CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ แสดงบทความทั้งหมด

22 พฤศจิกายน, 2552

“ไทยรัฐ”รายงาน “แวดวงผู้จัดงาน”แฉ“รัฐบาลเทพประทาน”งาบค่าหัวคิว“งานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้” 20-30%

“พาณิชย์”ผลาญงบพันล้านเกลี้ยง!

พาณิชย์ ใช้งบตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก 1,000 ล้านบาท หมดแล้ว ออร์กาไนซ์ แฉ ต้องจ่ายค่าหัวคิวให้บิ๊กในกระทรวง เพื่อจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ ฯ ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลการใช้เงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่ได้รับมาตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกเสร็จสิ้นแล้ว โดยเป็นการดำเนินการระหว่างเดือน เม.ย.-ส.ค.52 แบ่งเป็นการจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ 5 ครั้ง และจัดงานมหกรรมธงฟ้า...มหาชน ในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ 5 ครั้ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, อิมแพค เมืองทองธานี, กรมทหารราบที่ 11, ไบเทค บางนา และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใช้งบในการจัดงานประมาณ 500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครั้งละ 100 ล้านบาท ถือเป็นการจัดงานที่ใช้งบประมาณสิ้นเปลืองมากที่สุดเพราะแค่ค่าเช่าสถานที่ ค่าจัดงานออร์กาไนซ์ ค่าจัด บูธไม่น่าเป็นเงินมากถึงขนาดนี้ ส่วนการจัดงานมหกรรมธงฟ้า...มหาชน ที่จัดทั่วประเทศและใช้เงินอีก 500 ล้านบาทนั้น เป็นการจัดงานโดยใช้ วิธีรวมกลุ่มหลายจังหวัด แล้วใช้ชื่อว่าเป็นงานระดับภูมิภาคระดับจังหวัด แบ่งกลุ่มการจัดงานทั้งสิ้น 10 กลุ่ม เฉลี่ยค่าจัดงานต่อกลุ่ม 50 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีการพูดกันในแวดวงผู้จัดงาน หรือออร์กาไนซ์ ว่า หากต้องการจะได้จัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้และมหกรรมธงฟ้า...มหาชนแต่ละครั้ง ต้องยอมจ่ายค่าหัวคิวให้ผู้มีอำนาจหรือคนใกล้ตัวผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์ ครั้งละ 20-30% ของมูลค่างาน เมื่อตกลงกันได้แล้วก็จะบีบบังคับให้ข้าราชการเลือกบริษัทตามใบสั่ง หากคิดจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1,000 ล้านบาท หักเป็นค่าหัวคิวจะอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท.

(ที่มา ไทยรัฐ ,2 พฤศจิกายน 2552)



มาดูข้อมูลคอรัปชั่น 8 ปีของเมืองไทย ตอกหน้า คมช.และพวกสนับสนุนรัฐประหาร


ก่อน รัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


โดย คุณหนูเอง
19 พฤศจิกายน 2552

จา กกร๊าฟที่พล็อตจากข้อมูลของ Transparency International พบว่า ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับเหตุผลหนึ่งที่ คมช. นำมากล่าวอ้าง ว่า รัฐบาลทักษิณคอรัปชั่นกันทุกหย่อมหญ้า

ข้อมูลตามกร๊าฟกลับชี้ว่า ค่า CPI หรือ Corruption Perception Index (ค่าน้อย คอรัปชั่นมาก) มีค่าเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี ๒๕๔๕-๔๘ จนปี ๒๕๔๙ ปีทีถูกรัฐประหาร ค่านี้ก็ลดฮวบฮาบลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ คอรัปชั่นกลับขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร


ดิฉัน ขอให้ดูแนวโน้ม (trend) ค่ะ ก่อนรัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าอะไรคะ ในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ที่ แปลกคือ พอท่านสมัครและสมชายเป็นรัฐบาล ค่า CPI กลับหันหัวกลับใหม่ พอเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ CPI กลับหล่นลงอีกไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร(ตั้ง)

อย่างนี้ เราควรจะเชื่อรัฐบาลนี้ หรือ องค์กร Transparency International กว่ากันคะ?

*********
อ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index
[2] http://transparency.org/policy_research/surveys_indices/cpi/2009/cpi_2009_table


“บทนำมติชน”: ชี้ เหตุ“รัฐบาลเทพประทาน”โกงชาติ ร่วมกับ “องค์กรตรวจสอบ”เป็น“อัมพาต”ทำ“ไทย”รั้งท้ายอันดับคอรัปชั่นโลก !

"ชาจนไร้ความรู้สึก"

บทนำมติชน

"งามหน้า" อีกแล้ว สำหรับประเทศไทยเมื่อถูกองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่น ประจำปี 2552 (Corruption Perceptions Index 2009) พบว่า ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน (คะแนนมากเท่ากับมีความโปร่งใสมาก) อยู่อันดับที่ 84 เท่ากับประเทศเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินเดีย และปานามา จากการจัดอันดับทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก ยังดีกว่าประเทศอิรัก ซูดาน พม่า อัฟกานิสถาน โซมาเลีย ซึ่งกลุ่มประเทศรั้งท้ายเหล่านี้มีคะแนนระหว่าง 1.5-1.1 นอกจากนี้ ไทยยังอยู่อันดับที่ 10 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดตั้งแต่ปี 2538-2552 ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยแย่ลง

จะว่าองค์กรที่สำรวจปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีอคติ หรือลำเอียงต่อประเทศไทยคงพูดไม่ได้และเป็นองค์กรที่ไม่มีความน่าเชื่อก็คง ไม่ได้เช่นกัน เพราะองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น มีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การจัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ก็กระทำเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2538 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน โดยในปีนี้ (2552) ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศ โดยใช้ผลสำรวจของสำนักโพลต่างๆ รวม 10 แห่ง ที่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปี 2551 และ 2552

"งามหน้า" มิได้หมายถึงการมีใบหน้าสุดสวย งดงาม ไร้สิวไร้ฝ้าที่ใครเห็นต้องตะลึงพรึงเพริด หากทว่า เป็นอาการที่ควรได้รับความอับอาย ขายหน้าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะไทยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น มาถึง พ.ศ.นี้กลับกลายเป็นดินแดนที่ภาพลักษณ์ตกต่ำย่ำแย่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุที่การกินสินบาทคาดสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแพร่กระจายไปทั่ว จากผลการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย พบว่า ปี 2549 ไทยได้ 3.6 คะแนน อยู่อันดับ 63, ปี 2550 ได้ 3.30 คะแนน อันดับที่ 84, ปี 2551 ได้ 3.50 คะแนน อันดับที่ 80 เมื่อพิจารณาเฉพาะการจัดอันดับของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1-10 ซึ่งได้ชื่อว่ามีความโปร่งใสมาก ได้แก่ สิงคโปร์ 9.2 คะแนน, ฮ่องกง 8.2 คะแนน, ญี่ปุ่น 7.7 คะแนน, ไต้หวัน 5.6 คะแนน, เกาหลีใต้ 6.5 คะแนน, มาเก๊า 5.3 คะแนน, ภูฏาน 5.0 คะแนน, มาเลเซีย 4.5 คะแนน, จีน 3.6 คะแนน และไทย 3.4 คะแนน ส่วนอันดับสุดท้ายคือ 20 ได้แก่ พม่า 1.4 คะแนน

โปรดอย่าได้แก้ตัวหรือถกเถียงเพื่อจะโยนความผิดไปให้คนอื่น สำหรับรัฐบาลในปัจจุบันที่บริหารประเทศมาเกือบครบ 1 ปีเต็ม การที่ไทยตกอันดับลงอีกในแง่ของภาพลักษณ์จากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยแทบจะ รั้งท้ายหรือเกือบจะโหล่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และในระดับโลกที่ไทยก็ติดกลุ่มประเทศที่มีสถิติการจัดอันดับให้เป็นประเทศ ที่ปัญหาการทุจริตหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นกว่าอดีต เพราะนอกจากรัฐบาลจะไม่ได้มีมาตรการที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น คนในรัฐบาลก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวในสื่อมวลชนเสียเองว่าเข้าไปหาเศษหาเลยจาก เงินงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนขององค์กรตรวจสอบซึ่งมีอยู่หลายองค์กรก็ย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่เพียงแต่ขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วยความอืดอาด ล่าช้า การตกอยู่ในวังวนของการถูกกล่าวหาโจมตีจากคนบางส่วนอันเนื่องมาจากปัญหาการ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมก็มิอาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า เป็นการร่วมมือกันแบบ 3 ประสาน ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำ และพ่อค้านักธุรกิจ โดยที่องค์กรตรวจสอบไล่ไม่ทัน การหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่เกิดจากการสมคบกันของฝ่ายต่างๆ ได้กลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายอยู่ในขั้น "วิกฤต" ซึ่งหาทางออกไม่เจอเช่นเดียวกับ "วิกฤตการเมือง" จากการนำเสนอผลการสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยที่ไทยแย่กว่า เดิม คนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาจบอกด้วยอาการปลงตกว่า หน้าชาจนไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว น่าช้ำใจก็ตรงที่คนที่ควรจะเอาปี๊บคลุมหัวเพราะมีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรตรวจสอบกลับรู้สึกเฉยๆ ไม่มีการกระตือรือร้นที่จะแก้ไขเลยแม้แต่น้อย

(ที่มา มติชนรายวัน , 20 พฤศจิกายน 2552)



14 พฤศจิกายน, 2552

TIMESการันตีแม้วไม่หมิ่นซักคำ สื่อไทยเฉยหลังรุมตื้บหนำใจ แถมละเว้นมาร์คจ้อสื่อนอกหนักกว่า


ที่มา TIMES ONLINE
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤศจิกายน 2552
*อ่านบทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตรลงTHE TIMESฉบับเต็มที่เวบลิเบอรัลไทย คลิ้กที่นี่

สันดาน สื่อทรราชออกลายอีกแล้ว หลังจากTIMESเขียนบทบรรณาธิการ การันตีทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นแม้แต่คำเดียว แถมกล่าวยกย่องเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก แต่สื่อกระแสหลักพากันเงียบเป็นเป่าสากไม่ยอมนำเสนอ หลังจากพากันโหมกระหน่ำรุมตื้บมาก่อนนี้ ที่สำคัญสื่อหลักยังเงียบเฉยต่อการที่มาร์คเคยให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่อง ทำนองเดียวกัน แต่ดูจะหนักกว่าแม้วให้สัมภาษณ์เดอะไทม์ส


THE TIMES ONLINEได้แสดงจุดยืนในบทบรรรณาธิการ ในหัวข้อเรื่อง"Siamese spat:
Thais should be free to understand more about the role of their own monarchy"(วิวาทะสยาม:ชาวไทยควรมีอิสระที่จะตระหนักถึงบทบาทสถาบันกษัตริย์ ให้มากขึ้น") โดยเนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อวันจันทร์THE TIMESได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจของไทย ผลลัพธ์จากการแสดงความคิดเห็นของเขาต่อพระราชวงศ์ไทย ทำให้บทความที่เผยแพร่ของTHE TIMESถูกปิดกั้นโดยทางการไทย ในทางทฤษฎีแล้วทักษิณและบรรณาธิการประจำภาคพื้นเอเชียอาจต้องเผชิญกับคดีที่ มีโทษจำคุกสูงถึง 15 ปีในฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนี่เป็นพฤติการณ์การกระทำแบบเด็กๆ

แต่ในการให้สัมภาษณ์กับTHE TIMESนั้นความจริงแล้วทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย เขาไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาทพระราชวงศ์ หรือแม้กระทั่งพยายามหาทางให้ร้ายใดๆ ในทางตรงกันข้ามทักษิณกลับได้ตอบสัมภาษณ์ในประเด็นความเชื่อมโยงของสถาบัน กษัตริย์กับการเมืองไทยในทำนองเทิดทูนยกย่อง(To those unversed in the peculiarities of the Thai system, Thaksin’s alleged offence may be hard to discern. He did not abuse the Royal Family, or even find fault with them. Instead, he merely discussed the link between the monarchy and Thai politics)

คำพูดของทักษิณในการให้สัมภาษณ์ไม่มีแม้แต่คำเดียว ที่เป็นไปในทำนองวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์หรือราชวงศ์ แต่เขาได้วิจารณ์"คนวงในวัง"บางคนเท่านั้นที่เข้ามาแทรกแซงการเมือง(In Thaksin’s words, either way, one finds neither criticism nor violation of the monarchy. Instead we find something that the Thai Establishment regards as equally taboo — the mere acknowledgement that some in the royal circle may have some involvement in Thai politics.)

ในการ ให้สัมภาษณ์นี้ทักษิณได้กล่าวถึงอิทธิพลต่อสาธารณชนไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯองค์ปัจจุบันส่งต่อพระราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งTHE TIMESหวังว่าชาวไทยจะตระหนักว่า จะรักสถาบันกษัตริย์ให้ถูกทางอย่างไร ไม่ใช่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วก็นำมาเป็นเครื่องมือทำลายกัน

เพราะแม้แต่ ในหลวงของปวงชนชาวไทยนั้น พระองค์ท่านก็เคยตรัสไว้เมื่อพระชนมายุครบ78ชันษาว่า"หากถือว่าThe king can do no wrong หรือพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทำอะไรผิด แล้วก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ก็จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวลำบาก"

ท้ายสุดTHE TIMESชี้ว่า การที่ทางการไทยจะนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาดำเนินคดีกับใครไม่เป็น ผลดีต่อฝ่ายใดเลย แต่จะได้ประโยชน์กว่าหากมีเสรีและตรงไปตรงมาในการถกแถลงระบบการเมืองของ ประเทศไทยได้ ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่านับถือ

สื่อกระแสหลักเงียบไม่ลงบทบรรณาธิการTIMES ไม่ลงข่าวมาร์คสัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องสืบสันตติวงศ์

เท่า ที่เราตรวจสอบดูแม้บทบรรณาธิการTIMESออกมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่มีสื่อกระแสหลักที่ไหนนำมาลงข่าวเผยแพร่ข้อยืนยันของTIMESเองว่า ทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นหรือก้าวล่วงสถาบันฯ

หลังจากที่ก่อนนั้นสื่อ กระแสหลัก และบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะทั้งหลาย พากันออกมาประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า มิบังควรที่ให้สัมภาษณ์กับTIMES ONLINE ในเรื่องเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ ขณะที่ในหลวงยังทรงพระประชวรอยู่

นอก จากนั้นก็น่าประหลาดใจว่าในเรื่องเดียวกันนี้ แต่คนพูดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ สื่อกระแสหลักและบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะต่างเงียบเฉย (ดูลิ้งค์อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก)

รายงาน ข่าวและบทสัมภาษณ์ที่บลูมเบิร์กนำเสนอนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2552 ชื่อบทความดั้งเดิมในภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่อง"มิบังควรอย่างยิ่ง"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย เพราะน่าจะ"หนักกว่า"ชื่อ บทความที่Timesตีพิมพ์บทความล่าสุดที่สัมภาษณ์ทักษิณเสียอีก เราจึงแปลให้ดูสละสลวยเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเสียว่า "การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นที่ชื่อนาย"เฟเบอร์ "หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการ สืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา
....................

อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ใน การสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระ รัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายก รัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำ ถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลา ที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็น รายที่5ในรอบเพียง4ปี
(July 8 (Bloomberg) -- Thailand’s prime minister pauses briefly and swallows hard as he addresses the question few of his compatriots dare contemplate: life without King Bhumibol Adulyadej, the world’s longest-reigning monarch.

“I am under no illusion -- it will be a very difficult time for all of us,” says Abhisit Vejjajiva, who in December patched together a multiparty coalition government and became troubled Thailand’s fifth prime minister in four years.)

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้น ฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )


เปิดหลักฐานมาร์คสัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องสืบสันตติวงศ์ หนักกว่าแม้วลงTIMESทีแบบนี้ไม่ผิด!?


โดย William Mellor และ Daniel Ten Kate
ที่มา bloomberg
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:สื่อ กระแสหลัก และบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะทั้งหลาย พากันออกมาประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า มิบังควรที่ให้สัมภาษณ์กับTIMES ONLINE ในเรื่องเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ ขณะที่ในหลวงยังทรงพระประชวรอยู่

อย่างไรก็ดีน่าประหลาดใจว่าในเรื่องเดียวกันนี้ แต่คนพูดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ สื่อกระแสหลักและบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะต่างเงียบเฉย...

รายงาน ข่าวและบทสัมภาษณ์ที่บลูมเบิร์กนำเสนอนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2552 ชื่อบทความดั้งเดิมในภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่อง"มิบังควรอย่างยิ่ง"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย เพราะน่าจะ"หนักกว่า"ชื่อ บทความที่Timesตีพิมพ์บทความล่าสุดที่สัมภาษณ์ทักษิณเสียอีก เราจึงแปลให้ดูสละสลวยเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเสียว่า "การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นที่ชื่อนาย"เฟเบอร์ "หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการ สืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

....................

อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ใน การสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระ รัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายก รัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำ ถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลา ที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็น รายที่5ในรอบเพียง4ปี
(July 8 (Bloomberg) -- Thailand’s prime minister pauses briefly and swallows hard as he addresses the question few of his compatriots dare contemplate: life without King Bhumibol Adulyadej, the world’s longest-reigning monarch.

“I am under no illusion -- it will be a very difficult time for all of us,” says Abhisit Vejjajiva, who in December patched together a multiparty coalition government and became troubled Thailand’s fifth prime minister in four years.)

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้น ฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )


กษัตริย์ ภูมิพลมีพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา พระชนมพรรษา81ชันษา พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนสักการะจากคนไทยจำนวนมากประดุจสมมุติเทพ พระองค์เข้ารับพระราชบัลลังก์เมื่อปีพ.ศ.2489 ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแฮรี่ ทรูแมน ยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาว และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังคงทรงอำนาจเหนืออดีตสหภาพโซเวียต ทว่าพระองค์ท่านทรงครองราชบัลลังก์มาได้ต่อเนื่องยาวนานผ่านการทำรัฐประหาร ที่ประสบความสำเร็จถึง15ครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆที่แตกต่างกันมา16ฉบับ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีมากถึง27คนในรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจที่เป็นพิธีการเพียงเล็กน้อย ทว่าทรงพระราชบารมีสูงยิ่ง อย่างน้อยก็ทรงใช้พระราชบารมีนั้นในการดับวิกฤตการณ์นองเลือดมาแล้ว2หน

ประเทศ ไทยในยามนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาเสียใหม่จาก การแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายในประเทศ โดยใช้สีเป็นรหัสของความแปลกแยกในสังคม ระหว่างบรรดากฎุมพีผู้มั่งคั่งในเมืองกับบรรดาคนในชนบท การสวมเสื้อสีที่เน้นถึงการแยกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนแต่ละฝ่ายนั้นภักดีข้างฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่ง เป็นชนชั้นนำในเมือง ฐานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขานำสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯมาใส่
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนยากจนส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งพวกเขาบอกว่ามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวฯเสมอเหมือนกับคนในเมือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อแสดงว่าก็ให้การสนับสนุนแก่มหาเศรษฐีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกโค่นจากตำแหน่งในการรัฐประหารปี2549

2ก๊ก

การ เดินขบวนบนท้องถนนที่แบ่งก๊กแบ่งฝ่ายนำไปสู่การยึดสนามบินหลัก2แห่งใน กรุงเทพฯเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และการยกเลิกการประชุมASEAN SUMMITเมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าจะนำบรรยากาศไม่เป็นที่ต้อนรับต่อสาธารณชนมาสู่แดนแห่งรอยยิ้ม แต่การจัดชุมนุมของขบวนผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากก็ยังเกิดขึ้นอีกเมื่อวัน ที่27มิถุนายนที่ผ่านมา และการจัดชุมนุมใหญ่ยังมีแผนการจะจัดประท้วงขึ้นอีกในเดือนหน้านี้

ใน ท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสาย แต่ก็มีนักลงทุนเซียนหุ้นบางรายมองให้เห็นเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นของ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ณ วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปกว่า30%นับจากตอนต้นปี ดีกว่าดัชนีS&P500ของอเมริกาที่ตกลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน0.8% ในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้นักลงทุนชาวต่างประเทศเพิ่มการลงทุนในการถือครอง หุ้นไทยขึ้นสุทธิ621.4ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากขายสุทธิออกมากว่า4.8พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทย มีอัตราส่วนของราคาต่อกำไร ณ สิ้นปี2552เพียง11เท่า ซึ่งก็นับว่าถูกที่สุดในย่านเอเชียรองจากตลาดหลักทรัพย์ปากีสถานแค่นั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนในรูปของการจ่ายเงินปันผล4.7%เปรียบเทียบกับเพียง 3%ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯจ่ายได้ และตลาดหุ้นจีนเพียง1% ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยน่าซื้อ เป็นคำกล่าวของมาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนขนาด300ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีฐานที่ตั้งในฮ่องกงชื่อบริษัทมาร์ค เฟเบอร์ จำกัด

"คุ้มค่าแก่การรอคอย"

"ผม สามารถที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในยามที่เกิดภาวะถดถอย หรือธุรกิจเผชิญแนวต้าน แต่ที่สุดมันก็ให้ผลตอบแทนเป็นอัตราเงินปันผล6%หรือ7%กับผม"เฟเบอร์กล่าวใน การตีพิมพ์เผยแพร่ในรายงานGloom,Boom&Doom เขาลงทุนในกลุ่มธนาคารไทยและบริษัทผู้ผลิตอาหารในปีนี้"หากคุณซื้อหุ้นใน ธุรกิจที่ดีมันก็จะทำเงินให้กับคุณดีๆในระยะ5หรือ10ปี โดยได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยแล้วคุณควรจ่ายเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่คุ้มค่า"

นัก ลงทุนจำนวนมากก็มาถึงเวลาสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าประเทศไทยอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเกิดขึ้น ความวิตกเกี่ยวกับพระชนมายุที่ทรงพระชราภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบพระราชบัลลังก์บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าพระ ราชอำนาจพิเศษนั้นจะยังทรงมีพระราชบารมีดังเดิมหรือไม่อย่างไร

อิทธิพลในภูมิภาค

ไทย เคยประสบวิกฤติในปีพ.ศ.2475เมื่อคณะทหารและข้าราชการพลเรือนได้ปฏิวัติยก เลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เป็นคำกล่าวของสตีเฟ่น วิคเกอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของFTI International จำกัด ซึ่งมีฐานในฮ่องกง ทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนในประเทศไทย

"ในประเทศไทย กษัตริย์เป็นดังเทพเจ้าสายฟ้าที่ทรงกังหันไฟมาบนเฮลิคอปเตอร์"วิคเกอร์กล่าว เปรียบเทียบ"นักลงทุนทั้งหลายอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการทำรัฐประหารมามากครั้ง และมันก็ผ่านพ้นไปได้แบบไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่การเปลี่ยนรัชกาลนั้นต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่าแต่ก่อน"

การสืบ พระราชสันตติวงศ์อย่างราบรื่นเป็นเรื่องที่จะน่ายินดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ตลาดที่มีประชากรมากกว่า573ล้านคน ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศเขตร้อนที่มีประชากรกว่า67ล้านคนของไทย และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารา และข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอ้นดับสองของภูมิภาค

แม้ว่า จะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์โดยสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีในการดำเนินธุรกิจ แต่ไทยก็ไม่วายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ยอดผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้เป็น2.5%จากเพียง1.5%ในปีที่แล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยอดผู้ว่างงานยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของนานาชาติ โดยยอดนตกงานระดะบสากลนั้นสูงมากกว่า7.4% นับจนถึงวันที่28พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการคาดการณ์องค์การแรงงานนานาชาติ ที่มีสำนักงานในเจนีวา

การกระตุ้นเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ ไทยติดลบ7.1%ในช่วงไตรมาสแรกของปี เป็นสถิติแย่ที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียเมื่อปี2541 ยอดการส่งออกทรุดตัวลง26.5% และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง10%ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการตกต่ำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดทั้ง2รายการ ในเดือนมิถุนายนสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สเปิดเผยว่าอาจจะลด อันดับเครดิตของประเทศไทยลงจากระดับBBB+ ในเดือนพฤษภาคมฟิตซ์เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับอีกรายได้ลดเครดิตลงสำหรับหนี้ต่างประเทศของไทย นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ โดยลดเครดิตลงสู่ระดับBBB ซึ่งเป็นอันดับการลงทุนที่อยู่ท้ายตารางน่าลงทุนเพียง2อันดับเท่านั้น

นายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาตรการเมื่อวันที่29พฤษภาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า1.4ล้านล้านบาท(ราว41พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้มีอัตราขยายตัว หากแผนการสำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นบวกราว3.5%ในปีนี้ ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของรัฐมนตรีคลัง

พระมหากษัตริย์นักลงทุน

อิทธิพล ของกษัตริย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ เฉพาะที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นผู้นำนักลงทุนในประเทศ จากการจัดการทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงถือครองอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเป็นมูลค่า มากกว่า33พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอพันธ์ อุยยานนท์ นักวิชาการชาวไทยที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการเงินของพระราชวงศ์

การลง ทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นรวมถึงการถือหุ้นใหญ่ของธนาคารใหญ่ ที่สุดอันดับ2ของประเทศ จากขนาดมูลค่าตลาด คือธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่สุดคือเครือซิเมนต์ไทย และเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทโรงแรม ชะตาของอาณาจักรธุรกิจ--ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง--ฉันใดการสืบทอดพระราช สันตติวงศ์ก็ย่อมเป็นไปตามเงื่อนนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการผู้ อำนวยการของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย

ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามารถเลือกพระรัชทายาทได้โดยพระองค์เอง รัฐบาลได้เปิดเผยว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา57 พระองค์ท่านเป็นทหาร ไม่เหมือนพระขนิษฐาโสดซึ่งทรงเป็นที่นิยม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมพรรษา 54 ชันษา พระองค์เคยเป็นว่าที่พระรัชทายาทพระองค์หนึ่งสำหรับพระราชบัลลังก์ ทรงมีบทบาททรงงานเพื่อการกุศล ส่วนมกุฎราชกุมารทรงหย่ามาแล้ว2ครั้ง พระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์สำหรับสาธารณชนดูไม่เป็นที่ปลาบปลื้มนัก

9กษัตริย์

อย่าง ใดก็ตามในระบบการปกครองตลอด227ปีของพระราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มาแล้ว9พระองค์ก็ยังเหนียวแน่นอยู่กับแผ่นดินที่มีความ ยุ่งเหยิงทางการเมืองอยู่ถี่ๆ เสด็จทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าซึ่งรอดเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์เคยนำมารังสรรค์ เป็นละครเพลงเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์นำโดยดาราชาวรัสเซียยูล บรีนเนอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยขาดความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เลยแต่ อย่างใด

พระราชจักรีวงศ์มีประวัติศาสตร์การสืบพระราชสันตติวงศ์ที่ คลุมเครือ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่7คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงสละราชบัลลังก์ในปี 2478เพียง3ปีให้หลังที่ทรงสูญเสียพระราชอาญาสิทธิ์จากการทำรัฐประหารโดยทหาร และข้าราชการระดับสูง พระราชบัลลังก์ได้ตกทอดมาถึงยุวกษัตริย์พระชนมพรรษาเพียง10ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหกิดล พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ท่านในการศึกษาในโรงเรียนและมหา วิทยาลัยที่สวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้มีพระชนมายุยืนนานพอที่จะเข้าสู่พิธีพระบรมราชาภิเษก

ใน เดือนมิถุนายน2489ในพระชนม์20ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถูกพบนอนสวรรคตอยู่บนพระแท่นบรรทมใน พระที่นั่งบรมพิมาน บรมมหาราชวังกรุงเทพฯโดยลูกกระสุนผ่านพระนลาฎ และมีปืนพกโคลท์วางอยู่ข้างพระบรมศพ ชาย3คนถูกตัดสินลงโทษว่าเป็นฆาตกรถูกประหารชีวิตในปี2498 ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่ากรณีสวรรคตนั้นยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ ถูกสะสาง

กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตัน

ผู้ สืบทอดพระราชสันตติวงศ์ลำดับถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตันในขณะที่พระราชบิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลา นครินทร์ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เช่นเดียวกับพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลทรงได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์และเสด็จนิวัติพระนครหลัง จากทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี2493 และเสด็จมาประทับที่กรุงเทพฯในปีถัดมา เป็นเวลานานกว่า16ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ประทับอยู่ใน ประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะ ในการกอบกู้ชื่อเสียงของพระราชวงศ์กลับคืนมา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทและสร้างโครงการเกษตรกรรมและโครงการชลประทาน พระราชบารมีอันมาจากความนิยมเทิดทูนพระองค์ท่านทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการ ยับยั้งผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยในปี2516ทรงเปิดพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อรับนักศึกษาที่หนีเข้ามาพึ่งพระ บารมีจากการกวาดล้างของเผด็จการทหาร หลังจากกองกำลังเปิดฉากยิงนักศึกษาผู้ประท้วง

ในปี2535ชาวไทยได้รับ ชมโทรทัศน์ผู้นำทางทหารที่ใช้อำนาจทำรัฐประหารและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธ ยิงใส่ผู้ประท้วงชนชั้นกลางซึ่งไร้อาวุธที่ออกมาประท้วงต่อต้านเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้นำทหารและผู้นำการประท้วงเข้าเฝ้าฯ หลังจากมีพระราชดำรัสให้ยุติความขัดแย้ง ผู้นำการรัฐประหารได้สละอำนาจลง

ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

ประเทศ ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้ตกเป็น ประเทศอาณานิคมของประเทศตะวันตกนักล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่สนับสนุนสหรัฐฯในระหว่างทำสงครามเวียดนาม เป็นประเทศชายแดนติดกับพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้มีรอยยิ้มให้เห็นเป็นปกติ กระทั่งเกิดบรรยากาศหน้าทางการเมืองอย่างในเวลานี้

การสร้างฐานะทาง การเงินสำหรับเศรษฐกิจแบบใหม่มาจากค่าจ้างแรงงานที่ถูกแต่มีทักษะช่วยให้ ประเทศไทยเข้าสู่ระดับโรงงานโลกที่สร้างผลผลิตตั้งแต่รถยนต์ไปยันดิสค์ไดรฟ์ จากการเปิดเผยของไมเคิล ดูนน์ กรรมการผู้จัดการเอเชียแปซิฟิคของเจ.ดี.พาวเวอร์แอนด์แอสโซซิเอต ซึ่งมีฐานในเซี่ยงไฮ้ บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารการตลาด"ที่นี่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรม ญี่ปุ่น--ที่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"เขากล่าว

ในปี2521เศรษฐกิจไทย มีอัตราการขยายตัว10%เป็นครั้งแรก จากปี2530-2536มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย10.1% ไม่มีที่ไหนทำได้แบบนี้นอกจากที่จีน

วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ ว่าไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเยี่ยมดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ2533"ไทยตกลงไปในหลุมพรางหนี้สินลึก เกินไป,มีการลงทุนในโครงการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม และมีการปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่ การวิบัติ"UNDPหรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติรบุในรายงานเมื่อปี2550

ใน เดือนกรกฎาคม2540ไม่สามารถที่จะตรึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงินบาท ไว้ได้ต่อไป จากที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่25บาทต่อ1ดอลลาร์ ภายในเวลา6เดือนค่าเงินบาทดิ่งลงฮวบฮาบ และกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้สินที่ถูกปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารไทยกลายเป็นหนี้ เสีย หลายร้อยบริษัทล้มละลายลง

ภายในชั่วสัปดาห์ความโกลาหลในเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนลุกลามไปทั่วทั้งเอเชีย จากที่เคยเป็นมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก วิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เช่นกัน

สวรรค์วันหยุดพักร้อน

ประเทศไทย เป็นที่ที่มีวัดส่องแสงสีทองอร่ามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นแหล่งที่ดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยความหลายหลาก ตั้งแต่โรงแรม5ดาวไปยันบังกาโลว์มุงสังกะสี มีบาร์สำหรับเต้นรำ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว14.6ล้านคน และทำรายได้กว่า27.4พันล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย จากการเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า จากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่างๆจะมีผลกระทบต่อสวรรค์วันหยุดของนักท่อง เที่ยว ให้ลดจำนวนผู้มาเยือนลงเหลือราว10ล้านคนในปีนี้

ประเทศไทยมี การขยายโรงงานออกไปมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า อิซูซุ ฮอนด้า เจเนรัลมอเตอร์ส์ และฟอร์ด ผลิตรถยนต์มากกว่า1.4ล้านคัน มูลค่ามากกว่า20พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และส่งออกไปจำหน่ายยัง130ประเทศทั่วโลก จากการเปิดเผยของเจ.ดี.พาวเวอร์

ใน ท่ามกลางความเจริญมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับคนยากจนก็ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีฐานที่อยู่ในกรุงเทพฯพากันร่ำรวยในปีที่เศรษฐกิจบูม ทว่าชาวนาตามชนบทก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรไปด้วย อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนครหลวงกรุงเทพฯอยู่ที่35,000บาทในปี 2550จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีรายได้ต่อครัวเรือนเพียง340ดอลลาร์ และในนี้ราว13%มีรายได้น้อยกว่า1.35ดอลลาร์ตต่อวัน จากการเปิดเผยของสำนักงานเกี่ยวกับความยากจนระบุ

รหัสสีแห่งความขัดแย้ง

นั่น เป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของคนในประเทศให้แบ่งแยกด้วยสี สีเหลืองมีฐานหลักในกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยที่มีประชากรราว9ล้านคน เมืองที่มีการจราจรติดขัดคับคั่ง ที่ที่มีรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์หรูหราขับไปเคียงข้างกับรถตุ๊กตุ๊ก บางครั้งคราวก็มีช้างร่อนเร่ขอทานริมถนน

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใส่เสื้อ สีแดง เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ยากจน และส่วนใหญ่มีฐานที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาสนับสนุนทักษิณ อายุ59 นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ซึ่งออกจากประเทศไทยเมื่อ3ปีที่แล้วจากการถูกทำรัฐ ประหาร โดยทหารอ้างว่าเขาคอร์รัปชั่น วีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำเสื้อแดงบอกว่ามันไม่ใช่สีของการปฏิวัติอะไรที่ไหนหรอก เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ให้เผอิญว่าสีแดงนั้นมันขับผิวดำของเขาให้เด่นขึ้น

ใน การเลือกตั้ง4ครั้งที่ผ่านมานับจากปี2544ถึง2550ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงพากันเท คะแนนสนับสนุนทักษิณ ใน3ครั้งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกโค่นจากอำนาจโดยผสมผสานกันจากการ ประท้วงบนท้องถนน,การกดดันจากทหาร และการตัดสินจากศาล

ปลดปล่อยชนบท

ใน ปี2541ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจและก้าวมาเป็นมหาเศรษฐีธุรกิจการสื่อสารได้ตั้งพรรคการ เมืองของเขาชื่อไทยรักไทย จากนั้นอีก3ปีพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง248ที่นั่งจากทั้งหมด500ที่นั่งใน สภาผู้แทนราษฎร

ภารกิจแรกของรัฐบาลทักษิณก็คือการให้สินเชื่อขนาด ย่อมแก่หมู่บ้านเพื่อเริ่มต้นธุรกิจชุมชน และแนะนำโครงการสุขภาพราคาถูก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากหมู่ประชาชนที่ยากไร้ขนานใหญ่ เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อHIVอยู่ราว1.4% จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติในปี2551 ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจออกปราบปรามผู้ค้ายาขนานใหญ่ ประชาชนกว่า2,500คนตายในปฏิบัติการนั้น ซึ่งผู้ที่ตายก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด ปฏิบัติการนั้นถูกประณามจากองค์การนิรโทษกรรมสากลว่าโหดร้ายทารุณ

ใน ปี2549ทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยคว้าเก้าอี้ในสภามากกว่า377ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้นำเสื้อเหลืองคือสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้สนับสนุนทักษิณเริ่มต้นการประท้วงบนท้องถนนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ โดยกล่าวโจมตีว่าทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของตัวเอง

บอยคอตการเลือกตั้ง

ในเดือน มกราคม2549ครอบครัวของทักษิณขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือบริษัท ชินคอร์ปแก่เทมาเส็กโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นสำนักการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า2.15พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีลการซื้อขายดังกล่าวคนในตระกูลชินว้ตรไม่ต้องจ่ายภาษี กลายเป็นการจุดประเด็นโจมตีจากเสื้อเหลืองในกรุงเทพฯที่นำโดยเจ้าของสถานี โทรทัศน์คือสนธิ ลิ้มทองกุล ทักษิณกล่าวว่าการประท้วงนั้นแรงจูงใจที่แท้จริงของสนธิเกิดจากพลาดหวังไม่ ได้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ

ทักษิณแสดงความรับ ผิดชอบโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบกระทันหัน ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่3พรรคบอยคอตไม่เข้าแข่งขันส่งผู้สมัครเข้ารับการ เลือกตั้ง หลังจากทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงส่งสัญญาณการเข้ามามีบทบาททางการเมือง เป็นหนแรกนับจากปี2535ที่เกิดการนองเลือดขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราโชวาทในเดือนเมษายนว่าการเลือกตั้งไม่เป็น ประชาธิปไตยเพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง หลังจากนั้น2สัปดาห์ศาลได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทักษิณคงยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการบริหารประเทศต่อไป

ก่อนการ เลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม คณะทหารเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่19กันยายน2549 ระหว่างที่ทักษิณอยู่ในมหานครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสหประชา ชาติ

พลังประชาชน

ในเดือนธันวาคม2550รัฐบาล ที่คณะรัฐประหารสนับสนุนได้จัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชื่อพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์2551ทักษิณเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ6เดือนหลังจากนั้นเพื่อหลีกหนีการดำเนินคดีฐาน คอรัปชั่น โดยระบุว่าเขาได้รับการพิจารณาตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในเดือนตุลาคม2551เขาถูกตัดสินให้จำคุก2ปีโดยศาลตัดสินว่าเขาใช้ตำแหน่งขณะ เป็นนายกรัฐมนตรีช่วยให้ภริยาซื้อที่ดินของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีคนแรก ของพรรคพลังประชาชนคือสมัคร สุนทรเวช อายุ74ปีพ้นตำแหน่งหลังจากอยู่มา9เดือน โดยศาลตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเงิน--ว่าเขามีรายได้ราว2,345ดอลลาร์จากการเป็น ผู้ดำเนินรายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ พรรคเลยเลือกน้องเขยของทักษิณคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วัย61ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการโหวตของสภาฯ

ในเดือนพฤศจิกายน เสื้อเหลืองที่โทโสผู้อ้างว่าทักษิณซื้อเสียงจากชาวนาผู้โง่เขลาบุกเข้าปิด สนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คนเป็นเวลากว่าสัปดาห์ และสร้างความเสียหายให้ประเทศมากกว่า8พันล้านดอลลาร์(ราว270,000ล้านบาท)จาก การขาดรายได้จากผู้โดยสารทางอากาศและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทย

การประท้วงที่ท่าอากาศยาน

หลัง จากนั้น1สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินให้ยุบรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง จากการส่งฟ้องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บชี้ว่านักการเมือง อาวุโสของรัฐบาลบางรายถูกตรวจสอบพบว่ากระทำผิดฐานซื้อเสียง ทำให้การประท้วงปิดสนามบินต้องยุติลงไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคมมีการออก หมายเรียกดำเนินคดีแกนนำเสื้อเหลืองที่นำการประท้วงยึดสนามบิน ซึ่งมีการดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการเดินทางทางอากาศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามผูกพันไว้ด้วย จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นก็รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ด้วย โดยเขารีบไปรายงานตัวต่อตำรวจในวันที่6กรกฎาคมเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ธานี ทองภักดีได้ยืนยันกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก กษิตเพิ่งบอกกับนักข่าวในกรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด โฆษกกระทรวงกล่าวว่าใครที่ไปขึ้นเวทีต่อหน้าฝูงชนในการประท้วงยึดสนามบิน ระหว่างการประท้วง ก็ควรยังต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีได้ต่อไป

บอนไซประชาธิปไตย

"ประเทศ ไทยมีการบอนไซประชาธิปไตย"จรัล ดิษฐาภิชัย แกนนำเสื้อแดงกล่าว"เมื่อไหร่ที่ประชาธิปไตยเจริญเติบโต ใครบางคนก็จะตัดตอนให้มันแคะแกรน"

ในเดือนเมษายนเสื้อแดงพากันลุกฮือ ประท้วงเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ และขวางการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในเมืองพัทยา การประชุมนี้เต็มไปด้วยผู้นำเอเชียที่ทรงอิทธิพล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจีนเหวินเจียเป่า พากันหนีออกที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

แม้ ว่าทักษิณซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศจะกล่าวต่อผู้สนับสนุนเขาที่ ลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านทางภาพที่เผยแพร่มายังที่ประท้วง โดยเรียกขานการลุกฮือประท้วงครั้งนั้นว่า"ปฏิวัติประชาชน"หรือการ"ทำการยึด อำนาจโดยประชาชน"หรือไม่ก็ตาม ทักษิณ--ผู้ซึ่งลี้ภ้ยอยู่ที่ไหนไม่แน่ชัด--ก็ระมัดระวังเสมอที่จะกล่าว สดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คำกล่าวของเขานั้นสอดคล้องกับผู้ นำชาวคลองเตยกว่า80,000คน ครูประทีป อึ๊งทรงธรรมฮาตะ สตรีที่มีความสูง5ฟุต(152เซ็นติเมตร)นักกิจกรรมผู้ที่รู้จักกันดีในประเทศ ไทยว่าเป็น"เทพธิดาสลัม"ผู้เกิดในคลองเตย ใช้ชีวิตวัยรุ่นในการจัดการชุมชนสลัมให้ชาวสลัมได้มีบ้านพักอาศัย และเป็นแกนนำการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2535

ไม่มีความหวัง

"ใน อดีตนั้นประชาชนไร้ความหวัง"ประทีป วัย57กล่าว"แต่หลังจากทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็ได้เห็นประชาธิปไตยที่สัมผัสและกินได้ พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอาหารมากขึ้นและมีโอกาสที่จะมีงานทำ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนพบว่าประชาธิปไตยนั้นมี2ระดับชั้น"

ประเทศไทยมี ประชากรมากกว่า95%เป็นชาวพุทธ ตอนนี้มีปัญหาทางด้านความมั่นคง--อันเนื่องมาจากความไม่สงบใน3จังหวัดภาคใต้ ติดกับพรมแดนมาเลเซียลุกขึ้นเรียกร้องการปกครองตนเอง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า3,400คนนับจากปี2547เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่าไทยอาจอนุญาตให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชาเรียะห์ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามเพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลง มา

เมื่อเปรียบเทียบกัน การขับเคี่ยวต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดงก็นับว่าปัญหาน้อยกว่ามากนัก ในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเพียง7ราย และหลายร้อยคนบาดเจ็บในการปะทะบนท้องถนน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสนธิผู้นำเสื้อเหลืองก็เพิ่งรอดพ้นการสังหารด้วย การระดมยิงใส่รถที่เขานั่งมากว่า50นัดจากมือปืนมาได้ ขณะที่ผู้นำเสื้อแดงอ้างว่าคนเสื้อแดงอย่างน้อย10คนถูกสังหารไประหว่างการ ประท้วงในเดือนเมษายนเช่นกัน

การคาดเดาถึงพระพลานามัย

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงอยู่เหนือการเมืองเรื่องที่มีการขัดแย้งกัน เมื่อปีกลายการไม่ปรากฎพระองค์ในพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศพากันคาดเดาไปถึงพระพลานามัยของพระองค์ เมื่อวันที่5ธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงไม่ได้เสด็จลงพระราช ทานพระราโชวาทต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นหนแรกในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ท่านมีพระวรกายที่ค้อมลงด้วยทรงพระชราภาพ ปรากฎพระองค์ล่าสุดในเดือนมิถุนายนในการพระราชพิธีทางพุทธศาสนาเพื่อเสด็จ พระราชกุศลแด่พระเชษฐาที่สวรรคต และในวโรกาสได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรจากภาพข่าวประจำพระราชสำนักเมื่อวัน ที่24มิถุนายน

ส่วนงานของรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในมือของนายก รัฐมนตรีวัย44อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำซึ่งสะท้อนภาพของนักการเมืองสหราชอาณาจักร เกิดในนิวคาสเซิล อังกฤษ เป็นบุตรของศาสตราจารย์นายแพทย์ เขาเรียนที่อีตันคอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนายกรัฐมนนตรีอังกฤษ18คนเคยเรียนที่นั่น ก่อนจะมาจบปริญญาสาขาการเมือง ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ดาวรุ่ง

อภิสิทธิ์ กลับสู่ประเทศไทยในปี2529เขาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อยจปร.ก่อนจะลง เลือกตั้งในปี2535กับพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นพรรคศูนย์กลาง-ขวาคือประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมกับ พรรคที่เชิดชูระบบรัฐสภาที่เดินตามระบบรัฐสภาอังกฤษ ในปี2540หลังประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลผสมและมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจแก่ สภามากขึ้น เขาได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ใน ปี2548เพียง4ปีให้หลังที่ประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจให้กับพรรคทักษิณ อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมของเขาตอนนี้มี280จากทั้งหมด480เสียงในสภา ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณตอนนนี้ชื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดในเวลานี้

เพื่อให้การเมือง สงบลง อภิสิทธิ์ได้เสนอแผนการให้เกิดปรองดองกันขึ้น รวมทั้งกำหนดการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง และให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เสถียรภาพการเมือง

"คำ ถามก็คือ:รัฐบาลจะสามารถรับประกันว่าจะประสบผลสำเร็จทั้งการสืบพระราชสันตติ วงศ์และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้หรือไม่?"แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ กล่าว"นี่จะนำไปสู่เรื่องที่ง่ายขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ปกติ แทนที่จะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ"

เสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นข่าวที่รอคอยสำหรับผู้ประกอบการอย่างบิลล์ ไฮเนคเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมและภัตตาคารซึ่งเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ ที่ทรงเข้าไปถือหุ้นไว้ราว4%

บุตรชายของนักข่าวเสียงอเมริกา,ไฮ เนคเก้มาที่กรุงเทพฯตั้งแต่วัยรุ่นในยุคทศวรรษ2503 ตอนนี้ธุรกิจของเขามีโรงแรมในเครือ27แห่ง รวมทั้งโรงแรมโฟร์ซีซั่นและแมริออต และเครือรีสอร์ตอนันธารา

ในการ ประท้วงปิดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ยอดผู้เข้าพักของแมริออต กรุงเทพฯตกลงมามีผู้เข้าพักเพียง20%จาก80% และฟื้นตัวเป็นยอดผู้เข้าพัก65%ในไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นMINORขึ้นมาราว700%จากปี2541ถึงปี2551 ปีนี้ตกลง1%ซื้อขายที่ราคา7.8บาทเมื่อวันที่7กรกฎาคม

กลับไปสู่ธุรกิจ

เพื่อ เรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติกลับมา อภิสิทธิ์ใช้เวลาไปฮ่องกง1วันเมื่อ15พฤษภาคม และตามมาด้วยการไปสิงคโปร์ และจีนในเดือนมิถุนายน

"ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและกลับมาสู่ ธุรกิจ"เขากล่าวต่อที่ประชุมสื่อมวลชนในฮ่องกง อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยังทรงปฏิบัติพระราชกรณีย กิจได้ดี"ผมบอกคุณได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดียิ่ง ความต่างๆทรงทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพิจารณาได้สอดคล้องเหมาะสม ต่อสถานการณ์"

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรม อิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้น ฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )

เรา เดินทางไปเยือนบ้านของนักลงทุนเซียนหุ้นเฟเบอร์700กิโลเมตรทางเหนือ ของกรุงเทพฯ ไฮไลต์ของการไปหนนี้ก็มีทั้งมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย และความเสี่ยงในอนาคตของการลงทุน

เฟเบอร์เป็นคนสวิสโดยกำเนิดเดินทาง มาเที่ยวไทยเมื่อ36ปีก่อน และย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เมื่อปี2543 ทุกวันนี้เขามีชีวิตราวกับท่านบารอนผู้โอ่อ่ามั่งคั่ง มีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของอาดัม สมิธเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติวางอยู่ข้างๆ บนเรือนไม้สักริมแม่น้ำปิง นอกกำแพงเมืองโบราณอายุนาน1,000ปีของกำแพงคูรอบนครเชียงใหม่

เมื่อ พลบค่ำลงมาในนครที่มีวัดส่องประกายสีทอง เฟเบอร์ตัดสินใจออกไปหาละเลียดเบียร์ โดยโดดขึ้นคร่อมคาวาซากิขนาด1,150ซีซี มอเตอร์ไซค์คู่กาย ไม่กี่นาทีก็มาถึงบาร์ติดแสงไฟนีนอน ที่ซึ่งมีเพื่อนสาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ยากจนมานั่งคอยเอาอกเอาใจ อย่างฉันมิตร โดยเธอเป็น"สาวนั่งดริ๊งค์"ในราคาเพียง80บาท

สูง ขึ้นไปจากพื้นถนน10เมตรนั้นมีภาพเขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวตระหง่านอยู่พร้อมกับข้อความ"ทรงพระเจริญ" นี่เป็นความรู้สึกของนักลงทุนแบบไทยๆ พวกเขาคงต้องยอมรับอย่างเงียบๆว่า แดนแห่งรอยยิ้มนี้ก็คงวันใดวันหนึ่งที่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการผลัดแผ่นดิน เปลี่ยนรัชกาล
............

ติดต่อผู้สื่อข่าวที่เขียน รายงานข่าวนี้: William Mellor in Hong Kong at wmellor@bloomberg.net; Daniel Ten Kate in Bangkok at dtenkate@bloomberg.net


12 พฤศจิกายน, 2552

ท่านประธานนอกจากชอบแสดงตลกคาเฟ่ และแสดงลิเก แล้วยังชอบทำอะไรโง่ๆ อีกด้วย


โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง
อยากให้คนนับถือก็ต้องวางตัวให้เหมาะสม แย่งตำแหน่งประธานกลุ่มจากคนอื่นไป มันยิ่งต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีวุฒิภาวะ มีความเป็นนักประสานสิบทิศ มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้าได้กับทุกกลุ่มทุกคน เหมาะสมที่จะเป็นประธาน ไม่ใช่ไประราน พูดจาเหน็บแนม หรือพยายามข่ม กดดัน สมาชิกคนอื่น หรือสั่งสอนคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นน้อยกว่าเขา

ประเทศเพื่อนบ้านเจออุทกภัย หรือภัยธรรมชาติ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่พึ่งประธานแล้วจะให้พึ่งสุนัขตัวใหน ตัวเเองเป็นประธานกลุ่มต้องแสดงให้เขาเห็นด้วยว่ามีความห่วงใย มีน้ำใจ และเป็นห่วงสถานการณ์ ถึงแม้ตังของประธานจะหมดกระเป๋าไม่สามารถไปช่วยได้ ก็ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมาเรียกร้อง ประชาสัมพันธ์ นานาชาติให้ทำการช่วยเหลือ

อย่าทำตัวเป็นเด็ก เป็นประธานกลุ่มต้องแสดงตัวเป็นผู้ใหญ่ ในการประชุมร่วมกัน เรื่องขัดแย้งส่วนตัวต้องเก็บไว้ก่อน นี่เล่นเก็บอาการไม่อยู่ พอนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา หันหน้าไปทักทายซ้ายขวา ข้ามหัวไปข้ามหัวมา พูดคุยกับทุกคน ยกเว้นคนที่ตัวเองไม่ชอบ แสดงอาการออกมาชัดเจน แสดงตัวว่าเป็นประธานของ 4 ประเทศเท่านั้นเอง น่าอับอายขายหน้าจริงๆ

เป็นประธานกลุ่ม แต่ตัดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศสมาชิกของกลุ่ม รู้ถึงใหนอายถึงที่นั่น มันมีตั้งหลายวิธีที่จะดำเนินการ เช่น แสดงให้กลุ่มสมาชิกทั้งหลายรับรู้ รับทราบว่า มีสมาชิกบางคนไม่ยอมทำตามข้อตกลง หรือไม่ทำตามสัญญา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะจะทำให้สมาชิกนั้นขาดความน่าเชื่อถือ

การตัดสัมพันธ์ทางการฑูตหรือลดระดับความสัมพันธ์ จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ มันก็คือการตะโกนบอกว่า "เฮ๊ย !! กรูโกรธ มรึงแล้วนะ ไม่คบมรึงแล้ว เลิกกัน แต่วานมึงช่วยจับเพื่อนรักของมรึงให้กรูหน่อย" ช่างกล้าด้านจริงๆ ขนาดยังไม่โกรธเขาก็บอกแล้วว่าไม่ส่งแน่นอน ยังอุตส่าหน้าด้านทำหนังสือเข้าไปขอร้องให้เขาส่งให้อีก แค่นี้คิดคำตอบไม่ได้จริงๆหรือ ว่ายังไงเขาก็ไม่ส่งให้อยู่แล้ว แล้วยังบังคับข้าราชการหน้าด้านทนอายแทนทำหนังสือเข้าไปขอตัว คนที่ทำงานเขาคงด่าท่านในใจว่า "ประเทศสาระขันโชคไม่ดีที่มีคน โ...  เป็นผู้นำ"

พิเศษ! สำหรับแฟนพันธุ์แท้ พธม. กับ ปชป. ผมมีเรื่องลับสุดยอดของแกนนำท่านมาบอกครับ ลับเฉพาะ เจาะใจ!


โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
สิ่งหนึ่งที่แกนนำ ปชป. ปกปิดไว้ตลอดเวลา สิ่งเดียวกัน ที่แกนนำ พธม. ก็ปกปิดไว้ตลอดเวลานั่นคือ แกนนำทั้งปชป. และ พธม. หลงรักทักษิณ อย่างมากครับ รักยิ่งกว่าสิ่งใด!



ทักษิณไอแค่กๆ ก็รีบส่งยาแก้ไออย่างดีไปให้ทันที เกรงว่าสุขภาพจะเสีย เรื่องมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นะครับ ผมไม่ได้โม้(กรุณาอ่านออกเสียงเหมือน สมรักษ์ จะทำให้ท่านได้อรรครสในการอ่านมากยิ่งขึ้น)



ทุกวันนี้ ทั้ง ปชป. กับ พธม. รวมทั้ง พรรคการเมืองใหม่ ต่างก็อยู่ได้เพราะทักษิณ ทุกลมหายใจเข้าออกก็คิดถึงทักษิณ

ท่าน ลองคิดดูซิครับ ถ้าขาดทักษิณไปเสีย ปชป.จะเป็นอย่างไร รัฐบาลคงแตกกระเจิงไม่มีชิ้นดี แกนนำ พธม.คงอดอยาก ยากเข็ญ ทีวีดาวเทียม คงลำเค็ญแสนสาหัส พรรคการเมืองใหม่ คงเหมือนโครงการต้นกล้าอาชีพ คือตายตั้งแต่ยังเป็นเอ็มบริโอ ยังเป็นแค่ต้นอ่อนก็ตาย




ที่แกนนำทั้งสองทีมนี้ ไม่ส่งเสริมเสื้อแดง และไม่ให้ทักษิณกลับมา แต่การที่พูดตอกย้ำถึงภัยทักษิณ ก็เพียงเพื่อบอกกับ
สาวก กับฐานเสียงว่า ถ้าคุณไม่สนับสนุน  ปชป ถ้าคุณไม่สนับสนุน พธม. ทักษิณก็มีสิทธิกลับมานะ รัฐบาลกับพธม. ก็ปล่อยให้เสื้อแดงเล่นไป มีการปรามบ้าง แต่ยังคงจำเป็นต้องเลี้ยงไว้ ให้ทักษิณกับเสื้อแดงต้องมีอยู่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถอยู่ได้บนความไม่เอาไหนทางการบริหาร เพื่อให้ พธม. ต้องอยู่ได้ กิจการหากินกับบรรดาคนรู้ทันต้องอยู่ ถ้า ทักษิณ กับเสื้อแดง เลิกเคลื่อนไหว
ปชป. กับ พธม. คงจะต้องตาย หมดทางทำมาหากิน



เพราะฉะนั้น ความห่วงใย ของ ปชป กับ พธม. ที่มีต่อทักษิณ ก็เปรียบเหมือน หญิงสาววัยแรกแย้ม
แอบหลงรักชายหนุ่มอย่างหัวปักหัวปำ ยิ่งเวลานี้ ชายหนุ่มเริ่มปันใจให้คนอื่น ตกปากรับคำไปเป็นที่ปรึกษาฮุนเซน
หญิงสาวสองท่านนี้ ยิ่งโมโหโกรธา อิจฉาริษยา



ทักษิณ ทำแบบนี้กับ เราได้ไง ทั้งรักทั้งเป็นห่วงขนาดนี้ นี่ไปอยู่กัมพูชา ฮุนเซนจะดูแลดีไหม คิดแล้วหวั่นใจจริงๆ
อย่า เพิ่งเป็นอะไรไปนะ ทักษิณ รอเราระดมทุนตั้งพรรค ระบายข้าวสาร ผงซักฟอก ปุ๋ยในสต๊อก รอเราทำโครงการโกงเข้มแข็ง ขยันขันแข็งแข่งกันโกงให้เรียบร้อยก่อนนะทักษิณ ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ อากาศเริ่มหนาวแล้ว



รักมากนะตะเอง

จาก แกนนำ ปชป. กับ พธม.



21 ตุลาคม, 2552

แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

11 ตุลาคม, 2552

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท10 ตุลาคม 2552

วันนี้ (10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่ นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หก โมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คน นี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน



13 กันยายน, 2552

ทักษิณจะผลิตเฮลิคอปเตอร์ แต่มาร์ค ส่งเด็กชายหม่องไปแข่งพับเครื่องบิน

โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

วัน ก่อนนั่งชมการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ผมเกือบถีบทีวีทิ้งแล้ว กลัวจะเจ็บเท้าไปซะก่อนแต่อดใจไว้ถีบบักเตี้ยดีกว่า แม่เจ้าเว๊ย มันทำเกินไปแล้ว กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม กำลังมันส์ ช่องหอยม่วงตัดภาพไปยังผู้รายงานข่าวด้านนอกเฉยเลย เล่นกันทุกเม็ด เอาเปรียบกันทุกดอก แบบนี้เรื่องบริหารบ้านเมืองเรื่องเงินเรื่องทองก็คงจะไม่ใช้วิชามารแบบนี้ แหละมั๊งผมว่า http://www.youtube.com/watch?v=Hj29516AgKA&feature=player_embedded



ที่เอาเองนี้มาเปรียบเทียบ ผมต้องขออภัยเด็กชายหม่องด้วยนะครับ ผมไม่ได้อิจฉาเด็กชายหม่องหรอก และยินดีด้วยที่เห็นได้รับโอกาส และขอให้ได้รับชัยชนะกลับมา ถึงไม่ชนะก็ไม่เป็นไร ขอเป็นกำลังใจให้ครับ ถึงแม้เด็กชายหม่องจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามระเบียบของกฎหมาย หรือระเบียบกระทรวงมหาดไทยอย่างไรก็ตาม ถ้าเด็กชายหม่องเกิดในไทย ผมก็จะถือว่าเด็กชายหม่องคือคนไทย



ประเด็นมันมีอยู่ว่าในขณะที่นายอภิสุด เวทนาทีว่ะ ลุกขึ้นมาตอบกระทู้ของ รตอ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง แล้วบอกว่าไม่อยากเสียเวลา เพราะต้องรีบไปช่วยเด็กชายหม่องให้ได้ไปแข่งพับเครื่องบินกระดาษที่ต่าง ประเทศ ขณะพูดทำลอยหน้าลอยตา ท่าทางภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถุ๊ยยยยยยยยยยยย อภิสุดเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ เขาเลือกให้มาเป็นนายก เลือกให้มาเป็นผู้นำเพื่อนำพาประเทศ คิดเรื่องใหญ่ๆเป็นหมัยครับ เรื่องแค่นั้น มันไม่ต้องถึงมือนายกก็ได้ครับ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสิ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ครูหยุย หรือ ปวีณา ก็เหมาะสมแล้ว

http://www.youtube.com/watch?v=RPqBp1aI6B0
เศรษฐกิจบ้านเมืองกำลังดิ่งเหว ภาคใต้กำลังร้อนเป็นไฟ วิกฤติสังคมแตกแยก แต่นายกมัวมาเล่นเรื่อง หมี เรื่อง เด็กตามหาพ่อ เรื่องเด็กแข่งพับกระดาษ อยู่อย่างนี้ ผมมองไม่เห็นทางที่บ้านเมืองจะเจริญไปกว่านี้ได้ มีแต่ถอยหลังอย่างเดียว



วิสัยทัศน์ ของนายอภิสุด เวทนาทีว่ะ มันช่างห่างชั้นกันเหลือเกินกับท่านทักษิณ ซึ่งล่าสุดกำลังวางแผนทำการลงทุนผลิตเฮลิคอปเตอร์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สุดในโลก ทักษิณคิดอะไรมาแต่ละอย่าง มันมองเห็นความเจริญก้าวหน้า มันมองเห็นความสำเร็จ เหมาะที่จะฝากประเทศชาติใว้ให้เป็นคนบริหาร และเหมาะที่จะให้เป็นผู้นำพาประเทศเป็นอย่างยิ่ง

http://www.youtube.com/watch?v=CInZEIJSQBs



นายอภิสุด เวทนาทีว่ะ ครับ คุณไม่เหมาะที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยครับ เพราะความคิดความอ่าน วิสัยทัศน์ของคุณไม่เหมาะ คุณคิดการใหญ่ไม่เป็น บริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ ขาดภาวะผู้นำ ไม่น่าไว้วางใจให้เป็นผู้นำพาประเทศนี้ เพราะคุณเหมาะที่จะไปเป็นครูสอนโรงเรียนอนุบาล หรืออย่างเก่งก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้นเองแหละครับ เลิกสอนแล้วก็ไปหารายได้พิเศษแสดงตลกตามคาเฟ่เหมาะกว่า ผมว่ายุบสภาเถอะครับ อย่าถ่วงความเจริญของบ้านเมืองต่อไปอีกเลย

12 สิงหาคม, 2552

จับตาอภิสิทธิ์ .. จะตายแบบ active หรือ passive euthanasia !!!


โดย คุณ เรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพโดย Ingrid jousta
11 สิงหาคม 2552

Euthanasia หมายถึงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ที่ไม่มีหนทางพ้นไปจากความตายได้ โดยการช่วยเหลือของผู้อื่น หรืออาจเรียกเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) คือ เป็นรายการที่ผู้ป่วยยินยอมให้ผู้อื่นฆ่าโดยความเมตตา...

ผมคิดถึง เรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อมองไปยังรูปภาพของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาสถานการณ์รวมๆ ผมยังมองไม่เห็นทางรอดของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพร่ำบ่นเช้า-ค่ำว่า รู้สึกพึงพอใจต่อผลงานของตัวเองก็ตาม ...

ผม ว่าในตอนนี้ น่าจะมีบางฝ่ายเริ่มคิดบ้างเหมือนกันว่า อย่าได้ไปขับไล่รัฐบาลชุดนี้เลย ปล่อยท่านเอาไว้เถอะ เพราะไงๆเ ฉาคาต้น ไร้ปัญญาจะอยู่อย่างมีผลงาน หรือไปแก้ไขปัญหาอะไรใดๆ ให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้?

ฟัง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ท่านให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จะทรุดตัวหนักกว่าครึ่งปีแรก และแถมครึ่งปีแรกของ 2553 ยังจะหนักหน่วงกว่าครึ่งปีหลังของ 2552 นี้อีก ...เพราะพิจารณาโดยภาพรวม ก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเ ศรษฐกิจจะฟื้นตัว ... แล้วเศรษฐกิจไทยในยุคเด็กๆ ดู ยังไม่ดิ่งถึงพื้นด้วยซ้ำไป?

ลองคนระดับ “ดร.โกร่ง” พูดออกมาอย่างนี้ ใครๆ รับฟังแล้วก็ชักหนาวหัวใจสั่นยะเยือกทั้งนั้นครับ?

การ ส่งออกก็ติดลบมาเรื่อยๆ ติดคามาต่อเนื่องร่วม 9 เดือนเข้าไปแล้ว ทั้งเชื่อว่า ครบปี เห็นจะติดลบเข้าไปอีก ยิ่งเป็นตัวเลขของการนำเข้า มันลดต่ำเสียยิ่งกว่าตัวเลขส่งออก ...ครับ ... เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจน ถึงสภาวะของการตกต่ำในการผลิตที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก ซ้ำสินค้าส่งออกภาคการเกษตรก็ ลดลงเรื่อยๆ ด้านภาคการลงทุน แทบจะไม่มี ส่วนการท่องเที่ยวซึ่งถูกกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศไทย แถมถูกบดบี้ด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ นี่เป็นผลกระทบสำคัญในบัญชีเดินสะพัด ...หนักทั้งนั้น!

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สวนทางกับความจริงชุดเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เหวี่ยงแถลงไปอีกข้าง ...

เมื่อ ต้นเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรียังบอกว่า งานวิจัยอย่างน้อย 3 ชิ้น ยืนยันความจริงว่า ในครึ่งปีหลัง 2552 เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้น?

ครับ... ลองรับฟังดู แต่ส่วนตัวนั้น ผมมีคำถามกึ่งโน้มไปข้างไม่เชื่อ เหมือนอย่างตัวเลขของคนว่างงาน ซึ่งรัฐบาลประเมินเอาไว้ที่ 800,000 คน แต่ยังเห็นคุณศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองตัวเลขแตกต่างไปลิบลับ เห็นว่า ถ้าหากใช้วิธีการประเมินตามมาตรฐานสากล ตัวเลขคนว่างงานอาจเป็น 6 ล้านคน!

ปัญหา เศรษฐกิจ ยังมีมุมถกได้อีกแยะนัก ล้วนเห็นต่างไปจากรัฐบาล ผมคิดว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์กำลังเดินทางมาถึงจุดโค้ง ที่ท้ารบกับความเป็นและตายเข้าแล้ว

เรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นของจริงทางปฏิบัติ คงมิอาจใช้สงครามข่าว หรือวาทกรรมเข้ามากลบได้ มักแตกต่างไปจากความขัดแย้งเรื่องแง่มุมกฎหมาย หรือการเมือง ตรงนั้นความชำนาญการ หรือสไตล์การเมืองแบบโต้วาที ช่วยได้ ... ปัญหาในเชิงนามธรรมนั้น ย่อมพลิกลิ้น แถกไถหาเหตุผลไปได้ง่ายๆ

แต่ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องคือรูปธรรมของจริงทางปฏิบัติ เหมือนอย่างเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สภาวะเงินฝืด ระบบการเงินเข้าสู่กับดักสภาพคล่อง คือมีสภาพคล่องในระบบ แต่ไม่มีใครใช้ หรือใช้ไม่ได้? ...

ผมไม่เชื่อว่า ของจริงภาคปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้ อาจไม่จำเป็นออกแรงไล่มากนัก สำหรับรัฐบาลศักยภาพแบบนี้ ต่อให้เป็นชนิดอย่างหนา ก็อยู่ไม่ได้แน่นอน ... เอาให้ถึงเวลานั้น ประชาธิปัตย์มีสิทธิเหี่ยวเฉาคาต้น ตายซากจริงๆ จนไม่มีสิทธิฟื้น

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสิทธิเรื่อง Right to life หรือ The Right to die อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า ควรเลือกรักษาพรรคเอาไว้ หรือจะยอมสิ้นสภาพตายตามไปกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...

เชื่อว่านี่เป็นการบ้านใหญ่ คนในประชาธิปัตย์เอง ก็ชักจะถกกันหนักแล้ว ไม่มีใครไม่กลัวหรอกครับ มัจจุราชกวักมือโบกไหวๆอ ยู่เบื้องหน้า?

คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้ ยังไงก็ตายเด็ดๆ เพียงแต่จะเป็นแบบ Active Euthanasia คือมีคนลงมือฉีดยาให้ตาย หรือจะเป็นแบบ Passive Euthanasia ไม่ได้ฉีดยาให้ตาย ปล่อยให้ตายไปเอง โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ...

คุณอภิสิทธิ์จะเลือกแบบไหนก็เชิญตามสบายเถอะครับ?

หรือจะพ่วงเอาพรรคตายตามก็ยังได้... เชิญ? ถึงจุดนั้นแล้ว อาจต้องร้องโวยวายกันว่า ช่วยไล่หน่อยเถอะ ฉันอยากไปเต็มทีแล้วโว้ย!!

19 กรกฎาคม, 2552

เสื้อแดงทำเนียนเหมือนจะเชลียร์มาร์ค ทะลุเข้าวงในได้ทียกป้ายด่าขวัญกระเจิง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
19 กรกฎาคม 2552


เสื้อ
แดงเนียนเปลี่ยนมาใส่เสื้อดำ อำพรางแก่นแกนตะโกนนายกฯสู้ๆ
ตำรวจกับการ์ดเห็นว่างานนี้ได้หน้ายอมปล่อยทะลุวงใน
ได้จังหวะยกป้ายด่าลั่นขณะมาร์คสร้างภาพอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย



คม
ชัดลึก รายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เดินทางไปปาฐกถาเรื่องคิดเพื่ออนาคต ตอบโจทย์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ณ
โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า จากนั้นเวลา 10.35
น.นายกฯเดินทางมายังสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีพระรามเก้า
เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสถานีบางซื่อบันทึกรายงาน"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ
อภิสิทธิ์" ซึ่งมีนายสุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท
เป็นผู้ดำเนินรายการพิเศษ

ทั้งนี้นายกฯยังมีกำหนดการตรวจสอบเส้นทางส่วนขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมทั้งสายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้
สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้แลกเหรียญซื้อตั๋วรถไฟฟ้า โดยกล่าวว่า
“ผมเคยขึ้นรถไฟฟ้านี้เมื่อนานมาแล้ว”สำหรับการรักษาความปลอดภัยนั้นมีความ
เข้มข้นโดยมีตำรวจหลายสิบนาย
รวมทั้งสุนัขตำรวจกระจายกำลังในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ
ทั้งนี้มีการปิดกั้นสองโบกี้ที่นายกฯเดินทางและบันทึกเทปอย่างหนาแน่น
ทั้งนี้นายกฯใส่หน้ากากอนามัยเพื่อสาธิตให้ประชาชนใช้ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่และใช้เจลล้างมือในช่วงการบันทึกเทปรายการด้วย
โดยนายกฯกล่าวว่า”
หากต้องใกล้ชิดกับใครที่ไม่แน่ใจในระยะหนึ่งเมตรก็ควรใส่หน้ากากอนามัยและ
ใช้เจลล้างมือเพื่อป้องกันโรคนี้ด้วย เพราะผมไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

ผู้
สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการบันทึกเทปในช่วงแรก
นายกฯไม่ยอมถอดหน้ากากอนามัยและอ้างว่า หากช่างภาพและผู้สื่อข่าว
รวมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกห่างจากตนหนึ่งเมตร
ตนก็ไม่ถอดหน้ากากอนามัยเพราะไม่มั่นใจ
แต่ผ่านไปสักระยะนายกฯก็ถอดหน้ากากอนามัยออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน
ว่า เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงสถานีบางซื่อนั้น
มีรายงานข่าวว่าคนเสื้อแดงหลาย สิบคนมาชุมนุมอยู่บริเวณป้ายรถเมล์
ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟจำนวน 50นาย
คอยดูแลรักษาความเรียบร้อยและปิดประตูทางขึ้นลงรถไฟฟ้าแต่ไม่มีเหตุการณ์
รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น และเมื่อมีคนเสื้อแดงมา ชุมนุม
ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเปลี่ยนกำหนดการของนายกฯที่เดิมนั้นจะขึ้นไป
ตรวจสอบเส้นต่อขยายโครงการสายสีม่วง
โดยเปลี่ยนให้นายกฯตรวจสอบโมเดลและแผนผังของโครงการนี้ภายในสถานีรถไฟฟ้า
บางซื่อแทน

โดยระหว่างที่นายกฯตรวจโครงการอยู่นั้น
กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20
คนที่สวมเสื้อดำพร้อมตีนตบและหมวก”ความจริงวันนี้” มาชูป้าย
และยกตีนตบตะโกน “ยินดีต้อนรับนายกฯจอมกู้” บริเวณทางออกประตู 1
ฝั่งสถานีรถไฟบางซื่อ โดยก่อนหน้านี้ คนเสื้อแดงกลุ่มนี้ตะโกนว่า
นายกฯสู้ๆ แต่เมื่อทราบว่านายกฯมาถึงก็ตะโกนขับไล่นายกฯแทน

12 กรกฎาคม, 2552

มาร์คไปทำไมเวียดนาม ไป ฟิจิ สิ ขายข้าวด้วยแถมได้จับทักษิณ


ข่าวจากเนชั่น ในเวลา 12.00 น.วันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองทัพอากาศ หรือ บน.6 โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษของกองทัพบก ไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีจะได้พบกับนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม เพื่อหารือถึงการกระชับความสัมพันธ์ ปัญหาในภูมิภาค ตลอดจนปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้านเกิดความล่าช้า โดยจะนำเสนอการสร้างกลไกความร่วมมือเฉพาะ-ด้านที่ทั้ง 2 ประเทศเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการผลิตข้าว ที่ไทยและเวียดนามต่างเป็นผู้ผลิตและส่งออกที่สำคัญ ไม่ให้เกิดการตัดโอกาสกัน

ตลอดจนหารือเรื่องการเชื่อมโยงระบบลอจิสติกด้านถนน หรือระบบราง รวมทั้งหารือด้านการ-ท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาค ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งต่อประเด็นความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออก เฉียงใต้ให้เวียดนาม ซึ่งจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากประเทศไทยในปีหน้าhttp://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=392216&lang=T&cat=
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
อยาก ถามว่ามาร์คไปทำไมครับเวียดนาม จะไปกระชับความสัมพันธ์เรื่องการขายข้าวไม่ให้ขายตัดราคากัน หรือไปสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเวียดนามให้มาลงทุนในไทย หรือได้ยินข่าวว่าเวียดนามเข้าข้างเขมร เลยต้องรีบไปสร้างความสัมพันธ์กันไว้ก่อน แล้วแบบนี้เศรษฐกิจมันจะดีได้อย่างไร เพราะไม่มองตลาดใหม่เลย จะอ้างว่าเศรษฐกิจของโลกไม่ดีทำให้ขายยาก ก็ไม่ใช่ เพราะไม่เคยเห็นไปขายที่ใหนเลย

เห็นหมัย ประเทศฟิจิ เกิดมาผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย ทักษิณเขายังไปได้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ประเทศฟิจิไม่ได้ปลูกข้าว แล้วเขาเอาที่ใหนแดรกหละครับ ก็คงต้องซื้อจากประเทศอื่น และยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ได้ปลูกข้าว หรือว่าเกลียดทักษิณจนไม่อยากทำอะไรที่มันเป็นการเดินตามรอยตูดทักษิณ เพราะมันจะทำให้เสียหน้า อีกหน่อยทักษิณเดินทางไปทั่วโลกแล้ว มาร์คก็จะไม่มีประเทศที่จะไปได้ นอกจากอ้อมแอ้มแถวๆบ้านตัวเอง ไปๆมาๆเรื่องมันจะกลับตาละปัดแล้วนะเนี่ยะ หาเหตุไม่ให้ทักษิณกลับหรือทักษิณสร้างคอนเนคชั่นไปทั่วโลก จนมาร์คออกนอกประเทศไม่ได้กันแน่ คิดดูสิหน้าตาของผู้นำฟิจิเป็นอย่างไรมาร์คไม่เคยเห็น รู้จักชื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทักษิณรู้จักเป็นอย่างดี นึกภาพดูก็รู้ว่ามาร์คจะสั่งให้ฟิจิจับทักษิณได้อย่างไร

เพื่อนรอบๆข้างมันก็เคยว่าผม ชอบด่ามาร์ค ไม่ยอมมองคนให้ครบทั้งสองด้าน ทุกคนมีทั้งด้านดีและไม่ดี ถ้าจะให้เป็นธรรมเมื่อพูดเรื่องที่ไม่ดีก็ต้องพูดเรื่องดีของเขาบ้าง เพื่อนผมมันเป็นคนดีแฮะพูดเข้าท่า ผมก็มานั่งมองหาเรื่องดีของมาร์คบ้างกะว่าจะชมบ้าง เพราะด่ามาหลายวัน พุทโธ่เว๊ย.. มันไม่มีจริงๆให้ตายสิ ใครรู้ช่วยตอบผมทีว่ามาร์คเคยมีผลงานและกิจกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้าน เมืองบ้าง ต่างจากทักษิณลิบลับ ที่ถึงแม้จะโดนด่าโดนนำเสนอแต่ด้านไม่ดี แต่มันก็ยังนึกถึงความดีและผลงานเก่าเห็นเต็มไปหมด

ผมนั่งนึกนั่งหาข้อมูลของมาร์คอยู่นาน ว่ามีอะไรดีๆ บ้าง ให้ตายสิผมเห็นมีอย่างเดียวจริงๆ และดีกว่าทักษิณซะอีก คือ.... ดีแต่ปาก!!โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

มาร์คเอ๊ยทำเป็นเก่ง พอเขาเสนอชื่อทักษิน กลัวจน ห..หด

พึ่งกลับมาจากเยือนสิงคโปร ซึ่งไม่ควรจะไป ทำไมไม่ไปประเทศอื่นที่ยังไม่มีใครไปที่เขายังไม่รู้จักไทย เปิดตลาดใหม่ขายข้าวไปสิ พอลับมาแล้วก็ทำเป็นปากดีท้าวีระไปร่วมรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย แต่ไม่ไว้ใจอภิสิทธิ์" เป็นหัวแถวก็ต้องเชิญระดับหัวแถวเหมือนกันสิว่ะ.. ถึงจะสมศักดิ์ศรี ทำหน้าทำตา มั่นอกมั่นใจเต็มร้อย เมื่อรู้ว่า ท่านวีระไม่ตอบรับ แต่พอนักข่าวเสนอว่า ทำไมไม่เชิญทักษิน ให้โฟนอินเข้ามาก็ได้ ตกใจ ถึงขนาดต้องทวนคำถาม เพราะไม่เชื่อหู แล้วก็ทำหน้าเจื่อนๆ หมดความมั่นใจลงทันใด พร้อมกับพูดว่า "แหะๆๆ มันผิดรูปแบบของรายการหนะ" กลัวจน ฮำหดขนาดนั้นเชียว แค่ได้ยินชื่อทักษินนะเนี่ยะ



คลิกชมคลิปมาร์คขวัญเสียเมื่อได้ยินชื่อทักษิณ
http://www.cbnpress.com/index.php/component/hwdvideoshare/?task=viewvideo&video_id=2027



คราวนี้มาย้อนดูตอนไปเยือนสิงคโปร มาร์คทำงามหน้าอีกแล้ว แม้แต่ท่านั่ง ยังทำให้ประเทศตกต่ำได้ เป็นไงหละไปเจอของจริงยืดไม่ออกเลย ศักดิ์ศรีมันข่มใช่หมัย ผู้นำสิงคโปร แก่กว่ารุ่นคราวพ่อ ยังดูสมาร์ทกว่าเลย บุคลิก ท่านั่งมันไม่ได้บ่งบอกเลยว่านี่มันผู้นำประเทศนั่งคุยกัน มันเด็กๆได้รับเกียรติให้เข้าพบผู้นำนี่หว่า มาร์คไปในนามผู้นำของประเทศของผมนะโว๊ย ไม่ได้ไปขอสมัครงาน เทพเทือกไม่สอนบ้างเลยหรือเรื่องบุคลิก หรือขี้เกียจเก๊กแล้วเพราะมันเมื่อย



ดูจากท่านั่งก็รู้แล้วว่าการเจรจาเป็นเบี้ยล่างแน่นอน แล้วยังจะมีหน้ามาเป็นผู้นำอาเชี่ยนได้ไง เขามองว่ามาร์คเป็นเด็กอมมือรู้หมัย มันช่างต่างกันลี้ลับกับอดีตนายกทักษิณ บางทีการเป็นนายกดูจากบุคลิกก็ออกนะว่า คนใหนใช่ คนใหนไม่ใช่ ปรับปรุงบุคลิกใหม่ซะ อายแทนผู้ชักใยหว่ะ...

 

ดูตัวอย่างนี้สิ มาดมันต่างกัน ทำให้ดูออกว่าใครเหนือกว่าใคร

โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง CBN Press

ฮุนเซ็นครับ ท้าเตะปาก กับ อภิสิทธิ์ ดีกว่ามั้ยครับ !...

ยังไม่แน่ใจว่า ที่สมเด็จฮุนเซ็นประกาศกล้าท้ารบเหย็งๆ กวักมือหยอยๆอยู่ที่เชิงปราสาทพระวิหารในช่วงนี้ สงสัยนักหนาเขามาท้าเรารบในเรื่องใดกันแน่ เห็นบอกว่าต่อให้ 5 รุม 1ยังสะบายๆแบบเบิร์ดๆ โกรธเคืองเรื่องการยื่นคัดค้านปราสาทเขาพระวิหารรึเปล่า หรือเรื่องที่เมียฮุนเซ็นทำอาหารให้สุเทพกินตอนไปเยือน แล้วสุเทพอาจทำทีท่าจะใช้วิชาแม่ไม้มวยไทยขั้นสุดยอดชื่อ “ตีท้ายครัวเพื่อน”กับเมียฮุนเซ็นอีก ..จึงโกรธแบบผิดปกติ

ต้องบอกผ่านไปยังสมเด็จฮุนเซ็นแทนทหารไทยว่า …หากจะท้ารบด้วยกำลังทหารกันตอนนี้ละก็ ทหารไทยของเราไม่ว่างเลยครับท่าน ติดภาระกิจฝึกวงสวิงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด นัดก๊วนต่างๆไว้แล้วล่วงหน้า จะไปแข่งตีกอล์ฟการกุศลหาเงินสมทบทุนซื้อใบไผ่ให้หมีแพนด้ากินกันอยู่ จึงไม่ว่างจะไปรบด้วย แต่ถ้าท้าตีกอล์ฟแข่งกันละก็..นัดวัน เวลา และสถานที่ได้เลย !

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ อาวุธยุทโธปกรณ์ ตอนนี้ทหารไทยไม่ค่อยมีอาวุธใช้มากนัก เพราะขอซื้อเครื่องบินกริฟเฟ่นรัฐก็ไม่ให้ จะซื้อเรือดำน้ำก็ไม่ให้อีก ซื้อได้ก็แต่รถถังของยูเครนแต่ยังไม่ได้ส่งมา ส่วนอาวุธที่มีอยู่นั้นก็ไม่ได้เอาไว้ใช้รบกับคนที่มีอาวุธด้วยกันหรอกนะฮุน เซ็นเอ๊ย ! ทหารไทยเอาไว้ใช้ข่มขู่รัฐบาลของไทยตอนทำปฏิวัติเท่านั้น กับเอาไว้ข่มขู่ชาวบ้านที่ออกมาต่อต้านทหารเหมือนตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา น่ะ..รู้หรือยัง ?
แล้วช่วงนี้ ทหารไทยระดับนายพัน นายพลทั้งหลายของเราไม่ค่อยได้ฝึกฝนการรบกับศัตรูเท่าไหร่ เพราะวันๆมัวแต่เพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมเล่นกีฬาเสียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกอล์ฟซึ่งทหารแก่ๆเกือบทั้งกองทัพของเราดูจะชำนาญและคลั่งไคล้อย่าง มาก ..ถนัดแต่พาลูกลงรู !

เรื่องการวางแผน วางผัง ยุทธวิธีการรบ ไม่ได้อยู่ในหัวของทหารของเรา ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องการรบทัพจับศึกหรอก ยกตัวอย่างตอนรบกับลาวที่ร่มเกล้า ส่วนนายทหารที่เรียกกันว่า เสธ.น่ะ คนไทยยังไม่รู้เลยว่าเป็นเสอะไร หลายคนคิดว่าเป็น “เส”ที่ตั้งอยู่บ้านหัวเสา..บ้างก็เรียก “เสนาหอย”ในสาระแนจังไปเลย

ที่สำคัญ ฮุนเซ็น! ท่านไม่ใช่ศัตรูของทหารไทย ท่านคือมิตรแท้ที่ถาวร เพราะลีลาการเล่นกอล์ฟของท่านที่เคยเล่นกับทักษิณ ทำให้ทหารไทยทึ่งมากๆ โดยเฉพาะการตีลูกตกน้ำได้ทุกแม็ตช์ของท่าน ทั้งการตีลูกลงหลุมทรายได้ห่วยแตกแทบทุกครั้ง..ลีลาสง่างามจริงๆ

ศัตรูของทหารไทยที่เที่ยงแท้และถาวร  อันถือได้ว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ และควรกำจัดให้สิ้นทรากก็คือประชาชนคนไทยนั่นเอง ที่ทหารไทยชอบรบด้วยยิ่งนัก..เพราะไม่มีอาวุธ !เห็นมั๊ยละ ฮุนเซ็น ตั้งแต่ท่านออกมาท้ารบ 2-3 วันมาแล้ว เคยเห็นทหารไทยระดับนายพลนายพันที่ไหนสักคน หรือแม้แต่ รมต.กลาโหมโผล่หัวออกมาพูดอะไรบ้างมั๊ย แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องทักษิณละก็ มันจะโผล่หัวออกมาทันที..ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของมันสักนิด

ที่จะบอกให้รู้อีกอย่าง พวกทหารไทยไม่เคยหาเรื่องกับเพื่อนบ้านเลยนะ ขอให้รู้ไว้ด้วย  ไอ้ที่คอยแกว่งปากหาเท้า หรือหาเท้ามาอุดปากตัวเอง หรือถนัดที่จะคอยทะเลาะกับเพื่อนบ้านแบบห้าวหาญนั้น ก็มีตัวหลักๆอยู่ 2 คนเท่านั้น คนแรกก็กษิต ภิรมย์ คนเก่าเจ้าเดิม ..คนต่อมาก็ประธานยุวชนอาเชียน อภิสิทธิ์ !

ท่านฮุนเซ็น ขอร้องเถอะ อย่าทะลึ่งหาเรื่องให้เดือดร้อนกับชาวบ้านทั้ง 2 ประเทศเลย เขาไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าแน่จริงไอ้ที่ท้ารบเนี่ยะ ขอเปลี่ยนเป็น “ท้าเตะปาก”กันดีกว่ามั๊ย  ระหว่างผู้นำประเทศเขมรกับประเทศไทยให้มันรู้ดำรู้แดงแบบตัวต่อตัว ..มีรุม!

ฮุนเซ็น VS อภิสิทธิ์,  กษิต VS ฮอ นัม ฮง “ศึกชิงเขาพระวิหาร” แบบมวยไทย บนเวทีเชิงเขาพระวิหาร มีการถ่ายทอดสดทั่วโลก ใครชนะเอาปราสาทเขาพระวิหารไปเลย..กล้าหรือเปล่า ?

เปรียบเทียบช่วงชกและน้ำหนักชนิดปอนด์ต่อปอนต์ของคู่สำคัญหากตกลง.. ฮุนเซ็น Vsอภิสิทธิ์

ฮุนเซ็นแก่กว่าหลายปี เป็นทหารตั้งแต่สมัยเขมรแดง ไม่รู้จบจากสถาบันไหน ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆแต่พูดเขมรชัดแจ๋ว ผ่านการฝึกฝนอาวุธมาทุกรูปแบบ ผ่านความเป็นความตายมาแล้วหลายครั้ง ชำนาญในยุทธวิธีการรบแบบจรยุทธ สุดท้ายได้เป็นผู้นำประเทศตอนแก่ นิสัยเกลียดคนพูดลับหลังและคนชอบตีท้ายครัวเพื่อนยิ่งนัก ชอบทักษิณเป็นพิเศษ ..ฟอร์มไม่สดดูแล้วไม่เท่าไหร่ !!

ส่วนอภิสิทธิ์นั้น พูดเก่งเป็นต่อยหอย(แต่ไม่มีใครฟัง)  เถียงคอเป็นเอ็น จบการศึกษาจากอังกฤษ พูดเขมรไม่ได้ ถูกอุ้มเข้าสะเอวขึ้นมาเป็นนายกฯ ไม่เคยทำอะไรสำเร็จ เริ่มบริหารประเทศมาครึ่งปี จับโครงการไหน เจ๊งโครงการนั้น เกลียดทักษิณเป็นพิเศษ ชอบการ “กู้”เป็นชีวิตจิตใจ ที่สำคัญ..เคยหนีทหามาแล้วด้วย ฟอร์มยังสด !

เปรียบเทียบแค่นี้ก็รู้แล้ว ..เขาพระวิหารจะเป็นของใคร !!!

โดย ปลายอ้อกอแขม CBN Press

เศร้า เจ็บ สู้ : เงินภาษีถูกผลาญกว่าร้อยล้าน เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คเหยียบบุรีรัมย์ไม่กี่ชั่วโมง

โดย คุณ สาละวิน
ที่มา เวบบอร์ด พันธ์ทิพย์ราชดำเนิน
11 กรกฎาคม 2552

สองสามวัน ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ มีกำหนดไปเยือนบุรีรัมย์ตามการชี้นิ้วของเนวิน

มีการเตรียมงานด้านรักษาความปลอดภัย เสมือนว่า นายกฯผู้คลอดมาจากการปล้นอำนาจผู้นี้ กำลังเดินทางเข้าสู่เขตสงครามในประเทศอิรัก

เพราะ สารพัดกองกำลัง ทุ่มพลจำนวนมหาศาลเข้าบุรีรัมย์ หวังอารักขานายอภิสิทธิ์ และรักษาหน้าของเนวิน เพื่อมิให้พี่น้องเสื้อแดง เข้าไปสร้างความเคืองใจให้พวกเขา

งบประมาณที่ทุ่มลงไปในการเยือน บุรีรัมย์ ตามบัญชาของเนวินครั้งนี้ ว่ากันว่า พุ่งบานกว่า 100 ล้าน ในรูปของเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และอีกกว่า 100 ล้าน ในด้านการตกแต่งสถานที่ ให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ตามประสารสนิยมของนักการเมืองต่างจังหวัด และรสนิยมของคน ปชป. ที่มักยึดเอาภาพข่าวแสนดีบังหน้า

ความไร้ สมรรถนะในเชิงบริหารข่าว การทุ่มกำลังมหาศาล ทั้งจำนวนคนและงบประมาณ เพื่ออารักขานายกรัฐมนตรีของไทยในแดนอิสาน ใครๆ ที่เป็นคนไทยในประเทศนี้ ได้รับรู้รับทราบ ก็คงเศร้าใจไปตามๆ กัน

เพราะจากพฤติกรรมดังกล่าว ย่อมพิสูจน์ในตัวมันเองแล้วว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ตามที่เจ้าตัวจีบปากจีบคอประกาศผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวแทนระบอบอำมาตย์ และเป็นตัวแทนของเผด็จการซ่อนรูป ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องตามไปต่อต้านในทุกหนแห่ง ที่นายอภิสิทธิ์ (ตลอดจนรัฐมนตรีทุกผู้) อาจหาญไปปรากฏตัว......จนกว่าจะพินาศกันไปข้าง

อนิจจา....ประเทศไทย !

เรื่องเล่า.. คนเสื้อแดงถูกละเมิดสิทธิ์การเดินทางถึง 7 ชม. เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คว่า ไม่มีการต่อต้านที่บุรีรัมย์

โดย คุณ ไทยสีคิ้ว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

ผมต้องขอขอบคุณ และนับถือน้ำใจของคนเสื้อแดง และความอดทน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกๆ ท่าน

ก่อน อื่นผมต้องยอมรับว่า การเป็นเสื้อแดงบุรีรัมย์นั้น ยากลำบากกว่าจังหวัดอื่นๆ จริงๆ นอกจากต้องมีใจรักประชาธิปไตยแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับพวกนักเลงอันธพาลในจังหวัด

วันนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ได้จากการกระทำ ถ่อย เถื่อน ของพวกเสื้อน้ำเงิน ผมขอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบกันอีกครั้ง

คน เสื้อแดงบุรีรัมย์ จัดเวทีสาธารณะในวันที่ 10 มีการอภิปรายตั้งแต่เย็นจนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริเวณสระริมน้ำทางแยกเข้าเมื่องบุรีรัมย์ เหตุการก็ปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง มีวัยรุ่นมาก่อกวนบ้างเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุร้าย

ได้ มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในคืนนั้น และสรุปว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ ต้องการแสดงให้สังคมภายนอก และ นายอภิสิทธิ์รับรู้ว่า บุรีรัมย์ ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เหมือนกลุ่มเนวิน ที่ทรยศต่อประชาชน

จึง วางแผนที่จะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าไปที่ อ. ลำปลายมาศ เพื่อแสดงตนให้อภิสิทธิ์เห็นว่า จริงแล้ว เนวิน คุมคนบุรีรัมย์ไม่ได้ทั้งหมดตามที่คุยไว้

จึงเคลื่อนขบวนประชาชนโดยรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถส่วนตัว เดินทางไปกันประมาณ 30 คัน

เมื่อ เดินทางผ่านอำเภอ ชำนิ เข้าเขต อ. ลำปลายมาศ จึงพบว่า มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 200 คน ปิดถนนอยู่ ขบวนจึงหยุดและเข้าเจรจาขอผ่านทาง จึงผ่านทางมาได้

เมื่อเดินทางต่อ มาอีก 2 กิโลเมตร ก็พบกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินจำนวนมากประมาณ 500 คน พร้อมอาวุธในเมือปิดถนนอยู่ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ ก็ไม่ยอมให้ผ่าน จึงมีการตั้งตัวแทนเข้าเจรจากัน โดยเสื้อแดงส่งประธานกลุ่มเสื้อแดงบุรีรัมย์ คุณทองพูน เมืองสุข และคุณเขื่อนเพชร โพนรัมย์ เป็นตัวแทน และเสื้อน้ำเงินก็ส่ง คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ.ลำปลายมาศ มาเป็นตัวแทน

การเจราจาเป็นไปด้วยดี มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่า คนเสื้อแดงจะไม่เดินทางต่อไป ที่ลำปลายมาศ และให้เดินทางกลับที่ตั้ง ที่ อ. นางรอง และเสื้อน้ำเงินต้องถอนกลุ่มคนออกไป อย่าให้เข้ามาช่วงเสื้อแดงถอนตัว

ปัญหาเกิดขึ้น เพราะ คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ. ท่านนั้น ไม่สามารถสั่งการคนเสื้อน้ำเงินได้

ผล การเจรจาจึงไม่มีประโยชน์ ทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น และในเวลานั้น คนเสื้อน้ำเงินที่เราผ่านด่านแรกมา ก็รวมตัวกันปิดถนน และบีบวงล้อมเข้ามา ทำให้เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

ขณะที่คน เสื้อน้ำเงิน ก็พูดจายั่วยุผ่านเครื่องขยายเสียงตลอด มีการยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนเสื้อแดง ต้องขึ้นประกาศขอโทษนายของเขา แต่ได้รับการปฏิเสธจากเสื้อแดง ทำให้เวลาต้องยืดเยื้อยาวนาน

ช่วง หลังก็มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อขาวจำนวนหนึ่ง ส่วนมากอยู่ในอาการมึนเมา ปรากฏตัวที่แนวตั้งของเสื้อน้ำเงิน คนกลุ่มนี้ มีแป๊บน้ำและไม้กระบองเป็นอาวุธ เริ่มออกมายั่วยุ และเดินเข้ามาประชิดเสื้อแดง ทำให้เกิดการตึงเครียดมากขึ้น และมีการใช้หนังสติ๊ก และขว้างปาสิ่งของเข้าใส่คนเสื้อแดง และมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากเสื้อน้ำเงิน

ช่วงเที่ยงวัน ทำให้คนเสื้อแดงไม่มีข้าวที่จะรับประทาน มีแต่น้ำ โชคดี มีรถกาแฟโบราณของคนเสื้อแดงร่วมขบวนอยู่ด้วย จึงพอที่จะซื้อหามาทดแทนกันได้ระดับหนึ่ง

เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหัวหน้าเสื้อน้ำเงินบางส่วนมาบอกว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการคนเสื้อขาวได้ พวกนี้รับคำสั่งจากเนวินเท่านั้น

จาก เหตุนี้ ทำให้หัวหน้าคนเสื้อน้ำเงินเริ่มมองปํญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่นอน ถ้าไม่มีทางออก และตนเองจะต้องได้รับผิดชอบ เพราะส่วนมากเป็น สจ. สท. และ อบต. และข้าราชการที่รับคำสั่งจาก เนวิน

จึงมีการนำเสนอให้แกนนำทั้งสองฝ่าย ยอมรับการขอโทษซึ่งกันและกัน โดยประกาศที่รถเครื่องเสียง

แกน นำคนเสื้อแดง ประกาศก่อนว่า ถ้าการกระทำของคนเสื้อแดง ทางเสื้อน้ำเงินเห็นว่าไม่ถุกต้องตรงไหน ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อน้ำเงิน ก็กล่าวขอโทษที่ปิดกั้นการเดินทางของคนเสื้อแดง ในการที่จะใช้สิทธิ์ในการแสดงออก

กล่าวจบ การปิดกั้นถนนของคนเสื้อน้ำเงินก็ยอมเปิดถนน ให้เสื้อแดงเดินทางได้

เหตุการณ์ก็จบลง..

เพิ่มเติม ... คุณ cheeky จากเวบ konthaiuk
คลิป 1 สัมภาษณ์ คุณทองพูน สุขเนื่อง แกนนำคนเสื้อแดงบุรีรัมย์ และ
คลิป 2 สัมภาษณ์ ดร.สากล ศรีวันทา พรรคเพื่อไทย
ในห้วข้อ: เหตุการณ์ความตึงเครียดที่ นางรอง-ชำนิ-ลำปลายมาศ บุรีรัมย์


29 มิถุนายน, 2552

“อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”

นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าบริหารบ้านเมืองของเรา อาจทำให้คนในบ้านเมือง ต้องตกอยู่ในสถานการณ์รบพุ่งจากเขมรทางด้านทิศตะวันออก เป็นการเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องมึนตึงกับพม่า ทางด้านตะวันตกของประเทศอีกด้วย สำหรับสถานการณ์ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคดักดานเข้าบริหารประเทศ แล้วโอ่ว่าจะดีขึ้น นอกจากไม่ดีสมราคาคุย แต่กลับสาหัสมากยิ่งขึ้น แถมยังอาจผิดใจและเกิดภาวะชาเย็นกับประเทศมาเลเซียเข้าไปอีก

ในขณะนี้ แทบทุกสำนักข่าวระบุชัดว่า สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายใต้การบริหารของพรรคการเมืองโลซกที่ชื่อประชาธิปัตย์
ประสพความล้มเหลวในด้านการต่างประเทศ...โดยสิ้นเชิง!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพการรถไฟได้หยุดเดินรถกะทันหัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนประชาชน นัยว่าเพื่อประท้วงการแปรรูปการรถไฟเป็นบริษัท โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการรถไฟอย่างรุนแรง

การหยุดการเดินรถ นอกจากประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่อาศัยรถไฟเป็นประจำ ทั้งชานพระนคร จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสแล้ว พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งมังค่าจำนวนไม่น้อย ที่พลอยได้รับผลพวงจากการขึ้นรถไฟไม่ได้ ทำให้ต้องตกเรือบิน พลาดการนัดหมาย
คงจะเข็ดการมาท่องเที่ยว ที่บ้านเราอีกนานทีเดียว!
       
ไม่ น่าเชื่อว่า ฝ่ายการข่าวของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ไม่ยักรู้เรื่องรถไฟจะสไตร์ค และปล่อยให้การหยุดเดินรถเกิดขึ้นได้ โดยไม่สามารถส่งเสียงกระโตกกระตากเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อหาชาวบ้านทางช่วยตัวเองในการแก้ไขกำหนดการเดินทางของพวกเขา นี่แสดงให้เห็นชัดว่า การข่าวของรัฐบาลนี้...อ่อนแอมากจริงๆ!!

การข่าวของบ้านเรานั้น แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทหาร หากย้อนไปยุค “ไอ้บังกบฏ”  ปี พ.ศ.2549 ได้มีข้อมูลลับและแผนการของทหาร รั่วไหลออกมาสู่เว็บไซด์สาธารณะจำนวนมากมาย แม้กระทั่งปฏิบัติการของทหารทางภาคใต้ ก็ปรากฏว่ามีการ  “ขายข่าว” ให้กับผู้ก่อการร้าย โดยทหารในท้องที่เองด้วยซ้ำ แต่แปลกที่เรื่องนี้กลับเงียบหายไป ราวกับว่าฝ่ายทหารไม่ได้แสดงความกระตือรือร้น ที่จะ “ปะผุ” หน่วยงานการข่าวของตน แต่อย่างใด...รวมทั้งรัฐบาลโลซก ของ “นายก-มุกควาย”ด้วย!

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า เมื่อตอนพันธมารมันยกพวกบุกทำเนียบ ได้งัดเอาฮาร์ดดิสก์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในทำเนียบรัฐบาลไปด้วย! ฮาร์ดดิสก์ที่ถูกขโมยไปนั้น รวบรวมข้อมูลและความลับทั้งหลายของชาติเอาไว้ ท่านผู้อ่านคิดว่า...พวกมันเอาไปทำไม!?ไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเขาจัดการกันไปอย่างไร หรือปอดแหกไอ้พวกจังไร จนไม่กล้าดำเนินคดี...กับพวกมัน!
       
ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย ช่วยกันจับตาดูว่า ไอ้พวกระยำมันจะใช้ประโยชน์จาก “ถังความลับ” ของชาติ ที่ตกไปอยู่ในกำมือของพวกมัน ไปในทิศทางใด!!!  จะทำร้ายประเทศไทยหนักหน่วง ต่อไปอีกแค่ไหนกัน!!!?        
    
เราจะพูดกันในเรื่องนี้อีก ครั้ง เมื่อถึงโอกาสอันควร แต่ตอนนี้ที่ต้องพูดก่อนคือความล้มเหลว ในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคดักดานกับพวก เพราะอยากคุยมานานแล้ว

ท่านผู้อ่านคงรับรู้เรื่องการกู้เงิน 8 แสนล้าน ของรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายเรียบร้อยแล้ว ภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ จะตกไปถึงลูกหลานของเราอีกยาวนาน เฉพาะดอกเบี้ยก็กดเข้าไปปีละ 32,000 ล้านบาท (เดือนละ 2,500 ล้านแล้ว) มากกว่างบประมาณอีกหลายกระทรวง
       
ที่ ผู้คนพูดกันมากคือ การนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนที่ทำงานมีรายได้คนละ 2,000 บาท ทั้งๆที่ไม่จ่ายก็ไม่มีใครเขาว่า แต่การจ่ายกลับถูกกล่าวหาว่า “ซื้อเสียง” เสียอีก
       
การกู้เงินเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะมีความเห็นว่า มีความจำเป็น แต่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย. 52) กลับมีข่าวออกมาในทิศทางตรงข้าม เพราะข่าวต่างประเทศ เขารายงานอย่างนี้ครับ
 
ฌอง-คล็ อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า รัฐบาลประเทศต่างๆที่กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำมาต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ควสะสมหนี้เพิ่มอีก พร้อมกับชี้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเพียงพออยู่แล้วทริเชต์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ยุโรป-1 ของฝรั่งเศสว่า ตอนนี้  เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเพิ่มและสะสมหนี้เพิ่มได้อีกต่อไป!

ตรงนี้เองที่เราต้องทบทวนกันให้ดี เพราะแผนการกู้ของรัฐบาล ได้รับการทักท้วงอย่างหนักจากบุคคลหลายฝ่าย ว่า รัฐบาลทำผิดพลาดไปอย่างจัง เพราะเอาเอาเช็คไปแจกคนที่มีรายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่คนเหล่านั้น มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท/เดือน ทั้งๆที่คนยากคนจนในประเทศนี้ ที่มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,400 บาท มีจำนวนถึง 7 ล้านกว่าคน ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงหมื่นห้า และอยู่ในระบบประกันสังคม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องไปถามว่า คนกลุ่มไหน...ลำบากเดือดร้อนมากกว่ากัน!?
       
การแจกเงินแบบ นี้ เป็นเรื่องของความสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายเงินผิดประเภท ทำให้สื่อสารมวลชน และคนที่พอมีสติปัญญา เขาก็ดูออกแทบจะทันทีทันใด และวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดว่า พรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์นั้น มีเจตนาแฝง......ที่จะใช้เงิน “ซื้อเสียง” ชัดเจน!

รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายนั้น ถูกถากถางอย่างหนักว่า ไร้สติปัญญา หารายได้เข้าประเทศไม่เป็น บ้างก็บอกว่า คุยแต่จะแก้เศรษฐกิจด้วยเรื่องมาตรการทางการเงิน และการคลัง แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่อง “การค้า” เพราะหัวหน้ารัฐบาล...ค้าขายไม่เป็น!
       
ตัว นายมาร์ค มุกควายนั้น เกิดมาก็ไม่เคยค้าขาย ส่วนรัฐมนตรีคลังอย่างนายกรณ์ จาติกวนิช ก็เคยแต่ทำมาหากินกับดอกเบี้ยเท่านั้น หัวคิดทางการค้าไม่มี มีแค่เรื่องดอกหอยดอกเบี้ยอยู่เต็มกบาล ผู้คนเขาพูดกันอย่างนี้จริงๆนะ ฟังเขาแล้ว จึงเอามาเล่าต่อกันอีกที
       
เมื่อถูกทักท้วงว่า ใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีแผน แทนที่จะทำให้เป็นเรื่องของงบประมาณ กลับมักง่ายขอเก็บภาษีน้ำมันคืน 50,000 ล้านบาท แต่เงินที่กู้มานั้น ส่วนหนึ่งจะเอาไปลงทุนที่โคตรแพง คือรถไฟฟ้า ที่โครงสร้างของมันโผล่เหนือพื้นดินขึ้นมาระเกะระกะกันเต็มเมือง กรุงเทพจึงหมดความสวยงามลงไปอย่างที่เห็นๆ นี่คือผลพวงจากการไม่ยอมสร้างรถใต้ดินนั่นเอง
      
 สิ่งที่น่า กลัวมากสำหรับเงินกู้ก้อนโต นั่นคือ นักการเมืองไทยนั้นมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ จึงเกิดเสียงลือสนั่นทั่วกรุงว่า  นักการเมืองที่เพิ่งเข้ามาเสวยอำนาจ ได้จัดตั้งตั้งนายหน้า “บริษัทรับเหมา”จองงบไทยเข้มแข็ง โดยชักค่าต๋งจาก 15 โครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ทั่วไทย!
       
ความจริงแล้ว มีเรื่องราวทางเศรษฐกิจที่น่าจะพูดกันอีกมาก แต่ มีทั้งเรื่องที่ฟังยากๆ เพราะเกี่ยวข้องกับทางวิชาการ แต่ผมก็ได้รับอีเมล์จากแฟนรายการ เขาจั่วหัวว่าเมล์ว่าcommon or not common (แปลว่า “ธรรมดา หรือ ไม่ธรรมดา”) รายละเอียดมีดังนี้ครับ‏

22 June 09
สวัสดี คุณวาทตะวัน

 อย่าว่าหยั่งโง้นหยั่งงี้เลย ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจน่ะ ไม่ต้องไปดูใครต่อใครเขาหรอก ดูแม่ค้ากล้วยแขกที่หน้าปากซอยก็ได้กล้วยแขกเคยขายดี (เหมือนประเทศไทยเคยส่งออกดี)ต่อมาคนซื้อเกิดถังแตก เลยซื้อกล้วยแขกน้อยลง (เหมือนประเทศลูกค้าเราเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อลดลง) สิ่งที่แม่ค้าควรทำคือ อดออมถนอมกิน มีน้อยใช้น้อย พยายามเลี้ยงลูกๆ(ประชาชน)ด้วยกำลังเงินที่มี
       
ไอ้ลูกๆแม่ค้า ก็ควรรู้จักประหยัดและอดออมเหมือนกัน ค่อยๆประคองกันไป แค่ชั่วระยะหนึ่ง คนรุ่นไหนๆเขาก็เคยมีช่วงต้องลำบากกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่
       
ตัว แม่ค้าก็ต้องยอมลดปริมาณกล้วยที่ทำขาย เอาแต่พอเหมาะ แล้วก็ต้องไม่โกหกลูกว่าแม่ยังรวยอยู่นะ ทุกอย่างยังดีอยู่นะ สอนให้ลูกเผชิญความจริงร่วมกันกับแม่ หากทำอย่างนี้ ก็เรียกว่าแม่ค้ากล้วยแขก...ฉลาด!

แต่หากแม่ค้ากล้วยแขกไม่มีสามัญสำนึก ลูกค้าซื้อกล้วยน้อยลง แทนที่จะระวังการใช้จ่ายเงินที่มีดันเอามาแจกลูกๆให้ไป "ช็อปเพื่อชาติ" จนเงินหมดกำปั่นคราวนี้ก็ไปกู้มาให้ลูกๆ  "ช็อปเพื่อชาติ" กู้มาซื้อกล้วยเพิ่ม ซื้อเตาเพิ่ม ซื้อน้ำมันเพิ่ม ฯลฯ โดยคาดการว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อเพิ่มคราวนี้ก็มีแต่จะ...ฉิบหาย! เวลาซื้อไอ้พวก "คนกลาง" มันก็กินกำไรบานทะโรค!!

พวกลูกค้าเอง เขาก็ยังต้องระวังการใช้จ่ายอีกนาน ต้องดูแลบ้านช่องลูกหลานเขาก่อนทางนี้ไอ้ผล "เพิ่มผลิต" ของอีแม่ค้า ก็มีแต่จะเน่าจะเสียไหนไอ้หนี้ที่กู้มาก็ต้องจ่ายดอก ไอ้ลูกๆในบ้านก็ไม่มีจะกิน แถมยังทะเลาะกันหยุดไม่หย่อนอีแม่ค้า...ชิบหาย!
       
ความ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แล้วจะทำคนทั้งชาติตายห่าไปด้วย มีแต่ความรู้ในกระดาษ แต่ไม่มีสามัญสำนึกไปหาหนังสือชื่อ Things They Don't Teach You in Oxford and Cambridge อ่านซะไป๊ เผื่อจะฉลาดขึ้นมาบ้าง เอ๊ะ! หรือว่าเป็น ‘อภิสิทธิ์-ชน’ ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่สามัญ เลยไร้สามัญสำนึก Common sense is not so common. ว่ะ!!

ยังไงๆก็ขอฝากทฤษฏีแม่ค้ากล้วยแขกของผม ไว้กับคุณวาทตะวันด้วยนะ

แฟนประจำ

ผมอ่านจดหมายของ “แฟนประจำ” แล้ว อยากจะตอบกลับไปดังๆว่า ทุกวันนี้ คนเขาสงสัยว่า นายมาร์ค มุกควาย ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่กลุ่มที่เป็นผู้ขยับกลไกชักเชิดตัวนายกนั่นต่างหาก ที่เป็นผู้มี ‘อำนาจ’ อย่างแท้จริง!
       
ส่วนนายมาร์ค มุกควายนั้น เป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่รายงานเรื่องการบริหารประเทศต่อประชาชนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแกมีความถนัด และโปรดปรานในการโอภาปราศรัยต่อสาธารณชน ส่วนภาระในการบริหารประเทศนั้น ผู้คนเขาสังเกต เห็นว่า ตัวนายมาร์ค มุกควาย ไม่สู้จะเข้าใจ ในเรื่องการบริหารชาติบ้านเมือง เนื่องจากทั้งการใช้ชีวิตและการศึกษา อยู่ในต่างประเทศมายาวนาน ขาดความเข้าใจในเรื่องคนไทย หรืออาจเข้าใจบ้างแต่ก็อยู่ในสภาพที่ ‘จำกัด’ เต็มที

อีกทั้งการเข้ามาสู่อำนาจ คือ การได้เป็นรัฐบาล ได้มาจากการร่วมหัวจมท้ายกับ กลุ่มกบฏพันธมาร กองทัพ และผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่หลบๆโผล่ๆอยู่ข้างเวทีรัฐบาล ดังนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งควรเป็นผู้ดำเนินการเอง  จึงกลับกลายเป็นของคนอื่น ไปเสียฉิบ! ที่ยืนยันข้อกังขาของผม ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ เริ่มสอดเสียงขานรับกันดังขึ้นทุกขณะว่า รัฐบาลนี้มีความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ ทั้งยังกล่าวหาหนักหน่วงอีกว่า
       
การเข้าไป ‘ผสมพันธุ์’ กัน ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเวลานี้ เป็นเพียงการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน และมีการชิงเหลี่ยมกันอย่างเต็มที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปรากฏออกมาให้ผู้คนเห็นมิได้ขาด นักการเมืองที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ มีความจำเป็นต้องขมีขมัน เร่งมือหาทุนรอนและทรัพย์สินเอาไว้ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นเสบียงกรังสำหรับการเลือกตั้ง ที่บรรดาพวกเขาคาดว่าอาจต้องมีขึ้นไม่ช้านี้  นี่เอง ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มองดูการทำงานสะเปะสะปะของรัฐบาลนี้ ซึ่งให้ทั้ง “ทั้งหนี้-ทั้งน้ำตา” ที่มาจากการกู้ไร้ทิศทาง สงครามและการฆ่าฟันจากการเพาะเพื่อนบ้านให้เป็นศัตรู!สหายของผมที่เป็นคนปาก ไว ถึงกับอุทานลั่นว่า

        “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย...แท้ๆ เทียว!!!”

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=156