CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นโยบาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นโยบาย แสดงบทความทั้งหมด

16 มกราคม, 2552

ประชาธิปัตย์ตบหน้าคนไทย

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจวันนี้ พูดได้เต็มปากว่า ถ้าธุรกิจเล็กๆ อยู่ไม่ได้ ที่ใหญ่ๆ ก็อย่าหวังเลยครับ เพราะทุกอย่างต้องโยงใยประสานกัน เหมือนฟันเฟืองที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ตราบใดที่คนในระดับรากหญ้า ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์กระโดดไปไหนได้เหมือนกัน

ถ้าจะปล่อยโอกาสไป ด้วยการเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ต้องหลุดมือไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่ประเทศของเราจะฟื้นตัว มีสูงกว่าหลายๆ ประเทศนัก

การท่องเที่ยว การส่งออก ยังเป็นความหวังที่อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ เพราะเรามีปัจจัยที่สำคัญ จะมาเอื้ออำนวยผลักดัน ช่วยให้สามารถฟันฝ่าพลิกผันสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ไปได้

หากเป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ ประเทศไทยจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดอย่างหนักหนาสาหัส จะมีคนงานที่เคยมีเงินเดือนไว้กินใช้ต้องตกงาน ไร้เงินเดือนมากถึง 1.63 ล้านคน

ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าคนที่ตกงาน 1.63 ล้านคน เคยได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนสร้างอัตราการขยายตัวจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จากการตกงานของคนเหล่านี้ 16,300 ล้านบาท และถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้ที่เคยรับมาจ่ายไปหมุนยังส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจได้สัก 3 รอบ เม็ดเงินที่หายไปจะทวีคูณเป็น 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้ ที่จะหายไปจากยอดขายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000 ล้านบาท และรายรับจากการท่องเที่ยวซึ่งคาดกันว่าจะลดลง 140,000 ล้านบาท

ดังนั้น ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ระบุว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในสิ้นเดือน มกราคมนี้ ในความคาดหวังของนักวิชาการและภาคเอกชน คือนอกจากจะต้องมีเงินพร้อมที่จะกดปุ่มจ่ายทันที
ไม่ใช่มาแค่ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายเท่านั้น

จะต้องมีความชัดเจนของโครงการ มีกำหนดเวลาของการขับเคลื่อน รวมทั้งการติดตามงานอย่างชัดเจน แม้จะเป็นมาตรการประคับประคอง เพื่อการเยียวยา ลดความเจ็บปวดและเสียหายให้ลดเหลือน้อยที่สุดเท่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างงานเพิ่มเสริมรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะโครงการที่อนุมัติได้เร็ว เริ่มก่อสร้างและทำงานได้เร็วและกระจายเม็ดเงินไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตรงๆ ชัดๆ ลงไปยังชนบทและภาคที่ได้รับความเดือดร้อน ประเทศไทยของเราก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในหลายรัฐบาล

ต้องมาดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยทำกันมา อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แค่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ครั้งแรกสมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบกว่า 2,500 ล้านบาท ทำโครงการที่โด่งดังที่สุดโครงการหนึ่ง "เงินผัน" ว่าจ้างแรงงานในท้องถิ่น
ครั้งที่ 2 ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โครงการสร้างงานในชนบท
ครั้งที่ 3 ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างงานภาคฤดูร้อน
ครั้งที่ 4 โครงการมิยาซาว่ายุค นายชวน หลีกภัย
ล่าสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล

เชื่อว่า รัฐบาลนี้คงจะศึกษาข้อดี ข้อด้อย และจุดรั่วไหลของโครงการเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว รวมทั้งได้ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เรื่องดีที่ทั้งคนที่เคยทำและคนที่เคยติดตามตรวจสอบแล้ว นำมาปรับปรุงต่อยอดให้สามารถสร้างงาน วางรากฐานประเทศ และลดผลกระทบจากวิกฤติไปพร้อมๆ กัน
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

จึงไม่แปลกที่คนในภาคอุตสาหกรรม อย่าง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้นโยบาย “ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเงินกระตุ้นระดับ “รากหญ้า” ให้ถึงชาวบ้านโดยเร็ว
เพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น

สำหรับเม็ดเงินที่ลงสู่รากหญ้านั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ง่ายต่อการเบิกจ่าย และต้องให้ท้องถิ่นนำเงินมาใช้ในการจ้างงานคล้ายกับงบมิยาซาว่าเดิม แต่รัฐต้องปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้มากขึ้น แบ่งเป็นนำมาเป็นค่าจ้างชั่วคราวแก่นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ว่างงานให้กับ องค์กรระดับท้องถิ่น เช่น พนักงานการพัฒนาท้องถิ่น บัญชี การวิจัย การอบรมวิชาชีพแก่ชาวบ้าน เป็นต้น โดยอาจเป็นการจ้างงานระยะสั้น 6 เดือน-1 ปี เพราะเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกและบริษัทหลายแห่งสามารถวางแผนขยาย กิจการต่อไปได้
ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสริมท้องถิ่นให้ก่อสร้างโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น
สร้างถนน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการและแรงงานระดับล่าง หรือ โครง การจ้างงานบัณฑิตใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาแล้ว

ส่วนภาคธุรกิจนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ในช่วงของครึ่งปีแรกไม่ให้ บริษัทปิดกิจการหรือลดคนงานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขาดสภาพคล่องและยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง
แต่หากประคองกิจการได้อีก 6 เดือน เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

เช่นเดียวกับ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยรอการกระตุ้นจากงบกลาง 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินลงสู่ระบบได้ในเดือนเมษายน 2552 จะส่งผลให้เกิดการบริโภคและผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีสามารถ จำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานตามมา
การจะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในวันนี้ไปได้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

กลางปีนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนา จะมีงานใหญ่เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสากลสำคัญของโลก จะมี 70 ประเทศมาร่วม ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2552 จะพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์ ถ้าคนไทยยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ บ้านเมืองมีสันติสุข ก็จะเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง

แต่ที่ยังป็นห่วงกันมาก นอกจากผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คือ “การเมือง” จากการแตกแยก แบ่งสี แบ่งขั้ว ทั้งๆ ที่ทุกคนร้อง “เพลงชาติ” เพลงเดียวกัน ที่มีเนื้อร้องระบุไว้ชัดว่า “รักสามัคคี”

ถ้าความขัดแย้งยังมีอยู่ ย่อมส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดไว้ โอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมีสิทธิ์ติดลบก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงครับ

ที่น่าห่วงพอๆ กัน คือ “ม็อบพันธมาร” ตัวการทำลายเศรษฐกิจ จนวันนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของประเทศเสีย หายย่อยยับ กับรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” ที่เข้ามาฟื้นฟูกอบกู้ ดูแล้วมันแยกกันไม่ออกครับ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอา ส.ส. สอบตก ที่เป็นหัวหอกสำคัญของ “ม็อบพันธมาร” มานั่งเป็นที่ปรึกษา มามีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล ถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งชาติฉาดใหญ่ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

งบแสนล้านเดิมพันครม.มาร์ค

คณะรัฐมนตรี ได้มีการพิจารณากรอบการใช้งบประมาณ 115,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีทั้งหมด 17 โครงการ เป็นสิ่งที่หลายคนต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะการอนุมัติงบประมาณก้อนมหึมานี้มีนัยสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือ รัฐบาล

โครงการต่างๆ ประกอบด้วย

1.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี งบประมาณ 19,000 ล้านบาท
2.การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 18,828.50 ล้านบาท
3.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
4.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน รวมโครงการประปาท้องถิ่น 24,445 ล้านบาท ใช้งบประมาณทั้งหมด 13,854 ล้านบาท
5.จัดเบี้ยยังชีพคนชรา 9,000 ล้านบาท
6.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท
7.จัดค่าตอบแทนพิเศษให้ อสม. 3,000 ล้านบาท
8.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร (ชลประทาน) 2,000 ล้านบาท
9.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก (กรมทรัพยากรน้ำ) 760 ล้านบาท
10.โครงการถนนไร้ฝุ่นลาดยางในหมู่บ้าน 1,500 ล้านบาท
11.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท
12.สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 999.20 ล้านบาท
13.โครงการเงินกู้ผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและบริหาร 500 ล้านบาท
14.โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร 500 ล้านบาท
15.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้าง ภาพลักษณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน วงเงิน 570 ล้านบาท
16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 2,609 แห่ง วงเงิน 1,095.80 ล้านบาท
17.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 532 หน่วย วงเงิน 1,808.80 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้ง 17 โครงการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 96,516.50 ล้านบาท

ส่วนใหญ่จะมองเรื่องของโครงการ “ประชานิยม” ที่นำมาปรับปรุงเป็นโครงการ “ประชานิยมกว่า” ที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่ม “ออพชั่น” คล้ายๆ กับการซื้อบ้านแถมหม้อหุงข้าว !!!

แต่นัยสำคัญกว่านั้น ไม่ยิ่งหย่อนคือการเดิมพันประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือรัฐบาลไทย เพราะการทุ่มงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จำนวนมหาศาลเช่นนี้ ย่อมต้องเล็งเป้าหมายให้เห็นผล

เป้าหมายที่ว่าคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจชาติ ที่เข้าใกล้ความหายนะ อันเรื่องจากอันธพาลการเมือง กุ๊ยข้างถนน ที่ปิดล้อมสนามบินนานาชาติ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของชาติ เศรษฐกิจหดตัว คนว่างงาน รายได้ภาครัฐหดหาย

การกระตุ้นเศรษฐกิจ แสนกว่าล้านบาทนี้ จะทำได้เป็นผลคุ้มค่าจริงหรือไม่? เป็นเดิมพันสูงของ ครม.มาร์ค 1 ที่จะต้องดูต่อไป หากทำไม่สำเร็จ เหมือนช่วงเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ สุดท้ายคนไทยจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แน่นอน...รัฐบาลย่อมอยู่ในอำนาจรัฐ ด้วยความยากลำบาก งานนี้ไม่ใช่ “วัดตัวเงิน” แต่ “วัดกึ๋น”

รบ.เอาใจปชช.สั่งระงับการขึ้นราคาก๊าซLPG-NGV

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(16 ม.ค.) นายวรรณนัตน์ ชาญนุกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยกล่าวเปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการชะลอขึ้นราคาก๊าซ LPG และ NGV ไว้ก่อนอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจมีการชะลอตัว เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน จนถึงการงดเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันออกไปอีก 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันมากจนเกินไป

พร้อมกันนี้ในส่วนแผนการพัฒนากำลังไฟฟ้าของประเทศนั้นในที่ ประชุมเห็นชอบให้ปรับแผนเพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง และการปรับค่าทรัพยากรไฟฟ้าให้เหมาะสม โดยปรับตามอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อปริมาณทดลองไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

เวิร์ลแบงก์ยาหอมรัฐกระตุ้นศก.ระยะสั้นชี้ 2 พันแจกมนุษย์เงินเดือนไม่สูญเปล่า

ธนาคารโลกฟันธงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นรัฐบาล ฉลุย มั่นใจช่วยลดปัจจัยด้านลบ คอนเฟิร์มแจก 2 พันให้มนุษย์เงินเดือนไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มั่นใจจีดีพีขยายตัวอย่างน้อย 2% แนะทุกภาคส่วนปรับตัวรับการแข่งขัน หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นใน 2-3 ปีข้างหน้า

วันนี้ (16 ม.ค.) ที่ ร.ร.สยามซิตี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ให้สัมภาษณ์การเข้าร่วมงานสัมมนารายงานการพัฒนาโลกปี 2552 ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับธนาคาร โลกถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศออกมาแล้วนั้น เชื่อว่าช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบทางเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลกระทบมาจากภายนอก ซึ่งมาตรการที่ออกมามีทั้งระยะสั้นและระยะปานกลางด้วย

"ถ้าจะให้สรุปก็สรุปได้ว่ามาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลประกาศออกมา เหมาะสมและออกมาได้ทันเวลา แต่ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดต้องมองผลในระยะสั้นก่อนว่าจะบรรเทาได้อย่างไร มาตรการที่ออกมาหลายอย่างพยายามบรรเทาในระยะสั้น แต่อย่าลืมว่าระยะปานกลางอีก 2-3 ปี เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ไทยต้องพร้อมที่จะเข้าไปแข่งขันบนเวทีโลกอีกที จึงต้องมีมาตรการระยะกลางเข้ามาช่วย อย่างเช่น การลงทุนของภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภค ที่จะส่งผลในระยะปานกลาง ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลในระยะสั้นด้วย เป็นการสร้างความมั่นใจ ช่วยกระจายเม็ดเงินให้ภาคเอกชนมีการลงทุน เข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น" ดร.กิริฎา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการที่ออกมา จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ถึง 2% ดร.กิริฎา กล่าวว่า เป็นเรื่องยากมากว่าอัตราการโตจะเป็นเท่าใดแน่ เพราะขึ้นอยู่กับผลกระทบที่เข้ามา ต้องดูผลกระทบจากภายนอกที่เข้ามาก่อน ยังไม่แน่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ถ้าแรงกว่าที่คิดก็คงต้องทบทวนประมาณการณ์กันใหม่ แต่ถ้าดูจากผลกระทบตรงๆ ที่เป็นอยู่ขณะนี้มาตรการรัฐคงช่วยผลักดันเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 2% และไม่ติดลบอย่างที่หลายฝ่ายเกรงกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล ดร.กิริฎา กล่าวว่า มองว่าเงิน 2 พันบาทที่ให้คนมีรายได้น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนที่อยู่ในระบบประกันสังคม สำหรับคนมีรายได้น้อยจริงๆ เงิน 2 พัน ในระยะสั้นถือว่ามีค่าและจำเป็นแก่การนำไปใช้ แต่ถ้าคนเงินเดือนใกล้ 1.5 หมื่นบาทอาจไม่ได้ใช้ทันที จึงอยากให้แยกว่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยในระดับบุคคลเงิน 2 พันบาทช่วยได้จริง แต่ในระดับประเทศ คงเป็นการสร้างกำลังใจ หรือสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช่สอยให้ดีขึ้น มีผลกระทบทางจิตวิทยาที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เงินที่ลงไปคงจะไปหมุนเวียนในระบบ สร้างการผลิตที่ต่อเนื่องขึ้นมา คิดว่าที่ลงไปคงไม่ละลายหรือสูญเปล่า เพราะคนได้ประโยชน์ก็มีจริง คนมีเงินเดือนไม่กี่พันบาทเงิน 2 พันบาทถือว่ามีค่า

"ตอนนี้ยอมรับว่ายังไม่ได้ประเมินเป็นรายไตรมาสอย่างละเอียด แต่มองไตรมาสที่ 1 การใช้จ่ายภาครัฐอาจยังไม่ลงเร็วไม่ทันการส่งออกคงไม่ดี เนื่องจากไตรมาส 1 ปีก่อน ส่งออกไทยขยายตัวดี ดังนั้น ทั้งหมดคงทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ขยายได้ไม่มาก ถ้าเศรษฐกิจโลกยังทรงๆ อยู่ แต่ไม่แน่ใจไตรมาส 2 กับ 3 เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐถ้าแย่ลงไปมากๆ อาจไม่แน่ว่าไตรมาสที่ 1 จะเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดหรือเปล่า"

นอกจากนี้ ดร.กิริฎา ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ในช่วงเศรษฐกิจขาลงการลดดอกเบี้ยไม่ใช่มาตรการที่ดีที่สุดในการกระตุ้นสิน เชื่อ เพราะมีหลายปัจจัย อาทิ คนกลัวไม่กล้าลงทุน ทางธนาคารพาณิชย์อาจกลัวไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่รู้ว่าเป็นเอ็นพีแอลหรือเปล่า การลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ แต่มาตรการการคลังอาจเป็นช่วยเสริมสภาพคล่องต่อสายปาน

"เศรษฐกิจโลกซบเซานาน 2-3 ปี พอเศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมา แม้จะไม่มีใครรู้ว่าจะตกต่ำสุดเมื่อไหร่ แต่คนพูดกันว่าประมาณ 2-3 ปีข้างหน้าที่แหละ แต่เราต้องซ้อมที่จะแข่งขันให้พร้อมบนเวทีโลก ถ้าเป็นบริษัทฐานะการเงินเราดีถ้าเราเก็บไว้ไม่นำมาพัฒนาปรับตัว ขณะที่ประเทศอื่นเขาทำกัน อีก 2-3 ปีหน้า พอเศรษฐกิจโลกฟื้น เราจะไปสู้เขาสู้ได้ไหมคุณภาพสินค้าเราจะดีไหม เอกชนควรใช้เวลาช่วงนี้ปรับตัวปรับคุณภาพสินค้า ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทมีการเงินดีแค่ไหนที่จะทำ" ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้าย

14 มกราคม, 2552

ครม.อนุมัติแสนล.17แผนกระตุ้นศก.ประชานิยมเพียบ

ครม.หว่านงบกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.15 แสนล้านบาท ดึงเงินจากทั้งงบฉุกเฉินและเงินคงคลัง ผ่าน 17 โครงการ ที่ล้วนแต่เป็นเรื่องประชานิยม ทั้งเรียนฟรี 15 ปี ช่วยค่าครองชีพบุคลากรภาครัฐ เบี้ยยังชีพคนชรา เงินกู้ช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม มีมติผ่านงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 งบประมาณ 115,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

โดยมีทั้งหมดรวม 17 โครงการ ประกอบด้วย
1.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี งบประมาณ 19,000 ล้านบาท
2.การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลาการภาครัฐ งบประมาณ 18,828.50 ล้านบาท
3.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
4.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน รวมโครงการประปาท้องถิ่น 24,445 ล้านบาท ใช้งบประมาณทั้งหมด 13,854 ล้านบาท
5.จัดเบื้ยยังชีพคนชรา 9,000 ล้านบาท
6.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมใน ชุมชน 6,900 ล้านบาท
7.จัดค่าตอบแทนพิเศษให้อสม. 3,000 ล้านบาท
8.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร (ชลประทาน) 2,000 ล้านบาท
9.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก (กรมทรัพยากรน้ำ) 760 ล้านบาท
10.โครงการถนนไร้ฝุ่นลาดยางในหมู่บ้าน 1,500 ล้านบาท
11.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท
12.สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 999.20 ล้านบาท
13. โครงการเงินกู้ผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีเกี่ยวข้องกับธุรกิจการ ท่องเที่ยวและบริหาร 500 ล้านบาท
14.โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร 500 ล้านบาท
15.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้าง ภาพลักษณ์ โดกกระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน วงเงิน 570 ล้านบาท
16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 2,609 แห่ง วงเงิน 1,095.80 ล้านบาท
17.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 532 หน่วย วงเงิน 1,808.80 ล้านบาท

รวมงบประมาณทั้ง 17 โครงการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 96,516.50 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐทั้งหมดสำนักงบประมาณได้ ประเมินว่าคาดว่าจะใช้งบ 117,216 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเพิ่มเติมจากงบฉุกเฉินกว่า 1,700 ล้านบาท และงบคงคลังกว่า 19,000 ล้านบาท


ข ย า ย ค ว า ม

รายละเอียดประกอบการจัดทำงานงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 มีโครงการ/รายการที่สำคัญ ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท งบประมาณเพิ่มเติม

1.โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคคลากรภาครัฐ
18,970.4

2.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน
11,409.2

3.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกร
2,000.0

4.โครงการก่อสร้างภายในหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
1,500.0

5.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
1,000.0

6.โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
1,000.0

7.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ
760.0

8.โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
500.0

9.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์
325.0

10.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี
19,000.0

11.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
15,200.0

12.โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ
9,000.0

13.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน
6,900.0

14.โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)เชิงรุก
3,000.0

15.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
1,808.0

16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย
1,095.8

17.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
2,391.0

18.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง
19,139.5

รวมทั้งสิ้น 115,000.0 ล้านบาท