

บริษัท ที่สุวิชาทำงานด้วยนั้นเป็นบริษัทด้านขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นบริษัทใด ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวมีการดำเนินกิจการภายนอกประเทศ ทำให้ที่ผ่านมา สุวิชาต้องเดินทางออกไปนอกประเทศเป็นประจำ

“แต่ตอนนี้ เขาไล่ผมออกแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นอะไรต้องไปต่างประเทศแล้ว” สุวิชากล่าว

สิ่งที่สุวิชาต้องการที่สุดตอนนี้ก็คือ.... “ผม ไม่ต้องการอะไร ผมคิดถึงลุกมาก แต่จะให้ลูกมาเจอผมที่นี่ ผมยอมไม่ได้ ผมอยากเจอลูก พบอยากออกไปพบลูก แต่ผมไม่อยากให้ลูกมาเจอผมในนี้ ในสภาพแบบนี้ ผมบอกเมียผมเด็ดขาดว่าอย่าให้ลูกรู้ ให้เขากลับไปดูแลลูก ผมคิดถึงลูกมาก เวลาพักจากงาน ผมนอนกอดลูกเกือบทุกคืน ตำรวจ ที่จับกุมผม เขาบอกผมว่า เขาก็มีครอบครัวเหมือนกัน เขาเข้าใจ ขอแค่ผมตอบคำถามเขาให้หมด ให้ผมให้ความร่วมมือ เขาก็จะให้ผมกลับบ้านไปอยู่กับลูก เขาเอาอกเอาใจผมทุกอย่าง พูดจาดีต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็เอาผมมาฝากขัง”

สุวิชา เป็นที่รู้จักดีในหมู่ผู้เล่นกีฬาร่มบิน หรือพารามอเตอร์ ในนามของ ‘นุ้ย นครพนม’ เขาเป็นนักร่มบินระดับล่ารางวัลคนหนึ่ง และมีบล็อกส่วนตัวเกี่ยวกับกีฬาร่มบิน http://www.geocities.com/tk_airsport/index.html

พี่ สาวของเขากล่าวว่า หากไม่ได้ประกันตัว และคดีของสุวิชาดำเนินไปเช่นเดียวกับกรณีของแฮรี่ นิโคไลดส์ ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวจนกระทั่งให้การรับสารภาพในชั้นศาลและถูกตัดสินจำ คุก 3 ปีไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา เธอคิดว่า อาจจะต้องขายร่มบินของเขาเป็นทุนสำหรับครอบครัว และใช้ในการต่อสู้คดีต่อไป

“เขา ไม่ให้ผมประกันตัว ผมถามหน่อย ผมฆ่าใครตายหรือ ผมเห็นคนฆ่าคนตายก็ยังได้ประกันตัว คนข่มขืนเด็กไม่กี่ขวบก็ได้ประกันตัว คนที่เจอข้อหาเดียวกับผมแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงก็ได้ประกันตัวหลายคน แต่ผมไม่ได้ประกันตัว มาตรฐานการให้ประกันตัวของคดีนี้คืออะไร”

ก่อน จากกัน เราถามสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ เขาบอกว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อเขาเป็นปกติดี เขาไม่มีปัญหาอะไร แต่สภาพการเป็นอยู่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาคาดว่าห้องที่พักนั้นน่าจะมีขนาดประมาณ 5 X10 เมตร จุผู้ต้องขังไว้ประมาณ 35 คน “เรานอนเท้าชนเท้า มีพื้นที่กันคนละประมาณ 1 -1.5 ตารางเมตร ผู้ต้องขังจำนวนไม่แน่นอน มีเพิ่มเข้า หรือออกไปอยู่ตลอด บางคนก็มีรอยสักเยอะมาก แต่รวมๆ แล้วผมยังไม่พบผู้ต้องขังที่น่ากลัว พวกเขารู้ว่าผมถูกฟ้องคดีอะไร แต่ไม่มีใครที่มีท่าทีไม่เป็นมิตร ผู้คุมก็รู้ แต่ไม่มีปัญหาอะไร บางคนยังบอกว่า อยู่ในนี้น่ะ ปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอก”

คำฝากสุดท้าย ถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต “ผมอยากบอกว่า อีเมล์ของผมทุกฉบับ เขาเข้าไปอ่านหมดแล้ว เขาตั้งหน่วยไล่ล่า เขามี the most wanted ซึ่งเขาพยายามเชื่อมโยงว่าเป็นเครือข่าย ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้ครับ”



ความคืบหน้าล่าสุด

ทางทนายของผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเอกสารบางส่วนไม่ครบถ้วน จึงเตรียมยื่นอุทธรณ์อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. ที่จะถึงนี้
ด้าน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. กล่าวเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงว่า กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) ดำเนินการอยู่ เท่าที่ทราบพบว่ามีมากถึงกว่า 1,500 เว็บไซต์ ส่วนของ บช.น.จะรับผิดชอบคดีหมิ่นฯ ตาม ป.อาญา ม.112 เฉพาะส่วนที่เกิดเหตุในนครบาล แม้จะไปแจ้งความที่ใดก็จะรวบรวมทำคดีทั้งหมด ขณะนี้เร่งพิจารณาที่มีอยู่ประมาณ 17 คดี ประชุมไปครั้งล่าสุดเหลืออยู่ 8 คดี ฟ้องหมดทุกคดี ไม่มีการเว้นว่าจะเป็นฝ่ายใด และจะติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีเหล่านี้ทุกราย รวมทั้งนายสุชาติ นาคบางไทร มีการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ พบว่ายังหลบหนีอยู่นอกประเทศ ถ้าเข้ามาเมื่อใดก็จับทันที

15 มกราคม, 2552

Exclusive!คนใกล้ชิดสุวิชาแชมป์ร่มบินวันแม่เผยเหตุการณ์จับกุมคดีโพสต์หมิ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โทรทัศน์เนชั่นแชนัล และบล็อกของสุวิชา ท่าค้อ
15 มกราคม 2552

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/exclusive_15.html

คนใกล้ชิด"สุวิชา"ผู้ต้องหาหมิ่นเผยเหตุการณ์จับกุมหนุ่มนักร่มบิน
แหล่ง ข่าวผู้ใกล้ชิดนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ผู้ต้องหาถูกตำรวจจับกุมคดีโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามเวบไซต์ ต่างๆเปิดเผย
เหตุการณ์จับกุมว่า ตำรวจได้ไปค้นบ้านพักนายสุวิชาที่กรุงเทพ แต่ไม่เจอใคร จึงตามไปจับกุมตัวที่จังหวัดนครพนม ตอนจับทีแรก ไม่�B9�รู้เรื่อง และไม่ให้มีทนายความรับทราบเลย แต่ตอนหลังไม่รู้ข่าวหลุดมาได้อย่างไร

ตำรวจ ไม่มีการแถลงข่าวการจับกุมต่อสื่อมวลชน แต่เป็นการให้ข่าวกันเอง คาดว่าข้อมูลและรูปที่นำไปโพสมาจาก เครื่อง computer ที่ตำรวจยึดไป

ครอบ ครัวของนายสุวิชาเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ แถว ๆ รามอินทรา (เขตคันนายาว) จากนั้นก็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เน็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี และลูก ๆ โตขึ้น ค่าใช้จ่ายที่กรุงเทพฯสูง จึงย้ายมาเมื่อปีที่แล้ว “เขาไม่ได้หนีการจับกุมอย่างที่เป็นข่าว แค่กลับบ้านธรรมดา ปกติจะไปทำงาน บางครั้งก็เป็นเดือน บางครั้งก็ประมาณ 2 อาทิตย์ ผลของการถูกจับครั้งนี้กระทบกับการทำงานแน่นอน เขาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะ และเขา ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกติดตามอยู่ ส่วนเวปไซด์หมิ่น เราก็ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น มีแต่เวปชมรมกีฬาร่มบินธรรมดา “

ตำรวจจินตนาการมีเครือข่ายขบวนการสมคบคิด

ส่วน ข้อกล่าวหาว่านายสุวิชาโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงตามเวบต่างๆนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ไม่ทราบว่าเขาโพสต์อะไรบ้าง รู้แต่ว่าเขา เคยบอกว่า เจอในเวปยูทูป และ save ลงเครื่อง และส่งต่อไปให้เพื่อน เนื่องจากมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศมาก นอกจากนั้นทราบว่าเขาก็ชอบเล่น internet โดยเฉพาะ เวปประชาไท และมีความนิยมในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรเป็นการส่วนตัว “แต่ก็ไม่รู้ว่าเขา save อะไรจาก ยูทูป บ้าง”

ใน การเข้าจับกุมนั้น ตำรวจบอกว่าต้องไปสอบสวนก่อน เขายังไม่บอกข้อหาที่ชัดเจน เขาบอกว่าอยากไปสอบสวนดูว่า มีครือข่าย หรือมีผู้กระทำร่วมเป็นขบวนการหรือไม่ ต่อมาในภายหลังมีการกล่าวหา2คดีคือ คดีหมิ่นเบื้องสูง และคดีเกี่ยวกับความมั่นคง

“เขามีลูก 3 คน และเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ทำงานเลี้ยงดูทุกคน ภรรยาเป็นแม่บ้านธรรมดา เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาตามมาอีกบ้าง”แหล่งข่าวกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า นายสุวิชาชอบกีฬาพารามอเตอร์(ร่มบิน)เป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่ทราบว่า ทำไมเขาต้องมาเจอชะตากรรมขนาดนี้

“เขายังไม่มีทนายเลย ช่วยเขาด้วย ไม่อยากให้มีความอยุติธรรมบนแผ่นดินนี้ เขาเป็นแค่รากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ถูกจับแบบนี้เขาไม่มีทางสู้เลย"แหล่งข่าวร้องขอความยุติธรรม