CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรภพ เพ็ญแข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรภพ เพ็ญแข แสดงบทความทั้งหมด

28 พฤศจิกายน, 2552

จักรภพ เพ็ญแข แสดงความไว้อาลัย นายกสมัคร สุนทรเวช


วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒

วันนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ออกหนังสือแสดงความไว้อาลัย ต่อ อดิตนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของไทย ที่ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 23 พย 2552 โดย ได้แจกจ่ายไปยังสำนักข่าว และแฟนคลับต่าง โดยมีเนื้อหา ดังนี้

 

ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่  ๒๕  ของประเทศไทย ได้จากเราไปแล้วในวันนี้ (วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒) ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักและเคารพท่านอย่างสูง และในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในรัฐบาลที่ท่านเป็นหัวหน้า ผมขอกราบท่านไปจากแดนไกลด้วยหัวใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่น และเช่นเดียวกับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้ส่งข้อความผ่าน ทวิตเตอร์มาก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมของท่าน แต่จะพยายามไปร่วมงานปลงศพในวันใดก็ตามที่ครอบครัวของท่านกำหนดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

 

            ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจมั่นคงและมีภาวะผู้นำทางการเมืองอันสูงยิ่ง ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมได้เห็นการตัดสินใจอันสุขุมรอบคอบและได้รับความรู้ตลอดจนความกรุณาจากท่าน ในหลายกรณี  โดยเฉพาะเมื่อผมถูกกล่าวร้ายว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนภายหลังต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองนั้น ฯพณฯ นายสมัครฯ มีความหนักแน่น และโอบอุ้มผมจนนาทีสุดท้าย ท่านไม่ยอมให้ศัตรูของฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน จนท่านเองก็เสี่ยงภัยทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต


ขอให้ดวงวิญญาณอันมั่นคงของท่านไปสู่สัมปรายภพเถิด.


ด้วยความเคารพอย่างสูง

นายจักรภพ เพ็ญแข

21 ตุลาคม, 2552

แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

11 ตุลาคม, 2552

เหตุ(เคย)เกิดที่พม่า


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19


ใน เวลาที่เขาเร้ากระแสชาตินิยมกันจนคลั่ง อย่างกรณีกัมพูชา ปราสาทพระวิหาร และฮุนเซ็นในขณะนี้ การแสดงความเห็นใดๆ ทำได้ยากยิ่ง เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าไม่รักชาติหรือขายชาติ

คนส่วนใหญ่ ก็ต้องนั่งนิ่งสยบยอม จนบางครั้งเกิดสงครามลุกลามใหญ่โตคร่าชีวิตชาวบ้านและลูกชาวบ้านคือทหารไป ไม่รู้จักเท่าไหร่ ในขณะที่อำมาตย์คนสั่งนั่งสบายอยู่ที่เมืองหลวงและปลอดภัยดี

ความรักชาติ (patriotism) เป็นลัทธิเกิดใหม่ของโลกเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง เมื่อเกิดการรวมกลุ่มประชากรขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ชาติ หรือ ประเทศ การรวมกลุ่มชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่แตกต่างอย่างมากจากรัฐแบบโบราณ ลัทธินี้ทำให้กลุ่มคนในแต่ละ “ชาติ” หรือ “ประเทศ” เกิดผูกพันกับสังกัดของตนอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้น จนเกิดแนวคิดเชิงปรัชญาขึ้นมาทั่วโลก เช่น ตัวตายดีกว่าชาติตาย สละชีพเพื่อชาติ “ความฝันอันสูงสุด” เป็นต้น

ลัทธิรักชาติคือต้นเหตุที่สำคัญของสงครามโลกทั้งสองครั้ง และเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากเป็นทหารด้วยอุดมการณ์

ถ้าจะเรียกเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นโปรแกรมที่ฝังลึกเข้าไปสมองอย่างถอดถอนแทบไม่ได้

อย่า กระนั้นเลย ขอเล่าเรื่องของไทยกับประเทศอื่น และเป็นเรื่องที่สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีกัมพูชาจะดีกว่า เพราะพูดเรื่องปัจจุบันคงมีคนไม่สบอารมณ์เอาง่ายๆ

เรื่องนี้เกิดขึ้นและจบลงเมื่อไม่นานปีมานี้ นั่นคือในขณะที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ฉากเปื้อนเลือดของกรณีนี้ไม่ใช่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่เป็นสหภาพเมียนมา ร์หรือพม่า และมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของไทยที่สั่งการให้เปิดศึก กับกัมพูชาเที่ยวนี้ล่ะครับ

ฟังแล้วจะได้ทราบทั่วถึงกันว่า ฝ่ายอำมาตย์ของไทยเขาคิดอะไรกับเพื่อนบ้าน และเขาก่อปัญหากับคนที่เขาไม่ชอบและจะกดหัวให้ต่ำกว่าเขาอย่างไร

จู่ๆ ในคืนหนึ่งของปีใดคงไม่ต้องระบุชัด ก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 ร่อนลงในพื้นที่ที่ใกล้กับตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และมีทหารไทยจำนวนหนึ่งกรูออกมาพร้อมอาวุธครบมือ ทหารเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ไม่ใช่เครื่องแบบในราชการทหารไทย แต่เป็นชุดของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่สู้รบกับรัฐบาลพม่ามาหลายสิบปี

จากนั้นก็เข้าตีที่ทำการของทหารพม่าในพื้นที่อย่างรุนแรง ทั้งด้วยอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก จนทหารพม่าที่ไม่ได้ตั้งตัวจนล้มตายไปเป็นจำนวนร้อยๆ นาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาวุโสลำดับสองของพม่า พลเอกหม่องเอ กำลังเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายก ทักษิณฯ อยู่ด้วย

ความต้องการก็คือแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับเพื่อนบ้านที่รัฐบาลเลือกตั้งในขณะ นั้นกำลังขยายสัมพันธไมตรีในทุกด้านเพื่อให้ประชาชนของประเทศได้รับประโยชน์

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คือผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

พลโทวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ คือแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ในขณะนั้น

กล้าสร้างเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการปกป้องรักษาแผ่นดินไทย เพราะไทยกับพม่ามิได้มีปัญหาใดๆ เป็นพิเศษระหว่างกันในช่วงนั้นเลย เพียงเพื่อการแสดงออกว่าอำมาตย์ไทยต้องการเป็นศัตรูตลอดชาติกับพม่าและไม่ ยอมให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกมาอย่างท่วมท้นคนใดเข้ามาเปลี่ยนสภาพ ศัตรูให้กลายเป็นมิตรเป็นอันขาด

ฆ่าคนเขาตายเป็นเบือเพียงเพื่อเอาใจใครบางคนที่ถูกฝังชิปไว้ในหัวให้เกลียดเพื่อนบ้านราวกับคนที่มีปัญหาทางจิตเข้าขั้นอาละวาด

ไม่ต่างอะไรนักจากความเกลียดชังเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกอย่างในขณะนี้

กรรมสิทธิ์เรื่องปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณกลับกลายเป็นเรื่องรอง

เรื่องหลักคือความแค้นอันสุนทรที่เป็นแผลเรื้อรังมาหลายสิบปีและยังเสียหน้า อย่างสาหัสมาจนทุกวันนี้ จนถึงขั้นสั่งการให้ “สร้างเรื่อง” ให้จงได้ โดยเริ่มจากการจุดไฟใส่ประเด็นโดยพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ตามด้วยการทำงานของทหารบางส่วนในกองทัพภาคที่ ๒ เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่น วางกับระเบิดในพื้นที่ทับซ้อน เคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน เป็นต้น

ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ถึง กับเอาทหารชุดดำจำนวนหนึ่งใส่เฮลิคอปเตอร์ไปไล่ยิงชาวบ้านของฝ่ายตรงข้ามจน เกิดข่าวว่าเด็กหนุ่มอายุเพียง ๑๖ กับ ๑๗ ปีต้องตกเป็นเหยื่อและคนหนึ่งถูกเผาทิ้งจนหาศพแทบไม่ได้

พอผู้นำฝ่ายเขาต่อว่าต่อขานแรงๆ ก็เอาท่อนคำพูดที่ฟังแล้วสะเทือนใจที่สุดมาฉายแล้วฉายอีกให้คนไทยทั้งประเทศโกรธ

เพราะคนทำเขารู้ดีว่าเรื่องของความรักชาตินั้นทะลุทะลวงได้ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง

ใครกำลังจะถึงคราวเคราะห์เหมือนอำมาตย์ไทยในช่วงนี้ อาจต้องคิดถึงเล่ห์กระเท่แบบนี้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

เรื่องพม่านั้นจบลงตรงที่ว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีขอย้ายผู้นำฝ่ายทหารฐานที่ปฏิบัติการขนาดนี้แล้วยัง ไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา แต่กลับถูกห้ามและสั่งให้ไปโยกย้ายเอาในช่วงก่อนเดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดู กาลปกติธรรมดาเพื่อรักษาหน้า นายกรัฐมนตรีคนนั้นก็เลยต้องกลืนเลือด

ตอนหลังไม่ยอมอนุมัติงบเติมน้ำมันให้กับรถถังที่ไปปฏิบัติภารกิจหาเรื่อง เพื่อนบ้านกลับมาก็ถูก “โกรธ” จากผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศอย่างหนัก

เห็นไหมครับว่าผู้ปฏิบัติการลับครั้งนั้นเขากล้าทำเพราะอะไร

ก็เพราะเขาได้รับคำสั่งโดยตรงมาให้ทำ และคนที่สั่งก็อยู่ในฐานะที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ทำได้ ไม่ว่าจะขัดนโยบายของรัฐบาลหรือจะผิดกฎหมายกี่ข้อกี่กระทงก็ตาม

เรื่องกัมพูชาไม่มีอะไรเล่าเพิ่มเติม นอกจากจะบอกว่านี่แหละคือนโยบายต่างประเทศที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องของระบอบ อำมาตยาธิปไตยไทย

ดูกันเอาเองเถิดครับ.


-----------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าว สารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)


19 กรกฎาคม, 2552

จักรภพ เพ็ญแข:ก้าวที่ถูกและผิดของฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
17 กรกฎาคม 2552

เขา รู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ


ผมนั่งดูข่าวการช่วงชิงอำนาจในฮอนดูรัสด้วยความสนใจใกล้ชิด

เมื่อ สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันว่าได้เกิดการรัฐประหารเงียบกลางนครหลวงเตกูสิกัลปา ทหารเกือบ ๓๐๐ คนบุกจี้ตัวประธานาธิบดีและบังคับให้บินออกไปจากประเทศทั้งชุดนอน ประเทศทั่วโลกทั้งมหาอำนาจและไม่ใช่มหาอำนาจประสานเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ยอมรับการกระทำครั้งนี้ของฝ่ายทหารฮอนดูรัส และขู่จะต่อต้านต่างๆ นานา

ตัว ประธานาธิบดีมานูเอล เซเลน่าก็ไม่อยู่เฉย เดินสายขอความสนับสนุนไปทั่วโลก ขณะที่เขียนอยู่นี้ก็ได้ข่าวว่าอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกันและได้รับความสนับ สนุนเต็มที่จากประเทศนั้น

คำถามที่น่าสนใจมีอย่างน้อย ๒ ข้อคือ ๑) เราศึกษาอะไรได้บ้างจากกรณีฮอนดูรัส ๒) จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ถามเพื่อเอาคำตอบมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยนั่นล่ะครับ

ฝ่าย ประชาธิปไตยไทยได้รับประโยชน์ใหญ่อย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เมื่อทั่วโลกวิเคราะห์ถึงวิธีที่เขารวมหัวโค่นฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส เราก็เกิดสว่างวาบทางปัญญาขึ้นด้วย

ก่อนการรัฐประหาร มานูเอล เซเลน่าคือประธานาธิบดีที่กำลังใช้ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “การหารือสาธารณะโดยไม่มีข้อผูกพัน” หรือ “the non-binding public consultation” กำหนดให้เป็นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒

เรื่อง นี้แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ประธานาธิบดีขอถามประชาชนฮอนดูรัสว่าเราสมควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำสองหรือไม่ ถ้าประชาชนตอบว่าสนใจ ก็ยังไม่เด็ดขาด ต้องจัดการลงประชามติขึ้นในทันที หรือจะรอถามเมื่อวาระตำแหน่งของประธานาธิบดีใกล้จะสิ้นสุดลงในปลายปี ๒๕๕๒ ก็ได้

แต่เซเลน่ากำลังเป็นที่หวาดระแวง หวาดกลัว ไปจนถึงเกลียดชังของ “ฝ่ายอำมาตย์” ในฮอนดูรัสเป็นอย่างยิ่ง

เพราะนโยบายที่ค่อนมาทางสังคมนิยมขึ้นเรื่อยๆ ของเขา แถมประชาชนผู้มีรายได้ขนาดกลางและระดับรากหญ้าพอใจขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ ว่าข้าราชการระดับสูง ทหารใหญ่ ข้าราชการตุลาการ (โดยเฉพาะผู้พิพากษา) จนถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จ้องจะโค่นเขาลงทั้งนั้น เมื่อประชาชนทำท่าว่าจะต่ออายุอำนาจต่อให้เขาอีก โบราณวัตถุเหล่านี้ก็แผลงฤทธิ์ในทันที

เริ่มต้นจากฝ่ายถือปืน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฮอนดูรัสแสดงท่าทีปฏิเสธที่จะจัดกำลังพลและอุปกรณ์ ต่างๆ มาช่วยประธานาธิบดีจัดการหารือสาธารณะฯ ทั้งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่แตกต่างนักจากผู้บัญชาการทหารบกที่ปฏิเสธคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการควบคุม ฝูงชนที่ใช้ความรุนแรง ตลอดจนการคุ้มครองทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศ แต่ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งในฮอนดูรัสเขาไม่ต้องเกรงใจหรือเห็นแก่หน้า ใคร ไม่ต้องก่ายหน้าผากวิเคราะห์ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงถูกปลดแบบสายฟ้าแลบเป็นรายแรก

แต่ไม่ทันลงมือในรายที่สอง ศาลฮอนดูรัสกระโดดร่วมวงศ์ไพบูลย์ ออก โรงวินิจฉัยทันทีว่าคำสั่งปลดของประธานาธิบดีไม่ถูกต้องและขัดต่อรัฐธรรมนูญ สั่งให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายทหารผู้นี้กลับคืนสู่ตำแหน่งและอำนาจดังเดิม

จากนั้นตุลาการภิวัตน์แกก็เดินหน้าต่อ วินิจฉัยอีกว่าหากประธานาธิบดียังยืนกรานจัดการหารือสาธารณะฯ ต่อไป ให้ถือว่าประธานาธิบดีกระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน แต่เซเลน่าไม่ใส่ใจใดๆ ประกาศเดินหน้าถามประชาชนต่อไปเหมือนเดิม

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารอย่างเงียบๆ ขึ้นในช่วงย่ำรุ่งของวันหารือสาธารณะฯ นั่นเอง

คน ที่ฝ่ายอำมาตย์ฮอนดูรัสเลือกขึ้นมานั่งแป้นรักษาการแทนคือ โรเบอร์โต มิเชลเล็ตติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลำดับสองในการสืบทอดตำแหน่งอยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเกมนี้ถือเป็นไม้สอง ก็แสดงความสามารถดึงเสียงสมาชิกจำนวนมากมาสนับสนุนการแต่งตั้งตนเอง ส.ส. กลุ่มนี้ได้รับเลือกตั้งโดยตรงและไม่ใช่ฐานเสียงของประธานาธิบดี เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะตัวประธานาธิบดีก็ไม่ได้อยู่หรือไปด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ตามระบอบนี้อยู่ดี

ตัวอย่างนี้บอกเราว่า กลไกของฝ่ายอำมาตย์ที่ไหนก็ตามมักมีองค์ประกอบที่คล้ายกันเสมอ นั่นคือ

๑) กองทัพ
๒) ศาลและผู้พิพากษา
๓) นักการเมืองฝ่ายอำมาตย์




องค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำ หน้าที่เชียร์แขกอยู่แทบเท้าก็ไม่แตกต่างจากรัฐเผด็จการทั่วไปนัก ได้แก่นักวิชาการอนุรักษ์นิยมหรือไม่ก็ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม สื่อมวลชนผู้หลงใหลระบบอุปถัมภ์และการเล่นพวก องค์กรพัฒนาเอกชนที่ แสดงความสำคัญของตนด้วยกิจกรรมเชิงลบและยังชีพตลอดมาด้วยพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนสุดท้ายและเป็นปัจจัยตัดสิน คือมวลชนที่ตกเป็นเหยื่อของการครอบงำทางสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่าย อำนาจเดิมจนสับสน

เพราะประชาชนมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เขาก็เล่มเกมปั่นหัวหนักที่สุด

อด อยากยากจนแทบจะไส้ขาด เขาก็ชวนตั้งชื่อลูกหมีแพนด้าบ้าง ลูกช้างบ้าง อยู่เฉยๆ เขาก็ทำให้เกิดกลัวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จนสังคมแทบเป็นบ้า ทั้งๆ ที่คนไทยตายด้วยไข้หวัดสายพันธุ์เก่าและอุบัติเหตุทางรถยนต์ปีละไม่รู้เท่า ไหร่ นี่ยังไม่รวมประเด็นไร้สาระต่างๆ ที่เข้ามาครองพื้นที่ข่าวอยู่ทุกวัน จนเห็นชัดว่ารัฐบาลของฝ่ายอำมาตย์จะขึ้นครองอำนาจพร้อมข่าวที่ไร้สาระจนไม่ น่าจะเป็นข่าวเสมอ

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพื่อให้มวลชนลืมปัญหาอันแท้จริงของชาติ นั่นคือเศรษฐกิจที่ไร้อนาคตและความคิดที่จะปิดประเทศไทยของผู้มีอำนาจที่แท้ จริง เพราะความเปลี่ยนแปลงใหญ่ใกล้เข้ามาเต็มที จะยืดเวลาครองอำนาจให้นานที่สุดอย่างไร คิดมาคิดไป รูปแบบเมียนมาร์ก็ปรากฏขึ้น

แต่นั่นก็ยังไม่เด็ดที่สุด

นอก จากวิกฤติฮอนดูรัสเผยว่าใครคือผู้แสดงประจำของฝ่ายอำมาตย์บ้างแล้ว ประโยชน์สำคัญอีกหนึ่งคือทำให้เรารู้ว่าประชาคมระหว่างประเทศเขาก็รู้เท่า ทันวิธีสร้างอำนาจของอำมาตย์เหมือนกัน

เขารู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ

แล้วอะไรบ้างที่ถือว่าผิดพลาดในทางยุทธวิธีของฝ่ายประชาธิปไตย?

ประธานาธิบดี มานูเอล เซเลน่า อาจจะมุ่งมั่นชิงอำนาจคืนจนลืมอะไรบางอย่าง เดิมเกมการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาดจนเอาสหรัฐอเมริกามารับรองได้ใน วันที่ ๒๙ มิ.ย. หรือรุ่งขึ้นของการรัฐประหาร ทำให้องค์การรัฐอเมริกา หรือ OAS ลงมติเป็นเอกฉันท์ประณามการยึดอำนาจได้ในวันที่ ๔ ก.ค. ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับองค์กรนี้ คอสตาริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ OAS มอบหมายเป็นประเทศตัวกลางในการเจรจาหย่าศึกระหว่างประธานาธิบดีเซเลน่าที่ ประชาชนเลือกตั้ง และมิเชลเล็ตติที่อำมาตย์รวมหัวกันตั้ง ก็เพิ่งจบรอบแรกไปที่กรุงซานโฮเซ่ โดยฝีมือกรรมการกลางระดับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือประธานาธิบดีออสการ์ อาริอัส ซานเชซ

ถึงยังไม่ได้ความอะไรแต่ก็ยืนยันว่าเซเลน่ายังมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างครบถ้วนอยู่

ทั้ง ที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่แล้ว แต่เจ้าตัวเกิดใจร้อน บินกลับมายังฮอนดูรัสในวันที่ ๕ ก.ค. ๕๒ นัยว่าจะไปเดินขบวนร่วมกับมวลชนในการต่อสู้กับรัฐบาลฝ่ายอำมาตย์ ขนาดปราศรัยสดๆ ลงจากเครื่องบินมาที่สถานีโทรทัศน์ฝ่ายซ้ายคือเทเลซอร์ ปลุกใจเต็มที่ ขนาดใช้สำนวนว่า “เลือดของพระเจ้ากำลังหลั่งไหลเต็มตัวข้าพเจ้า และบัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะแบกไม้กางเขนเดินร่วมไปกับประชาชน

ฮอนดูรัส เป็นสาธารณรัฐแคธอลิคที่ออกจะเคร่งครัด อ้างอย่างนี้ก็พอเข้าใจได้ คนข้างล่างก็ฮือฮากันอย่างหนัก เหวี่ยงปะทะเข้ากับทหารและตำรวจที่มาสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินของเซเลน่าลง จนเกิดล้มตายและบาดเจ็บกันมาก ในที่สุดเซเลน่าก็ไม่ได้ลง ต้องบินต่อไปเอลซัลวาดอร์ เขาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าความจริงเขาพร้อมสู้ตายแล้ว แต่นักบินปฏิเสธไม่ยอมลง เนื่องจากกลัวอุบัติเหตุจากเครื่องกีดขวางต่างๆ ที่วางอยู่

ข้อคิดก็คือ ผู้นำประชาธิปไตยที่โลกเขามายืนอยู่ข้างตัวจนสามารถสร้างแรงกดดันได้แล้ว อย่าบุ่มบ่ามผลีผลามและเสี่ยงต่อ การทำให้ตัวเองบาดเจ็บล้มตายไปอย่างโง่เขลา ต้องมีศรัทธาต่อมวลชนและปล่อยให้พลังของระบอบประชาธิปไตยโลกได้ทำงาน ตัวเองค่อยเสริมเข้าไปอย่างนิ่มนวลในภายหลังเมื่อถึงจังหวะ เซเลน่าถูกต่อว่าจากผู้นำต่างๆ พอดูในประเด็นนี้

การเมืองไทยจะได้ รับประโยชน์ขนาดไหนจากกรณีฮอนดูรัส ขึ้นอยู่กับความเด็ดเดี่ยวทางความคิด ผู้นำประชาธิปไตยต้องมั่นคงว่าระบอบประชาชนเหนือกว่าอะไรทั้งหมด ความชัดเจนในแง่นี้ต้องมีมากและไม่แปรผัน ต้องท่องไว้เสมอว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น คืบก็ประชาชน ศอกก็ประชาชน

ใครถือตัวว่าไม่ใช่ประชาชน คนนั้นคือส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย.