ผมไม่พูดเกินไปหรอกผมกล้าพูดว่า ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่จงรักภักดี ไม่เคยคิดจะล้มล้างสถาบันที่เป็นของคู่ประเทศไทยมายาวนาน ผมพูดได้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ เห็น ในหลวง ราชินี และทุกพระองค์ กับตาตัวเองจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นในรูปถ่าย เพียงแต่เราต้องจงรักภักดีแบบมีเหตุและผลบ้าง อย่าให้ความจงรักภักดีอยู่เหนือเหตุและผลโดยไม่รับฟังเสียงรอบข้างเลย Foreword อย่างเดียว Reword ไม่ได้เลย สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย สิ่งไหนที่การปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เราในฐานะประชาชนต้องแสดงความคิดเห็นได้ เพราะเราเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ประเทศเป็นของพระเจ้าอยู่หัว ผมถามพวกที่คลั่ง(ในWeb นี้เขาเรียกอย่างนั้น ) หน่อยว่า ถ้าประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่มีประชาชน จะอยู่ได้ไหม ???ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวเองพระองค์ท่านคงไม่ต้องการเป็นเจ้าของประเทศและตัด สิ
น พระทัยเพียงพระองค์เดียวในทุกเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์ท่านจะรู้ท
ุกเรื่อง และตัดสินพระทัยได้ถูกต้องทุกเรื่อง (ให้ดูจากกระแสพระราชดำรัส วันที่ 4 ธันวาคม 2548 ) พระองค์ท่านต้องการให้หลายๆฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาประเทศ โครงการทุน ฯหลวงที่ส่งไปร่ำไปเรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ใช่ให้กลับมาเพื่อสอนให้ปิดความคิดตัวเองแบบที่พวกคลั่งทั้งหลายคิดกัน
อยู่ แต่ที่พระองค์ท่านให้ทุนไปเรียนเพราะต้องการให้กลับมาพัฒนาประเทศ มิใช่หรือ?? การพัฒนาประเทศ หมายถึงพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ฯลฯ ไม่ใช่พัฒนาให้เตี้ยลงเตี้ยลง ถอยหลังเข้าคลอง ไม่รู้จักโตกลายเป็นลูกแหง่ที่ไม่ยอมโต คิดอะไรพูดอะไรวิจารณ์อะไร ไม่ได้เลย ยกตั้งกลุ่มชนชั้นปกครองขึ้นมาตัดสินประเทศทั้งประเทศ ไม่ฟังเสียงประชาชน แล้วประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างไร
ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาหลายบทความ ทั้งใน web นี้และ web อื่นๆ ทำให้พอจะรู้และเข้าใจว่า การแสดงความคิดเห็น หลายครั้ง ในประวัติศาสตร์จากผู้รู้ กรณีพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจถูกพวกเหล่าอำมาตย์ พวกนักการเมืองชั่วๆใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันเอง ไปตีความเรื่องความจงรักภักดีการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กันหมด จากกรณีเช่น ดร.หยุด แสงอุทัย , ท่านปรีดี พนมยงค์ สุดท้ายนักวิชาการเหล่านั้นถูกกฎหมายเล่นงาน ไม่สามารถนำเสนออะไรที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวต่อไปอีกได้
พวกที่คลั่งทั้งหลาย ท่านรู้หรือไม่ว่า พวกอำมาตย์หรือนักการเมืองชั่วๆ มันใช้กฎหมาย ม.112 ไปเพื่อทำลายคนที่จะใหญ่เกินหน้าพวกมัน หรือพวกท่าน เชื่อถือคนพวกนี้ทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวมันเอง ไม่รู้ว่ามันจงรักภักดีจริงหรือไม่ ? ? หรือแค่แอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง แล้วเอากฎหมายนี้มาเป็นอาวุธ ทำลายฝ่ายตรงกันข้าม
วันนี้ผมคงไม่คาดหวังว่าพวกท่านจะต้องเห็นดีเห็นงามไปกับผมหมด เพราะผมบอกแล้วว่านี่เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ผมหวังว่าท่านอาจจะเก็บและคิดไว้ในใจก็ได้ที่จะคิดในมิติของตัวเองบ้างที่
แตกต่าง ไม่ใช่คล้อยตามเหล่าอำมาตย์ นักการเมือง หรือชนชั้นปกครองไปทั้งหมด และก็ไม่ใช่จะเชื่อข้อมูลใน web นี้ทั้งหมด เพื่อ อะไร?? ก็เพื่ออนาคต รุ่นลูก รุ่นหลาน ของพวกท่านจะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ก่อนที่จะทิ้งประเทศไทยไปเพราะรับไม่ได้กับการปกครองที่ล้าหลังแบบปัจจุบั
นนี้ อย่างที่เขาเรียกกันว่า สมองไหล นั่นแหละ
จากคุณ dol ฟ้าเดียวกัน
CBOX เสรีชน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมิ่นประมาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมิ่นประมาท แสดงบทความทั้งหมด
15 มกราคม, 2552
14 มกราคม, 2552
แถลงข่าวโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กรณีคดีหมิ่นเดชานุภาพ
อย่างที่ทราบ กัน ผมได้รับหมายเรียกพบตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. คดีนี้มาจากหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษของผมชื่อ “A Coup for the Rich” ซึ่งตีพิมพ์ในต้นปี ๒๕๕๐
มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน ประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพทาง วิชาการ แต่สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง
1. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นอุปสรรคในการทำงานของสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและห้ามไม่ให้พลเมืองตรวจสอบ สถาบันกษัต
ริย์ด้วยความโปร่งใส พลเมืองไทยถูกชักชวนให้เชื่อว่าเราดำรงอยู่ในระบบกษัตริย์แบบโบราณ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบศักดินา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข
2. การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นการพยายามจำกัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา เป็นการพยายามที่จะห้ามการคิดเองเพื่อส่งเสิรมระบบท่องจำในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่ดีคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเมื่อมีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชวัง มีความคาดหวังในสังคมว่าเราจะชื่นชมและยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่การล้างสมองแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะสังคมใดที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องในโยบายเศรษฐกิจและการเมืองไม่ ได้ ย่อมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา
3. กองทัพมักจะอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ แต่ทหารไทยมีประวัติอันยาวนานในการทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการทำรัฐประหาร บ่อยครั้งรัฐประหารดังกล่าวจะอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ รัฐประหารหาร 19 กันยา เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการอ้างถึงสถาบันกษัตริย์เพื่ออ้างความชอบธรรมกับการปฏิบัติของทหาร ดังนั้นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้โดยทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา การสร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมกับตนเองโดยทหารและกลุ่มอื่นๆ
4. ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายประชาธิปไตยทั่วโลกมีเสถียรภาพ ในขณะที่ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ ดั้งนั้นเราจะต้องสรุปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพกับสถาบันกษัตริย์แต่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ อื่น
5. ผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาผมเพราะผมมีจุดยืนและอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ นักเคลื่อนไหวอื่นหลายคนถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน และเราไม่ควรจะลืมกรณีของพวกเขา เราจะต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในสังคมไทยและเวทีสากล
หนังสือ A coup for the rich
ผม เขียนหนังสือเล่มนี้ หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อเป็นการวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยในเชิงวิชาการจากจุดยืนที่สนับสนุน ประชาธิปไ
ตย ในขณะที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด ผมได้เสนอว่าการทำรัฐประหารขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผมเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารประกอบไปด้วย ทหาร พันธมิตรฯ นักธุรกิจบางส่วน นักเสรีนิยมสุดขั้ว และข้าราชการอนุรักษ์นิยม กลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมในการดูถูกคนจน เขาไม่ชื่นชมในระบบประชาธิปไตย เพราะเขามองว่าคนจนไม่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง และเขาเกลียดชังพรรคการเมืองของทักษิณเพราะมีความสามารถในการชนะการเลือก ตั้งในขณะที
่เขาเองชนะการเลือกตั้งไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในหนังสือของผม เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อในสังคมไทยว่าวิกฤตินี้มาจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันก
ษัตริย์ กับทักษิณ ประเด็นนี้อาจจะสร้างความโกรธแค้นในหมู่ทหาร คมช. เพราะเขาต้องการสร้างความชอบธรรมจากพระราชวังในการทำรัฐประหาร ในประเด็นนี้ผมพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยการตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยควรจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิ
ปไตยหรือไม่ ในบทที่สองของหนังสือ ผมพยายามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ในยุคนี้เป็นสถาบันสมัยใหม่ ไม่ใช่สถาบันศักดินา
ผม ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงข้อกล่าวหาว่าผมได้ก่ออาชญากรรมด้วยการเขียนหนังสือเล่ม นี้ และผมพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ
13 มกราคม 2552
มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน ประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพทาง วิชาการ แต่สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง
1. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นอุปสรรคในการทำงานของสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและห้ามไม่ให้พลเมืองตรวจสอบ สถาบันกษัต
ริย์ด้วยความโปร่งใส พลเมืองไทยถูกชักชวนให้เชื่อว่าเราดำรงอยู่ในระบบกษัตริย์แบบโบราณ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบศักดินา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข
2. การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นการพยายามจำกัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา เป็นการพยายามที่จะห้ามการคิดเองเพื่อส่งเสิรมระบบท่องจำในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่ดีคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเมื่อมีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชวัง มีความคาดหวังในสังคมว่าเราจะชื่นชมและยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่การล้างสมองแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะสังคมใดที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องในโยบายเศรษฐกิจและการเมืองไม่ ได้ ย่อมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา
3. กองทัพมักจะอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ แต่ทหารไทยมีประวัติอันยาวนานในการทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการทำรัฐประหาร บ่อยครั้งรัฐประหารดังกล่าวจะอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ รัฐประหารหาร 19 กันยา เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการอ้างถึงสถาบันกษัตริย์เพื่ออ้างความชอบธรรมกับการปฏิบัติของทหาร ดังนั้นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้โดยทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา การสร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมกับตนเองโดยทหารและกลุ่มอื่นๆ
4. ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายประชาธิปไตยทั่วโลกมีเสถียรภาพ ในขณะที่ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ ดั้งนั้นเราจะต้องสรุปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพกับสถาบันกษัตริย์แต่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ อื่น
5. ผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาผมเพราะผมมีจุดยืนและอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ นักเคลื่อนไหวอื่นหลายคนถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน และเราไม่ควรจะลืมกรณีของพวกเขา เราจะต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในสังคมไทยและเวทีสากล
หนังสือ A coup for the rich
ผม เขียนหนังสือเล่มนี้ หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อเป็นการวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยในเชิงวิชาการจากจุดยืนที่สนับสนุน ประชาธิปไ
ตย ในขณะที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด ผมได้เสนอว่าการทำรัฐประหารขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผมเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารประกอบไปด้วย ทหาร พันธมิตรฯ นักธุรกิจบางส่วน นักเสรีนิยมสุดขั้ว และข้าราชการอนุรักษ์นิยม กลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมในการดูถูกคนจน เขาไม่ชื่นชมในระบบประชาธิปไตย เพราะเขามองว่าคนจนไม่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง และเขาเกลียดชังพรรคการเมืองของทักษิณเพราะมีความสามารถในการชนะการเลือก ตั้งในขณะที
่เขาเองชนะการเลือกตั้งไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในหนังสือของผม เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อในสังคมไทยว่าวิกฤตินี้มาจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันก
ษัตริย์ กับทักษิณ ประเด็นนี้อาจจะสร้างความโกรธแค้นในหมู่ทหาร คมช. เพราะเขาต้องการสร้างความชอบธรรมจากพระราชวังในการทำรัฐประหาร ในประเด็นนี้ผมพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยการตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยควรจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิ
ปไตยหรือไม่ ในบทที่สองของหนังสือ ผมพยายามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ในยุคนี้เป็นสถาบันสมัยใหม่ ไม่ใช่สถาบันศักดินา
ผม ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงข้อกล่าวหาว่าผมได้ก่ออาชญากรรมด้วยการเขียนหนังสือเล่ม นี้ และผมพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ
13 มกราคม 2552
ป้ายกำกับ:
112,
ใจ อึ้งภากร,
ทักษิน ชินวัตร,
ประชาชน,
ประชาธิปไตย,
หมิ่นประมาท,
หมิ่นพระบรม
เจ้สั่งมา.............
ศาลยกฟ้อง 'ประสาร' โดน 'ทักษิณ' ฟ้องหมิ่น [13 ม.ค. 52 - 17:15]
ผู้ สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (13 ม.ค.) ว่า ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายถารัด สมบัติบุญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ในประเทศ หรือ สปทช. ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2550 ถึงวันที่ 5 พ.ค. 2550 จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในทำนองที่ปรึกษาบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ที่รับงานพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขยับฐานะประเทศไทยไปอยู่ในบัญชีต้องจับตาเป็นพิเศษเรื่องของการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นการทำลายประเทศ
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยให้สัมภาษณ์ขณะดำรงตำแหน่ง ที่ขณะนั้นไทยกำลังถูกจับตามองจากสหรัฐฯ เรื่องสิทธิบัตรยาและลิขสิทธิ์ ดังนั้น จำเลยจึงแถลงข่าวไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้ถ้อยคำที่ใช้จะเป็นความเห็นส่วนตัวและรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีเจตนาใส่ร้ายหมิ่นประมาทโจทก์
นอกจากนั้น พยานโจทก์เองก็ไปเจือสมกับพยานจำเลยว่า ข้อความดังกล่าวไม่รู้สึกทำให้โจทก์เสียหาย ประกอบกับคดีนี้ โจทก์ไม่มาเบิกความ เพราะหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แม้มอบเอกสารให้ผู้แทนคดีมาเบิกความ แต่ก็ไม่ได้ลงลายมือในเอกสารคำคู่ความต่อศาล เพียงแต่เซ็นชื่อที่สถานทูตไทยในลอนดอนเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงพิพากษายกฟ้อง
โพสต์โดย : 1111
เจ้สั่งมา.............
ผู้ สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (13 ม.ค.) ว่า ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายถารัด สมบัติบุญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ในประเทศ หรือ สปทช. ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2550 ถึงวันที่ 5 พ.ค. 2550 จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในทำนองที่ปรึกษาบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ที่รับงานพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขยับฐานะประเทศไทยไปอยู่ในบัญชีต้องจับตาเป็นพิเศษเรื่องของการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นการทำลายประเทศ
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยให้สัมภาษณ์ขณะดำรงตำแหน่ง ที่ขณะนั้นไทยกำลังถูกจับตามองจากสหรัฐฯ เรื่องสิทธิบัตรยาและลิขสิทธิ์ ดังนั้น จำเลยจึงแถลงข่าวไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้ถ้อยคำที่ใช้จะเป็นความเห็นส่วนตัวและรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีเจตนาใส่ร้ายหมิ่นประมาทโจทก์
นอกจากนั้น พยานโจทก์เองก็ไปเจือสมกับพยานจำเลยว่า ข้อความดังกล่าวไม่รู้สึกทำให้โจทก์เสียหาย ประกอบกับคดีนี้ โจทก์ไม่มาเบิกความ เพราะหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แม้มอบเอกสารให้ผู้แทนคดีมาเบิกความ แต่ก็ไม่ได้ลงลายมือในเอกสารคำคู่ความต่อศาล เพียงแต่เซ็นชื่อที่สถานทูตไทยในลอนดอนเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงพิพากษายกฟ้อง
โพสต์โดย : 1111
เจ้สั่งมา.............
หมิ่นประมาท
"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"
คำ ว่า "หมิ่นประมาท" ตามพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง " ชื่อความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง"
หมิ่นประมาทตามกฎหมาย แยกออกได้เป็น
"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"
หมิ่นประมาทในทางแพ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า
" ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความจริงไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"
ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า
" ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท"
การกล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายโดยตรง ไม่เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่อาจมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
คู่ความหรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
ความแตกต่างของหมิ่นประมาทในทางแพ่งกับหมิ่นประมาททางอาญาต่างกันตรงที่ "เจตนา"
กล่าวคือ หมิ่นประมาททางอาญา จะต้องกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยไม่เจตนา หรือโดยประมาท ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา
ส่วนในทางแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาก็ถือว่าหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ ก็ต้องรับผิดทางละเมิด
ความต่างอีกประการหนึ่ง คือ "ข้อความที่กล่าว"
ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
ตรง ข้ามกับทางอาญา แม้จะเป็นข้อความที่เป็นจริง ก็อาจมีความผิดได้ เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความเสียหาย....
ความ ผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา ผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ส่วนความเสียหายอื่นๆ นอกจากที่กฎหมายกำหนด เช่น เสียหายต่อทางทำมาหาได้ การใส่ความนั้นก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญาแต่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง
ส่วน หมิ่นประมาทในทางแพ่ง กำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าทางอาญา พราะนอกจากความเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณ หรือทางเจริญอีกด้วย
เช่น นาง ก. แม่ค้าขายหมูปิ้งได้กล่าวกับลูกค้าที่มาซื้อของตนว่าอย่าไปซื้อไก่ปิ้งของ นาย ข. เด็ดขาดเพราะนาย ข. ใช้ไก่ที่ตายด้วยโรคมาปิ้งขาย เช่นนี้ก็เป็นหมิ่นประมาททางแพ่งได้เพราะเป็นการเสียหายต่อทางทำมาหาได้ของ นาย ข. เป็นต้น
หมิ่นประมาท ต่างกับ ดูหมิ่น คือ
หมิ่นประมาทเป็นการใส่ความโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างต่อบุคคลที่สาม ทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง
ส่วน การดูหมิ่นเป็นการกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น ซึ่งไม่ถึงกับให้ผู้อื่นนั้นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ
ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
และไม่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง
++++++++++++++++++++++
แอบสงสัยความหมายของคำว่า...หมิ่น...
ไปหามา....เพิ่มเติมจาก
http://www.dtl-law.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359415&Ntype=7
คำ ว่า "หมิ่นประมาท" ตามพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง " ชื่อความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง"
หมิ่นประมาทตามกฎหมาย แยกออกได้เป็น
"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"
หมิ่นประมาทในทางแพ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า
" ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความจริงไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"
ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า
" ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท"
การกล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายโดยตรง ไม่เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่อาจมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
คู่ความหรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
ความแตกต่างของหมิ่นประมาทในทางแพ่งกับหมิ่นประมาททางอาญาต่างกันตรงที่ "เจตนา"
กล่าวคือ หมิ่นประมาททางอาญา จะต้องกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยไม่เจตนา หรือโดยประมาท ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา
ส่วนในทางแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาก็ถือว่าหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ ก็ต้องรับผิดทางละเมิด
ความต่างอีกประการหนึ่ง คือ "ข้อความที่กล่าว"
ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
ตรง ข้ามกับทางอาญา แม้จะเป็นข้อความที่เป็นจริง ก็อาจมีความผิดได้ เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความเสียหาย....
ความ ผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา ผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ส่วนความเสียหายอื่นๆ นอกจากที่กฎหมายกำหนด เช่น เสียหายต่อทางทำมาหาได้ การใส่ความนั้นก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญาแต่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง
ส่วน หมิ่นประมาทในทางแพ่ง กำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าทางอาญา พราะนอกจากความเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณ หรือทางเจริญอีกด้วย
เช่น นาง ก. แม่ค้าขายหมูปิ้งได้กล่าวกับลูกค้าที่มาซื้อของตนว่าอย่าไปซื้อไก่ปิ้งของ นาย ข. เด็ดขาดเพราะนาย ข. ใช้ไก่ที่ตายด้วยโรคมาปิ้งขาย เช่นนี้ก็เป็นหมิ่นประมาททางแพ่งได้เพราะเป็นการเสียหายต่อทางทำมาหาได้ของ นาย ข. เป็นต้น
หมิ่นประมาท ต่างกับ ดูหมิ่น คือ
หมิ่นประมาทเป็นการใส่ความโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างต่อบุคคลที่สาม ทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง
ส่วน การดูหมิ่นเป็นการกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น ซึ่งไม่ถึงกับให้ผู้อื่นนั้นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ
ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
และไม่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง
++++++++++++++++++++++
แอบสงสัยความหมายของคำว่า...หมิ่น...
ไปหามา....เพิ่มเติมจาก
http://www.dtl-law.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359415&Ntype=7
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
