CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันธมิตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พันธมิตร แสดงบทความทั้งหมด

12 กรกฎาคม, 2552

หลักแถVSหลักฐาน มัดคอโจรก่อการร้ายยึดสนามบินกุดหัวประหารชีวิต "เว่อร์VSไม่เวอร์"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กรกฎาคม 2552

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้ คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วย กฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อ ไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดัง ต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้ กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท


เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะ ว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับ สัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วน พระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วย งานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึด เครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิด เหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย

A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่ สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตร ได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อ ยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชน หรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อ หาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอน แรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัว หัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้ กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่



29 มิถุนายน, 2552

ฝันดีเถอะประเทศไทย หัวหน้า“พรรคการเมืองใหม่”สุดยอด

เพชรในตมจริงๆ ต้องตาถึงชนิดมหาศาลอย่างพวกพันธมิตรเท่านั้น จึงจะทำให้สามารถมองเห็นแววยอดอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในหลืบลึกผ่านความสกปรก โสโครก โสมม อุบาทว์ อัปรีย์อันสุดพรรณาประเภทผีเห็นผีของ สมศักดิ์ โกสัยสุข ..หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ความรู้สึก แค่เพียงเขียนชื่อ นามสกุลของสมศักดิ์ครบถ้วนในเครื่องคอมพ์ของผมเท่านั้น ก็ถือคอมพ์ของผมโดนไวรัสโทรจันเล่นงานเข้าแล้ว ขนาดใช้ Norton2009 หรือ NOD32 ก็ยังช่วยไม่ได้..อภิมหาชวย

สม ศักดิ์ โกสัยสุข อดีตคนขับรถไฟหน้าตาเหมือนตัวแลนพิการแถวภาคอิสาน ลักษณะท่าทางบ่งบอกว่าได้ผ่านกระบวนการ 5 ส.มาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่ง 5 ส.ที่สมศักดิ์ผ่านมาก็ คือ สกปรก โสโครก โสมม สถุล และแสนจะทุเรศ อย่างไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย..ชิวชิว

สำหรับผมแล้ว แค่สมศักดิ์เป็นหัวหน้ายามตามหมู่บ้าน หรือคอนโดชาวบ้านธรรมดาๆก็เครียดกันสุดๆแล้วเพราะบุคลิกลักษณะโรคจิตไม่รู้ ว่ามันจะไปขโมยของ,ไปข่มขืนเจ้าของบ้านหรือไปกินตับเด็กกันแน่ แต่นี่ดันมาเป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งก็หมายถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีของไทยกลายๆ..โอ๋ยโย้ !

บางคนบอกว่าอย่าไปมองแต่ที่หน้าตาหรือ รูปลักษณ์ภายนอก ต้องมองที่จิตใจ ผมสวนไปว่าก็ขนาดหน้าตามันยังทำให้ดูไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วจิตใจมันจะเหลืออะไร รูปลักษณ์ภายนอกมันสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคนได้ระดับหนึ่ง หรือที่เรียกว่าหน้าตามันบอกยี่ห้อ..คนดีลักษณะดี ยังนึกไม่ออก

นี่ถ้าสมศักดิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ผมจะไปบอกกับโอบาม่ายังไง หรือไปบอกกับชาวอาเซี่ยนด้วยกันว่ายังไง แล้วนี่ถ้าไปประชุมกับต่างประเทศจะมีผู้นำประเทศไหนกล้ามานั่งใกล้ๆด้วย เพราะกลัวนายกฯไทยเมายา จับผู้นำต่างชาติเป็นตัวประกัน..เอามีดจี้คอ

พวก พันธมิตรนี่มีรสนิยมแปลกๆ มักมองในสิ่งตรงกันข้ามกับคนทั่วไปเสมอ ชอบทำในสิ่งที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยางเช่น ประกาศศึกกับตัวเหี้ยในทำเนียบอย่างเปิดเผยและห้าวหาญ บุกยึดสนามบิน หรือเอาโกเต๊กซ์ไปวางรอบฐานพระรูปทรงม้าซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ คนทั่วไปไม่ทำกัน ..ต้องคนระดับเทพ !

เพื่อนๆหลายคนบอกว่าลักษณะอ้ายนี่เหมือน ขอทาน เหมือนตาชูชกในเรื่องพระเวสสันดรที่เขียนภาพติดไว้ตามศาลาวัด หัวล้าน พุงพลุ้ย หนวดเครายาวสกปรกรุงรัง ถือไม้เท้าตระเวณขอทานทั่วราชอาณาจักร และสมศักดิ์ก็มิได้ทำให้เพื่อนๆผิดหวังฉายแววให้เห็นทันทีเมื่อได้รับ ตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยขอรับบริจาคเงินเข้าพรรคคนละ 100 บาทต่อเดือน..

ทันอกทันใจไอ้ลิ้มดีแท้ !

ก็ อาจเป็นไปได้ว่านี่คือ Put the right man on the right job เป็นกลยุทธของแกนนำที่จะต้องวางคนให้เหมาะกับงาน หรือการบริหารแบบเปลี่ยนหน้าชน เมื่อใดต้องโกหกหลอกลวงกะล่อนปลิ้นปล้อนต้องเป็นสนธิลิ้ม หากต้องการสร้างภาพมีคุณธรรมความดีก็ต้องจำลอง เมื่ออยากได้ภาพนักวิชาการก็จะเปลี่ยนเป็นสมเกียรติ ..แต่ตอนนี้คงต้องการขอทาน

ผมอาจจะผิดก็ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นตัวเป็นๆของสมศักดิ์ ไม่เคยคิดคลั่งไคล้ถึงขนาดต้องปีนกำแพงแย่งกันไปมุงดูถึงทำเนียบ หรือสนามบิน จึงทำให้ผมไม่รู้จักสมศักดิ์ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งหากได้ไปดูของจริงเข้าอาจจะเห็นไปอีกมุมว่าสมศักดิ์นั้นก็หล่อไม่แพ้ อภิสิทธิ์

แต่พันธมิตรแม่ลูกติดข้างบ้านเคยบอกผม ว่าถึงเธอจะชอบสมศักดิ์อย่างไร เมื่อยามต้องไปชุมนุม เธอก็ไม่กล้าจูงลูกเดินผ่านสมศักดิ์..กลัวลูกตกใจเก็บไปฝันร้าย สงสัยว่าถ้าสมศักดิ์เกิดได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆขึ้นมา จะให้คำขวัญวันเด็กว่ายังไง แล้วถ้าต้องเดินทางไปเป็นประธานจัดงานวันเด็กที่สวนสัตว์เขาดิน จะมีเด็กๆกล้าเข้าไปใกล้ๆมั๊ย

ที่สำคัญเด็กๆจะแยกออกหรือเปล่าระหว่างนายกฯ..กับลิงบาบูน

ผมเดาเอาว่าก่อนที่จะฟันธงเลือกสมศักดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค ในกลุ่มพันธมิตรคงต้องถกเถียงกันจ้าละหวั่นถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละคนเรียง กันไป เรียกว่าเอาการกระทำ พฤติกรรมในอดีตของแต่ละคนมาอภิปรายกันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง จนได้ข้อสรุปว่าหัวหน้าพรรคน่าจะต้องเป็นสมศักดิ์เสียแล้ว ด้วยเหตุผลว่าสมศักดิ์เท่านั้นที่ขับรถไฟได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ประท้วงหยุดงานของพนักงานรถไฟในช่วงที่พรรคการเมือง ใหม่เป็นรัฐบาล ก็จะให้สมศักดิ์นี่แหละ ขับรถไฟแทน ส่วนไอ้ใสดำในฐานะเลขาฯพรรคจะรั้งตำแหน่งพนักงานเก็บตั๋ว..ช่างสร้างสรรค์ จริงๆสมกับชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งเป็นผู้ค้นคิดระบอบการเลือกตั้งแบบโค้วต้าอ้อย 70-30 อันลือเลื่อง การ มีหัวหน้าพรรคลักษณะกึ่งคนกึ่งลิงที่หาได้ยากมากในปัจจุบันจนคิดว่าสูญ พันธุ์ไปแล้ว การจะได้มาซึ่งสมาชิกพรรคที่ได้ผ่านพิธีกรรมอาบน้ำมนต์..ผสมโกเต็กซ์

ดูแล้วพรรคนี้ ถือเป็นความหวังของคนไทยจริง ..หวังว่าอะไร ?

หวังว่าจะได้ สส...สักคน !!!

เพื่อน ผมกระชิบข้างหูผมพอให้ได้ยินกันได้ไม่ต่ำกว่า 10 คนขึ้นไปว่า ถ้าพรรคการเมืองใหม่นี้ เอานายสมศักดิ์มาเป็นหัวหน้าพรรคได้ละก็ คราวนี้เขาก็จะเปิดโอกาสให้หมาที่บ้านของเขา ออกมาสมัครเป็นแคนดิเดทหัวหน้าพรรคนี้ได้อย่างไม่รีรออะไรอีกแล้ว..

โดย ปลายอ้อกอแขม  http://www.cbnpress.com/index.php/2008-11-07-19-28-16/40-2008-12-08-08-40-14/1594-2009-06-25-11-42-28



28 มิถุนายน, 2552

พธม.บุกเชียงราย เปิดเวทีปราศรัย

28 มิย. 2552 16:49 น.

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=389967&lang=T&cat=

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้เปิดเวทีปราศรัยและประชุมสัมมนาของกลุ่ม พธม.เชียงราย ที่บริเวณวิทยุชุมชนห้วยไคร้ ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ท่ามกลางผู้เข้ารับฟังประมาณ 500 คน โดยมีกำลังตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คน มาสังเกตการณ์และร่วมฟังความเห็นกลุ่มพันธมิตร โดยไม่มีก่อเหตุใดๆ
นายสำราญ รอดเพชร แกนนำ พธม. ปราศรัยว่า วันนี้ได้ยินว่ามีคนเสื้อแดงเข้ารับฟังด้วย ซึ่งพวกเรายินดีต้อนรับ เพราะคนหมู่มากย่อมมีความเห็นแตกต่างกันเป็นธรรมดา เวทีที่เชียงรายครั้งนี้ก็เช่นกัน ซึ่งทราบว่ามีอุปสรรคในการจัดมากจนเกือบจะยกเลิกไป สำหรับปัญหาของชาติที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดจากความโลภและเห็นแก่ตัว จากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขายหุ้น 73,000 ล้านบาท และไม่ยอมเสียภาษี ทำให้เกิด พธม.ชุมนุมต่อต้าน แต่แทนที่จะชี้แจงกลับชิงยุบสภาฯ แต่ก็เลือกตั้งไม่ได้ เพราะโกงการเลือกตั้งจนถูกยุบพรรคไทยรักไทย ความวุ่นวายเกิดขึ้นจนมีการปฏิวัติรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่รัฐบาลนั้นก็บริหารเสียเวลาเปล่าไปปีกว่าๆ เมื่อเลือกตั้งใหม่ก็ได้รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเกิดการชุมนุมและเข่นฆ่าประชาชนเป็นจำนวนมาก
นายสำราญ กล่าวอีกว่า การเมืองพลิกผันเมื่อกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ถูกทหารขอร้องให้สลับขั้วมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จนตั้งรัฐบาลจนถึงปัจจุบัน และพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้รับคำขอบคุณใดๆ ตนเองพูดอย่างน้อยใจว่า เราถูกกันออกมา แต่ก็ไม่ท้อและพยายามเตือนรัฐบาลไม่ให้ทุจริตคอรัปชั่น สภาพที่เห็นในปัจจุบันคือรัฐบาลเอาแต่ประคองตัวให้มีอายุยาวนานที่สุดเท่า นั้น ตนเองขอวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นับจากนี้รัฐบาลยังพบปัญหาใหญ่คือ "เสื้อแดงยังแรงฤทธิ์ พันธมิตรยังทวงความเป็นธรรม ขณะที่เศรษฐกิจก็ยังลูกผีลูกคน" ทั้งนี้เสื้อแดงยังประกาศปักหลักสู้ครั้งใหญ่ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็ประกาศจะขอเป็นนายกรัฐมนตรีแค่ 6 เดือนเพื่อเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับคืนมา มีการผลักดันในการถวายฎีกาเพื่อนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ไม่มีใครห้ามเข้าประเทศ และหากจะนิรโทษกรรมต้องรับโทษก่อน เพราะเคยอ้างว่าตัวเองเหมือน เนลสัน แมนเดล่า ประธานนาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งเคยรับโทษมาแล้ว
ส่วนอีกปัญหาของรัฐบาลคือการที่กลุ่ม พธม.เรียกร้องความชอบธรรมจากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนจนตายไปกว่า 10 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน แต่คดีก็มีอุปสรรคเมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งทำหน้าที่ในปฏิบัติการเข่นฆ่าประชาชนยังเป็น ผบ.ตร.อยู่แต่ พธม.ก็ไม่ยอมแน่ เพราะเราคิดถึงผู้เสียสละทั้งหลาย เช่น น้องโบว์-อังคณา ซึ่งพวกเราร้องเพลงให้อยู่เป็นประจำ ทั้งยังมีคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำ พธม.ซึ่งคดีเจออุปสรรคเพราะ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบคดีก็ยอมรับเองว่าเจออุปสรรคหรือเจอตอ โดยมีนายทหารใหญ่คนหนึ่งไปข่มขู่ตำรวจที่ดำเนินคดีให้ยุติบทบาทด้วย
นายสำราญ กล่าวด้วยว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ยังเป็นปัญหาหนัก เพราะรัฐบาลไปกู้ยืมเงินมาถึง 8 แสนล้าน ผ่านสภาไปหมดแล้ว ขณะที่ปี 2553 ตั้งงบประมาณขาดดุลเอาไว้ 1.7 ล้านล้านบาท สำหรับตนเห็นว่า ปีนี้คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้กับรัฐบาลแ ม้จะมีปัญหาต่างๆ ดังกล่าว แต่ในปี 2553 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลอ้างว่า จะอยู่ได้อีกปีนั้น ตนเห็นว่าน่าจะมีปัญหา เพราะปัญหาต่างๆ ทั้งหมดจะถาโถมเข้ามา

หมาตั้ง500ตัวแหนะ ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แหล่งข่าว เนชั่นต้องหารอีก 10



04 เมษายน, 2552

ชัดเจนที่สุด พันธมารผ้าอนามัยเตรียมล้มราชวงศ์ สถาปนาเปรมเป็นเจ้า ?







ฟังคลิบจากยูทูปนี้ เราแทบช็อคตกเก้าอี้ ไอ้นี่มันเห่อเหิมคิดก่อการใหญ่แล้ว

มิน่าพลเอกเปรม ถึงทำตัวเสมอเจ้าทุกด้าน
1 เรียกบ้านตัวเองว่า บ้านไร้กังวล เสมอองค์พระประมุข
2 เวลาจะเดินเหินอะไร ทำตัวเหมือนเจ้า
3 พูดช้าๆ เนิบๆ เหมือนมันมีรับสั่งกับสมุนของมัน
4 ชอบให้คนมาเข้าหามันเหมือนเข้าเฝ้า
5 บริษัทบริวารในวังล้วนพวกพลเอกเปรม นึกจะเฝ้าตอนไหนก็เข้าได้ เที่ยงคืน พระองค์บรรทมแล้ว ก็ปลุกเพื่อให้ทหารปฎิวัติเข้าเฝ้ารายงานการยึดอำนาจ
6 มีการวางแผนยึดอำนาจเสร็จ ทีแรกเห่อเหิม ดีใจแก้มปริ น่าหยิกแก้มนุ้ย บอกกลับบ้านเหอะลูก เรื่องใกล้จะจบแล้ว ตรวจแถวทหารกบฎเสมือนมันบัญชาการ ตีตรายกย่องสุรยุทธ์เป็นเชอร์ชิลล์เมืองไทย ที่แท้ ก็พวกไอ้กร๊วก ทำตัวเป็นนอสตราดามุส เที่ยวทำนาย นายกเด็กเวรว่า นายกคนนี้ดี ประเทศไทยโชคดีที่ได้นายกคนนี้ ผลกู้แหลก โครงการทุกโครงการที่นายกคนดีของเปรม สติเฟื่องพังยับเยิน โอท็อปสนามศุภพินาศ แจกเช็คสองพัน คนด่าที่จัดระบบไม่ดีเอื้อประโยชน์นายทุน คนตกงานทั้งเมือง เศรษฐกิจไทยเลวร้ายทันตา การทูตมีแต่ศัตรูกับเพื่อนบ้านเพราะได้รัฐมนตรีปีสุนัขมาเจรจาให้วิวาทกัน
7 ใช้เจ้านายเป็นที่กำบังตน เวลาคนก่นด่า สมเด็จเปรมจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทันที
8 ร่วมมือใกล้ชิดกับแก๊งค์ม็อบผ้าอนามัย และคนในวังบางคน สร้างอำนาจพวกพ้อง ยึดการปกครอง แบ่งทีมคุมประเทศ

เกิดอะไรกันขึ้นในประเทศนี้ มีอะไรลึกๆ ในวังหรือ หรือเป็นแผนเสี้ยมของเจ๊กไหหลำคลั่งดมผ้าอนามัยโสโครก ผมไม่ทราบ

แต่
ชาว เสื้อแดงต้องระแวดระวัง ประเทศนี้มีสถาบันที่เรายึดเหนี่ยวได้คือ สถาบันชาติ โชคดีศรีอยุธยา ชาวเสื้อแดงนับล้านคนมาเกิดทันกู้กรุงจากปีศาจอะแซหวุ่นกี้ของพม่าครองเมือง

และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันที่ 8 เมษา ไปกันมากๆ ตระโกนมันให้กระหึ่มว่า

เปรมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
ออกไปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป

28 มีนาคม, 2552

"ณัฐวุฒิ" ซัด "มาร์ค" น่ารังเกียจ



http://www.talkystory.com

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับสิ่งที่ตนเคยแสดงความเห็นไว้ว่า ประเทศไทยกำลังเกิดวงจรอุบาทว์ในการแย่งชิงอำนาจ

" เริ่มจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีทั้ง ส.ส. ผู้สมัคร และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมกดดันรัฐบาล ด้วยวิธีนอกกฎหมาย โดยคนในพรรคตั้งแต่ นายชวน หลักภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ไม่เคยแสดงความเห็นคัดค้าน ขณะที่การเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรฯ นับวันยิ่งเหิมเกริม เหยียบย่ำสิทธิเสรีภาพ ไม่เคยถูกขัดขวางจากเหล่าทัพ จนกระทั้งพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสร้างความเสียหายเกินกว่าประเมินได้ และรัฐบาลของนายสมชาย ก็พ้นโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ"

จากนั้น ก็มีข่าวเชิญชวนแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายทหารใหญ่ไปหารือที่บ้าน ซึ่งผลการหารือสรุปเชิงบังคับให้เปลี่ยนขั้วไปงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรี

เราไม่ปฏิเสธการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เราปฏิเสธขบวนการที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์พร้อมทิ้งหลักการ มารยาทและความสวยงามทางการเมือง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำอยู่ ถือว่าน่ารังเกียจกว่าคนที่เคยถูกตัวเองวิจารณ์ 2 เท่า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

08 กุมภาพันธ์, 2552

คู่มือตอบโต้เพื่อเอาชนะวาทกรรมอำพรางของพันธมิตร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาท กรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ
A: ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หาก ทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตาม หลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน
A: ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบ ผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอก ลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงิน เดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึง เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้ เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วน ทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคน เสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไป ตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี
A: ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตน เพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของ ประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดี อย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายก รัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้ง สิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควร มีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสีย ที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย
A: ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชน ชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราช ดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป
A: ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด
A: ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และ เวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ
A: ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม
A: ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและ เชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

A: แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ
Q:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

29 มกราคม, 2552

บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้ยึดสนามบินเป็นเหตุจำปีเจ๊ง เทือกเล็งให้คนทั้งชาติรับภาระอุ้ม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
28 มกราคม 2552

เทพเทือกโดดอุ้มการบินไทยไม่ยอมปล่อยให้เจ๊ง คาดให้คนทั้งประเทศแบกรับภาระ ส่อแววโยนขี้ให้บอร์ดเป็นจำเลย โดนบอร์ดสวนกลับแฉข้อเท็จจริงเหตุการณ์ยึดสนามบินเป็นเหตุให้บริษัทขาดเงิน ทุนหมุนเวียน ส่งผลขาดสภาพคล่องเกือบเจ๊ง เผยยังขาดอีกหมื่นล้านมาต่อท่อไม่งั้นล้ม เผยหากไม่มียึดสนามบินจะขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้นไม่กระทบหนักขนาดนี้ พันธมิตรแถด้านๆอดีตนายกฯสมชายต้องรับผิดชอบ ให้ออกดีๆไม่ยอมจนต้องปิดสนามบินไล่เอง เลยช่วยไม่ได้



เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายหารบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

วันนี้(28 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลมองว่า น่ากลัวแต่ทำไมยังเงียบ คณะกรรมการ (บอร์ด) ก็ไม่ยอมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บกพร่องต่อหน้าที่และบริหารงานผิดพลาด ซึ่งนายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ ๆ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

"ต้องยอมรับว่า วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากผมไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ"

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

"รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน และจะขอคุยนอกรอบก่อน เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน"นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามว่าตัวบอร์ดบริหารงานผิดพลาดจะพิจารณาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้เข้าไปล้างบางหรือทำความสะอาดบอร์ดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งๆๆ โธ่ เดี๋ยวเขาก็ล้างตนซะก่อน ใจเย็นๆ

บอร์ดบินไทยตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

นายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาทได้แล้ว จากแผนการดำเนินงานที่จะต้องหาเงินกู้จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท โดยคาดว่าจำนวนเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านบาทจะสามารถจัดหาได้อย่างไม่มี ปัญหา

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า การรับมอบเครื่องบินแอร์บัส 330-300 จำนวน 6 ลำในปีนี้ มีความจำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ไม่ใช่เป็นภาระอย่างที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าใจ ทั้งนี้ การบินไทย ได้จ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสไปแล้ว 30-35% ของค่าเครื่องบินทั้งหมด

"เราคิดว่าอีกหมื่นกว่าล้านจะหาได้ ทุกธุรกิจก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ว่าเราขาดทุนเพราะธุรกิจไปไม่รอด แต่การซื้อเครื่องบินไม่ใช่ว่าคืนทุนได้เร็ว 3-5 ปี ฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจกับคนข้างนอกว่าการรับเครื่องบินไม่ใช่ภาระ"

นายพิชัย ยังเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ที่เข้ม แข็งกว่าเดิม และจะไม่มีเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม แม้การบินไทยจะมีเครื่องบินถึง 80 ลำ หากขึ้นบินทุกวัน มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวบินตลอด 1 เดือน ก็จะมีรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท ดังนั้นเหตุผลในการกล่วโทษการปิดสนามบิน จึงขัดกับหลักความเป็นจริง และหากมองดูงบการเงินย้อนหลังแล้ว ก็มีปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด และมักใช้การซื้อเครื่องบินเพิ่ม เป็นข้ออ้างในการเพิ่มรายได้เพื่อขอเงินรัฐบาล และยังมีการทุจริตภายในที่รัฐบาลยังไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นบริษัทที่มีข่าวการทุจจริตโกงกินมากที่สุดด้วย

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้ว กัน

ดีเดย์แดงทั้งประเทศ31มกราคม 3ทุ่มเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบจี้โจรจับโจร



ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

กำหนดการ ชุมนุมใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย"แดงทั้งแผ่นดิน"คลอดแล้ว นัดรวมพลเสาร์31มกราฯ4โมงเย็น จากนั้น3ทุ่มเคลื่อนขบวนล้อมทำเนียบ จี้เอาผิดโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ปลดกษิตพ้นรัฐมนตรีต่างประเทศ นำรธน.ฉบับประชาธิปไตยกลับมาใช้ เสื้อแดงรวมกำลังคึกคักทั้งสายเหนือ-อีสาน ส่วนคนกรุงระดมผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมแล้วขับไล่โจร ทวงคืนประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่31มกราคมนี้3ทุ่มบุกทำเนียบฯ

ผู้ จัดรายการความจริงวันนี้ นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมกันแถลงข่าวถึงการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายวีระ กล่าวว่า จะมีการชุมนุมใหญ่ ภายใต้ชื่อแดงทั้งแผ่นดินที่ ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม นี้ เวลา 16.00 น. ก่อนที่จะเคลื่อนมวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในเวลาประมาณ 21.00 น. เพื่อกดดันให้รัฐบาลปลด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิรวมทั้งควรมีการนำรัฐ ธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และสุดท้ายรัฐบาลต้องยุบสภา


ขณะที่ นายจักรภพ เปิดเผยว่า การชุมนุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการวัดกระแสของกลุ่มคนเสื้อแดงไปในตัวด้วย เพราะที่ผ่านมามีการโจมตีว่าเกิดความแตกแยกไม่มีเอกภาพ รวมทั้งข่าวว่าหมดน้ำเลี้ยงจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเสื้อแดงจะได้แสดงพลังให้เห็นว่าไม่เป็นความจริง และมากันด้วยใจไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

ขณะเดียวกันมีความ เคลื่อนไหว"แดงทั้งแผ่นอย่างคึกคัก" โดยประชาชนทั่วประเทศมีความเคลื่อนไหวชุมนุมพลเดินทางมากรุงเทพฯ ส่วนคนในกรุงเทพฯก็ชักชวนกันเข้าร่วมงานผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างคึกคัก

เสื้อแดงเชียงใหม่ยกพลชุมนุมใหญ่ กร้าวไม่ชนะไม่กลับ

มติชนรายงานว่า เสื้อแดงเชียงใหม่ ยกพลร่วมชุมนุมใหญ่สนามหลวงขับไล่รัฐบาล ลั่นไม่ชนะไม่กลับ

น. ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือ "ดีเจอ้อม" แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า ภารกิจหลักในวันที่ 30 ม.ค.ของกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การระดมกำลังไปชุมนุมต่อต้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานเปิดงานรณรงค์ "90 วัน รวมพลังหยุดเผา บรรเทาโลกร้อน" โดยจะไปชุมนุมที่สนามบินเชียงใหม่และที่จัดงานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ 2.ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแรกแล้ว กลุ่มเสื้อแดงจะเดินทางไปขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางชุมนุมใหญ่กับเสื้อแดงทั่วประเทศที่สนามหลวง โดยช่วง 1-2 วันก่อนหน้านี้ ได้ตั้งกล่องรับบริจาคและระดมทุนจากประชาชน ที่สนับสนุนการเดินทางของกลุ่มเสื้อแดงแล้ว

"การระดมทุนและเดินทาง ไปร่วมชุมนุมใหญ่ กลุ่มจะไปอย่างเปิดเผย โดยนัดให้สวมใส่เสื้อสีแดง ที่เขียนว่า "รักเชียงใหม่ 51" ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ร่วมเดินทางไม่น้อยกว่า 500 คน โดยจะมีตนและแกนนำคนอื่นร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ภารกิจหลักของการไปร่วมชุมนุมใหญ่ของรักเชียงใหม่ 51 ครั้งนี้ มีเป้าหมายกดดันให้รัฐยุบสภา และไม่มีกำหนดกลับ จนกว่าจะได้ชัยชนะ"

เสื้อแดงอุดรเริ่มระดมพลบุกสนามหลวงแล้ว
ประชาทรรศน์รายงาน ว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี ในวันนี้(29 ม.ค.) ที่จะเดินทางไปร่วมงานที่ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค.ได้มีกลุ่มชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ที่แตกตัวออกมาจากชมรมคนรักอุดร มาตั้งสถานีวิทยุชุมชน FM 99.75 MHz ได้ระดมสมาชิกคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้แล้ว 500 คน พร้อมกับได้เตรียมรถทัวร์ปรับอากาศ ชั้น 1 ไว้ 10 คัน จะออกเดินทางจาก จ.อุดรธานีในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2552 ซึ่งทางกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางไปในครั้งนี้ เป็นกลุ่มที่รักและศรัทธาใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ทางด้าน นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ยังสงวนท่าที ไม่นำคนลงไปร่วมงานในวันเสาร์ที่จะถึงนี้


เสื้อแดงเหนือจากเชียงรายชุมนุมพลคึกคัก

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรรายงานข่าวจากจังหวัดเชียงราย แจ้งว่า ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 31 ม.ค.52 ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เพื่อหวังจะล้มรัฐบาล ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่า ในพื้นที่ จ.เชียงราย เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่จะเดินทางไปสมทบกับเครือข่ายคนเสื้อแดงแล้ว

ที่ประกาศตัวว่าจะเดินทางไปอย่างแน่นอน คือ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย นำโดย น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ ที่เคยประกาศว่าจะไปร่วมทั้งการชุมนุมดังกล่าว และไปที่การประชุมอาเซียนซัมมิทด้วย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ไม่มีการประกาศตัวหรือเคลื่อนไหวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเชียงรายฮักประชาธิปไตย กลุ่มมิตรภาพป่าห้า กลุ่มอาจารย์บางคนในเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เชียงราย เขต 3

อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีอีกกลุ่มกำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก คือ บรรดาหัวคะแนนคนสำคัญของนักการเมืองที่มีอยู่ทั้ง 8 เขตเลือกตั้งของเชียงราย ส่วนกลุ่มคนเชียงรายฮักประชาธิปไตยพบว่าอาจจะมีการตั้งเวทีบริเวณใกล้กำแพง เมือง ห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมือง เพื่อถ่ายทอดการชุมชนใหญ่ที่กรุงเทพฯ ให้ผู้ที่ผ่านไปมาหรือมีอุดมการณ์เดียวกันได้รับฟังแทน

สำหรับกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมืองมีรายงานว่า มีการกำหนดให้หัวคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้ง พาคนเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ อำเภอละ 1 คันรถ โดยพื้นที่ที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนคือเขตเลือกตั้งที่ 3 โดยพบว่ามี “นายหงส์” หัวคะแนนคนสำคัญได้ตระเตรียมผู้คนเพื่อจะพาเดินทางไปยังกรุงเทพฯ อย่างคึกคัก

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางไปครั้งนี้มีการเกณฑ์บรรดาหัวคะแนนในจำนวนที่น้อยกว่าหลายครั้ง ที่ผ่านมา หรือน้อยกว่ากรณีม็อบอีแต๋นที่เดินทางไปให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนสิ้นอำนาจ

ด้าน น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวว่า สมาชิกของกลุ่มหลายคนยืนยันจะเดินทางไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ตนไม่ได้ไปเพราะติดภารกิจหลายอย่างโดยเฉพาะการเตรียมเผยแพร่วิทยุวิทยุชน คนรากหญ้าเจียงฮายทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 104 MHz

อย่างไรก็ตาม จากการรับทราบข้อมูลจากหลายฝ่ายทราบว่า นอกจากสมาชิกของกลุ่มแล้วยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากกำลังจะพากันเดินทาง ร่วมกันอย่างเงียบๆ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งค่อนข้างจะลำบาก จึงเป็นลักษณะต่างคนต่างไป กระนั้นก็จะเป็นพลังบริสุทธิ์ที่มีจำนวนมากเช่นกัน



ทางด้านชุมชนคนท่องอินเตอร์เน็ตในบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ได้แสดงความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ท้องสนาม หลวงในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552นี้อย่างคึกคัก โดยพากันให้เหตุผลในการเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน การเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แสดงความคัดค้านที่มาของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชน แต่มาจากการการชุมนุมยึดสนามบิน ก่อความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง และการสมคบคิดของชนชั้นนำผ่านกองทัพ กระบวนการตุลาการที่ให้ยุบ3พรรคการเมือง และทวงประชาธิปไตย ขณะที่แกนนำประกาศรวมตัวสนามหลวงแล้วเคลื่อนพลบุกทำเนียบ

หัวข้อกระทู้แนะนำของบอร์ดราชดำเนินเรื่อง เสื้อสีแดง ๆ ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้ใครมีเหตุผลดี ว่าไปกันทำไมบอกหน่อย เขียนว่า ใครไปเติมสีแดงให้ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้กันบ้างค่ะ งานนี้ไปกันให้เต็มสนามเลยเน้อ สิ่งก่อสร้างอะไร ๆ น่าจะไม่เหลือแล้ว เมื่อการชุมนุมล่าสุดในวันที่ 28 ธันวา คม2551 ที่ว่างแค่ครึ่งสนามต้องไปแทรกตัวกันตามสิ่งก่อสร้างเที่ยวนี้น่าจะสบายขึ้น แล้ว คนกรุงเทพปริมณฑล อย่าให้แพ้คนต่างจังหวัดต้องเสียเวลาเดินทางกันมาไกลนะคะ

งานนี้ ขอบอกก่อนล่วงหน้าว่าไม่น่าจะไปแอบคิดว่าจะไปทำไมกันเนี้ย ขอเหตุผลดี ๆ หน่อยเหอะ ยังตอบตัวเองไม่ได้สงสัยจะเริ่มขี้เกียจล่ะ เพื่อนๆ อย่าขี้เกียจตามกันนะคะงานนี้ประมาณว่าจะนับกำลังพลกันว่า สีแดงยังแรงฤทธิ์ ไม่ได้แผ่วตามขี้ปากใคร ขอตบปากพวกที่บอกว่าเพราะตรูคนถึงเยอะ หน่อยเหอะว่าคนเขาไปกัน ด้วยใจไม่มีใครจ้างไม่ต้องให้ใครจูงจมูก คิดเองเป็นเฟ้ยคนไทยไม่ได้โง่

กระทู้ ดังกล่าวนี้มีผู้ตอบกระทู้ล่าสุดถึงวันนี้(29ม.ค.)155ความคิดเห็น ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าจะเข้าร่วมการชุมนุม ด้วนเหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ ความไม่ยุติธรรม เช่น

-สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ไป คือ อยากให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เกิดขึ้นกับ ''คนบางกลุ่ม'' อยากให้รัฐบาลรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง ความชอบธรรมที่คุณอ้าง มันเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะคุณมาจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ

-ไปให้โลกรู้ว่า คนไทย รักประชาธิปไตย

-แสดงจุดยืนถึงความชอบธรรมครับ เอาผิดโจรกบฎ

-ไปเพื่อ
1. ไปทำให้ทาสเผด็จที่ปล่อยไม่ไป ทั้ง ๆ เลิกทาสมาร้อยกว่าปีแล้วเกิดสำนึกในสรีภาพของตัวเอง (จะมีมั๊ยน้อ)
2. ไล่เผด็จการอีแอบอยู่หลังประชาธิปไตยจอมปลอมที่แอบอิงรัฐธรรมนูญเผด็จการ
3. ไปกดดันแก้รัฐธรรมนูญโจร
4. ไปทำให้พวกปล้นอำนาจได้รู้ว่ายังมีคนไทยไม่น้อยได้หลุดพ้นจากความทาสที่ถูกครอบงำ
5. ไปเพื่อจะบอกว่า ประชาชนเท่านั้นที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
6. ไปเอากบฏปล้นทำเนียบและสนามบินมาดำเนินคดี


ฯลฯ

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิด ถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมน ตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการ ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

26 มกราคม, 2552

“จตุพร” จวกรัฐบาล คนดีมีเป็นร้อยเลือกพธม.รมว.ต่างประเทศ

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ลุกขึ้นอภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญทั่วไป เพื่อให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและกา รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ที่มีนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานว่า ขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมที่ประชาชนเสนอ มาแต่กลับไม่มีการหยิบยกพิจารณา ซึ่งการหยิบร่างขึ้นนี้ขึ้นมาถือว่าเป็นกำลังใจกับประชาชน ความรู้สึกอันนี้อยากให้รัฐสภาคำนึ่งถึง จึงอยากให้ประธานรัฐสภาหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาก่อน เพราะกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มีเอกสารจำนวนมากที่ต้องกลับไปอ่านไปพิจารณา ดังนั้น เราอย่าพึ่งสู่รู้ หรืออวดอ้างว่ารู้ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริง จึงขอเสนอให้นำเรื่องที่ประชาชนเสนอขึ้นมาพิจารณาก่อนดีกว่า เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจ่อแล้ว ต้องรักษาสัจจะกับประชาชน

นอกจากนี้นายจตุพร ยังได้อภิปรายถึงความไม่สง่างามในการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต ภิรมย์ และตั้งคำถามต่อนายกฯว่า เหตุใดจึงได้ให้นายกษิต ขึ้นมาเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งที่คนเก่งในพรรคประชาธิปัตย์มีมากมาย นอกจากนี้ยังมองว่าความไว้เนื้อเชื่อใจต่ออารยประเทศเป็นสิ่งสำคัญ หากรมว.ไทยมีอคติที่ไม่ดีต่อประเทศกัมพูชา แล้วการประชุมอาเซียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คนทั้งโลกเห็นการกระทำของนายกษิตทีปิดสนามบิน ทำให้การท่องเที่ยวพัง ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาต่อการประชุมผู้นำอาเซียน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เหมือนติดกระดุมผิดเม็ด ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯก็ต้องมีปัญหา เพราะประเทศไทยจะเป็นประเทศเดียวที่ลงนามในสัญญาต่างๆ ไม่ได้ เนื่องจากมีเพียงกรอบการเจรจาเท่านั้น ซึ่งไม่มีสิทธิ์เซ็นสัญญา เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ทันที

นายกฯหนุนกทม.ฟ้องเลิกสัญญาจัดซื้อรถดับเพลิงฉาว!

ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ม.ค.) นายสุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังการหารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ทาง กทม.กำลังหารือกับทางสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) เพื่อจะฟ้องร้องยกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.มูลค่า 6.7 พันล้านบาท จากบริษัท สไตเออร์ฯ ประเทศออสเตรีย ซึ่งเรื่องนี้ นายกฯ ก็เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว

นายสุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ กทม.เพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทาง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ก็เห็นด้วย ที่จะให้ กทม.ฟ้องยกเลิกสัญญา ดังนั้น หากทางอัยการสูงสุด ส่งความเห็นกลับมา จะมีการนัดเรียกประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที

'ยอมรับว่า เห็นรถดับเพลิงจอดอยู่ไม่ได้ใช้งานมันขัดกับความรู้สึก เพราะตัวเองเป็นคน กทม. แต่ก็เข้าใจ ถ้านำรถมาใช้จะทำให้การฟ้องร้องคดีไม่มีน้ำหนัก' ผู้ว่าฯกทม.กล่าว

'เพื่อไทย'เดินหน้าจี้ตำรวจเอาผิดพธม.ปิดสนามบิน

ประชาทรรศน์

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ร่วมแถลงข่าวว่า ได้เตรียมเดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงาน ที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง และสถานีตำรวจนครบาลราชาเทวะ ในวันนี้ เพื่อให้เอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานกบฏ อั้งยี่ และก่อการร้าย เป็นความผิดในคดีอาญา และตาม พ.ร.บ.ความผิดทางเดินอากาศ ปี 2521 แก้ไขปี 2538 การกระทำดังกล่าวถือว่ารุนแรงกว่าการก่อการร้ายสากล มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการด้วย ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเหมือนคดีที่มีการร้องทุกข์ก่อนหน้านี้

ด้านนายสุรชัยได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง และสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม มาทำหน้าที่ตัวแทนประเทศในการร่วมลงนามกรอบข้อตกลงอาเซี่ยน เนื่องจากนายกษิตได้ร่วมในการปิดสนามบินกับกลุ่มพันธมิตรฯ จึงถือว่าไม่มีความสง่างามในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศ และหากเกิดความเสียหายในอนาคต รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

25 มกราคม, 2552

เสื้อแดงร้อยเอ็ดบุกยึดเวธีพธม.ขวาง"สมเกียรติ-สมศักดิ์"ปราศรัย


กลุ่มเสื้อแดงจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 2 พันคน ฝ่าแถวตำรวจบุกยึดเวทีพันธมิตรฯร้อยเอ็ด ขวางการไฮปาร์ค"สมเกียรติ-สมศักดิ์" พร้อมยื่นคำขาดหากไม่ออกจากบึงพลาญชัย ไม่รับประกันความปลอดภัย

วันนี้ (24 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากหน้าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด หรือบึงพลาญชัย ที่ตั้งเวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดร้อยเอ็ดว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีกำหนดการจัดเวทีปราศรัยในเวลา 18 .00 น. โดยมีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายไชยวัฒน์ สินสุวงค์ และนายตวง อันทะไชย ส.ว.ร้อยเอ็ด และตัวแทนพันธมิตรจากหลายจังหวัด จะขึ้นเวทีปราศรัยภายใต้แนวทาง "ก้าวสู่ ร้อยเอ็ดภิวัฒน์ พบปะสังสรรค์ ครอบครัวพันธมิตร พี่น้องผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาธิปไตย"

อย่างไรก็ดี กลุ่มเสื้อแดงรักประชาธิปไตยร้อยเอ็ด และแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร้อยเอ็ด มีนายนิสิต สินธุไพร อดีตกรรมการบั้งแต่วานนี้(23 ม.ค.) โดยส่งตัวแทนยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อเรียกร้องไม่ให้อนุญาตตั้งเวทีพันธมิตรฯ

ล่าสุด กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 2,000 คนได้เคลื่อนขบวนจาก 4 มุมเมืองมุ่งหน้าไปยังบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ และได้ฮือฝ่าวงล้อมของตำรวจตั้งแผงกั้นตรึงไว้จำนวน 5 กองร้อย และอีก 1 กองร้อยผสมฝ่ายปกครอง อส. อปพร. และทหาร แต่ต้านทานไม่ได้ ส่งผลให้กลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้ายึดพื้นที่และเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ จนกลุ่มพันธมิตรที่ประมาณ 30 คน นำโดย นพ.ธีรวุฒิ เถาว์ทิพย์ แกนนำพันธมิตรฯ ร้อยเอ็ด ซึ่งควบคุมจัดเวทีปราศรัย ต้องรื้อป้าย และเก็บอุปกรณ์เครื่องดนตรี และอื่นๆ ลงจากเวที ก่อนจะทำรื้อถอนเวทีปราศรัยออก เพราะเกรงจะได้รับอันตราย

จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงได้เข้าคุมพื้นที่ทั้งหมดไว้ได้ และใช้รถเครื่องขยายเสียงปราศรัยโจมตีพันธมิตรฯ และห้ามจัดเวทีที่จังหวัดร้อยเอ็ดเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะได้รับบทเรียนอย่างหนัก ล่าสุด มีรายงานระบุว่าแกนนำเสื้อแดง ปรขยายเสียงปราศรัยโจมตีพันธมิตรฯ และห้ามจัดเวทีที่จังหวัดร้อยเอ็ดเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะได้รับบทเรียนอย่างหนัก ล่าสุด มีรายงานระบุว่าแกนนำเสื้อแดง ประกาศให้เวลา 30 นาทีออกจากสวนสมเด็จฯ ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะไม่รับประกันความปลอดภัย

23 มกราคม, 2552

พันธมิตรฯ ช่วย “บินไทย” ด้วย!



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

โดย ลวดหนาม

ผมรู้สึกดีใจมากที่เห็นประชาชนส่วนใหญ่สนอกสนใจข่าวคราว “วิกฤติการบินไทย” เพราะทุกคนมองว่า การบินไทย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่การบินไทยเป็นของพวกเราคนไทยทุกๆ คน เพราะ “การบินไทย” เป็นรัฐวิสาหกิจ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยใช้เงินภาษีของคนทั้งชาติไปบริหารจัดการ

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการบินไทยว่า...
“ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 51.3% นั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่การบินไทยอยู่ ซึ่งได้มีการสั่งการให้คณะกรรมการบริหารของการบินไทยกลับไปปรับปรุงโครง สร้างบริษัท รวมถึงแผนการดำเนินงานว่าภายหลังจากนี้ควรมีแผนการดำเนินงานอย่างไร

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงให้พิจารณาถึงความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่อง ที่กระทรวงการคลังและผู้ถือหุ้นสามารถช่วยเหลือได้ คาดว่าน่าจะทราบความชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคมในประเด็นดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ การบินไทยไม่ได้มีการกล่าวถึงสภาพคล่องหรือตัวเงินที่จะต้องขอความช่วยเหลือ แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบินไทยมีแต่รายงานถึงสาเหตุที่ต้องประสบปัญหาทางการเงิน

โดยมาจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก จึงทำให้บริษัทประสบผลขาดราบ”

จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ รู้ว่า อย่างน้อย พวกพนักงานการบินไทยเองก็รู้ว่า สาเหตุวิกฤติครั้งนี้เกิดจากพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน

มีความคิดเห็นมากมายตอบกลับมา หลังจากผมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤติครั้งนี้

เนื่องจาก “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย” เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัทการบินไทยมา

บางความเห็นของประชาชนที่รู้สึกต่อ “การบินไทย” นั้น ผมอ่านแล้วก็รู้สึกรับไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันประชาชนมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ตั้งแต่การสนับสนุนให้พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ทำให้การบินไทยไม่สามารถทำการบินได้ถึง 9 วัน

แม้บางคนเกิดความรู้สึกแย่มาก แต่ผมเห็นว่า เราคนไทยด้วยกัน หากไม่ชอบก็ขอให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่าเหมารวมการบินไทยทั้งหมดเลยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่ไม่ประทับใจ หรือปัญหาภายในการบินไทยเอง

สุดท้ายผมอยากวิงวอนไปยังพันธมิตรฯ ที่เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด หาข้าวหาน้ำ สนับสนุนให้ยึดสนามบินกันอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เห็นว่า การชุมนุมปิดสนามบินของพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุก ดนตรีไพเราะ อาหารอร่อย
ได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรี หากนายกษิตมีน้ำใจก็ยื่นมือไปช่วยเหลือการบินไทยบ้าง!

สะพัดใบสั่งอุ้มพันธมาร! "จงรัก"เตะถ่วงฟันยึดสนามบินทำพิลึกตั้งกก.สอบใหม่หมดทั้งที่จ่อปิดสำนวน"ดอนเมือง"

ประชาทรรศน์
19 ม.ค. 2009

ส่อมวยล้มต้มคนดู ทีมสอบ"พันธมาร"ยึดสนามบิน! ฟันธง "จงรัก"ขีดเส้น 1 เดือนปิดบัญชีโกหกทั้งเพ หลังทำพิลึกตั้งกก.ชุดพิเศษรื้อสอบใหม่หมด แถมราบสำนวน 2 สนามบินเข้าด้วยกัน ทั้งที่ผลสอบ"ดอนเมือง"ใกล้ยุติ พร้อมตั้งข้อสังเกตุหวั่นเตะถ่วงตามใบสั่งการเมือง ขณะเดียวกัน "อัยการ"จ่อส่งฟ้อง 9 แกนนำพธม.ย่ำยีทำเนียบฯ ข้อหาซ่องโจรภายใน 2-3 วันนี้ ส่วนทีมสอบเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ เตรียมขอหมายจับแกนนำม็อบเหลือง ข้อหากบฏอีกครั้ง

วันนี้ (19 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบพยานอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ความชัดเจน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือน คงจะมีความคืบหน้าในทุกๆ คดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ส่วนคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งสำนวนให้อัยการรับไปดำเนินการฟ้องร้องแล้ว โดยครอบคลุมในทุกข้อหายกเว้นข้อหากบฏ เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ถอนหมายจับไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีการยึดสนามบิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนพยาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จึงอยากให้รอฟังผล เพราะต้องใช้ความรอบคอบในการสอบสวน และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้หยุดพัก

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงใน สตช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีของกลุ่มพันธมิตรฯว่า คดีความเกี่ยวกับกล้อหาซ่องโจร ภายใน 2-3 วันนี้ ส่วนกรณีเหตุการณ์มิคสัญญี 7 ตุลาฯ ทางเจ้าพนักงานเตรียมขอหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏต่อศาลในเร็วๆ นี้

"แต่ที่น่าสังเกตุคือในคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากในส่วนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานดอนเมือง มีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววันนี้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคณะกรรมการสอบสวนคดีความอันเกี่ยวเนื่องกับการยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ที่มี พล.ต.อ.จงรัก เป็นหัวหน้าชุด กลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน และส่งหลักฐานให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตรวจสอบหมด แทนที่จะส่งสำนวนของท่าอากาศยานดอนเมืองให้อัยการสั่งฟ้องก่อน"แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าวคนเดิม เปิดเผยอีกว่า โดยในรายละเอียดของสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ค่อนข้างซับซ้อนและแยกย่อยออกเป็นหลายคดี และมีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ถ้าหากรอให้สรุปสำนวนทั้ง 2 สนามบินพร้อมกันแล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ตนเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่า จะสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 1 เดือน คิดว่าคงไม่ทั�้ง 2 สนามบินพร้อมกันแล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ตนเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่า จะสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 1 เดือน คิดว่าคงไม่ทันเวลาแน่นอน ซึ่งตรงนี้ อยากตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นใบสั่งการเมืองหรือเปล่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและท่าอากาศยาน ดอนเมืองนั้น มีข้อหาใหญ่แบ่งออกเป็น 3 กรณีโดยในข้อหาที่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นข้อหาก่อการร้ายและข้อหากบฏ ส่วนข้อหาที่เป็นคดีแพ่ง คือ กรณีที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มพันธมิตรฯเป็นจำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าเสียหายจากการละเมิดสัญญาองค์กรการบินระหว่างประเทศ จากการปิดสนามบินนานาชาติ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวก ซึ่งเป็นนักรบศรีวิชัยรวม 82 คน ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา จากกรณีที่จำเลยทั้ง 82 คน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ของทาง ราชการ รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด

ทั้งนี้ ทนายความของจำเลยทั้ง 82 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุดรธาณีไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ ประกอบกับจำเลยที่ 12 ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นและไม่ได้เบิกตัวมา จากนั้น ศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน กรณีมีเหตุอันควรให้เลื่อนคดีออกไปเป็นวันที่ 16 มี.ค.นี้

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 เรื่อง"คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ" โดยระบุว่า การชุมนุมตลอด 193 วันของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ต่อรัฐบาลว่า สถานการณ์ตอนนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังขี่คอพรรคประชาธิปัตย์ และยังพูดอย่างชัดเจนอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีประชาธิปัตย์ ซึ่งการแต่งตั้งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามานั่งในรัฐบาลถือเป็นการต่อรองระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มพรรคประ ชาธิปัตย์ จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าที่จะขัดใจ เพราะหากจะทำอะไรก็เกรงว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาแฉ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องมีการแต่งตั้งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงขณะนี้ดูเหมือนกำลังรอการเคลื่อนไหว นายจตุพร กล่าวว่า เนื่องจากกลุ่มเสื้อแดงมีความคิดที่แตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะใช้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นบทเรียน สำหรับการเคลื่อนไหวโดยต่อไปจะให้เสื้อแดงแตกหน่อกันเองไม่จำ เป็นต้องมีแกนนำ โดยสิ้นเดือนจะมีการชุมนุมใหญที่ท้องสนามหลวง

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถูกถามถึงกรณีดังกล่าวปรากฎว่า ถูกตอบกลับอย่างมีอารมณ์ว่า "ผมยังไม่รู้และไม่เห็นรายงานอะไรเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว อย่าถามให้ผมต้องไปทะเลาะกับใครได้ไหมอย่าถามให้ผมต้องทะเลาะกับคนอื่นมาก นักเลย"

ด้าน ดร.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในกรณีเดียวกันว่า ส่วนตัวคิดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทวงบุญคุณพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ข้อเสนอที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ทำการยื่นเสนอมา เรื่องใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่เรื่องใดที่เป็นผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็คงต้องหยุดเอาไว้ก่อน เพราะบางเป็นประเด็นนั้นต้องหารือกันในหลายภาคส่วนซึ่งทางการเมืองไม่ได้มี แค่กลุ่มพันธมิตรฯกับรัฐบาล แต่ยังมีประชาชน กลุ่มองค์กรต่างๆ หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนอีกมากมาย

19 มกราคม, 2552

“สุริยะใส” โต้ “พระพยอม” ยัน พันธมิตรฯ ไม่เคยทวงบุญคุณรัฐบาล

17 ม.ค. 52 - นาย สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ไปจัดรายการสนทนาธรรมทางดีทีวี เพราะความสัมพันธ์ของพระพยอมกับขบวนการเสื้อแดงเครือข่ายระบอบทักษิณมีความ ใกล้ชิดกันมาก่อน มาถึงวันนี้ก็ชัดเจนดีถือว่าเป็นการเปิดหน้าไม่ต้องลับลวงพรางทำให้ประชาชน เห็นว่าใครเป็นใครและคิดอะไร

ส่วน ที่พระพยอมระบุว่ารัฐบาลเป็นลูกหนี้พันธมิตรฯ นั้น ไม่เป็นความจริงเพราะพันธมิตรฯ ไม่เคยไปทวงบุญทวงคุณจากรัฐบาล พวกเราต่อสู้อย่างยืดเยื้อเพื่อเอาการเมืองออกมาจากระบอบทักษิณคืนสู่ ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาพระวิหาร เรื่องการทวงคืนรัฐวิสาหกิจ ทรัพย์สินของแผ่นดินที่ถูกโกงไป การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่การเมืองใหม่ ฯลฯ

"ผม อยากเรียนถามพระพยอมกลับว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของพันธมิตรหรืออย่างไร ในทางตรงกันข้ามนี่กลับเป็นผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศด้วยซ้ำไป" นายสุริยะใส กล่าว

นาย สุริยะใส กล่าวว่า ส่วนการพูดจาพาดพิงพระพยอมในเวทีพันธมิตรฯ นั้นก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของท่านเป็นบางครั้งเท่านั้น ซึ่งท่านก็ต้องกลับไปไตร่ตรองดูว่าการวางบทบาทในบางสถานการณ์ทำให้สังคมเข้า ใจผิดและเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ และที่ผ่านมาท่านก็ใช้สิทธิชี้แจงผ่านสื่อเป็นระยะๆ อยู่แล้ว ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะเชื่อใครดี เว้นแต่ท่านชี้แจงแล้วสังคมอาจจะไม่เห็นด้วยหรือฟังไม่ขึ้นเท่านั้นเอง

เมื่อ ท่านเลือกเข้ามาคลุกคลีการเมืองท่านก็ต้องยอมรับสัจธรรมพร้อมถูกวิพากษ์ วิจารณ์ได้ตลอดเวลา ส่วนการ เชิญท่าน ว.วชิรเมธี หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือท่านจันทร์มาร่วมรายการทางเอเอสทีวีนั้น อยากให้พระพยอมไปดูเนื้อหาการเทศนาธรรมของพระเหล่านี้ด้วยว่าไม่ได้บิดเบือน หรือมุ่งโจมตีเสื้อแดง แต่เป็นความพยายามเตือนสติสังคมหรือแม้แต่คนเสื้อเหลืองของพันธมิตรฯ เองก็ตาม

"ผม เป็นห่วงพระพยอมท่านเป็นพระผู้ใหญ่ ท่านมีสิทธิที่จะพูดเรื่องการเมือง แต่ท่านต้องไม่พูดเท็จหรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะท่านเป็นพระห่มผ้าเหลือง และท่านก็คงทราบดีว่าผู้ที่ครองตนในเพศบรรพชิตพูดจาสองแง่สองง่ามก็ผิดศีล หรือเข้าข่ายมุสาได้เช่นกัน" ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ กล่าว

ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม, 2552

โอ้ว..ที่แท้ กษิต ภิรมย์ คือวีรบุรุษ เทียบชั้น joschka fischer

กษิต ออกรายการสุทธิชัย หยุ่น ยกตัวเองเทียบเท่า จอชก้า ฟิสเชอ
ว่าเป็นนักต่อสู้มาเหมือนกัน แถมตัวเอง ยังไม่นิยมความรุนแรง

Joshka Fischer (1948-) อดีต street fighter ฝ่ายซ้าย กลายมาเป็น
นักการเมืองพรรคกรีน และ รมต ตปท เยอรมัน (เหมือนกษิต) สมัย เกอฮาด ชโรเดอ นั้น

ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับกษิต เลย

ฟิสเชอ เป็นคนงาน ออกจากโรงเรียน ศึกษาด้วยตัวเอง และเป็นมากซิสต์
กษิต มาจากชนชั้นสูง ทำราชการมาตลอดจนเกษียณ เคยต่อสู้เพื่ออะไรมาบ้าง

ฟิสเชอ เคยตีตำรวจระหว่างการประท้วง ซึ่งต่อมา เขาได้ ขอโทษ อย่างเปิดเผย
กษิต ทำได้แค่บอกว่า สื่อต่างชาติ ตีความผิดเอง
แม้แต่ การบริภาษ ฮุนเซน ยังมีหน้ามาพูดว่า ฮุนเซน "เป็นนักต่อสู้" มาด้วยกัน คงเข้าใจ
(คือเข้าใจว่า มันตอแหลไปอย่างนั้นเอง ละสิ)

ฟิสเชอ เคยติดคุก และได้รับการปล่อยตัว โดยไม่มีอิทธิพลใครมาช่วย
กษิต คงจะไม่มีวันถูกดำเนินคดี เพราะอิทธิพลเหลือล้ำค้ำแผ่นดินช่วยเขาอยู่

เมื่อสมัครพรรคพวกฝ่ายซ้ายหันไปใช้ความรุนแรง มีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธการเอ็นเท็บเบ้
ยึดเครื่องบินอิสราเอล ร่วมกับปาเลสไตน์ ฟิสเชอ ละทิ้งแนวทางปฏิวัติ หันมาร่วมก่อตั้งพรรคกรีน
กษิต ไม่รู้หรือว่า พันธมิตรทำอะไรลงไปบ้าง ยังจะมายกย่อง

การประท้วงฝ่ายซ้ายของฟิสเชอมีเป้าหมายชัดเจน จำกัดเฉพาะองค์กรรัฐ และเอกชนที่มีอำนาจเหนือสังคม
แต่กิจกรรมของกษิตคือทำอะไรก็ได้ ขอให้วุ่นวาย เดือดร้อนเข้าไว้ แม้กระทั่งปิดสนามบิน ทำให้คนธรรมดาเดือดร้อน
ทำไปเพื่อ คนที่มี"อำนาจจริง"อยู่แล้ว ไม่ให้ประชาชนมาท้าทายอำนาจได้

ฟิสเชอ สนับสนุน สหภาพยุโรป ที่ไร้"พรมแดน"
แต่กษิต สนับสนุน การยึดคืน "เขาพระวิหาร" ที่ไร้"เหตุผล"

ฟิสเชอ ต่อต้านอำนาจรัฐ
แต่กษิต นั้นแท้ที่จริงแล้ว คือพวกอำนาจรัฐ"ตัวจริง" ที่มีกำลังทหารสนับสนุน เรียกร้องรัฐประหาร และปฏิเสธประชาชน

ยังมิต้องย้ำว่า ฟิสเชอ คือมากซิส แต่แนวของกษิต คือ ฟาสซิส ที่ปราศจาก integrity อย่างน่าทุเรศ
กษิต ควรจะยกตัวเอง เทียบกับ อดอฟ ฮิตเลอ ที่ชอบใช้วิธีแบลคเมล น่าจะเหมือนกว่า ทั้งความคิดและวิธีการ

การที่อธิบายพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้ ต้องไปอ้างตัวอย่างผิดๆของคนอื่นมานี่ มันน่าอาย
อย่างนี้ต้องใช้คำพูดของ จอชก้า ฟิสเชอ เอง มาดัดแปลง

"With respect, Mr Kasit, you are an asshole."

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews...D=9520000004958

การพูดว่า "ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคม" นี่มันภาษาวิบัติอีกต่างหาก
จะบอกว่า เพื่อ ความเป็นธรรม ในสังคม ก็ว่าไป (justice, righteousness)
หรือ ความถูกต้องชอบธรรม ก็ยังได้ แต่ไม่ใช่ ความชอบธรรมในสังคม (legitimacy of...?,justification of...?)

กษิต ออกรายการสุทธิชัย หยุ่น ยกตัวเองเทียบเท่า จอชก้า ฟิสเชอ
ว่าเป็นนักต่อสู้มาเหมือนกัน

17 มกราคม, 2552

'พระพยอม'เปรียบ'มาร์ค1'ทาสพันธมาร!'ยะใส'ป้ายสีผ้าเหลืองแนบแน่นคนเสื้อแดง

'พระพยอม' จวกม็อบมารปอด 'ตีหัวพระแล้วหนี้' ขอแจงความจริงผ่าน 'ดีทีวี' ย้ำไม่ใช่เรื่องเสียหาย ลั่นตั้งสมยา 'รบ.ลูกหนี้' ถูกม็อบโกเต็กซ์ ทวงบุญคุณ สูบเลือดเนื้อ นั่งเป็นสากทำงานไปวันๆ 'สุริยะใส'ไม่กลัวนรกกินกบาลป้ายสี'พระพยอม'ห่มจีวรแดง

พระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นในวันนี้ (17 ม.ค.) โดยยอมรับถึงการตัดสินใจร่วมออกรายการสถานีโทรทัศน์ดีทีวี ด้วยสาเหตุเพราะก่อนหน้านี้ ได้ถูกนายประพันธ์ คูณมี แกนนำกลุ่มพันธมิตร ออกมาโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าพระทำตัวไม่ดี เปิดวัดรับโจร หรือที่กลุ่มพันธมิตรฯหมายความถึงคือกลุ่มเสื้อแดง ดังนั้นจึงขอออกรายการทีวี เพื่อชี้แจงบ้าง อีกทั้งที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้ออกมาโจมตี แต่ไม่เคยเชิญให้ไปชี้แจง เปรียมเสมือนตีหัวพระแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน

ทั้งนี้พระพยอมยังกล่าวเสริมว่าการที่ออกรายการนั้นไม่ใช่ เรื่องเสียหาย เพราะพันธมิตรฯยังสามารถเชิญท่าน ว.วชิรเมธี หรือ แม้แต่ หลวงปู่พุทธะอิสระ ไปร่วมรายการได้แล้วหากตนไปร่วมรายการเช่นเดียวกันจะมีความผิดตรงไหนที่ พระจะออกรายการเพื่อพูดความจริงบ้างไม่ได้

อย่างไรก็ตามพระพยอมยังทิ้งท้ายโดยกล่าวถึงรัฐบาลชุดนี้ว่า เปรียมเสมือนรัฐบาลลูกหนี้ มีสภาพน่าน่าสงสาร เพราะถูกพันธมิตรฯทวงบุญคุณ จึงต้องหาการตอบแทนให้อยู่ตลอดเวลา การบริหารประเทศก็ทำไปแบบวัน ๆ

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดีสเตชั่น จำกัดหรือ DTV ยืนยันว่า สถานีโทรทัศน์ ดีทีวีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนเงินทุนสนับสนุน ถือว่าเป็นประเด็นเล็ก ๆ ในการทำสื่อ ถ้าประชาชนโดยเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตยเห็นด้วยจะมีเงินทุนไหลเข้ามา ส่วนข้อครหาว่าเป็นสื่อเทียมเป็นเรื่องที่คิดมากกันไปเอง พร้อมย้ำว่า จะออกอากาศครั้งแรก ในวันจันทร์หน้า แน่นอน

นรกกินกบาล!!'ยะใส'โต้'พระพยอม'สัมพันธ์เสื้อแดง

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุว่ารัฐบาลเป็นลูกหนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ว่า พันธมิตรฯไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว และไม่เคยทวงบุญคุณกับรัฐบาล และการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างยืดเยื้อเพื่อเอาการเมืองออกมาจากระบอบ ทักษิณคืนสู่ประชาชน ส่วนการที่พระพยอมจัดรายการสนทนาธรรมทางดีทีวี มาถึงวันนี้ก็มีความชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของพระพยอมกับขบวนการเสื้อแดง เครือข่ายระบอบทักษิณมีความใกล้ชิดกันมาก่อน ส่วนบนเวทีพันธมิตรฯ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของท่านนั้น ก็วิจารณ์เป็นบางครั้ง ซึ่งอยากให้ท่านไตร่ตรองดูว่าการวางบทบาทในบางสถานการณ์ทำให้สังคมเข้าใจผิด และเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่

"ผมเป็นห่วงพระพยอมท่านเป็นพระผู้ใหญ่ ท่านมีสิทธิที่จะพูดเรื่องการเมือง แต่ท่านต้องไม่พูดเท็จหรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะท่านเป็นพระห่มผ้าเหลือง และอยากให้ท่านยอมรับสัจธรรมว่าการเข้ามาคลุกคลีการเมืองต้องพร้อมที่จะถูก วิพากวิจารณ์ ส่วนการ เชิญท่าน ว.วชิรเมธี หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือท่านจันทร์มาร่วมรายการทางเอเอสทีวีนั้น อยากให้พระพยอมไปดูเนื้อหาการเทศนาธรรมของพระเหล่านี้ด้วยว่าไม่ได้บิดเบือน หรือมุ่งโจมตีเสื้อแดง แต่เป็นความพยายามเตือนสติสังคมหรือแม้แต่คนเสื้อเหลืองของพันธมิตรฯ เองก็ตาม” นายสุริยะใส กล่าว

'มหาเถื่อน'ทำซึ้งพันธมิตรฯแห่รับแนะต้องเกาะกลุ่มเข็มแข็ง

ผู้สือข่าวรายงานว่า วันนี้(17 ม.ค.)พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางจากโรงเรียนผู้นำจ.กาญจนบุรี ไปยังสนามกีฬาเทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 1 แล้วท่ามกลางการต้อนรับของกลุ่มพันธมิตรฯเกือบ 2 หมื่นคนที่เข้าร่วมงาน โดยพล.ต.จำลอง ได้กล่าวถึงบรรยากาศของงานว่าเป็นไปด้วยความอบอุ่น และรู้สึกปลื้มใจที่เห็นความกลมเกลียวของกลุ่มพันธมิตรฯในพื้นที่ต่างๆ ที่เดินทางเข้าร่วม

อย่างไรก็ตามพล.ต.จำลอง ได้กล่าวเพิ่มว่า หากทุกคนคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวก็จะทำให้ ความขัดแย้งต่างๆ ลดน้อยลงได้ ที่สำคัญทุกคนจะต้องย้อนคิดถึงวันแรกของการรวมตัวที่ผ่านมาด้วยความยากลำบาก จนทำให้พันธมิตรฯ มีความแข็งแกร่งอย่างมากในวันนี้ ซึ่งหากพันธมิตรฯ ทุกคนเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นและรักษา ความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้ให้ดีก็จะทำให้พันธมิตรฯ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

16 มกราคม, 2552

ประชาธิปัตย์ตบหน้าคนไทย

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจวันนี้ พูดได้เต็มปากว่า ถ้าธุรกิจเล็กๆ อยู่ไม่ได้ ที่ใหญ่ๆ ก็อย่าหวังเลยครับ เพราะทุกอย่างต้องโยงใยประสานกัน เหมือนฟันเฟืองที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ตราบใดที่คนในระดับรากหญ้า ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์กระโดดไปไหนได้เหมือนกัน

ถ้าจะปล่อยโอกาสไป ด้วยการเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ต้องหลุดมือไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่ประเทศของเราจะฟื้นตัว มีสูงกว่าหลายๆ ประเทศนัก

การท่องเที่ยว การส่งออก ยังเป็นความหวังที่อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ เพราะเรามีปัจจัยที่สำคัญ จะมาเอื้ออำนวยผลักดัน ช่วยให้สามารถฟันฝ่าพลิกผันสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ไปได้

หากเป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ ประเทศไทยจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดอย่างหนักหนาสาหัส จะมีคนงานที่เคยมีเงินเดือนไว้กินใช้ต้องตกงาน ไร้เงินเดือนมากถึง 1.63 ล้านคน

ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าคนที่ตกงาน 1.63 ล้านคน เคยได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนสร้างอัตราการขยายตัวจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จากการตกงานของคนเหล่านี้ 16,300 ล้านบาท และถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้ที่เคยรับมาจ่ายไปหมุนยังส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจได้สัก 3 รอบ เม็ดเงินที่หายไปจะทวีคูณเป็น 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้ ที่จะหายไปจากยอดขายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000 ล้านบาท และรายรับจากการท่องเที่ยวซึ่งคาดกันว่าจะลดลง 140,000 ล้านบาท

ดังนั้น ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ระบุว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในสิ้นเดือน มกราคมนี้ ในความคาดหวังของนักวิชาการและภาคเอกชน คือนอกจากจะต้องมีเงินพร้อมที่จะกดปุ่มจ่ายทันที
ไม่ใช่มาแค่ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายเท่านั้น

จะต้องมีความชัดเจนของโครงการ มีกำหนดเวลาของการขับเคลื่อน รวมทั้งการติดตามงานอย่างชัดเจน แม้จะเป็นมาตรการประคับประคอง เพื่อการเยียวยา ลดความเจ็บปวดและเสียหายให้ลดเหลือน้อยที่สุดเท่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างงานเพิ่มเสริมรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะโครงการที่อนุมัติได้เร็ว เริ่มก่อสร้างและทำงานได้เร็วและกระจายเม็ดเงินไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตรงๆ ชัดๆ ลงไปยังชนบทและภาคที่ได้รับความเดือดร้อน ประเทศไทยของเราก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในหลายรัฐบาล

ต้องมาดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยทำกันมา อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แค่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ครั้งแรกสมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบกว่า 2,500 ล้านบาท ทำโครงการที่โด่งดังที่สุดโครงการหนึ่ง "เงินผัน" ว่าจ้างแรงงานในท้องถิ่น
ครั้งที่ 2 ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โครงการสร้างงานในชนบท
ครั้งที่ 3 ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างงานภาคฤดูร้อน
ครั้งที่ 4 โครงการมิยาซาว่ายุค นายชวน หลีกภัย
ล่าสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล

เชื่อว่า รัฐบาลนี้คงจะศึกษาข้อดี ข้อด้อย และจุดรั่วไหลของโครงการเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว รวมทั้งได้ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เรื่องดีที่ทั้งคนที่เคยทำและคนที่เคยติดตามตรวจสอบแล้ว นำมาปรับปรุงต่อยอดให้สามารถสร้างงาน วางรากฐานประเทศ และลดผลกระทบจากวิกฤติไปพร้อมๆ กัน
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

จึงไม่แปลกที่คนในภาคอุตสาหกรรม อย่าง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้นโยบาย “ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเงินกระตุ้นระดับ “รากหญ้า” ให้ถึงชาวบ้านโดยเร็ว
เพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น

สำหรับเม็ดเงินที่ลงสู่รากหญ้านั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ง่ายต่อการเบิกจ่าย และต้องให้ท้องถิ่นนำเงินมาใช้ในการจ้างงานคล้ายกับงบมิยาซาว่าเดิม แต่รัฐต้องปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้มากขึ้น แบ่งเป็นนำมาเป็นค่าจ้างชั่วคราวแก่นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ว่างงานให้กับ องค์กรระดับท้องถิ่น เช่น พนักงานการพัฒนาท้องถิ่น บัญชี การวิจัย การอบรมวิชาชีพแก่ชาวบ้าน เป็นต้น โดยอาจเป็นการจ้างงานระยะสั้น 6 เดือน-1 ปี เพราะเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกและบริษัทหลายแห่งสามารถวางแผนขยาย กิจการต่อไปได้
ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสริมท้องถิ่นให้ก่อสร้างโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น
สร้างถนน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการและแรงงานระดับล่าง หรือ โครง การจ้างงานบัณฑิตใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาแล้ว

ส่วนภาคธุรกิจนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ในช่วงของครึ่งปีแรกไม่ให้ บริษัทปิดกิจการหรือลดคนงานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขาดสภาพคล่องและยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง
แต่หากประคองกิจการได้อีก 6 เดือน เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

เช่นเดียวกับ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยรอการกระตุ้นจากงบกลาง 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินลงสู่ระบบได้ในเดือนเมษายน 2552 จะส่งผลให้เกิดการบริโภคและผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีสามารถ จำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานตามมา
การจะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในวันนี้ไปได้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

กลางปีนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนา จะมีงานใหญ่เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสากลสำคัญของโลก จะมี 70 ประเทศมาร่วม ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2552 จะพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์ ถ้าคนไทยยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ บ้านเมืองมีสันติสุข ก็จะเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง

แต่ที่ยังป็นห่วงกันมาก นอกจากผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คือ “การเมือง” จากการแตกแยก แบ่งสี แบ่งขั้ว ทั้งๆ ที่ทุกคนร้อง “เพลงชาติ” เพลงเดียวกัน ที่มีเนื้อร้องระบุไว้ชัดว่า “รักสามัคคี”

ถ้าความขัดแย้งยังมีอยู่ ย่อมส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดไว้ โอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมีสิทธิ์ติดลบก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงครับ

ที่น่าห่วงพอๆ กัน คือ “ม็อบพันธมาร” ตัวการทำลายเศรษฐกิจ จนวันนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของประเทศเสีย หายย่อยยับ กับรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” ที่เข้ามาฟื้นฟูกอบกู้ ดูแล้วมันแยกกันไม่ออกครับ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอา ส.ส. สอบตก ที่เป็นหัวหอกสำคัญของ “ม็อบพันธมาร” มานั่งเป็นที่ปรึกษา มามีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล ถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งชาติฉาดใหญ่ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

3หัวโจกม็อบมารตีปี๊บ!!รบ.ให้โบนัสเลขา-ที่ปรึกษารมต.

'เทพเทือก' ดื้อตาใส! โดดป้อง 3 กบฏพันธมาร 'สำราญ-พิเชษฐ-ประพันธ์' ยันไม่ใช่โควต้า 'ม็อบโกเต็กซ์' แม้ใส่เสื้อสูท ปชป. ลือหึ่ง!! 'ผลประโยชน์ต่างตอบแทน' แจกเก้าอี้การเมืองปูนบำเหน็จ 'พันธมาร' เหตุก่อพฤติกรรม 'ดิบ-ถ่อย-เถื่อน' โค่นรัฐบาล พปช. 'สาทิตย์' สีข้างถลอก รับดันม็อบมีเส้น ชี้สังคมต้องเข้าใจ 'มาร์ค' ปัดเนียน!! ไม่เห็นชื่อ 'ยะใส' ในลิสต์เลขาฯรมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ให้โควต้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่เป็นข่าวแต่ อย่างใด ส่วนที่มีรายชื่อแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นั้นเนื่องจากเป็นอดีตผู้สมัครของพรรคที่เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ออกไปเคลื่อนไหวตามแนวความคิดของตนเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน บุคคลเหล่านี้จึงเป็นบุคคลของพรรคไม่ใช่โควต้าพันธมิตรฯ ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถและตนไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็น พันธมิตรฯ

มาร์คปัดไม่มีชื่อ'ยะใส'

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่าการตั้งทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีหลักการพิจารณา 2 ด้านคือ คุณสมบัติเหมาะสมต่อตำแหน่งหรือไม่ และเป็นบุคคลที่เคยช่วยงานพรรคประชาธิปตย์ ขณะเดียวกันก็ฟังเสียงของประชาชนด้วย หากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องสามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะหากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ และหากเป็นพันธมิตรฯอย่างเดียว ก็จะชี้แจงให้สังคมเข้าใจยากขึ้น ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลจะตั้งใครก็ต้องอธิบายสังคมได้ด้วย

ทั้งนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์สั้นๆ ก่อนเข้าประชุมครม.ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ยังเห็นรายชื่อของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปัดที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับรายชื่อของนายสำราญ นายพิเชษฐ และนายประพันธ์ โดยทั้งนี้คาดว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครม.แล้ว นายกฯอาจจะมีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

‘มาร์ค’ ลั่น ตั้ง ลิ่วล้อพันธมิตรเป็นเลขาฯที่ปรึกษารัฐมนตรี ไม่ใช่โบนัส

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการแต่งตั้งที่ ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการแต่งตั้งบุคคลที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการพิจารณาซึ่งมีการอนุมัติการแต่งตั้งหลายกระทรวง ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าคนที่ขึ้นเวทีจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ อีกทั้งตนได้กำชับไปแล้วว่าให้มีการดำเนินกับกลุ่มที่กระทำความผิดทุกกลุ่ม ซึ่งได้มีการสอบถามไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร)ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่ากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

เมื่อถามว่านายประพันธ์ คูณมี ก็เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายประพันธ์ความจริงแล้วในส่วนของพรรคได้ทำงานการเมืองกับพรรคและเป็นคณะทำ งานของพรรคอยู่ ซึ่งทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งตรงนี้ได้มีการซักซ้อมถึงแนวทางการทำงานชัดเจน อีกทั้งได้พูดถึงนโยบายที่กำลังเดินหน้าในการที่จะให้การเมืองกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ ฉะนั้นหากออกนอกลู่แนวทางนี้ก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งนายประพันธ์ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้อยู่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรีท่านนั้นทำงานในด้านนั้น คงไม่มีหน้าที่ในการที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ทางฝ่ายการเมืองของฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งก็สามารถทำได้ อย่างที่ตนได้เรียนไปแล้วว่าหากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะนี่คือหัวใจการทำงานของรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าประชาชนอาจจะมองว่าเป็นการให้โบนัสกับกลุ่มสนับ สนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีการให้หรือตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเต็มใจเข้ามาทำงาน

'เหลิม'ตอก"นายกฯ - สุเทพ"ใจถึงตั้ง พธม.เป็นเลขา-ที่ปรึกษารมต.

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรีตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคนเป็นเลขานุการ รัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินใจ แต่เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรียิ่งเป็นเรื่องที่ตอกย้ำว่า ปชป.เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ข้อกล่าว หาของพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องนี้คงไม่นำมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะน้ำหนักน้อย แต่ถือว่า นายกรัฐมนตรีกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ใจถึงมากที่ตัดสินใจในเรื่องนี้

นปช.รับไม่ได้เตรียมชุมนุมใหญ่

ด้านนายจตุพร พรหทพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรเข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้นเป็นการท้าทายความรู้สึกของ คนไทยทั้งประเทศ พยายามตอกย้ำว่าการตั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการยอมรับว่าประชาธิปัตย์เป็นกระบวนการเดียวกันกับกระบวนการที่ยึด สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล

และวันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องยั้งมืออีกแล้ว ควรจะตั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต จำลอง ศรีเมือง นายสมศักด์ โกศัยสุข และบรรดาแกนนำคนอื่นที่มีบทบาทในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งมาเป็นที่ปรึกษานายกฯเลย ส่วนที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าแกนนำพันธมิตรที่รัฐบาลตั้งนั้นเคยทำงานที่พรรค ประชาธิปปัตยมาก่อน แต่หากมีผลทางคดีว่าผิดจริงก็ต้องออกจากหน้าที่ดังกล่าว นายจตุพรกล่าวว่าในเมื่อบุคคลที่นายกรัฐมนตรีการันตีแต่งตั้งมาจะมีใครกล้า ดำเนินคดี เพราะนายอภิสิทธิ์ เองไม่กล้าดำเนินคดีแต่ยังมีการปูนบำเหน็จให้กับบรรดาแกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเป็นการเหยียบหน้าประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์แต่งตังบุคคลดังกล่าวก็แสดงว่าเป็นการยอมรับว่า พันธมิตรกับประชาธิปปัตย์เป็นพวกเดียวกัน

นอกจากนี้นายจตุพรยังแสดงภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มี นายอภิสิทธิ์นั่งเสมอกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเข้าเฝ้า ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำตามธรรมเนียม ปฏิบัติในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะตามปกติแล้วนายกฯจะต้องนั่งกับพื้นไม่เคยมีนายกฯคนไหนที่จะนั่งเช่น เดียวกับที่นายอภิสิทธิ์กระทำ

นายจตุพร ย้ำด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มจะไม่กระทำการใดๆ เหมือนที่พันธมิตรฯ กระทำอย่างแน่นอน

ครม.มีมติตั้ง 'ประพันธ์' นั่งที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทย์

นายศุภลักษณ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อนุมัติแต่งตั้งนายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนกระทรวงการคลังอนุมัติแต่งตั้งนายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการคลัง

กระทรวงพาณิชย์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงพาณิชย์ นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ และนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้งนายวีระชัย ถาวรพนต์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงแรงงาน และนายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงแรงงาน

กระทรวงมหาดไทย ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษารมช.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) และนายกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งนางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงสาธารณสุข ส่วนนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข และนายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงศึกษาธิการ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค ผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชายชาติ พุคยาภรณ์) กระทรวงยุติธรรม นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงยุติธรรม และนางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรมว.กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงคมนาคม นางกรรณิการ์ เขมาวุฒานนท์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.อนุมัติแต่งตั้ง นางสาวมัลลิการ์ บุญมีตระกูล เลขานุการรมว.กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้ง น.ส.ชมพูนุช นาคทรรพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการต่างประเทศ และนายชวนนท์ อินทรโกมารย์สุต เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นางอัญชลี วานิชเทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ ที่ปรึกษารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) นายสรวงสรรค์ จามจันทร์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล)