CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปัตย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปัตย์ แสดงบทความทั้งหมด

14 พฤษภาคม, 2552

18.05 น. วงใน(ดูภาพ)! ปชป.พังพาบ....

เราจะร้องแรกแหกกะเฌอ จนกว่ามวลมหาประชาชนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ





ภาพ
เหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีขับชนมอเตอร์ไซค์ของผู้ชุมนุมที่จอดขวาง
ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมเข้าด่า และทุบรถ
ก่อนที่ตำรวจจะยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากรถของขบวนนายกรัฐมนตรี
ทำให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีขับฝ่าออกไปได้สำเร็จ




ภาพเหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย ไม่แน่ว่าไอ้มาร์คตัวแสบอยู่ในรถนี้หรือเปล่า




ปปช.รับไต่สวนถอดถอนรมว.คลัง รมช.คลัง รมว.ต่างประเทศ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้





การเมือง 13 พฤษภาคม 2552 12:53:31

ป.
ป.ช.มีมติไต่สวนคำร้อง ถอดถอน รัฐมนตรี 5 ราย ตามคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )
มีมติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ 171 คน ที่ยื่นเรื่องขอให้ถอดถอน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต
ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายบุญจง
วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
รวมถึงส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้
ให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน โดยให้ นายกล้านรงค์ จันทิก
และ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน


การเมือง 14 พฤษภาคม 2552 15:53:50


มติอนุฯแก้รธน.คงมาตรา237แต่ตัดยุบพรรค

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมติ คงมาตรา 237 แต่ตัดเรื่องการยุบพรรคและให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด

คณะ
อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่
มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานหลังจากใช้เวลาประชุมตลอดทั้งวัน
เพื่อหารือถึงมาตรา 237
อนุกรรมการได้แสดงความเห็นที่หลากหลายและได้ข้อสรุป 2
แนวทางเตรียมเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยแนวทางแรกคือให้คงมาตรา 237 ไว้ โดย นายถวิล ไพรสณฑ์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์สรุป ว่า ยังไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
237 จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร.ก็เห็นควรให้คงมาตรา 237 ไว้ ขณะที่แนวทางที่
2 คือให้ตัดมาตรา 237 (2)
ทิ้งเพื่อไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคและให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเฉพาะผู้ที่
กระทำผิด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้
ข้อสรุปในวันนี้จะมีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้


ปชป.ร้าว'ชุมพล'ยัวะ8กก.สมานฉันท์นัดเคลียร์18พ.ค.

ประธาน
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่อนแถลงการณ์บ่น"อึดอัด"บทบาท 8
กรรมการสมานฉันท์ประชาธิปัตย์ แหกกรอบพรรค
เสนอประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก่อนมติพรรค เตรียมเรียกถกวางกรอบใหม่ คาด 18
พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่
ได้สร้างความสนใจจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
พร้อมทั้งขอถ่ายเอกสารดังกล่าว เพื่อนำไปหารือกันในพรรคต่อไป
ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายชุมพล
ยังได้ออกหนังสือเชิญส.ส.พรรคมาร่วมประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่ทีประชุมสภาในวันเดียวกันโดย
คาดว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย

นปช.เสื้อทุกสี นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนไหว วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 52 นี้ที่สนามหลวง

08 พฤษภาคม, 2552

"วิหคเหินฟ้า" รายงาน กระแส “ยี้เนวิน” ใน “อีสาน-เหนือ” พุ่ง , แย้ม “เสถียร” ยังนั่งประจำ “มติชนสุดฯ”

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

โดย "วิหคเหินฟ้า"

...... แม้มรสุมเศรษฐกิจจะรุมเร้า แต่หากไม่แก้ปัญหา "การเมือง" ก่อนเพื่อให้ "ความขัดแย้ง" อยู่ในระบบรัฐสภา ไม่ออกไปกลางถนน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้เลย

......พิสูจน์มา นานกว่า 1 ปีแล้ว รัฐบาลทำงานไม่ได้เพราะติดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่มีใครยอมใคร "ม็อบต่างสี" จึงออกมาจนประเทศไทยใกล้เป็น "อนาธิปไตย" เต็มทีแล้ว

......" การเมือง" จึงเป็น "จุดเริ่มต้น" ของปัญหา ถ้าไม่ยอมสางปมรัฐธรรมนูญ-ให้อภัยกัน และถอนเสี้ยน "2 มาตรฐาน" ออกจากใจคนเสื้อแดง "ปัญหา" คงไม่จบ และ "ความขัดแย้ง" ก็จะบานปลายต่อไป

......" ประชาธิปไตย" ไม่มีอะไรได้หมด และเสียหมด ต้องหา "ทางสายกลาง" ที่ 2 ฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญ "คนกลาง" หรือคนที่อยู่ตำแหน่ง "สูงสุด" ต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่า "ยุติธรรม" ไม่ใช่ "2 มาตรฐาน"

...... เรื่อง "รัฐธรรมนูญ" ปล่อยเป็นเรื่องของ "รัฐสภา" ได้ แต่เรื่อง "2 มาตรฐาน" เป็นเรื่องของ "รัฐบาล" ถอน "เสี้ยน" เรื่องนี้ออกจากใจคนไม่ได้ ก็เป็น "เชื้อไฟ" ที่ทำให้ "ม็อบเสื้อแดง" จุดติดได้ไม่ยาก

......คน ส่วนใหญ่สนับสนุนท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่ยอม "ถอย" เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คิดแต่เรื่อง "การเมือง" แบบ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ใครได้-ใครเสีย-ใครโดดเดี่ยว ไม่สำคัญเท่ากับประเทศต้องมี "ทางออก"

......"อภิสิทธิ์" ส่งสัญญาณ "ยุบสภา" ชัดเจนขึ้นหลังแก้รัฐธรรมนูญ และลดความขัดแย้งในบ้านเมือง กำหนดกรอบเวลา 6-8 เดือน ทุกฝ่ายน่าจะรับได้ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตย

......ว่ากันว่า ถ้ายุบสภาเร็ว พรรคที่เหนื่อยที่สุด คือ "ภูมิใจไทย" เพราะกระแสต้าน "เนวิน" ในภาคเหนือและอีสานแรงมาก จากพรรคที่กำลัง "เนื้อหอม" อาจกลายเป็นพรรคที่ ส.ส.โดดหนีมากที่สุด ถ้ายุบเร็ว !

......มาถึง ข่าวที่หลายคนอยากรู้ เมื่อ "เมเนเจอร์ ONLINE" ลงข่าวว่า "เสถียร จันทิมาธร" บรรณาธิการบริหารมติชนสุดสัปดาห์ "ลาออก" จะตอบตรงๆ ว่าลาออกจริงหรือไม่ ทาง "งานดี" บริษัทจัดจำหน่ายไม่ยอม??

......" งานดี" บอกว่า ถ้าใครอยากรู้ก็ให้ซื้อ "มติชนสุดสัปดาห์" เพื่อพิสูจน์ว่า "เสถียร" ยัง "ระทึกในดวงหทัยพลัน" อยู่หรือไม่ และอย่าเชื่อง่าย ต้องซื้อติดต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่ายังอยู่หรือเปล่า?..ฮา

...... ว่ากันว่า ข่าว "โคมลอย" เรื่องการลาออก ทำให้ "เสถียร" เครียดหนัก เพราะภรรยาเริ่มสงสัยว่า ที่บอกว่ามาทำงานแต่เช้า มาจริงหรือเปล่า ฮา ฮา และฮา

......ล้มละลายทางธุรกิจเป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่ล้มละลายเรื่อง "ความน่าเชื่อถือ" สำหรับการเป็น "สื่อ" เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ "อคติ" ที่บังตา เอาออกบ้างก็คงดี


( ที่มา มติชนรายวัน , 2 พฤษภาคม 2552)

27 เมษายน, 2552

( ภาคพิเศษ) WHO เตือนเฝ้าระวัง “ไข้หวัดโอ๊บ” ในประเทศไทย

ในขณะทวีปอเมริกา กำลังตื่นเต้นกับ การระบาดของ “ไข้หวัดหมู” โดยเฉพาะในประเทศแมกซิโก กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

องการอนามัยโลกถึงกับผวา เมื่อได้รับรายงานว่า ประเทศไทยในแถบเอเชีย ก็มีการระบาดของไข้หวัดชนิดหนึ่งอยู่เหมือนกัน
ไข้ หวัดชนิดนี้ คล้ายกับสายพันธุ์เดียวกันที่พบในประเทศพม่าและเกาหลีเหนือ อาการคนไข้เมื่อคิดเชื้อคล้ายกันมาก แต่ชนิดของเชื้อไวรัส ไม่เหมือนกัน พบเห็นบ่อยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อาการของผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนมากจะเป็นรูตามร่างกาย และรอยช้ำบวมอยู่ทั่วไป
มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการติดเชื้อไข้หวัดชนิดนี้ ส่วนใหญ่สภาพศพจะสูญหายไปเลย หาไม่เจอ
2ราย เสียชีวิตและยังหาศพเจอ เหตุเพราะอากาศที่หายใจเข้าไปกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแล้วท่วมปอดจนไม่มีออกซิเจน พอ สภาพศพชอบความเย็นลอยอยู่ในแม่น้ำ มือประสานกันไว้ด้านหลัง พร้อมเอาเชือกมามัดมือตัวเองเอาไว้
1 รายเสียชีวิตและยังมีศพอยู่ เพราะ ดันเอาท้ายทอยไปกระแทกกับบั้นท้ายปืน และเอาศีรษะไปพุ่งชนกับรองเท้าโอ๊บ
ส่วนผู้ที่รักษาตัวอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีรูพรุนตามร่างกาย และมีรอยฟกช้ำเต็มตัว มีประมาณ100 กว่าคน

คณะแพทย์แห่งประเทศไทยลงความเห็นกันแล้ว จึงตั้งชื่อขึ้นใหม่ ชื่อว่า “ไข้หวัดโอ๊บ”

ผล การวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญพบว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้ เป็นการผสมรวมตัวกันระหว่าง ไวรัสตัวเก่าแก่ของประเทศไทยเองที่ชื่อ “Old gay” และ ไวรัสตัวใหม่ที่มาจากประเทศอังกฤษมีชื่อว่า “Mark more 7” เมื่อมาเจอความร้อนในประเทศไทย เลยรวมตัวกันเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา แต่ยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตมนุษย์ เพียงแต่ทำให้คนไทยแค่ไอและจามแค่นั้น
จน เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา อุณหภูมิความร้อนในประเทศไทยสูงมาก ประกอบกับมีสีแดงจำนวนมากในพื้นที่ ไวรัสตัวเขียวที่ชื่อ “Top boot” จึงปรากฏให้เห็นอีกครั้ง และทำปฏิกิริยารวมตัวกับไวรัสทั้งสองตัว ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้อย่างรวดเร็ว และเป็นเหตุให้มีประชาชนล้มเจ็บและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนดังกล่าว

คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ช่วงนี้ขอให้ประชาชนคนไทยเลิกสวมใส่เสื้อยืดสีแดงจะปลอดภัยกับการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้
ส่วนภาหะที่นำพา ก็ เป็นภาหะจากผู้สวมเสื้อสีน้ำเงิน และให้ระวังเสื้อสีเหลืองไว้ด้วย จะปลอดภัยที่สุด

ส่วน วิธีรักษาและปราบไวรัสตัวนี้ให้สิ้นซาก ต้องกำจัด ไวรัสสายพันธุ์ “Old gay” ให้ได้ก่อนแล้ว เชื้อพันธุ์ใหม่ที่ผสมกันจะสูญหายไปเอง โดยธรรมชาติ
คำ เตือน..ถ้ากำจัดไวรัสสายพันธุ์ “Old gay” ไม่สำเร็จ ระวังจะเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงกว่านี้ ลักษณะรูปร่างที่สังเกตเห็นก่อนจะเปลี่ยนสภาพ มีไวรัสตัวปากห้อยเริ่มขยับเข้ามารวมตัวอีกแล้ว และจะเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น ถ้าจะปราบต้องคิดให้ดีและรอบคอบก่อนด้วย

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองจะติดเชื้อ ให้ตรวจสอบดังนี้
1.มีกระดาษสีขาวตราครุฑ ปลิวมาที่บ้านหรือยัง
2.สายตาพล่ามัวหรือไม่ มองเว็บไซด์บางแห่งไม่เห็น
3.หูอื้อเมื่อใช้โทรศัพท์ คล้ายมีเสียงสะท้อน
4.ผู้ที่เดินผ่านสีเขียวแล้วเดินชูบัตรประชาชนให้ถ่ายรูป เมื่อวันที่14เมย. มีโอกาส ติดเชื้อสูง
5.ผู้ที่มีภาพออกทีวี ขณะถือไม้ อาจติดเชื้ออย่างหนัก
6. ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ที่เคยอยู่บนท้องถนนในจังหวัดนั้นๆ ให้ระวังคนใกล้ชิดที่สวมเสื้อสีน้ำเงินและสีเหลือง จะเป็นภาหะตัวร้าย นำเชื่อไวรัสตัวนี้มาให้

องการอนามัยโลก จึงเตือนมายังประเทศไทย
ให้ คนไทยระวังรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพราะเชื้อไวรัส ตัวนี้ มีโอกาสทำความรุนแรงได้มากกว่านี้อีกมาก และยังวิจัยไม่ถูกว่าให้ร่วมมือกำจัดให้สิ้นในเร็ววัน หรือ ให้คอยระวังตัวไว้ช่วยคราวก่อน อะไรจะดีกว่ากัน

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=799172


ภาพและเสียงต้องห้ามในสภา

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้


         ปีที่ 10 ฉบับที่ 2528 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2009

การประชุมสภาวันที่ 23 เมษายน 2552
ยังคงเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179
กรณีที่รัฐบาลขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาเป็นวันที่สอง



นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล



ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย



ผมขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการนำภาพผู้เสียชีวิต ภาพเหตุการณ์
และญาติผู้ชีวิตมาชี้แจงในสภา
โดยยืนยันและรับรองด้วยเกียรติของสมาชิกรัฐสภาและตำแหน่ง ส.ส.
เพราะผมได้ไปพบด้วยตนเอง ดังนั้น
รัฐสภาไม่ควรปิดกั้นการทำหน้าที่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้
หากประธานไม่ให้พูดในสภาจะลงไปแถลงข้างล่าง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา
ทำหน้าที่ประธานการประชุม ไม่อนุญาต โดยยืนยันว่านายชัย ชิดชอบ ประธานสภา
ได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ให้ใช้ประกอบการอภิปราย



นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้รับผิดชอบด้านสื่อสารมวลชน ชี้แจงยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีปัญหา
หากรัฐสภาได้มีการตรวจสอบก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่ประธานจะตัดสินใจ
ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลว่าจะให้ออกหรือไม่ให้ออก



มาถึงช่วงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า
ในส่วนรัฐบาลขอให้เป็นเรื่องของรัฐสภา
เพราะมีการตกลงกับคณะกรรมการประสานงาน
โดยให้ประธานรัฐสภาและรองประธานเป็นผู้วินิจฉัย
อยากให้นำเรื่องนี้ไปทำความตกลงกับประธานก่อนแล้วค่อยมาอภิปราย
ขณะที่นายวรวัจน์พยายามสอบถามว่าสิ่งที่ตนจะอภิปรายสื่อจะนำไปออกได้หรือไม่
เพราะเกรงจะขัดต่อ พ.ร.ก. และนายกรัฐมนตรีจะอนุญาตให้เปิดหรือไม่



ขณะที่นายขจิต ชัยนิคม ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย แย้งว่า
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะมีสภาทำไม อย่าปิดสภาหนีก็แล้วกัน
ในที่สุดนายประสพสุขได้ให้การพิจารณาดำเนินต่อไป แต่ไม่อนุญาตให้เปิดภาพ
โดยนายวรวัจน์ได้อภิปรายต่อ
โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เป็นการ์ด นปช. ตัวใหญ่
มีการจับโยนลงน้ำ และแพทย์ระบุว่าขาดอากาศหายใจ ในระหว่างนั้นนายชัย
ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เข้ามาทำหน้าที่ประธานแทนนายประสพสุข
พร้อมกับวินิจฉัยอนุมัติให้นำภาพที่นายวรวัจน์เตรียมมาอภิปรายประกอบการ
อภิปรายในสภาจำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย ภาพเหตุการณ์รุนแรง
ทหารทำร้ายประชาชน และภาพทหารนั่งดูกลุ่มผู้ชุมนุมถูกมัดมือ
ซึ่งอนุญาตให้เปิดได้
แต่คำสัมภาษณ์ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดไม่อนุญาตให้เปิดเพราะไม่มีความ
ชัดเจน จึงไม่อนุญาตให้นำมาประกอบ



จากนั้นนายวรวัจน์พยายามนำรูปภาพขึ้นมาชูกลางที่ประชุมและระบุว่า
รูปแค่นี้ทำไมต้องกลัวด้วย พร้อมทั้งยื่นภาพให้เพื่อนสมาชิก
ให้สื่อมวลชนดู โดยในภาพเป็นภาพชายที่รอดชีวิตจากการสลายการชุมนุม



หลังจากมีการถกเถียงกันเป็นเวลานาน
นายวรวัจน์ได้อภิปรายต่อพร้อมทั้งเปิดคลิปวิดีโอที่มีการตัดต่อภาพเหตุการณ์
เริ่มจากการรายงานข่าวจากช่อง 7 กรณีพบผู้เสียชีวิตในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน
1 รายที่ถูกมัดแล้วโยนทิ้งลงไป
จากนั้นเป็นภาพเจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงเช้ามืด
ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใด
และเป็นภาพทหารใช้เชือกมัดชายร่างท้วมคนหนึ่งพร้อมกับเข้ามาเตะและใช้ไม้หวด
หลายครั้ง ก่อนจะตัดมาเป็นภาพชายไม่สวมเสื้อถูกมัดมือไพล่หลัง
และจบลงด้วยภาพนิ่งของชายที่เสียชีวิตจากรายงานข่าวของช่อง 7
มาเปรียบเทียบกับชายที่ถูกทหารจับมือไพล่หลังและภาพชายไม่สวมเสื้อถูกจับมือ
มัดไพล่หลังนอนคว่ำหน้าบนท้องถนนว่าเป็นคนคนเดียวกับที่เสียชีวิตจาก
เหตุการณ์สลายชุมนุม



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฉายคลิปวิดีโอเสร็จ นายวรวัจน์ได้นำรูปชาย 1
คน โดยอ้างว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในเหตุการณ์
โดยอยู่บนรถยีเอ็มซีที่ขนศพผู้เสียชีวิตประมาณ 10
คนที่เตรียมไปจังหวัดลพบุรี และได้กระโดดหนีออกมา จึงมาให้ข้อมูล
พร้อมทั้งถามว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สื่อมวลชนและกรรมการสิทธิจะเข้า
มาตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมทั้งขอเปิดคลิปวิดีโอ



ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า
การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกจุดได้เริ่มเมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 13
เมษายน ซึ่งได้เข้าดำเนินการตลอดทั้งวัน และเลิกปฏิบัติการในเวลา 17.00 น.
ส่วนกรณีที่มีการระบุผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย
ภรรยาผู้ตายยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ เราเป็นสมาชิกด้วยกัน
ควรพูดบนพื้นฐานของความจริง ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานวันเวลาชัดเจน
สามารถตรวจสอบได้
พร้อมจะให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทุกกรณีในการปฏิบัติการครั้งนี้
หากมีอะไรสงสัยต้องทำให้เกิดความชัดเจน เรื่องนี้ไม่มีใครบิดเบือนได้
รวมทั้งเรียกร้องให้กรรมาธิการทั้ง 2
สภาตรวจสอบอีกทางเพื่อนำมาเปรียบเทียบ
ส่วนการนำภาพต่างๆมาชี้แจงก็ไม่อยากให้เกิดการโต้แย้ง
เพราะประชาชนจะเข้าใจผิด



จากนั้นนายวรวัจน์ได้นำภาพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมมาโชว์ใน
ห้องประชุม เป็นภาพชายถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกที่ใช้ในราชการทหาร
โดยยืนยันว่าจนถึงวันนี้มีการทำลายหลักฐานหมดแล้ว
จึงไม่สามารถหาหลักฐานได้
หากอยากรู้ว่ามีคนตายจริงไม่ก็พร้อมจะเปิดคลิปวิดีโอในการชี้แจง
อยากเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
เพราะรัฐบาลพูดมาตลอดว่าไม่มีคนตาย



มาถึงตรงนี้นายสุเทพลุกขึ้นชี้แจงว่า
พร้อมจะให้ความร่วมมือพิสูจน์ความเป็นจริงทุกประการ
ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ รัฐบาลพร้อมให้ความกระจ่าง
ต้องการให้ตรวจสอบเรื่องไหนรัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความ
กระจ่างทุกเรื่อง ทุกประเด็น
ยืนยันว่าไม่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่คนเดียว



ขณะที่นายวรวัจน์กล่าวว่า ใครจะกล้าเอาหลักฐานไปให้รัฐบาล
เพราะไม่มีความจริงใจ แค่เปิดคลิปก็ไม่ได้แล้ว ต่อมานายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
การเปิดคลิปหรือไม่เปิดเป็นข้อตกลงของสภา แต่มี 2
ประเด็นหลักที่ต้องการชี้แจง
คือการตายของประชานที่ถูกกล่าวหาว่าตนไม่มีความเอาใจใส่ไม่เป็นความจริง
เพราะครั้งแรกที่มีการพบศพที่แม่น้ำเจ้าพระยาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไป
ตรวจสอบและรายงานเข้ามา ซึ่งจากการรายงานพบว่าคืนวันที่ 13 เมษายน
ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เป็นข้อมูลที่รายงานมา
จึงไม่เชื่อว่าเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเลยจากวันที่ 13
ไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการปฏิบัติการสลายการชุมนุม
หากมีข้อมูลการเสียชีวิตก็หาข้อมูลเพิ่มเติมมาร้องที่รัฐบาลได้
ส่วนภาพทางการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ที่ดินแดง
ยืนยันว่ามีใครเห็นภาพอย่างนั้นแล้วก็ไม่สบายใจ
เมื่อเสนอภาพเหล่านี้มาก็รับไปและเสนอ ผบ.ทบ. ว่าเห็นภาพหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องมีการดำเนินการสอบสวนต่อไป หากไม่มั่นใจในฝ่ายบริหาร
องค์กรที่เป็นกลาง ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้
หากมีการใช้กำลังก็ต้องสอบเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาต่อไป



นายสุเทพกล่าวว่า ที่บอกว่าคนตายคนเป็นการ์ด นปช.
แต่จากบันทึกคำให้การของภรรยาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่
สน.จตุจักร
ภรรยาผู้ตายยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นการ์ดหรือมาร่วมชุมนุมกับคนทั้งเสื้อแดง
และเหลืองเลย และในบ้านไม่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นคนเสื้อเหลืองหรือแดง



ขณะที่นายวรวัจน์ได้ขึ้นสวนทันที
พร้อมกับชูภาพว่านายสุเทพพูดแค่ครึ่งเดียว พูดไม่หมด
จากนั้นได้ชูภาพผู้เสียชีวิตซึ่งใส่เสื้อแดงร่วมกับการชุมนุมในวันที่ 12
เมษายน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และกลางวันวันที่ 13 เมษายนก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่คืนวันที่ 13 เมษายนไม่มีใครพูดว่ามีชีวิตหรือไม่



จากนั้นนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
ขอหารือกับประธานเพื่อต้องการเปิดคลิปวิดีโอให้เกิดความกระจ่าง
ซึ่งยังเหลืออยู่ม้วนเดียว จึงอยากให้ประธานถามสมาชิกว่าต้องการดูหรือไม่



ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
การอภิปรายที่ผ่านมาฟังแล้วคิดว่านายสุเทพเป็นพ่อพระเกินไปและเป็นมือปราบ
โจรไม่ได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายค้านพยายามหากินกับศพ
ทำไมรัฐบาลไม่ชี้แจง ผลตรวจสอบว่าผู้ตายได้ทำการตอกบัตรการปฏิบัติหน้าที่
รปภ. ในช่วง 7 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม
ขณะที่ฝ่ายค้านอ้างว่าเป็นเวลาที่ไปขึ้นเวทีเป็นการ์ดให้ นปช.
และข้อเท็จจริงมีการพบศพผู้ตายในเวลา 7 โมงเช้าของวันที่ 15 เมษายน
ทั้งๆที่เหตุการณ์ได้จบลงแล้ว
และภาพที่ผู้ตายมีเชือกใช้ในราชการทหารมัดหลังก็เป็นเพียงเชือกพลาสติกสีฟ้า
อีกทั้งคลิปวิดีโอที่มีภาพทหารรุมทำร้ายชายใส่เสื้อดำก็เป็น 9 แกนนำ นปช.
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในการปราบจลาจลที่ต้องมีการใช้กำลัง



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเชื่อว่าไม่มีคนตาย
ผิดกับกรณีการยิงประชาชนที่กรือเซะ ยังไม่เห็นสมาชิกคนไหนขอเปิดดูคลิป
เสมือนว่าผู้เสนอมาอยากจะหากินกับศพ ในการพูดจับแพะชนแกะ นำข่าวลือมาพูด
ขอร้องว่าหยุดหากินกับศพคนตายได้แล้ว
หากผู้ตายเป็นฝีมือของทหารจริงต้องมีหลายแผล
แต่ที่ศพมีบาดแผลเดียวที่ศีรษะ
อย่าเอามาเป็นประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่ดูข้อเท็จจริงและพยายามทำให้รัฐบาล
มือเปื้อนเลือด การกระทำของกลุ่มเสื้อแดงทำให้คนตกงานเพิ่มถึง 2 ล้านคน
รัฐบาลไม่มีเงินจะไปอุ้ม
การอ้างว่าคนส่วนใหญ่ต้องเสียสละเพื่อระบอบประชาธิปไตย
อยากถามว่าประชาธิปไตยแบบไหนที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายแบบนี้
อย่าปล่อยให้ความวุ่นวายต้องทำให้คนทั้งประเทศมาตกนรก



นายวรวัจน์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้หากินกับศพ
คนตายเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เป็น ส.ส. อยู่
และคำให้การของภรรยาขัดแย้งกับข้อมูลของรัฐบาล เพราะภรรยาผู้ตายถูกข่มขู่
แต่ญาติพี่น้องของผู้ตายยืนยันว่าไปร่วมชุมนุมจริงและมีภาพประกอบอย่าง
ชัดเจน ยืนยันว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดคลิปวิดีโออีกครั้งจะได้เห็นความจริงและ
พฤติกรรมของรัฐบาล หากไม่มีความสามารถก็ลาออกไป
พวกตนมีความสามารถที่จะทำแทนได้



นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน



ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย



จากเหตุการณ์พี่น้อง 20 กว่าจังหวัดลุกขึ้นมาชุมนุมตามศาลากลางจังหวัดบ้าง
ตามถนนบ้าง อยู่ดีๆเขาคงไม่มาหรอก เพราะเป็นฤดูทำไร่ทำนา
มาชุมนุมใหญ่รัฐบาลต้องให้ความสนใจ
ผมเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปจังหวัดลำปาง พี่น้องประชาชนบอกว่าอย่าไป
เพราะไปไม่ได้ มีพี่น้องเสื้อแดงปิดถนนที่ดอยขุนตาล
ซึ่งเป็นทางไปจังหวัดลำปาง แต่ผมต้องไป อีกอย่างอยากทราบว่าปิดถนนทำไม
พอไปถึงก็ถามพี่น้องที่ปิดถนนที่ดอยขุนตาล
เขาบอกว่ามีญาติพี่น้องมาชุมนุมที่ทำเนียบ ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย
เพราะทหารกำลังจะสลายการชมุนุม เป็นห่วง แต่ไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน
จะไปศาลากลางจังหวัดก็ไม่มีคนอยู่ เพราะปิดราชการ
จึงมาปิดถนนเผื่อรัฐบาลจะเหลียวแลและรับฟังความเดือดร้อนของชาวเชียงใหม่และ
ลำพูนบ้าง ชาวบ้านถามว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ผมในฐานะนักการเมืองภาคเหนือก็ปราศรัยว่าเหตุการณ์ไปถึงขนาดนี้แล้ว
มีการยิงกัน ทำร้ายร่างกายกัน บอกว่ามีการเสียเลือด พี่น้องไม่ต้องห่วง
รัฐบาลไปแน่


ขณะนี้มีคนมีบารมี มีอำนาจ คือนายเนวิน (ชิดชอบ)
และนายสุเทพช่วยให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ ผมบอกไปว่าทั้ง 2 คนนี้
ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายขนาดไหนก็ถอยไม่ได้ ถ้าเขาถอยจะไปถึงคนอีกคนหนึ่ง
คนคนนั้นยอมไม่ได้ ก็บอกให้พี่น้องทำใจ เขาไม่ถอยหรอก เดี๋ยวเขาก็ปราบ
ผมพูดแค่นี้ก็มีหมายจับ พี่น้องชาวเชียงรายไม่ต้องห่วงผม
ผมอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ให้มันมาจับผมที่นี่
ผมจะไม่มอบตัวกับรัฐบาลที่มีความประพฤติเยี่ยงโจรเด็ดขาด ให้มาจับผมที่นี่




นายสุเทพพูดถึงเรื่องรถแก๊สหลายครั้งเหมือนเพิ่งรู้ว่าไปตรงไหน มาตรงไหน
และไปเติมแก๊สมา 8 ตัน 5 ตัน ที่ถนนเพชรบุรีที่เกิดเหตุ เขาบรรจุแก๊ส 1.5
ตันเท่านั้น ความเสียหายมหาศาล
ตรงนั้นรถแก๊สเป็นไฮไลท์ของภาพที่สมอ้างสมจริงของสภาวะฉุกเฉินร้ายแรง
เพราะถ้าไม่มีสถานการณ์ที่ไม่ร้ายแรงก็ไม่สมอ้าง จำได้หรือไม่สมัยนายสมัคร
(สุนทรเวช) ประกาศภาวะฉุกเฉินก็มีคนทำให้
ดูทีวี.อยู่จะรู้เลยว่าท่านทำให้เผา ให้คนไปตายไง
เดี๋ยวนายสุเทพชี้แจงให้ดีว่าคนเสื้อแดงไปเอารถมาจากไหน
และตอนนี้ที่จับได้ชื่ออะไร แจ้งความที่โรงพักไหน
คนเสื้อดำเป็นใครที่คุมและบัญชาการตรงนั้น
แล้วคนที่ใส่เสื้อแดงแต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมรบ



ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแก๊สบอกว่าวาล์วที่เปิดเห็นพวยพุ่งออกมานิดหน่อย
ถ้าจุดไฟก็ไม่ติด เขาบอกว่าถ้ามี 8 ตันจริงมันจะพวยพุ่งจนมองไม่เห็น
ผมจะไม่บอกว่าท่านสร้างฉากหรือเปล่า แต่ท่านต้องจับและดำเนินคดี
เพราะตรงนี้ถ้าระเบิดจะยิ่งกว่าตึกเวิลด์เทรด ผมถามนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
ที่แจกเสื้อน้ำเงินไปทั่วประเทศว่าปกป้องสถาบันอะไร
ท่านบอกว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ น่าเป็นห่วงนะครับ
หรือว่าท่านเอาสถาบันมาห่อมาห่มตัวท่าน ท่านคิดดีครับ ท่านต้องทำดีด้วย
อย่าแอบอ้างแอบอิงแล้วสร้างผลงาน


ผลงานอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ใส่เสื้อถือกระบองแล้วยิงหนังสติ๊ก
มีคนถูกยิงหลายคนที่พัทยา ด้วยความปรารถนาดี
ท่านจะสร้างกระแสมวลชนอย่างไงก็ตามอย่าทำอย่างนี้ จะพิมพ์เสื้อ
จะปั๊มเสื้อองค์กรใดๆก็ตามอย่าใส่ไป
หรือใส่ครึ่งๆกลางๆจะทำให้ประชาชนสับสน


ส่วนอีกภาพเป็นการเตรียมไม้ใส่รถไปให้พวกเดียวกัน สุดท้ายตอนตี 4
ที่สามเหลี่ยมดินแดง ณ เวลานั้นมีคนเสื้อแดงอยู่ไม่ถึง 30-40 คน
ทหารยิงแก๊สน้ำตามาลูกแรกคนก็แตกฮือ ลูกที่สอง ลูกที่สาม
มีคนเสื้อแดงวิ่งสวนแก๊สน้ำตาเข้าไป ส่วนทหารก็ถูกยิงล้มคนที่สอง คนที่สาม
คนที่สี่ มีพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ในเหตุการณ์
ท่านถอดจีวรออกแล้ววิ่งเข้าไปเพื่อห้ามปรามและช่วยเหลือคนที่ถูกยิงล้มลงไป
แล้วทหารก็เข้าไปอยู่ในแนวหลัง พระเดินมาบิณฑบาตร
จะเข้าไปช่วยเหลือแต่ช่วยไม่ได้ ทหารกันออกมา
พระสงฆ์องค์นี้จึงมอบบาตรให้ลูกศิษย์แล้วเดินทางไปที่เวทีทำเนียบรัฐบาลตอน
เช้า ไปบอกว่าพระสงฆ์ถูกฆ่า


ผมมาบอกข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลติดตามนำศพของพระสงฆ์ชื่อพระสุริยา
จิตตะสุทโธ นี่คือหนังสือสวดมนต์ของท่าน ไม่ใช่พระปลอม ในย่ามมีบาตร
พระสงฆ์นั้นถ้าห่างจากบาตรหรือไกลจากบาตรมี 2 ประเด็นคือ 1.ตายไปแล้ว และ
2.ลาสิกขาบท ผมไม่โทษทหาร ไม่โทษผู้ปฏิบัติการ ผมไม่โทษ
แต่คนสั่งการอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ได้หรือ


ท่านยังมีเวลาอีกนิดหน่อยท่านอภิสิทธิ์ ท่านไม่ต้องไปถามนายสุเทพ
แต่กลับไปถามครอบครัว ลูก ภรรยา
ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับเหตุการณ์ที่มันเดินมาอย่างนี้
สักวันหนึ่งลูกท่านอาจจะมาถามว่า “พ่อจ๊ะ พ่อจ๋า พ่อฆ่าพระจริงหรือไม่
หรือสั่งการจริงหรือเปล่า เพราะเพื่อนที่โรงเรียนถามมา”
ฝากนายอภิสิทธิ์ด้วยความปรารถนาดีว่าอายุพอๆกันยังมีเวลาอีกนาน คุณสมบัติ
คุณลักษณะของท่านก็โดเด่น รูปหล่อ บุคลิกดี มีเวลา มีโอกาส
ขอให้ท่านตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรี

26 เมษายน, 2552

จับทหารอากาศสวมเสื้อน้ำเงินพกปืนป่วนหน้าเวทีเสื้อแดง
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=798791
04:30 น.

วัน ที่ 25 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่กลุ่ม นปช.ชุมนุมปราศรัยอยู่ที่ท้องสนามหลวง แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. ได้มีชายลักษณะมีพิรุธต้องสงสัย เดินอยู่บริเวณหน้าเวที เนื่องจากแต่งกายเป็นทหารครึ่งท่อน สวมใส่กางเกงขายาวลายพรางทหาร สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำเงินมีข้อความว่า"ปกป้องสถาบัน" โดยสวมเสื้อแจ็คเก็ตแขนยาวสีดำคลุมทับอีกชั้น และสวมหมวกแก๊ป หน่วยรักษาความปลอดภัย หรือการ์ด นปช. จึงเข้าควบคุมตัวก่อนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ที่รักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนามหลวงเข้าทำการตรวจสอบ

ตรวจ สอบพบว่าชายดังกล่าวพกอาวุธปืนลูกซอง ซึ่งบรรจุกระสุนเบอร์ 12 จำนวน 1 นัด เหน็บที่เอวกางเกงด้านหลัง และยังพบกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 อีก จำนวน 1 นัด ที่กระเป๋าเสื้อคลุมด้านขวา จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาดำเนินคดีที่ สน.ชนะสงคราม ทราบชื่อต่อมาคือ พลทหาร อนุชล เกลี้ยงมลทิน อายุ 23 ปี สังกัดกองบัญชาการยุทธทางอากาศ กองบัญชาการทหารอากาศ ประจำอยู่กองบิน 53 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก. สน.ชนะสงคราม ทำการสอบปากคำ

พลทหาร อนุชล ให้การว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนดังกล่าวเป็นของตนเองจริง แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับม็อบแต่อย่างใด ซึ่งตนเดินทางมาเที่ยวสนามหลวงเฉยๆ และไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน หรือเครือข่ายของนายเนวิน ชิดชอบ แต่ยอมรับว่าสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาล ตนเคยเป็นลูกน้องนายเนวิน แต่ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว สำหรับเสื้อสีน้ำเงินที่ใส่นั้นเป็นของบิดาตน

ด้านพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหาไปเดินอยู่บริเวณหน้าเวทีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่สนามหลวง เมื่อการ์ด และผู้ชุมนุม นปช.พบเห็นจึงควบคุมตัวและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ เมื่อตรวจค้นก็พบว่าพกพาอาวุธปืนลูกซองบรรจุกระสุนพร้อมยิง จึงได้จับกุมมาดำเนินคดีที่ สน.ชนะสงคราม เบื้องต้นได้แจ้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปนเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ก่อนให้พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม นำตัวไปทำบันทึกประจำวัน และทำการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมา การเข้าไปเดินป่วนหน้าเวทีปราศรัยต้องมีสาเหตุ

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=377060



คลิปวีดีโอ จับคนเสื้อน้ำเงินป่วนได้พร้อมอาวุธปืน
http://www.youtube.com/watch?v=3MjM9UECe4g

ดูจะจะ รถปิคอัพเสื้อน้ำเงินขนไม้มาแจกกัน ทหารตำรวจปล่อยให้แจกได้ไง









http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2009/04/20/the-crushing-of-the-red-shirts

คุณตำรวจ คุณทหาร
อย่าบอกแบบเทพเทือกนะว่า
อาสาสมัครเสื้อน้ำเงินเขามาด้วยใจบริสุทธิ์
แล้วที่แจกไม้ให้เห็นจะจะ ตำรวจทหารนั่งดูเฉย
เวลาเหตุการณ์รุนแรงก็โทษเสื้อแดงไปป่วนการประชุมชาวบ้านเขาไม่ยอม
แล้วที่เตรียมไม้ไว้ตีเสื้อแดงละ จะว่าอย่างไร
จัดฉากเพื่อให้เกิดความรุนแรงใช่หรือไม่


25 เมษายน, 2552

รถบรรทุกแก๊สรัศมีทำลายล้าง 5 กม กับเนวิน และสื่อสามานย์--ความเห็นต่อเนื่อง จาก ที่จตุพรพูดในสภา

ข้อสังเกตต่อกรณีรถแก๊สที่ดินแดง จากที่จตุพรพูดในสภา
ขอย้อนกลับไปที่ดินแดงเช้าวันที่ 13เม.ย..

1 หลังจากมีการใช้อาวุธสงครามปราบปรามประชาชนเมื่อเวลา 4 นาฬิกาเศษ
กำลังทหารที่ปกปิดหน่วยสังกัดได้หยุดยั้งรอ (เก็บกวาดทำความสะอาด ?) ณ.สามเหลี่ยมดินแดงจนถึงรุ่งเช้า




2 ช่วงเช้ามีการนำรถแก๊ส เข้ามาขวางถนน มีชาวเสื้อแดงไม่ได้มากเลย ทหารลุยได้สบายๆ




3 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา เนวิน ตรวจแนวรบที่ดินแดง
มันโผล่หัวออกมาจากรถคันนี้ ชาวบ้านเห็นตะโกนด่า มันเลยหดหัวลงแล้วถอยรถออกไป
ถ่ายรูปไม่ทัน ...มีคนเห็นเยอะครับ (ผู้หญิงในภาพชาวบ้านเล่าว่าเป็นสก.หรือสข. ปชป?)
ช่างภาพที่อยู่ในมุมอื่นอาจถ่ายภาพได้




4 มีผู้ใช้โทรโข่ง(คน ปชป?)ประกาศว่าเสื้อแดงปล่อยแก๊สในรถออกขอให้ประชาชนอพยพ



5 ทหาร รถกู้ภัยพร้อมตั้งแต่เช้า แต่รถแก๊สถูกทิ้งไว้จนเลยเที่ยง จึงมีการเคลียร์ออกไป



ถ้ารถแก๊สอันตรายจริง มีรัศมีระเบิดทำลายล้าง 5กม.(ไทยรัฐว่า) เหตุใดจึงทิ้งรถไว้
3-4 ชม. โดยไม่กระทำการใดๆทั้งที่มีรถ เครื่องมือ อุปกรณ์ พร้อมอาวุธครบทุกอย่าง
เนวิน ทหาร ต้องการทอดเวลาให้สื่อสามานย์ในมือกระหน่ำชาวเสื้อแดง
เพื่อให้ชาวกรุงเทพเกลียดชังและโกรธแค้นใช่หรือไม่


(โดย หลักการ ยิ่งวัตถุอันตรายยิ่งต้องรีบเคลียร์ถ้าจะต้องยิงหรือจับกุมคนควบคุมรถยิ่ง ต้องรีบทำ ลองเทียบดูกับกรณีวางระเบิดแถวภาคใต้ )


หมายเหตุ:
1 รูปได้จากน้องคนหนึ่ง(ช่างภาพมือสมัครเล่น)ตระเวนเก็บภาพตั้งแต่เช้าถึงเย็นวันที่ 13 เมย
2 บรรยายรูปตามคำบอกเล่าของช่างภาพที่ได้ยิน ได้เห็นมา จริงเท็จ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์

ภาพปริศนารถแก๊สที่ดินแดง....???????????

ภาพปริศนารถแก็สที่ดินแดง???????
ภาพปริศนารถแก๊สที่แฟลตดินแดง เมื่อเช้าวันที่ 13 เม.ย.52 ภาพพวกนี้และเรื่องราว
บ่ง บอกอะไรได้บ้าง
ในวงสีแดง คือเจ้าของรถแก๊สคันนี้

คนขับรถ ของนายเนรคุณ

ภาพที่คุณk2b postโดยไม่ทราบว่ามีภาพเจ้าของรถแก๊สติดมาด้วย











ตอนที่เจ้าหน้าที่จากกรมพลังงาน มาตรวจรถแก็ส ชายผู้นี้ได้โทรไปไหนไม่ทราบ หลังจากนั้น
นานพอสมควร เจ้าของรถแก็สก็มา โดยเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อยึดคอกลมสีขาวกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล
เพื่อนๆท่านใดมีภาพตอนที่ชายคนนี้อยู่ที่รถแก็สช่วงบ่ายโมงกว่าก็postให้ด้วยนะครับ
ขณะนั้นผมยืนอยู่หน้าแถวทหารชายคนนี้บอกกับผมว่า(คงคิดว่าผมเป็นทหารนอกเครื่องแบบล่ะซิWOW)
เป็นเจ้าของรถแก๊สคันนี้จะมาเอารถกลับ จะขอใครได้ผมจึงชี้ไปที่ร้อยเอก ผู้ควบคุมแถวทหารอยู่ตรงนั้น
และจ่าทหารในแถวถามว่าแล้วแก๊สล่ะเจ้าของรถบอกไม่มีครับไม่อันตราย
ถ้าคุณk2b ไม่postรูปนี้ผมก็ต่อเรื่องเหตุการณ์ไม่ได้และคุณแฟนเดฟ สร้างภาพโอ้ยปรับขยายภาพ ขอบคุณครับ
เล่าสู่กันฟัง ในฐานะคนเสื้อแดงเข้ม
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=797364
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=798117

23 เมษายน, 2552

คลังขาดดุลกระแสเงินสดมี.ค.กว่า9หมื่นล้าน

มีนาคมรัฐบาลขาดดุลกระแสเงินสด 8.9 หมื่นล้านบาท ส่งผล 6 เดือนแรกปีงบประมาณขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เน้นบริหารเงินสดหวังลดภาระดอกเบี้ย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังได้แถลงฐานะการ คลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ในเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งขาดดุลเงินงบประมาณจำนวน 89,882 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณรวม 411,895 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 18,148 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวมทั้งสิ้น 393,747 ล้านบาท

ทั้งนี้ฐานะการคลังในเดือนมีนาคม รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 105,463 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 9,641 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 10.1) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีสรรพสามิตจากน้ำมัน ได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา

โดยรัฐบาลมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 195,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 70,198 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 56.1) ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 และได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวที่สำคัญ ได้แก่ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท) และโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี สำหรับการเบิกจ่ายในเดือนมีนาคมประกอบด้วยรายจ่ายประจำจำนวน 164,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว และรายจ่ายลงทุนจำนวน 14,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา

จากรายได้นำส่งคลังและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลข้างต้นส่งผลให้ ดุลเงินงบประมาณในเดือนมีนาคม 2552 ขาดดุล 89,882 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 4,380 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดจำนวน 94,262 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ชดเชยการขาดดุลด้วยการกู้เงินโดยออกพันธบัตร และตั๋วเงินคลัง จำนวน 87,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสด (หลังกู้ชดเชยการขาดดุล) ขาดดุลจำนวน 7,262 ล้านบาท

สำหรับฐานะการคลังในช่วง 6 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 ตั้งแต่ตุลาคม 2551 – มีนาคม 2552 นั้นในส่วนของ รายได้นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 559,886 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 70,786 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 11.2) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บภาษีที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อากรขาเข้า ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง รวมทั้งการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ลดลงมาก ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง

ขณะที่รายจ่ายรัฐบาล การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 971,781ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วจำนวน 176,300 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 22.2) โดยแบ่งออกเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน 885,362 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 45.4 ของวงเงินงบประมาณ (1,951,700 ล้านบาท) โดยแบ่งออกเป็นรายจ่ายประจำ 757,228 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 27.2 และรายจ่ายลงทุน 128,134 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ร้อยละ 2.6 และรายจ่ายปีก่อน 86,419 ล้านบาท

สำหรับดุลการคลังรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด จากรายได้นำส่งคลังและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาล ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 411,895 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุลจำนวน 18,148 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการได้รับชดใช้เงินคงคลังจำนวน 27,540 ล้านบาท ทำให้ดุลการคลัง (ดุลเงินสด) ของรัฐบาลขาดดุล 393,747 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน รวมทั้งเพื่อเป็นการประหยัดภาระดอกเบี้ย จึงได้ชดเชยการขาดดุลดังกล่าวด้วยการออกพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วเงินคลังจำนวน 215,530 ล้านบาท และใช้เงินคงคลัง 178,217 ล้านบาท

BangkokBizNews

07 เมษายน, 2552

“เรืองยศ โลกวันนี้” เผยคนเริ่มเอียน “ร้อยลิ้นกะลาวนประชาธิปัตย์” ใน “สถานการณ์เสื้อแดงเป็นแสน”

คอลัมน์ คิดเหนือข่าว


โดย เรืองยศ จันทรคีรี


“ร้อยลิ้นประชาธิปัตย์” ใน “สถานการณ์เสื้อแดงเป็นแสน” !


แต่ แรกก็ไม่คิดจะเขียนถึงเรื่องนี้ เมื่อได้ฟังการให้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมของคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านระบุว่า “คงจะมีกลุ่มเสื้อแดงเข้าร่วมในการชุมนุม 10,000-20,000 คน” นั่นเป็นการประเมินของบุคคลที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งคีย์แมนของพรรคประชา ธิปัตย์ในรัฐบาลชุดนี้ คุณสาทิตย์อาจได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาด ประเมินสถานการณ์ไว้ต่ำเกินความจริง หรือเป็นการคิดตื้นๆในลักษณะปฏิบัติการทางการข่าวที่จะลดความสำคัญสำหรับการ ชุมนุมของขบวนการเสื้อแดงที่เกิดติดตามมาหลังจากนั้นอีกหนึ่งวัน คือวันที่ 26 มีนาคม...

หลังจากนั้นผมมีโอกาสเปิดดู CC TV ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์จากประเทศจีน เขารายงานข่าวการชุมนุมนี้ว่า “มีผู้ร่วมชุมนุมในกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมากกว่า 100,000 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่คุณสาทิตย์ร่วมเป็นรัฐมนตรีอยู่ลาออก...”

ผม คิดว่าประเด็นปกปิดจำนวนของผู้ร่วมชุมนุม การบิดเบือนตัวเลขที่แท้จริง ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาใช้อีกแล้ว มันเป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างจะเก่าแก่ ดูไม่แตกต่างไปจากความพยายามปิดบังจำนวนผู้ร่วมชุมนุมเหมือนครั้งรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ครั้ง พ.ศ. 2516...โดยเฉพาะภายใต้สภาวะของโลกแห่งการสื่อสารปัจจุบันมันเป็นเรื่องที่ ปิดบังได้ยาก ฝ่ายม็อบเสื้อแดงก็มี D-Station คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดสดออกมาให้เห็นภาพ มันปิดบังกันไม่อยู่หรอกครับ เพราะดูท่าทางว่าสีแดงที่พรึบพรับในคราวนี้รับรองฝ่ายประชาธิปัตย์คงต้อง หนาวสะท้านแน่นอน แม้จะปากแข็งอย่างไรก็ตาม...

ผมหยิบประเด็นนี้ขึ้น มาเขียนเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าฝ่ายรัฐบาลจำเป็นจะต้องเลิกแผนปฏิบัติ การจิตวิทยาในลักษณะที่ตื้นเขิน โดยคิดว่าประชาชนยังโง่เขลาเป็นควายที่จะหลงเชื่อกันง่ายๆ?

หรือกรณี ที่คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังวนเวียนใช้นิยายเก่าๆเอามาแต่งเพื่อเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา โดยกล่าวว่า “ที่น่าเป็นห่วงสำหรับการชุมนุมคือ ได้รับข้อมูลถึงการขนย้ายวัตถุระเบิดจากพวกป่าไม้เข้ามา แล้วอาจจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้” อดีตผู้สื่อข่าวและอดีตพิธีกร ไม่น่าที่จะย้อนเข้าไปสู่เทคนิคที่เคยกระทำกันตั้งแต่ครั้ง พ.ศ. 2519 ที่มีการปั้นแต่งว่าภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคลังแสงอาวุธซึ่งกระบวนการนักศึกษายุคนั้นเตรียมเอาไว้ทำสงครามถล่ม กรุงเทพฯ จนโยงเข้าไปสู่ความเชื่อของคนไทยอีกกลุ่ม แล้วลงท้ายเป็นการล้อมปราบกระทั่งตายกันเป็นเบือ...

ตายกันเป็นเรือน ร้อยในกรุงเทพมหานคร ผ่านมา 30 กว่าปี จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บงการเลยครับ วาทกรรมที่คุณบุญยอดนำเสนอจึงเป็นเรื่องเก่าแก่มาก ซ้ำยังมีโอกาสกลายเป็นเรื่องของบาปกรรมด้วยซ้ำไป? ถ้าเป็นเมื่อ 30 ปีก่อนผมคิดว่าคนจะเชื่อง่ายๆ แต่มาปัจจุบันไม่มีใครเขาเชื่ออย่างนั้นหรอก รังแต่จะเห็นคุณบุญยอดกลายเป็นส่วนเกินที่ดูรกรุงรังในทางการเมืองจนอาจไม่ อยากชายตามองด้วยซ้ำไป...

พอมากล่าวถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดฉากถล่มเต็มอัตรากำลังในเรื่องของ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” และ “ผู้บงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ในที่นี้ผมไม่ได้เขียนถึงหรอกนะครับว่าตัวเองเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไรตาม การพาดพิงของอดีตนายกรัฐมนตรี...แต่มีมุมมองที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งคือ คำถามถึงการกล่าวพาดพิงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่าเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสถาบันเบื้องสูงหรือไม่? พูดตรงๆก็คือ มีช่องทางจะเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือเปล่า?”

ประเด็น นี้มาเฉลยชัดเจนเมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แถลงว่า “การโฟนอิน-วิดีโอลิ้งค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้าข่ายในการหมิ่นเบื้องสูง แต่อาจเป็นการพาดพิงหมิ่นตัวบุคคลได้ ซึ่งตัวบุคคลจะต้องดำเนินการฟ้องร้องกันเอง” ประเด็นนี้น่าสนใจในทรรศนะของผม เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็เห็นคุณอภิสิทธิ์ให้ความเห็นสั้นๆ แต่เป็นสั้นๆที่ถือว่าแสบลึกและคมคายทีเดียว

นายกรัฐมนตรีให้ คอมเมนต์ผ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับว่า “ถึงไม่ผิดกฎหมายแต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสม” ความเห็นห้วนๆสั้นๆนี้ ถ้าไม่คิดก็ไม่มีอะไร? ถ้าคิดไปแล้วย่อมสะท้อนทัศนคติของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ได้ดี นี่เป็นรากเหง้าที่แสดงถึงการขาดความเข้าใจในความสำคัญของนิติธรรม...

เมื่อ ได้เปรียบประชาธิปัตย์จะเรียกร้องให้เคารพกฎหมาย แต่บางครั้งก็บอกว่าศีลธรรมเป็นเรื่องเหนือกฎหมาย มาตอนนี้โผล่ให้เห็นกรณีของความเหมาะสมเป็นเรื่องเหนือกฎหมาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอะไรนับเป็นความเหมาะสมกันแน่? สถานการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง ถ้าแกนนำประชาธิปัตย์จะตั้งสติ มันบานมาเป็นแสนๆก็เพราะวิธีคิดเช่นนี้เอง เอากฎหมายบ้าง ศีลธรรมบ้าง จนตอนนี้จะขยับเข้าไปเอาความเหมาะสม...คนเขาเริ่มรับร้อยลิ้นกะลาวนไม่ไหว เสียแล้ว?

( ที่มา หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ , 3 เมษายน 2552)

28 มีนาคม, 2552

"ณัฐวุฒิ" ซัด "มาร์ค" น่ารังเกียจ



http://www.talkystory.com

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับสิ่งที่ตนเคยแสดงความเห็นไว้ว่า ประเทศไทยกำลังเกิดวงจรอุบาทว์ในการแย่งชิงอำนาจ

" เริ่มจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีทั้ง ส.ส. ผู้สมัคร และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมกดดันรัฐบาล ด้วยวิธีนอกกฎหมาย โดยคนในพรรคตั้งแต่ นายชวน หลักภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ไม่เคยแสดงความเห็นคัดค้าน ขณะที่การเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรฯ นับวันยิ่งเหิมเกริม เหยียบย่ำสิทธิเสรีภาพ ไม่เคยถูกขัดขวางจากเหล่าทัพ จนกระทั้งพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสร้างความเสียหายเกินกว่าประเมินได้ และรัฐบาลของนายสมชาย ก็พ้นโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ"

จากนั้น ก็มีข่าวเชิญชวนแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายทหารใหญ่ไปหารือที่บ้าน ซึ่งผลการหารือสรุปเชิงบังคับให้เปลี่ยนขั้วไปงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรี

เราไม่ปฏิเสธการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เราปฏิเสธขบวนการที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์พร้อมทิ้งหลักการ มารยาทและความสวยงามทางการเมือง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำอยู่ ถือว่าน่ารังเกียจกว่าคนที่เคยถูกตัวเองวิจารณ์ 2 เท่า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

22 มีนาคม, 2552

พท.เล็งยื่นกล่าวโทษ'มาร์ค'ละเว้นปฎิบัติหน้าที่เชือด!'กษิต'

นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ได้น่าพอใจ โดยในสัปดาห์หน้าพรรคจะนำหลักฐานของ ร.ต.อ.เฉลิม เรื่องเงินบริจาคพรรค ประชาธิปัตย์ ไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้จะยื่นดำเนินการกล่าวโทษกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ดำเนินคดีกับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนร่วมในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ของรัฐบาลนั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายมหาสมุทร เพราะรัฐบาลคิดแต่กู้เงินเอามาแจกอย่างเดียว จึงต้องให้ฉายารัฐบาลว่า "ถ้าประชาธิปัตย์มา ประชาชนต้องเป็นหนี้"

ประชาธิปัตย์ไม่ยอมทำความเข้าใจในเรื่องพวกก่อการร้าย

Liberal Thai



Thai Democrats can’t see insurgency for what it is
Zachary Abuza - ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒
New Straits Times

ตั้งแต่ รัฐประหารเดือนกันยายน ๒๕๔๙ จนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นักการเมืองศักดินาทางกรุงเทพแทบจะไม่สนใจกับการลุกฮือของสามจังหวัดทางใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และบางส่วนของสงขลาซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

การรณรงค์เรื่องความรุนแรงในภาคใต้ว่ามีคนถูกฆ่าตายมากกว่า ๓,๖๐๐ คน และสองเท่าของจำนวนนี้ซึ่งได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๗

รัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงได้ดำเนินการผิดพลาด เบื้องหลังของความล้มเหลว การเร่งประกาศกฎอัยการศึก การเอาแต่ใช้กำลัง หน่วยงานข่าวกรองที่อ่อน การไม่ทำความเข้าใจในกลุ่มใหม่ๆและองค์กรต่างๆของกลุ่มที่ติดอาวุธ การแข่งขันกันเองของหน่วยงานรักษาความมั่นคง และความล้มเหลวที่จะสร้างความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

ผล ที่ได้คือความล้มเหลวในด้านสวัสดิการทางสังคม ด้านกฏหมายและการปราบปราม การทำลายล้างกลุ่มชนชาวพุทธสยามจากชายแดน และการขาดความมั่นใจจากหน่วยงานรัฐบาล

กลุ่ม ที่มีขนาดใหญ่ของประเทศไทยทางใต้ คือกลุ่มที่จะแยกดินแดนเป็นอิสระ แต่รัฐบาลได้ปฎิเสธถึงการดำเนินงานที่ผิดพลาด ที่มีต่อกลุ่มติดอาวุธชาวอิสลามและกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ ธันวาคม จนวันนี้ครบ ๓ เดือน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เคยประกาศว่าการแก้ปัญหาในเรื่องกลุ่มติดอาวุธซึ่งตั้งขี้นเป็น ปีที่หกแล้ว เป็นงานสำคัญอันดับต้นๆของรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ให้คำมั่นสัญญาว่า จะทบทวนต่อระเบียบปฎิบัติของหน่วยงานราชการ และปรับปรุงสายการบังคับบัญชาในทางใต้ให้มีประสิทธิภาพขี้น อภิสิทธิ์เมื่อไม่ต้องห่วงเรื่องการทำรัฐประหาร เพราะมีทั้งกองทัพและราชวงศ์หนุนหลังอยู่ เขาได้สัญญาว่า จะจัดตั้งฝ่ายพลเรือนให้มากขี้นเพื่อมาดูแลและสั่งการ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มีความผูกพันล้ำลึกกับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงดั้งเดิม เขาได้พูดซ้ำเหมือนคำสัญญาที่ล้มเหลวของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่จะสนับสนุนให้มีการประนีประนอมกัน

นี่ ไม่ใช่ลางดีสำหรับทางภาคใต้ และคาดว่าแทบจะไม่มีความก้าวหน้าภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขายังคงไม่ยอมเข้าใจว่าการก่อความไม่สงบเพื่ออะไร และยังไม่ยอมรับรู้ว่า มีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามอิสระ

เป็น เวลาถึงห้าปีมาแล้ว ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการก่อความรุนแรงไม่ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล สำหรับพวกเขาแล้วไม่มีอะไรที่จะต้องมาสมานฉันท์

แม้ ว่าพวกเขาไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้เช่นกัน แม้ว่าผู้นำของกลุ่มก่อการร้ายได้ถูกจับไปบ้างก็ตาม แต่ความสามารถในการสั่งการทั้งสี่จังหวัดภาคใต้ ยังคงอยู่เป็นปกติทุกวัน

ใน ๘๕ วันแรกของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สามารถหยุดความรุนแรงลงได้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม มีผู้ถูกฆ่าตาย ๘๘ คน ซึ่งเป็นตำรวจ ๕ นาย ทหาร ๙ นาย และพลลาดตระเวณ ๑๔ นาย และอาสาสมัครดูแลหมู่บ้านและพลเรือนอีก ๖๐ คน

ในช่วงเวลานี้ มี่คนได้รับบาดเจ็บ ๑๓๙ คน เป็นตำรวจ ๓๑ นาย ทหาร ๕๓ นาย พลลาดตระเวณ ๙ นาย และอาสาสมัครดูแลหมู่บ้านและพลเรือน ๔๖ คน

ยังมีการระเบิด ๓๔ ครั้ง พยายามที่จะทำการระเบิด ๗ ครั้ง และถูกตัดหัว ๗ คน ซึ่งศพ ๖ ศพได้ถูกเผาไฟ

ตัวเลขที่อ้างนี้ได้มาจากสื่อ และความรุนแรงทางใต้นี้ ยังคงเกิดขี้นเป็นประจำแต่ไม่มีการรายงานข่าว

อภิสิทธิ์ สัญญาเมื่อคราวที่เดินทางไปภาคใต้ว่า “ใช้กำลังทหารน้อยลง มุ่งเน้นเรื่องมาตราการ” และให้คำมั่นว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึก แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีอะไรเกิดขี้น

ถ้า อภิสิทธิ์ต้องการที่จะแก้ไขเรื่องความขัดแย้ง สำหรับเขาแล้วไม่มีที่ไหนที่จะเริ่มต้นได้ดีไปกว่า การเอานโยบายการกักตัวผู้ต้องสงสัย และขั้นตอนการพิจารณาคดีมาปรับปรุงใหม่

ขั้นตอนไม่เพียงแต่ล้มเหลว แต่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวในการร่วมมือกันระหว่างกองทัพ ตำรวจ และศาล

ภาย ใต้กฎอัยการศึก ผู้ต้องสงสัยถูกจองจำไว้ ๓๐ วันโดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดี หลังจากนั้นจึงจะมีการตั้งข้อหาหรือต้องปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยไป

การ กักกันตัวได้มีจำนวนพุ่งสูงขี้นในปี ๒๕๕๐ แต่คดีส่วนใหญ่ตำรวจไม่สามารถทำคดีส่งฟ้องพวกเขาได้ กองทัพบกพยายามจะขยายขอบเขตของกฎอัยการศึก ด้วยการเปิดรับสมัครบุคคลใน “โครงการณ์ฝึกอบรมวิชาชีพ” ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำสั่งห้าม

ผู้ ต้องสงสัยประมาณ ๑,๕๔๔ คนที่ถูกจับระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๔๗ จนถึงเดือนธันวาคมที่แล้ว ศาลได้ตัดสินไปเพียง ๑๕๓ คดี(ร้อยละ ๑๐) ข้อกล่าวหาต่อผู้ที่ถูกกักกันมากกว่าร้อยละ ๗๐ ได้ถูกยกฟ้อง ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับกองทัพ

ส่วน หนึ่งของปัญหาคือ การที่ตำรวจขาดความสามารถในการรวบรวมหลักฐานตามกระบวนการทางกฎหมาย ความจริงที่ว่าความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน หรือพยานไม่ให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเรื่องนี้ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ๒ เรื่อง

* เรื่อง แรก เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ตีพิมพ์รายงานที่เลวร้าย ของการใช้วิธีการทารุณกรรมอย่างเป็นระบบของทหารบกของไทย โดยอ้างถึงคดีของผู้ถูกกักขัง ๓๔ คน

รายงานก่อนหน้านี้ได้เน้นคำว่า “หายตัวไป”

ในขณะที่อภิสิทธิ์ปฎิเสธการถูกกล่าวหาเรื่องการทรมานอย่าง “เป็นระบบ” ชาวมุสลิมทางใต้ก็ได้ประณามการปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่ได้นำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน

การ ปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ได้ถูกยกเลิกในหลายๆคดี เช่นเมื่อเดือนธันวามคมที่แล้ว เมื่อศาลได้มีการตัดสินว่าทหารกระทำผิดในการทารุณกรรมและฆ่าอิหม่ามที่อยู่ ในการคุมขังถึงตาย

แต่เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ได้มีการยกฟ้องคดีของเจ้าหน้าที่ ๖ คน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำการทารุณกรรมที่กรือแซะเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๗

* เรื่อง ที่สอง ฝ่ายความมั่นคงไม่พอใจต่อการที่ศาลไม่สามารถ หรือไม่ต้องการที่จะตัดสินผู้ถูกคุมขังว่าได้กระทำผิด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกระแสเรื่องการกล่าวหาในการทำวิสามัญฆาตกรรม

ตัวอย่าง เช่นเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ครูสอนศาสนาที่ได้ถูกคุมขังจากฝ่ายความมั่นคง และศาลได้ตัดสินว่าไม่ผิดเนื่องจากขาดหลักฐาน ได้ถูกยิงตายหน้าสุเหร่าที่ปัตตานี ก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นในกลุ่มชาวมุสลิม

เจ้า หน้าที่หลายฝ่ายมีความไม่พอใจต่อระบบศาลในปัจจุบัน มีการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งศาลเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อเร่งการตัดสินตามขั้นตอนของศาลให้เร็วขี้น ศาลดังกล่าวอาจจะใช้ไปถึง การควบคุมต่อการกล่าวหาที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝ่ายกองกำลัง ความมั่นคง

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องยุติการให้ความคุ้มครองแบบครอบคลุมต่อกองกำลังความมั่นคง

- นักเขียนเป็นอาจารย์สอนคณะรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไซมอนคอ ลเลจที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายในไทย “การสมคบคิดของความเงียบ” ที่จะตีพิมพ์ในปีนี้

แปลและเรียบเรียง - chapter 11
ที่มา: http://www.nst.com.my/Current_News/NST/Sunday/Columns/2504958/Article/index_html


23 มกราคม, 2552

โพลชี้ปชช.ชูเพลงปลุกใจ'เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย-ใกล้รุ่ง'ช่วยชาติสมานฉันท์

โพลล์ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.0 ปลาบปลื้มปิติบทเพลงพระราชนิพนธ์'ใกล้รุ่ง' ส่วนร้อยละ 41.0 เชื่อว่าเพลง'เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย'สามารถทำให้คนไทยรักชาติบ้านเมือง-ประเทศสงบสุข มีความรักสามัคคีกัน พร้อมแนะ'อภิสิทธิ์'อันเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาจัดรายการ'เชื่อมั่นประเทศ ไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์'ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่าววิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง บทเพลงพระราชนิพนธ์ในความทรงจำและความปลาบปลื้มปิติของคนไทยกับความสามัคคี ของคนในชาติ ซึ่งจากการศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,209 ตัวอย่าง โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 10-22 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 84.4 เคยฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ ในขณะที่ร้อละ 15.6 ไม่แน่ใจ

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบอีกด้วยว่า แหล่งหรือสถานที่ที่เคยฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์อันดับแรก คือร้อยละ 68.4 ได้ฟังจากรายการโทรทัศน์ รองลงมาร้อยละ 42.1 ได้ฟังจากสถานีวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม และร้อยละ 16.5 ได้ฟังจากเทป ซีดี วีซีดี เอ็มพี3 และรองลงไปได้แก่ จากเวทีวงดนตรีร้องเพลง จากสถานีวิทยุเอเอ็ม จากอินเตอร์เน็ต จากร้านอาหารและอื่นๆ เช่น สถานศึกษา สถานที่ราชการ และเสียงตามสายชุมชนเป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ในความทรงจำและความปลาบปลื้ม ของประชาชน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 71.0 ระบุบทเพลงพระราชนิพนธ์'ใกล้รุ่ง' ในขณะที่ร้อยละ ระบุบทเพลง'ความฝันอันสูงสุด' ร้อยละ 42.2 ระบุบทเพลง'เราสู้' ร้อยละ 33.3 ระบุเพลง'ชะตาชีวิต' และร้อยละ 31.7 ระบุเพลง 'แผ่นดินเรา'

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ประชาชนสามารถร้องได้จนจบ พบว่า ร้อยละ 24.8 ระบุร้องเพลงพระราชนิพนธ์'ใกล้รุ่ง'ได้จนจบ ร้อยละ21.8 ระบุบทเพลง'พรปีใหม่' ร้อยละ 20.7 ระบุบทเพลง'แสงเทียน' ร้อยละ 17.9 ระบุบทเพลง'เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย' ร้อยละ 17.1 ระบุบทเพลง'สายฝน' ร้อยละ 16.5 ระบุบทเพลง'ความฝันอันสูงสุด ร้อยละ 16.0 ระบุบทเพลง'ชะตาชีวิต' ร้อยละ 14.8 ระบุบทเพลง'เราสู้' ร้อยละ 13.2 ระบุบทเพลง'ยามเย็น' และร้อยละ 21.3 ระบุบทเพลงอื่นๆ เช่นบทเพลงแผ่นดินของเรา ลมหนาส อาทิตย์อับแสง ยิ้มสู้ ราชนาวิกโยธิน เป็นต้น

และที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนเชื่อว่ามีบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่น่าจะนำมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้คน ไทยรักชาติบ้านเมือง ทำให้ประเทศสงบสุข มีความรักสามัคคีกันในหมู่ประชาชน โดยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 41.0 ระบุบทเพลง 'เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย' ในขณะที่ร้อยละ 31.0 ระบุบทเพลง'แผ่นดินของเรา' ร้อยละ 22.1 ระบุบทเพลง'เราสู้' ร้อยละ 16.2 ระบุบทเพลง'ความฝันอันสูงสุด' ร้อยละ 11.4 ระบุบทเพลง'ใกล้รุ่ง' ร้อยละ 10.9 ระบุบทเพลง'แสงเทียน' ร้อยละ 7.4 ระบุบทเ�พลง'แผ่นดินของเรา' ร้อยละ 22.1 ระบุบทเพลง'เราสู้' ร้อยละ 16.2 ระบุบทเพลง'ความฝันอันสูงสุด' ร้อยละ 11.4 ระบุบทเพลง'ใกล้รุ่ง' ร้อยละ 10.9 ระบุบทเพลง'แสงเทียน' ร้อยละ 7.4 ระบุบทเพลง'ยิ้มสู้' ร้อยละ 1.7 ระบุบทเพลง'ชะตาชีวิต' ร้อยละ 5.6 ระบุบทเพลง'ยามเย็น' และที่เหลือระบุอื่นๆ เช่น บทเพลงสายฝน พรปีใหม่ เตือนใจ รักไกลกังวล และดวงใจกับความรัก เป็นต้น

ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า บทเพลงพระราชนิพนธ์อยู่ในความทรงจำและความปลื้มปิติของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยประชาชนทั่วไปได้เล็งเห็นว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์มีบทบาทสำคัญที่จะสร้าง บรรยากาศให้คนไทยรักชาติ บ้านเมือง ทำให้ประเทศสงบสุข ประชาชนคนไทยมีความรักสามัคคีกันและกัน ดังนั้นรัฐบาล หน่วยงานและสถาบันสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้องอาจจะนำผลการศึกษาครั้งนี้ไป ประกอบการพิจารณาตัดสินใจใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวเชื่อมประสานความรักและไมตรีจิต ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกาของสังคมและเป็นไป ตามเวรกรรมของแต่ละคนที่ทำกันไว้เหมือนกับเนื้อสาระบางตอนในบทเพลงพระราช นิพนธ์'แสงเทียน' และสิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่งคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี น่าจะอันเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาในโอกาสจัดรายการ'เชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯอภิสิทธิ์'ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เพราะความจงรักภักดีต่อสถาบันและความรักความสามัคคีของคนในชาติ สามารถถูกแสดงออกได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะโอกาสใดโอกาสหนึ่งของแต่ละปีเท่านั้น' ดร.นพดลกล่าว

17 มกราคม, 2552

ดีใจไหมครับ รัฐอนุมัติงบ 325 ล้านบาทจากเงินภาษีของพวกท่าน ให้กระทรวงต่างประเทศเดินสายกอบกู้ภาพลักษณ์

http://www.thairath.com/news.php?section=p...;content=119524

พันธมิตรทำชื่อเสียงประเทศเสียหาย
แต่รัฐบาลเอาเงินภาษีของพวกท่านไปจ่ายเพื่อเดินสายกอบกู้ภาพลักษณ์ที่พันธมิตรทำไว้
แถมพันธมิตรยังคงพาเหรดเข้ามากินเงินเดือนในรัฐบาลนี้อีกหลายคน

ส่วนภายในประเทศ
รัฐบาลก็กำลังหาทางเพิ่มบทลงโทษกฎหมายหมิ่นฯ
เพื่อใช้กำจัดคนที่มีความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล

ศาล ตุลาการ ก็ใช้สองมาตราฐานจัดการกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

แต่กลับใช่เงินภาษีของท่าน
ออกเดินสายตอแหลที่ต่างประเทศว่า
รัฐบาลนี้เน้นเรื่องการเปิดกว้างเสรีประชาธิปไตย
และการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเท่าเทียม

ดีใจไหมครับ



แหมถ้ามีเงินสักหน่อย
จะเดินสายประจานเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และความไม่มีมาตราฐานของตุลาการไทย
ประกบตามแม่งทุกประเทศเลย

"ถาวร"ฟื้นแจกสปก.40-1 ยันไม่ซ้ำรอยอดีตฉาวยุครบ.ชวน

นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมฟื้นการดำเนินการแจกเอกสารสิทธิ ที่ดินทำกินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินสปก.4-01 ที่ยังเหลือพื้นที่อีกประมาณ 16 ล้านไร่ ว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการจัดการที่ทำกินให้ประชาชนในเขตป่าและเขตที่ดิน ของหลวงซึ่งประกาศเป็นเขตปฎิรูปที่ดินแล้ว ได้มีที่ดินสำหรับทำกิน โดยรัฐบาลมีนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนได้ จำนวนเท่าไหร่และอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ที่ยังไม่สามารถจัดการเรื่องสปก.4-01ได้แล้วเสร็จเพราะติดปัญหาการทำงานที่ ล่าช้าของระบบราชการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ อย่างเมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และถูกอภิปรายจนต้องยุบสภาฯ นายถาวร กล่าวว่า ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลได้ เพราะฝ่ายค้านก็รู้ว่าประชาชนอยากได้เอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินในที่ดินของรัฐ ซึ่งปล่อยว่างอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าไปอยู่ในที่ดินของรัฐโดยผิดกฎหมาย และรัฐบาลได้ประกาศว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีเจตนาขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ นายเนวิน ชิดชอบ เคยอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์ เกรงหรือไม่ว่าจะมีปัญหาอีก นายถาวร กล่าวว่า นายเนวินคงจะรับรู้ขั้นตอนการดำเนินงานเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่จ.บุรีรัมย์และพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลออกเอกสารสิทธิ์สปก.4-01 ในที่ดินที่ไม่สามารถออกโฉนดได้ ว่าจะต้องออกเป็นสปก.4-01แทน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา
ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องธนาคารที่ดิน โดยดูว่าที่ดินตรงไหนที่ไม่ได้ทำกินแต่มีเอกสารสิทธิ์ รัฐจะไปซื้อและมาจัดการในรูปของสปก. รวมทั้งเรื่องโฉนดชุมชน เพราะก่อนประกาศเขตปฏิรูปที่ดินปรากฏว่ามีที่ดินบางส่วนเป็นที่ชุมชน ซึ่งรัฐบาลจะแยกเขตชุมชนออกมาให้ชัดเจนว่าส่วนใดที่ออกเอกสารสิทธิ์ได้

'เสื้อแดงเชียงราย' เปิดวิทยุชุมชนต้านรบ.ปลดหนี้

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ม.ค.) น.ส.จิระนันทร์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวเปิดเผยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นเป็นรัฐบาลที่มาด้วยความไม่ชอบธรรมและยังได้มีการแต่งตั้งบุคคลที่เคย ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผ่านมา ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ประชาชนหลายฝ่ายเกิดความไม่พอใจ

ทั้งนี้กลุ่มเสื้อแดงใน จ.เชียงราย ได้เตรียมที่จะรวบรวมสมาชิกมาเป็นแนวร่วมในการกดดันรัฐบาล โดยในเบื้องต้นจะได้มีการจัดตั้งคลื่นวิทยุชุมชนขึ้นภายในจังหวัดเพื่อที่จะ เป็นการประชาสัมพันธ์ ผลงานที่ได้กระทำมา พร้อมกับชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลได้กระทำอะไรบ้างที่ผ่านมา พร้อมกับจะได้มีการนำรถขยายเสียงประกาศ ไปทั่วจังหวัด ซึ่งกลุ่มแนวร่วมในจังหวัดนั้นจะมีการประชุมเพื่อวางมาตรการการต่อต้านในรูป แบบต่างๆต่อไป โดยตนขอยืนยันว่าอยากให้รัฐบาลชุดนี้ลาออก หรือยุบสภาไปเสียโดยเร็ว

16 มกราคม, 2552

ประชาธิปัตย์ตบหน้าคนไทย

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจวันนี้ พูดได้เต็มปากว่า ถ้าธุรกิจเล็กๆ อยู่ไม่ได้ ที่ใหญ่ๆ ก็อย่าหวังเลยครับ เพราะทุกอย่างต้องโยงใยประสานกัน เหมือนฟันเฟืองที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ตราบใดที่คนในระดับรากหญ้า ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์กระโดดไปไหนได้เหมือนกัน

ถ้าจะปล่อยโอกาสไป ด้วยการเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ต้องหลุดมือไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่ประเทศของเราจะฟื้นตัว มีสูงกว่าหลายๆ ประเทศนัก

การท่องเที่ยว การส่งออก ยังเป็นความหวังที่อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ เพราะเรามีปัจจัยที่สำคัญ จะมาเอื้ออำนวยผลักดัน ช่วยให้สามารถฟันฝ่าพลิกผันสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ไปได้

หากเป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ ประเทศไทยจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดอย่างหนักหนาสาหัส จะมีคนงานที่เคยมีเงินเดือนไว้กินใช้ต้องตกงาน ไร้เงินเดือนมากถึง 1.63 ล้านคน

ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าคนที่ตกงาน 1.63 ล้านคน เคยได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนสร้างอัตราการขยายตัวจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จากการตกงานของคนเหล่านี้ 16,300 ล้านบาท และถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้ที่เคยรับมาจ่ายไปหมุนยังส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจได้สัก 3 รอบ เม็ดเงินที่หายไปจะทวีคูณเป็น 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้ ที่จะหายไปจากยอดขายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000 ล้านบาท และรายรับจากการท่องเที่ยวซึ่งคาดกันว่าจะลดลง 140,000 ล้านบาท

ดังนั้น ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ระบุว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในสิ้นเดือน มกราคมนี้ ในความคาดหวังของนักวิชาการและภาคเอกชน คือนอกจากจะต้องมีเงินพร้อมที่จะกดปุ่มจ่ายทันที
ไม่ใช่มาแค่ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายเท่านั้น

จะต้องมีความชัดเจนของโครงการ มีกำหนดเวลาของการขับเคลื่อน รวมทั้งการติดตามงานอย่างชัดเจน แม้จะเป็นมาตรการประคับประคอง เพื่อการเยียวยา ลดความเจ็บปวดและเสียหายให้ลดเหลือน้อยที่สุดเท่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างงานเพิ่มเสริมรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะโครงการที่อนุมัติได้เร็ว เริ่มก่อสร้างและทำงานได้เร็วและกระจายเม็ดเงินไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตรงๆ ชัดๆ ลงไปยังชนบทและภาคที่ได้รับความเดือดร้อน ประเทศไทยของเราก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในหลายรัฐบาล

ต้องมาดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยทำกันมา อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แค่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ครั้งแรกสมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบกว่า 2,500 ล้านบาท ทำโครงการที่โด่งดังที่สุดโครงการหนึ่ง "เงินผัน" ว่าจ้างแรงงานในท้องถิ่น
ครั้งที่ 2 ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โครงการสร้างงานในชนบท
ครั้งที่ 3 ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างงานภาคฤดูร้อน
ครั้งที่ 4 โครงการมิยาซาว่ายุค นายชวน หลีกภัย
ล่าสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล

เชื่อว่า รัฐบาลนี้คงจะศึกษาข้อดี ข้อด้อย และจุดรั่วไหลของโครงการเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว รวมทั้งได้ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เรื่องดีที่ทั้งคนที่เคยทำและคนที่เคยติดตามตรวจสอบแล้ว นำมาปรับปรุงต่อยอดให้สามารถสร้างงาน วางรากฐานประเทศ และลดผลกระทบจากวิกฤติไปพร้อมๆ กัน
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

จึงไม่แปลกที่คนในภาคอุตสาหกรรม อย่าง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้นโยบาย “ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเงินกระตุ้นระดับ “รากหญ้า” ให้ถึงชาวบ้านโดยเร็ว
เพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น

สำหรับเม็ดเงินที่ลงสู่รากหญ้านั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ง่ายต่อการเบิกจ่าย และต้องให้ท้องถิ่นนำเงินมาใช้ในการจ้างงานคล้ายกับงบมิยาซาว่าเดิม แต่รัฐต้องปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้มากขึ้น แบ่งเป็นนำมาเป็นค่าจ้างชั่วคราวแก่นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ว่างงานให้กับ องค์กรระดับท้องถิ่น เช่น พนักงานการพัฒนาท้องถิ่น บัญชี การวิจัย การอบรมวิชาชีพแก่ชาวบ้าน เป็นต้น โดยอาจเป็นการจ้างงานระยะสั้น 6 เดือน-1 ปี เพราะเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกและบริษัทหลายแห่งสามารถวางแผนขยาย กิจการต่อไปได้
ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสริมท้องถิ่นให้ก่อสร้างโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น
สร้างถนน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการและแรงงานระดับล่าง หรือ โครง การจ้างงานบัณฑิตใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาแล้ว

ส่วนภาคธุรกิจนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ในช่วงของครึ่งปีแรกไม่ให้ บริษัทปิดกิจการหรือลดคนงานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขาดสภาพคล่องและยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง
แต่หากประคองกิจการได้อีก 6 เดือน เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

เช่นเดียวกับ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยรอการกระตุ้นจากงบกลาง 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินลงสู่ระบบได้ในเดือนเมษายน 2552 จะส่งผลให้เกิดการบริโภคและผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีสามารถ จำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานตามมา
การจะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในวันนี้ไปได้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

กลางปีนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนา จะมีงานใหญ่เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสากลสำคัญของโลก จะมี 70 ประเทศมาร่วม ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2552 จะพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์ ถ้าคนไทยยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ บ้านเมืองมีสันติสุข ก็จะเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง

แต่ที่ยังป็นห่วงกันมาก นอกจากผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คือ “การเมือง” จากการแตกแยก แบ่งสี แบ่งขั้ว ทั้งๆ ที่ทุกคนร้อง “เพลงชาติ” เพลงเดียวกัน ที่มีเนื้อร้องระบุไว้ชัดว่า “รักสามัคคี”

ถ้าความขัดแย้งยังมีอยู่ ย่อมส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดไว้ โอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมีสิทธิ์ติดลบก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงครับ

ที่น่าห่วงพอๆ กัน คือ “ม็อบพันธมาร” ตัวการทำลายเศรษฐกิจ จนวันนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของประเทศเสีย หายย่อยยับ กับรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” ที่เข้ามาฟื้นฟูกอบกู้ ดูแล้วมันแยกกันไม่ออกครับ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอา ส.ส. สอบตก ที่เป็นหัวหอกสำคัญของ “ม็อบพันธมาร” มานั่งเป็นที่ปรึกษา มามีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล ถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งชาติฉาดใหญ่ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

งบแสนล้านเดิมพันครม.มาร์ค

คณะรัฐมนตรี ได้มีการพิจารณากรอบการใช้งบประมาณ 115,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีทั้งหมด 17 โครงการ เป็นสิ่งที่หลายคนต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะการอนุมัติงบประมาณก้อนมหึมานี้มีนัยสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือ รัฐบาล

โครงการต่างๆ ประกอบด้วย

1.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี งบประมาณ 19,000 ล้านบาท
2.การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 18,828.50 ล้านบาท
3.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
4.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน รวมโครงการประปาท้องถิ่น 24,445 ล้านบาท ใช้งบประมาณทั้งหมด 13,854 ล้านบาท
5.จัดเบี้ยยังชีพคนชรา 9,000 ล้านบาท
6.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท
7.จัดค่าตอบแทนพิเศษให้ อสม. 3,000 ล้านบาท
8.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร (ชลประทาน) 2,000 ล้านบาท
9.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก (กรมทรัพยากรน้ำ) 760 ล้านบาท
10.โครงการถนนไร้ฝุ่นลาดยางในหมู่บ้าน 1,500 ล้านบาท
11.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท
12.สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 999.20 ล้านบาท
13.โครงการเงินกู้ผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและบริหาร 500 ล้านบาท
14.โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร 500 ล้านบาท
15.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้าง ภาพลักษณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน วงเงิน 570 ล้านบาท
16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 2,609 แห่ง วงเงิน 1,095.80 ล้านบาท
17.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 532 หน่วย วงเงิน 1,808.80 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้ง 17 โครงการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 96,516.50 ล้านบาท

ส่วนใหญ่จะมองเรื่องของโครงการ “ประชานิยม” ที่นำมาปรับปรุงเป็นโครงการ “ประชานิยมกว่า” ที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่ม “ออพชั่น” คล้ายๆ กับการซื้อบ้านแถมหม้อหุงข้าว !!!

แต่นัยสำคัญกว่านั้น ไม่ยิ่งหย่อนคือการเดิมพันประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือรัฐบาลไทย เพราะการทุ่มงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จำนวนมหาศาลเช่นนี้ ย่อมต้องเล็งเป้าหมายให้เห็นผล

เป้าหมายที่ว่าคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจชาติ ที่เข้าใกล้ความหายนะ อันเรื่องจากอันธพาลการเมือง กุ๊ยข้างถนน ที่ปิดล้อมสนามบินนานาชาติ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของชาติ เศรษฐกิจหดตัว คนว่างงาน รายได้ภาครัฐหดหาย

การกระตุ้นเศรษฐกิจ แสนกว่าล้านบาทนี้ จะทำได้เป็นผลคุ้มค่าจริงหรือไม่? เป็นเดิมพันสูงของ ครม.มาร์ค 1 ที่จะต้องดูต่อไป หากทำไม่สำเร็จ เหมือนช่วงเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ สุดท้ายคนไทยจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แน่นอน...รัฐบาลย่อมอยู่ในอำนาจรัฐ ด้วยความยากลำบาก งานนี้ไม่ใช่ “วัดตัวเงิน” แต่ “วัดกึ๋น”

3หัวโจกม็อบมารตีปี๊บ!!รบ.ให้โบนัสเลขา-ที่ปรึกษารมต.

'เทพเทือก' ดื้อตาใส! โดดป้อง 3 กบฏพันธมาร 'สำราญ-พิเชษฐ-ประพันธ์' ยันไม่ใช่โควต้า 'ม็อบโกเต็กซ์' แม้ใส่เสื้อสูท ปชป. ลือหึ่ง!! 'ผลประโยชน์ต่างตอบแทน' แจกเก้าอี้การเมืองปูนบำเหน็จ 'พันธมาร' เหตุก่อพฤติกรรม 'ดิบ-ถ่อย-เถื่อน' โค่นรัฐบาล พปช. 'สาทิตย์' สีข้างถลอก รับดันม็อบมีเส้น ชี้สังคมต้องเข้าใจ 'มาร์ค' ปัดเนียน!! ไม่เห็นชื่อ 'ยะใส' ในลิสต์เลขาฯรมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ให้โควต้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่เป็นข่าวแต่ อย่างใด ส่วนที่มีรายชื่อแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นั้นเนื่องจากเป็นอดีตผู้สมัครของพรรคที่เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ออกไปเคลื่อนไหวตามแนวความคิดของตนเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน บุคคลเหล่านี้จึงเป็นบุคคลของพรรคไม่ใช่โควต้าพันธมิตรฯ ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถและตนไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็น พันธมิตรฯ

มาร์คปัดไม่มีชื่อ'ยะใส'

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่าการตั้งทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีหลักการพิจารณา 2 ด้านคือ คุณสมบัติเหมาะสมต่อตำแหน่งหรือไม่ และเป็นบุคคลที่เคยช่วยงานพรรคประชาธิปตย์ ขณะเดียวกันก็ฟังเสียงของประชาชนด้วย หากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องสามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะหากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ และหากเป็นพันธมิตรฯอย่างเดียว ก็จะชี้แจงให้สังคมเข้าใจยากขึ้น ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลจะตั้งใครก็ต้องอธิบายสังคมได้ด้วย

ทั้งนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์สั้นๆ ก่อนเข้าประชุมครม.ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ยังเห็นรายชื่อของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปัดที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับรายชื่อของนายสำราญ นายพิเชษฐ และนายประพันธ์ โดยทั้งนี้คาดว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครม.แล้ว นายกฯอาจจะมีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

‘มาร์ค’ ลั่น ตั้ง ลิ่วล้อพันธมิตรเป็นเลขาฯที่ปรึกษารัฐมนตรี ไม่ใช่โบนัส

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการแต่งตั้งที่ ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการแต่งตั้งบุคคลที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการพิจารณาซึ่งมีการอนุมัติการแต่งตั้งหลายกระทรวง ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าคนที่ขึ้นเวทีจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ อีกทั้งตนได้กำชับไปแล้วว่าให้มีการดำเนินกับกลุ่มที่กระทำความผิดทุกกลุ่ม ซึ่งได้มีการสอบถามไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร)ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่ากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

เมื่อถามว่านายประพันธ์ คูณมี ก็เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายประพันธ์ความจริงแล้วในส่วนของพรรคได้ทำงานการเมืองกับพรรคและเป็นคณะทำ งานของพรรคอยู่ ซึ่งทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งตรงนี้ได้มีการซักซ้อมถึงแนวทางการทำงานชัดเจน อีกทั้งได้พูดถึงนโยบายที่กำลังเดินหน้าในการที่จะให้การเมืองกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ ฉะนั้นหากออกนอกลู่แนวทางนี้ก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งนายประพันธ์ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้อยู่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรีท่านนั้นทำงานในด้านนั้น คงไม่มีหน้าที่ในการที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ทางฝ่ายการเมืองของฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งก็สามารถทำได้ อย่างที่ตนได้เรียนไปแล้วว่าหากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะนี่คือหัวใจการทำงานของรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าประชาชนอาจจะมองว่าเป็นการให้โบนัสกับกลุ่มสนับ สนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีการให้หรือตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเต็มใจเข้ามาทำงาน

'เหลิม'ตอก"นายกฯ - สุเทพ"ใจถึงตั้ง พธม.เป็นเลขา-ที่ปรึกษารมต.

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรีตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคนเป็นเลขานุการ รัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินใจ แต่เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรียิ่งเป็นเรื่องที่ตอกย้ำว่า ปชป.เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ข้อกล่าว หาของพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องนี้คงไม่นำมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะน้ำหนักน้อย แต่ถือว่า นายกรัฐมนตรีกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ใจถึงมากที่ตัดสินใจในเรื่องนี้

นปช.รับไม่ได้เตรียมชุมนุมใหญ่

ด้านนายจตุพร พรหทพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรเข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้นเป็นการท้าทายความรู้สึกของ คนไทยทั้งประเทศ พยายามตอกย้ำว่าการตั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการยอมรับว่าประชาธิปัตย์เป็นกระบวนการเดียวกันกับกระบวนการที่ยึด สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล

และวันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องยั้งมืออีกแล้ว ควรจะตั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต จำลอง ศรีเมือง นายสมศักด์ โกศัยสุข และบรรดาแกนนำคนอื่นที่มีบทบาทในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งมาเป็นที่ปรึกษานายกฯเลย ส่วนที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าแกนนำพันธมิตรที่รัฐบาลตั้งนั้นเคยทำงานที่พรรค ประชาธิปปัตยมาก่อน แต่หากมีผลทางคดีว่าผิดจริงก็ต้องออกจากหน้าที่ดังกล่าว นายจตุพรกล่าวว่าในเมื่อบุคคลที่นายกรัฐมนตรีการันตีแต่งตั้งมาจะมีใครกล้า ดำเนินคดี เพราะนายอภิสิทธิ์ เองไม่กล้าดำเนินคดีแต่ยังมีการปูนบำเหน็จให้กับบรรดาแกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเป็นการเหยียบหน้าประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์แต่งตังบุคคลดังกล่าวก็แสดงว่าเป็นการยอมรับว่า พันธมิตรกับประชาธิปปัตย์เป็นพวกเดียวกัน

นอกจากนี้นายจตุพรยังแสดงภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มี นายอภิสิทธิ์นั่งเสมอกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเข้าเฝ้า ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำตามธรรมเนียม ปฏิบัติในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะตามปกติแล้วนายกฯจะต้องนั่งกับพื้นไม่เคยมีนายกฯคนไหนที่จะนั่งเช่น เดียวกับที่นายอภิสิทธิ์กระทำ

นายจตุพร ย้ำด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มจะไม่กระทำการใดๆ เหมือนที่พันธมิตรฯ กระทำอย่างแน่นอน

ครม.มีมติตั้ง 'ประพันธ์' นั่งที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทย์

นายศุภลักษณ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อนุมัติแต่งตั้งนายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนกระทรวงการคลังอนุมัติแต่งตั้งนายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการคลัง

กระทรวงพาณิชย์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงพาณิชย์ นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ และนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้งนายวีระชัย ถาวรพนต์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงแรงงาน และนายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงแรงงาน

กระทรวงมหาดไทย ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษารมช.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) และนายกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งนางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงสาธารณสุข ส่วนนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข และนายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงศึกษาธิการ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค ผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชายชาติ พุคยาภรณ์) กระทรวงยุติธรรม นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงยุติธรรม และนางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรมว.กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงคมนาคม นางกรรณิการ์ เขมาวุฒานนท์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.อนุมัติแต่งตั้ง นางสาวมัลลิการ์ บุญมีตระกูล เลขานุการรมว.กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้ง น.ส.ชมพูนุช นาคทรรพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการต่างประเทศ และนายชวนนท์ อินทรโกมารย์สุต เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นางอัญชลี วานิชเทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ ที่ปรึกษารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) นายสรวงสรรค์ จามจันทร์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล)