CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐประหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐประหาร แสดงบทความทั้งหมด

13 กันยายน, 2552

19 ก.ย. 2549 รัฐประหารครั้งแรกไม่มีผู้เสียชีวิต...สู่รัฐประหารครั้งที่สอง

อันนี้ถูกใจครับ เป็นบทความเก่าของท่านปูนนก ไทยอีนิวส์ เมื่อ วันแรงงานที่ผ่านมา

http://thaienews.blogspot.com/2009/05/19-2549.html



โดย ปูนนก อิสระ
1 พฤษภาคม 2552

หลังจากที่เผด็จการ ได้ทำลายประเทศโดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในครั้งนั้นประชาชนยังไม่เข้าใจ ยัีงไม่มีความรู้พอว่าเกิดอะไรขึ้นกับการรัฐประหารในครั้งนั้น และมีผลกระทบอย่างไรกับประเทศนี้บ้าง

เวลาผ่านไปตลอด 3 ปี ประชาชนในประเทศนี้ค่อย ๆ มองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดเมื่ออำนาจเผด็จการพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในแทบทุำก ๆ ด้านของชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

1. สูญเสียสิทธิทางการเมืองเพื่อจะเลือกการปกครองตนเอง.... ซึ่งได้สูญสลายไปพร้อมกับการถูกยุบพรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน, พรรคชาิติไทย, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองเป็นจำนวนมาก คนไทยไม่มีสิทธิ์จะเลือกปกครองตนเองในแบบที่ต้องการได้เลย นอกจากจะต้อง “รับการปกครอง” จากอำนาจเผด็จการเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

2. สูญเสียสิทธิการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน... ซึ่งได้สูญสลายไปด้วยการตัดสินอรรถคดีแบบ 2 มาตรฐานของคณะองค์ผู้พิพากษา ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการจำนวนมาก ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายนี้ไม่เพียงแค่คณะผู้พิพากษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ, และอัยการ เป็นเครื่องมือ

3. สูญเสียสิทธิการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตรงไปตรงมา สื่อสารมวลชนได้ถูกอำนาจเผด็จการข่มขู่ และยึดครองโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เผด็จการกระทำต่อพี่น้องประชาชนไทย จึงถูกบิดเบือนและแต่งแต้มให้ผิดแผกไปจากความเป็นจริง ประชาชนไม่สามารถได้รับความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ได้

4. สูญเสียโอกาสที่จะพัฒนาความเจริญของประเทศ..... เผด็จการได้ทำลายความเจริญของประเทศชาติไปอย่างหมดสิ้น ประเทศชาติถอยหลังจากการพัฒนาชาติไปไม่น้อยกว่า 15 ปี เยาวชน หรือประชาชนในประเทศไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาทางการศึกษาให้ก้าวหน้าไปสู่ความ เป็นอารยะของประเทศได้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ โดยรอบ

5. สูญเิสียโอกาสในการแข่งขันทางการค้ากับต่างชาติ..... จากประเทศที่เคยเป็นประเทศ อู่ข้าวอู่น้ำ ส่งสินค้าออกได้มากมาย เป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่ปัจจุบัน เผด็จการได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากถึง 60% ของ GDP ภายในประเทศ ซึ่งจะใช้เวลาอีกนานกี่ชั่วคนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ เพื่อที่จะชดใช้หนี้สินได้หมดสิ้น

6. สูญเสียสิทธิความเป็นพลเมืองของชาิติ.... เผด็จการได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีคนอยู่ 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นอมาตย์ (หรืออยู่ในกลุ่มอมาตย์) กับไพร่ ซึ่ง ไพร่ จะไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเป็นพลเมืองของประเทศนี้ นอกจากต้องคอยจ่ายภาษี ทำงานหนักเพื่อให้ชนชั้นอมาตย์คอยสูบเลือดเนื้อ และปกครองต่อไปเท่านั้น เพราะถ้าไม่ยอมก็ชนชั้นอมาตย์ก็จะบังคับเอาด้วย อำนาจกองทัพ ซึ่งอาจจะตายฟรี เอาได้ง่าย ๆ

การสูญเสียทั้ง 6 ประการนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น ที่ประชาชนไทยได้มองเห็นและสัมผัสได้ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้จากที่ประชาชนที่เคยไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ทราบถึงความเลวร้ายของอำนาจเผด็จการเริ่มรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิที่ ตนเองสูญเสียไปกลับคืนมา และเมื่อความกดดันถึงขีดสุด การชุมนุมประท้วงและเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป ให้กลับคืนมาก็บังเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา

และเมื่อการชุมนุมเริ่มจะแพร่ขยายไปมากขึ้นจนเกิน กว่าจะควบคุมได้ เผด็จการก็ใช้กลวิธีที่ชั่วร้าย ในการเข้าสลายประชาชนด้วยกำลังอาวุธ ภายใต้ พรก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยเริ่มเวลา 04.20 น. เหตุการณ์ก็คือ “การรัฐประหารครั้งที่สอง” นั่นเอง แต่ครั้งนี้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ซึ่ง หลัีงจากได้ใช้กำลังเข้าสลายประชาชนแล้ว อำนาจเผด็จการได้เข้าครอบคลุมทุกภาคส่วนของประเทศอีกครั้งหนึ่ง เหมือนช่วงเวลาภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ไม่มีผิดเพี้้ยน เพียงแต่ครั้งนี้มีรัฐบาล ปชป. โดยนายกอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น

เวลานี้ประเทศอยู่ภาย ใต้การรัฐประหารเงียบ อำนาจทุกอย่างเผด็จการครอบงำเอาไว้อย่างหมดจดจนดูเหมือนว่า เผด็จการจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือประชาธิปไตยเสียแล้่ว......

แต่ทว่าใน ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ประชาชนไทยกว่า 60 ล้านคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจ เริ่มมองเห็น และเริ่มสัมผัสได้ กับความเลวร้ายของอำนาจเผด็จการ พวกเขารู้ดีว่าถ้าปล่อยอำนาจนี้ต่อไปสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่านี้จะเกิดขึ้น และที่สำคัญอาจจะถึงขั้นสูญสิ้นชาติได้ แต่ในยามที่อำนาจเผด็จการยังโหมกระหน่ำรุนแรงนี้ การต่อสู้ภาคประชาชนยังคงทำได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อ “เวลา” มาถึง เผด็จการก็จะหมดสิ้นอำนาจไปอย่างไม่มีัทางหลีกเลี่ยง เพราะว่านี่คือ “กฎเกณฑ์ และวัฏจักร”

อดทนรอคอย จนกว่าเวลาและสถานการณ์จะพร้อม เพื่อนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศนี้ด้วยกัน

ล้างบางแผลรัฐประหาร

http://www.thairath.co.th/content/pol/31478

เป็นอันแน่ชัดแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเดินหน้าต่อไป เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าจะหารือและขอมติคณะรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อชำระล้างร่องรอยและบาดแผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ แต่ผลจะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มากกว่า

วันเดียวกัน ประธานคณะกรรมการประสานงานรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล จากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จะมีการประชุมรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังความ คิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะขอให้ทุกพรรคร่วมรัฐบาลร่วมเสนอญัตติขอแก้ไขในประเด็นที่เห็นพ้องกัน แต่จะให้ลงประชามติในประเด็นที่ไม่เห็นพ้อง

กระบวนการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเริ่มขยับตัวอีกครั้ง หลังจากที่ ส.ว.บางคน ล่ารายชื่อ ส.ว. และ ส.ส. เพื่อเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ประเด็น มาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ 6 ประเด็น เพิ่มเข้าไปอีก 1 ประเด็น แต่ต่อมามี ส.ว.บางคนขอถอนชื่อ โดยอ้างว่า ในญัตติมีการสอดไส้ให้ขยายอายุ ส.ว.สรรหา รวมทั้งให้ ส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งมีสิทธิ์สมัคร ส.ส. และเป็นรัฐมนตรีได้ทันที

อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนบางกลุ่มกล่าวอ้างมา โดยตลอดว่า รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นบาปหนักถึงขั้น "อนันตริยกรรม" ทางการเมือง ทำลายกระบวนการยุติธรรมและประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง โดยมีรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเครื่องมือสำคัญ นายกฯอภิสิทธิ์จึงอยากชำระล้างร่องรอยและบาดแผลของการยึดอำนาจคราวนั้นด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550

แต่รัฐประหาร 2549 และรัฐ-ธรรมนูญ 2550 เป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมือง และเป็นตัวทำลายประชาธิปไตยจริงหรือ? เพราะความขัดแย้งได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 ก่อนรัฐประหาร 2549 และความขัดแย้งนั่นเองที่เป็นสาเหตุหนึ่งของรัฐประหาร ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีบทบัญญัติส่วนใหญ่ เหมือนกับฉบับ 2540 ที่ต่างกันมากก็มีแต่เพียงเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการพรรคที่ถูก ยุบ

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมี การยึดอำนาจหรือปฏิวัติรัฐประหารไม่น้อยกว่า 18 ครั้ง รัฐธรรมนูญบางฉบับมีบทบัญญัติห้ามใช้กำลังทหารเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เช่น การยึดอำนาจมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ระบุว่า ประชาชนมีสิทธิ์ต่อต้านการยึด อำนาจ "โดยสันติวิธี" แต่ไม่เห็นมีใครออกมา ต่อต้านรัฐประหาร 2549 การต่อต้านเย้วๆ ขณะนี้ ล้วนแต่ทำเมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจ

นักวิชาการของไทย ไม่ว่าจะเป็นนักนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เมื่อมีปัญหาการเมืองมักจะนึกถึงการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญ เป็นยาวิเศษ แก้ไขสารพัดโรคการเมือง แต่จากคำกล่าวที่ว่า "สุดท้ายอยู่ที่พฤติกรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย" แสดงว่า นายกฯอภิสิทธิ์อาจจะเริ่มมี "ดวงตา เห็นธรรม" ในการเมืองของไทย.

ชนักปักหลัง “รัฐประหาร 2549”

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่

http://bhiromography.multiply.com/journal/item/561

พลันที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เข้า ยึดอำนาจ โค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ก็ถูกยกเลิก (ถูกฉีก) โดยทันที

นั่นเท่ากับว่า มาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า

"บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ
โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ"

ที่มีเจตนารมณ์ให้ความคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านรัฐประหาร
เป็นเพียงตัวอักษรบนเศษกระดาษเท่านั้น

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารซึ่งใช้อยู่ในขณะนี้
ก็บัญญัติข้อความเดียวกันนี้ไว้อีกในมาตรา 69 ก็หาได้เกิดสารประโยชน์อันใดไม่

นับ แต่เกิดการปฏิวัติเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้เกิดรัฐประหารมาแล้ว 9 ครั้ง เกิดกบฏ 12 ครั้ง ซึ่งหมายถึงผู้ก่อการล้มรัฐบาลกระทำไม่สำเร็จ คณะบุคคลที่ก่อกบฏต่างมีความผิดและได้รับโทษหนักเบาแตกต่างกันไป

รัฐ ธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่าที่ถูกฉีกโดยคณะรัฐประหารได้อย่างง่ายดายทั้ง 9 ครั้ง แท้จริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีบทบัญญัติ ให้ความคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการรัฐประหาร เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่สามารถเอามาใช้ดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารก็ไม่ต่างไปจากเศษกระดาษ ทั้งนี้ มาตรา 113 บัญญัติว่า

ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มีข้อน่าพิจารณาว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้กลับถูกนำมาใช้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นราษฎร
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ฝ่ายไหน เมื่อออกมาขับไล่รัฐบาลจะด้วยความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม
ในทรรศนะของใคร ตำรวจจะตั้งข้อหา ออกหมายจับ อัยการส่งฟ้อง
และสุดท้ายถูกศาลตัดสินให้รับโทษ

เมื่อ เป็นดังนี้ จะเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากคนที่มีกำลังอาวุธ ถ้าล้มล้างรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ มีสิทธิกระทำได้โดยชอบธรรม ไม่ถือเป็นความผิดและไม่ต้องรับโทษใดๆ หรือว่าความยุติธรรมไม่มีในโลก ดังที่ใครไม่รู้เคยพูดไว้

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผ่านพ้นไป
โดยไม่มีใครอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 65 ที่ถูกฉีกทิ้งไป
แล้วออกมาต่อต้านคณะรัฐประหารโดยสันติวิธีต่อเพื่อให้ผู้มีอาวุธเหล่านี้ถอยออกไป
เพราะถือว่าเข้ามามีอำนาจขัดต่อครรลองของรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย
หรือ แม้จะมีใครออกมาต่อต้านก็ยังไม่รู้ว่าจะได้รับผลกรรมเช่นใด อาจถูกจับ ถูกฆ่าตาย หรือถูกพิพากษาตัดสินให้จำคุกหรือประหารชีวิตหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่ต้องยอมรับว่าเสี่ยงมากๆ หากใครคิดจะพึ่งมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 2540

กรณี นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายบุญเกิด หิรัญคำ และนายอนันต์ ภักดิ์ประไพ 3 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ (รัฐประหาร) หลังปฏิวัติตัวเองวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ฉีกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสภาผู้แทนราษฎร แทนที่เผด็จการจะผิดและได้รับโทษ บุคคลทั้ง 3 กลับถูกจับกุมและถูกขังคุก หากไม่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ออกกฎหมาย ทั้ง 3 คนนี้คงต้องกินข้าวแดงและทนทุกข์ทรมานอยู่ในเรือนจำต่อไป โดยไม่มีใครหรือกระบวนการยุติธรรมที่ไหนมาช่วย

สำหรับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มิอาจถือว่าเป็นสิ่งถูกต้องได้เลย นี่เองในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ซึ่งประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2549 ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 37 ให้ถือว่าบรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ การปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และการกระทำของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งปวง การไปลงโทษใครต่อใคร หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

เพื่อความแน่ ใจจะไม่ถูกใครมาโต้แย้งและเอาโทษคณะรัฐประหารและผู้เกี่ยวข้องในภายหลัง กลไกของคณะรัฐประหารก็ไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 คุ้มครองไว้อีกชั้นหนึ่ง

แม้ในทางกฎหมาย สถาบันในกระบวนการยุติธรรมจะถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ฉบับของคณะรัฐประหาร กล่าวคือ คณะรัฐประหารทำอะไรไว้เป็นสิ่งที่ชอบ แต่ในทางการเมือง กลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศ คำสั่งของคณะรัฐประหารและรัฐบาลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง รวมถึงโครงสร้างอำนาจและสถาบันสำคัญของประเทศกำลังถูกสั่นคลอนและท้าทาย อย่างรุนแรง
จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติและคนเสื้อแดง ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์ลักษณะนี้มาก่อนนับแต่เกิดรัฐประหารมา 9 ครั้ง

การชุมนุมปราศรัยทางการเมืองของคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่
กระทำ ต่อเนื่องด้วยเนื้อหาที่เผ็ดร้อน การรวบรวมรายชื่อคนเสื้อแดงเกือบ 6 ล้านคน เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่านี่คือ ปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามกับคณะรัฐประหาร
ที่กำลังใช้สิทธิต่อต้านการยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้ว เอาโทษกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกตนอย่างผิดทำนองคลองธรรม เพียงแต่ว่าไม่ได้มุ่งขับไล่คณะรัฐประหารเพราะคณะรัฐประหารได้หมดอำนาจไป แล้ว หากทว่าเป็นการกระทำกับกลไกและตัวแทนฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง (พันธมิตร) ทหาร องคมนตรีบางคน เป็นต้น

ยิ่งฝ่ายตรง ข้ามของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดง อันได้แก่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พันธมิตร นักวิชาการบางส่วน ผู้นำทหารบางนาย ฯลฯ ใช้อำนาจกฎหมายและวิธีการต่างๆ เพื่อหักโค่น ขัดขวางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดง ดังกรณีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่คัดค้านการเข้าชื่อถวายฎีกา การแจ้งจับแกนนำ นปช. การสั่งถอนชื่อในฎีกา การล่าชื่อคัดค้านการถวายฎีกา ฯลฯ แทนที่จะเกิดผลดีกับฝ่ายมีอำนาจกลับก็จะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกไปมากยิ่ง ขึ้น บ้านเมืองที่คุกรุ่นก็จะลุกเป็นไฟ

คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยกำลัง รู้สึกว่า พวกตนกำลังถูกบีบบังคับจากฝ่ายตรงข้ามไม่ให้จงรักภักดีพระมหากษัตริย์ เพราะแค่การเข้าชื่อถวายฎีกาก็ยังถูกต่อต้านทุกรูปแบบ ซึ่งเหมือนกับในอดีตที่คนไม่ได้มีความคิดจะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) แต่เมื่อถูกบีบบังคับเข้ามากๆ ในที่สุดก็เลยเข้าป่าจับปืนเป็น ผกค.เสียเลย

หากความรู้สึกเช่นนี้แผ่ขยายไปสู่คนเสื้อแดงมากเท่าไร อันตรายจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย ถึงตอนนั้น ใครและสถาบันไหนจะมาแก้และคิดว่าจะแก้ได้ง่ายๆ หรือ?


(ที่มา มติชนรายวัน , 13 สิงหาคม 2552)

...

บุญเลิศคิดออกแล้ว ถึงจะช้ามากไปหน่อยก็ยังดี

19 กันยายน 49 3 ปีรัฐประหารไทยได้อะไร....เสียอะไร

19 กันยายน 49 3 ปีรัฐประหาร ไทยได้อะไร....เสียอะไร

http://www.norporchorusa.com/index.php?option=com_fireboard&Itemid=67&func=view&catid=2&id=430

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารประกอบด้วย ผบ.เหล่าทัพบก เรือ อากาศ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลนายกฯพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนด้วยคะแนนเสียง 377 เสียง จาก 500 เสียง มีประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทยกว่า 19 ล้านเสียง นับเป็นชัยชนะแบบถล่มทลาย ทั้งๆที่ถูกสื่อมวลชนกระแสหลักและฝ่ายอำนาจมืดพยายามที่จะให้ร้ายป้ายสีตลอด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเดียว ไม่มีรัฐบาลผสมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ประชาชนคนไทยก็ตั้งความหวังว่าประเทศไทยจะมีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ที่เข้มแข็งและสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวรุดหน้าไปได้ด้วยดีเพื่อแก้ปัญหา ความยากจนตามนโยบาย 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง

แต่เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นเหตุให้ฝ่ายอำมาตย์เล็งเห็นภัยคุกคาม จึงได้เร่งทำการโค่นล้มรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้นักวิชาการขายอุดมการณ์ นักการเมืองขายตัวและสื่อมวลชนออกมาเห่าหอนว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภา จำเป็นต้องโค่นล้มระบอบทักษิณแทนที่จะกล้าบอกตรงๆว่าจะโค่นล้มระบอบ ประชาธิปไตยเพื่อสถาปนาระบอบอมาตยาธิปไตยให้ยั่งยืนสืบไป แต่ก็เกรงว่าคนทั่วโลกจะหัวเราะเยาะ เย้ยหยันและต่อต้านความคิดล้าหลัง บรรดานักวิชาการ,ราษฎรอาวุโส ที่หมอบราบคาบแก้วอยู่กับระบอบอำมาตย์ ก็ให้การสนับสนุนกลุ่มพธม.ออกมาเคลื่อนไหว ขับไล่รัฐบาลจนในที่สุดก็เป็นชนวนอ้างให้ทหารปฏิวัติได้ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นขณะที่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรไปปฏิบัติภารกิจที่องค์การสหประชาชาติ กำลังจะขึ้นปราศรัยต่อที่ประชุมทราบข่าวการรัฐประหารช่วงระยะเวลาดังกล่าวมี ที่ปรึกษาหลายคนเสนอให้นายกฯตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และแถลงต่อสหประชาชาติทันที แต่ก็ทราบว่ามีโทรศัพท์ข้ามาจากฟากฟ้าแดนไกลขอให้ระงับการจัดตั้งรัฐบาลพลัด ถิ่น และรับปากว่าจะดูแลให้ความเป็นธรรมทุกอย่าง จะไม่มีการริบทรัพย์สิน และสามารถกลับเข้าประเทศได้ เป็นเหตุให้นายกฯทักษิณระงับการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น นับเป็นการสูญเสียโอกาสในการต่อสู้อย่างชอบธรรมลงไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งต่อมาก็พิสูจน์ชัดว่าเป็นเพียงแค่คำลวงของเขา สมกับคำว่า “เชื่ออะไรเขาบอก เขาหลอกให้เราไหลหลง”
การรัฐประหารดังกล่าว คณะรัฐประหารใช้ชื่อว่า....... และมีการออกโทรทัศน์ใน
คืนนั้นเห็นภาพชัดเจนว่ามีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นำคณะ......... เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นเหตุให้คนที่ชมโทรทัศน์อยู่เข้าใจว่า การรัฐประหารครั้งนี้ มีพล.อ.เปรม เป็นหัวหน้าและเข้าไปขอพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว พสกนิกรชาวไทยต่างเคารพรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อนำภาพดังกล่าวออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ จึงนับว่ามีน้ำหนักมากที่จะให้คนไทยคล้อยตาม สนับสนุน คณะรัฐประหาร....... นับได้ว่าเป็นการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเกี่ยวข้องกับการัฐประหารอย่าง ชัดเจน

หลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งพล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ องคมนตรี ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งประกอบไปด้วยข้าราชการประจำที่เกษียณอายุแล้ว และมีความสนิทสนมกับสายพล.อ.เปรม จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าจะมีรัฐบาลที่มีอายุเฉลี่ยสูงสุด แล้วจะบริหารประเทศไปรอดหรือ สร้างความกังขาให้กับประชาชนชาวไทยที่เฝ้าจับตาดูฝีมือการบริหารประเทศของ รัฐบาลจากคณะรัฐประหาร แต่เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสต่อหน้ามหาสมาคม เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่ารัฐบาลนี้เป็น “ รัฐบาลขิงแก่ ” แปลความว่า ถึงจะแก่ก็แก่ดีเหมือนขิงแก่ ที่มีรสจัดจ้าน ผู้คนได้ฟังก็ชื่นชม โสมนัส นับได้ว่ารัฐบาลพล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ปวงประชาก็ชื่นชมและเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะได้เห็นฝีมือรัฐบาลขิงแก่ เหมือนได้ชิมชาขิงแก่ร้อนๆให้ชื่นใจ ขับไล่ผายลมในท้องที่บูดเน่าออกเสีย ประเทศชาติคงจะรุ่งเรืองขึ้นอีกเยอะเพราะฤทธิ์สมุนไพรขิงแก่นั่นเอง

แต่ 1 ปีเศษ ที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์บริหารประเทศ ก็ไม่ได้มีผลงานอะไรก้าวหน้าให้เป็นที่ประทับใจของประชาชนและข้อสำคัญ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทางภาคกลางตอนบนแถบจังหวัดชัยนาท , สิงห์บุรี , อ่างทอง , อยุธยา ราษฎรต้องผิดหวังกับการช่วยเหลือของภาครัฐเพราะการช่วยเหลือมาอย่างล่าช้า มากเหมือนคนชรา

ข้อน่าสังเกตที่ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็เพราะว่าประเทศในสหภาพยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่ยอมรับให้มีการเจรจาในระดับรัฐมนตรี จะสังเกตว่ารัฐมนตรีของไทยไม่สามารถเดินทางไปในฐานะตัวแทนของประเทศไทย ที่จะไปเจรจาทำสัญญากับประเทศดังกล่าวได้ เป็นเหตุให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการเปิดตลาดการค้ากับประเทศอเมริกา สหภาพยุโรป , ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้อีก ทำให้ออเดอร์สินค้าถูกแย่งตลาดไปตกกับเวียดนาม จีน ฯลฯ เพราะประเทศดังกล่าวเขาถือว่ารัฐบาลนี้มาจากการทำรัฐประหารไม่ได้เป็น ประชาธิปไตย พล.อ.สุรยุทธิ์ จุลานนท์ เห็นจุดอ่อนดังกล่าวนี้จึงได้ผลักดันให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ท่ามกลางกระแสการคัดค้านของกลุ่มพธม. และกลุ่มคณะนายทหารคมช.

เมื่อมีการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50 พรรคพลังประชาชน(ไทยรักไทยเดิม) ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคก็ได้รับชัยชนะได้ที่นั่งส.ส.ในสภามากที่สุด และได้จัดตั้งรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถูกกลุ่มพธม.ออกมาเคลื่อนไหวปิดสะพานมัฆวาน ปิดทำเนียบรัฐบาล บุกสถานีวิทยุฯช่อง 11 และถูกตุลาการภิวัฒน์ตัดสินให้ขาดคุณสมบัติ เพราะนายสมัครออกรายการทีวี “ชิมไป บ่นไป” โดยอ้างพจนานุกรมมาตัดสินแทนกฎหมายแรงงาน มาตราที่ว่าด้วยคำจำกัดความคำว่า การจ้างงาน ซึ่งถ้าพิจารณากันตามกฎหมายแรงงานแล้วก็ไม่สามารถตีความว่านายสมัครขาด คุณสมบัติได้ ตุลาการภิวัฒน์จึงไปเอาความหมายในพจนานุกรมมาใช้ตีความแทนความหมายในกฎหมาย แรงงาน เป็นเหตุให้นายสมัครต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พรรคพลังประชาชนก็ยังต่อสู้จนได้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไป กลุ่มพธม.ที่ยึดทำเนียบปิดถนนราชดำเนิน ไม่ให้เป็นเส้นทางเสด็จราชดำเนินไปถวายพระเพลิงสมเด็จพระพี่นาง ก็ยังเพิ่มความอหังการ โดยการบุกยึดสนามบินที่หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นการซ้อมเพื่อไล่แขก นักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็เพิ่มความเข้มข้นโดยยึดสนามบินดอนเมือง , สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 หลังจากยึดสนามบินสุวรรณภูมิได้แล้ว 1 วัน นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นปราศรัยกับคนเสื้อเหลืองที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อข่มขู่รัฐบาลนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า ถ้าเข้ามาสลายมวลชนคนเสื้อเหลือง คนเสื้อเหลืองจะขยายผลการยึดไปยังท่าเทียบเรือแหลมฉบังอีกแห่งหนึ่งด้วย ทั้งนี้ก็เป็นไปตามแผนของอำมาตย์ที่ต้องการจะปิดประเทศ ไล่นักท่องเที่ยวออกนอกประเทศและไม่ต้องการให้ชาวต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนใน ประเทศ เพราะมองว่าเป็นกลุ่มทุนเดียวกับนายกฯทักษิณ เจตนารมณ์ของฝ่ายอำมาตย์ก็คือ ต้องการที่จะปิดประเทศชั่วคราวและจัดระเบียบสังคมใหม่ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยใหม่แบบพม่า เมื่อจัดระเบียบใหม่เรียบร้อยแล้วจึงจะคิดเปิดประเทศให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน ใหม่ แต่คราวนี้จะต้องผ่านกลุ่มนายหน้าของฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งจะจัดตั้งเป็นสำนักงานทนายความและที่ปรึกษาทางธุรกิจการเงินและบัญชี หากนักลงทุนไม่เข้ามาในช่องทางที่กล่าวไว้ก็ไม่สามารถเข้ามาลงทุนในเมืองไทย ได้ จะมีแต่เฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติที่ยอมเข้ามาติดต่อกับสำนักงานของ อำมาตย์เท่านั้น เป็นการแปลงระบอบศักดินาสู่ระบบทุนนิยมผูกขาดโดยกลุ่มอำมาตย์ ไม่ใช่เป็นการเปิดประเทศแบบทุนนิยมเสรี ซึ่งตำนานการค้าขายแบบนี้มีมาตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งไปหาอ่านได้จากจดหมายเหตุของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และเผยแพร่ศาสนาได้มีบันทึกไว้ชัดเจนว่า การค้าขายทั้งหมดจะต้องผ่านอำมาตย์เท่านั้น ห้ามค้าขายกับประชาชนทั่วไป จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเหตุให้ราชอาณาจักรสยามถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญาบราวน์นิ่งกับอังกฤษ และกับชาติอื่นๆ ความคิดที่ล้าหลังเหล่านี้กำลังจะถูกนำกลับเข้ามาใช้อีกวาระหนึ่งแต่แปลงโฉม ให้ทันสมัยขึ้น ในลักษณะการลงทุนร่วมแต่ก็เป็นระบบทุนผูกขาด เป็นเหตุให้ประเทศชาติไม่สามารถทำการค้าแบบเสรีได้ กลายเป็นปิดประเทศแบบพม่าเพียงเพื่อเห็นผลประโยชน์ของกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น

หลังรัฐประหารแล้วไทยได้ ไทยเสียอะไร

ไทยได้อะไร ?
1. รัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำลายประชาธิปไตย
2. ได้ยาเสพติดคืนมา
3. ได้ไข้หวัด 2009 คนไทยต้องเสียชีวิตกว่า 130 คน มากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีคนตายเกินกว่า 100 คน ในโลกนี้มีเพียงแค่ 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย , เม็กซิโก , สหรัฐอเมริกา และอาร์เจนตินา 3 ประเทศดังกล่าวอยู่ในทวีปอเมริกาและมีประชากร 280 ล้านคน ในสหรัฐ ส่วนอีก 2 ประเทศมีประชากรมากกว่าประเทศไทยมาก ฉะนั้นเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของประชากรแล้วประเทศไทยเสียชีวิตมากที่สุดในโลก เพราะฝีมือการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ จนเป็นเหตุให้สั่งระงับการรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ติดไข้หวัด จนวันนี้คนไทยนึกว่าหวัดหายไปแต่เป็นเพราะใช้เล่ห์เพทุบายไม่เปิดเผยข้อเท็จ จริงตามหลักธรรมาภิบาลของประเทศที่เจริญแล้ว
4. คนไทยได้เป็นหนี้กันทั่วหน้าจากการกู้เงินของรัฐบาลมาร์ค ผ่านพ.ร.บ.การกู้ 8 แสนล้านและมีแผนการกู้ถึง 1.4 ล้านล้านบาทเพื่อทำให้ไทยเข้มแข็ง สรุปแล้วคนไทยนับแต่คลอดมาก็เป็นหนี้กว่า......บาทต่อหัว คงได้ใช้หนี้กันหัวโต
5. ได้ปิดประเทศ การท่องเที่ยวเสียหายยับเยิน
6. ได้ลูกหมีแพนด้ามา 1 ตัว แต่ก็ไม่ได้จริง ในที่สุดจีนก็จะมาเอาคืนไป แต่คนไทยถูกหลอกให้บ้าคลั่งเสียเงินค่าไปรษณียบัตรให้กับไปรษณีย์ไทย 20 – 30 ล้านบาท เพียงเพื่อหวังเงินรางวัลแค่ 1 ล้านบาท
7. ได้รู้ว่าพ่อของด.ช.เคอิโงะ ชื่ออะไร และได้เพียงโทรศัพท์พูดกับพ่อเท่านั้น จนวันนี้ ด.ช.เคอิโงะก็ยังไม่ได้พบกับพ่อสมใจอยาก
ทั้งเรื่องด.ช.เคอิโงะ และหมีแพนด้า เป็นกลไกการเบี่ยงเบนข่าวของสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลปชป.เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ลืมปัญหาปากท้อง ความทุกข์ยากไปวันๆเพราะรัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ไข แถมยังสร้างหนี้อีกต่างหาก
8. ได้รัฐบาลทรราช เผด็จการ อภิสิทธิ์ ปราบปรามประชาชนในวันสงกรานต์เลือด โดยใช้ทหารนำอาวุธสงครามออกมาเข่นฆ่าประชาชน (ปรากฏในคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆนี้) ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็รับว่าเป็นเสียงของตน แต่มีการตัดต่อ ซึ่งผลการสอบสวนเบื้องต้นเรื่องคลิปเสียงนี้จากคณะอนุกรรมการของรัฐสภาก็ ระบุชัดว่า คลิปเสียงดังกล่าวมีความยาว 3 นาที 40 วินาทีเศษ โดยแบ่งออกเป็น 6 ตอนของประโยคคำพูด ซึ่งจากการฟังของคณะอนุกรรมการมีความเห็นชัดเจนว่า เสียงดังกล่าวเป็นเสียงของนายอภิสิทธิ์จริง และพูดในที่เดียวกันในสถานที่ที่มิดชิด เหมือนห้องประชุมที่เก็บเสียงผู้พูดไม่ได้ไปไหน แต่ละประโยคซึ่งมี 6 ประโยคมีระดับเสียงระนาบเดียวกัน เชื่อว่าไม่มีการตัดต่อในแต่ละประโยค ใจความที่พูดแต่ละประโยคก็เข้าองค์ประกอบความผิดสำเร็จแล้วตามกฎหมาย

ไทยเสียอะไร ?
1. เสียรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยทำให้ระบบบริหารเข้มแข็งไป
2. เสียออเดอร์การส่งออกสินค้าเสื้อผ้า , ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ , ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ
3. สูญเสียภาวการณ์เป็นผู้นำอาเซียน ซึ่งนายกฯทักษิณใช้เวลาสร้างมาถึง 8 ปี แถมยังทะเลาะกับพม่าและเขมรอีกด้วย และสูญเสียเครดิตความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก เป็นเมืองที่มีความสวย ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสเอื้ออาทร แต่บัดนี้ประชาชนแตกกันเป็นฝ่าย สูญเสียความเป็นเอกภาพของความเป็นไทยลงอย่างสิ้นเชิง
4. เสียตลาดยางพาราจากราคาที่เคยขายได้ก.ก.ละร้อยกว่าบาท เหลือไม่ถึง 30–40 บาท
5. เสียตลาดผลไม้ ตลาดข้าว ตกต่ำ ชาวนาร้องเรียนปิดถนน กลับถูกจับจำคุก 6 เดือน 4 คนที่จ.เชียงราย
6. เสียทรัพยากรบุคคลที่สำคัญ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 111 คน กับ 109 คน รวม 220 คน ซึ่งเป็นนักการเมืองเกือบทั้งหมดในสภาในระดับกรรมการบริหารพรรคทั้งสิ้น ทำให้การเมืองอ่อนแอตามแผนของอำมาตย์
7. เสียดินแดนให้เขมรตัดถนนเข้ามาที่เขาพระวิหาร และเสียนักท่องเที่ยวที่จะไปท่องเที่ยวเขาพระวิหาร รวมทั้งการค้าชายแดนแถบนั้น
เท่าที่ผู้เขียนนึกได้ด้วยเวลาอันสั้น มีอยู่ 7 – 8 ข้อเท่านั้น ที่จริงยังมีอีกเยอะ อยากจะขอฝากเป็นการบ้านให้คนไทยช่วยกันคิดว่าผลพวงการรัฐประหารนั้นไทยได้ อะไร เสียอะไร

15 มกราคม, 2552

ปัญหาของทักษิณ ไม่ใช่เพราะซื่อบื้อ แต่เกิดจากปัจจัยภายใน ที่ตัวเองไม่ ambitious พอ

อาจจะ obvious สำหรับคนที่ติดตามการเมืองใกล้ชิด หรือพวกนักวิชาการต่างๆ

แต่ขอตั้งข้อสังเกตแบบชาวบ้านๆเนี่ยแหละ เพราะคาใจมานานแล้ว

ทักษิณ ขนาดตกอยู่ในสถานการณ์นี้แล้ว ถูกฟ้อง ถูกยึดทรัพย์ ต้องระเหเร่ร่อน ครอบครัวแตกแยก ถูกทำขนาดนี้ทักษิณยังคิดรอมชอม เดินเกมมาแต่ละอย่างเนี่ย เรียกว่าไม่สะใจโก๋

แค่นี้นี่ก็โคตรชัดเลยว่า เรื่องที่ลิ้มป้ายสีว่ามันต้องการล้มล้าง อยากเป็นปธน. นี่ไม่เคยมีอยู่ในหัวมันเลย ทั้งๆ ที่ดูสภาพการณ์ของเกมตอนนี้ การสู้จนถ�E0��ห้มันกลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิม ???

ทักษิณนี่ต้องเรียกว่าเป็นเหยื่อความสำเร็จของตนเอง เหมือนที่เราได้เคยพูดไปแล้ว ว่ามันก็แค่พ่อค้ามาเล่นการเมืองเพื่อกอบโกยเหมือนคนอื่นๆ แต่เราประเมินเรื่องความจงรักภักดีของมันต่ำไป จริงๆแล้วมันจงรักภักดีมากกว่าที่เราคิดไว้มาก

เราลืมนึกถึงความจริง ที่ว่า แม้วนั้นผ่านการศึกษาไทยแบบอนุรักษ์�ความจริง ที่ว่า แม้วนั้นผ่านการศึกษาไทยแบบอนุรักษ์นิยมมา ผ่านโรงเรียนนายร้อย หรือ นายทหาร ผ่านการเป็นตำรวจมา เป็นข้าราชการเต็มตัวมานาน ก่อนจะมาเป็นนักธุรกิจ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ล้วนแต่ล้างสมองคน ต้องกล่าวคำสัจน์ปฏิญาณกันเป็นเรื่องเป็นราวมาก ประกอบกับความที่แม้วก็อายุเยอะแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องของเจเนอเรชั่นด้วย

ถ้าเทียบกับจักรภพแล้ว ที่หนุ่มกว่า ไม่ได้ผ่านพวกโรงเรียนทหาร แล้วไปเรียนเมืองนอกเร็วกว่า(แม้วถ้าจำไม่ผิดรู้สึกกว่าแม้วจะไปเรียนต่อก
็ปาเข้า ป.เอกแล้ว) ทำงานด้านสื่อสารมวลชน มีทัศนคติที่เปิดกว้างกว่ามาก และเราเชื่อว่าจักรภพจริงๆแล้ว ambitious กว่าทักษิณหลายเท่า

ดู จากพฤติการณ์ ตอนที่แม้วเป็นนายก ประเคนทั้งเครื่องบิน ทั้งเพิ่มงบประมาณวัง ประคบประหงมทุกอย่าง มีรับสั่ง แนวคิดอะไร สนองหมด สึนาม๊ง สึนามิ ก็ช่วยเหลือเต็มที่ทุกอย่าง

แล้วตลอดเวลาที่สู้มา นี่ ใช้วิธีประนีประนอมมาโดยตลอด แต่นโยบานประชานิยม คนดันนิยมเกินเหตุ ซึ่งความคลั่งไคล้ของคนนี่อยู่นอกเหนือการควบคุมของแม้ว

แม้วทำพลาด หลายๆอย่าง ประกอบกับที่มัน naive เกินเหตุในบางเรื่อง (ภาพที่ไปนั่งเป็นประธานในอุโบสถ) หรือคำเรียก พ่อหัว นายแม่อะไรนั่น ทำให้ลิ้มเอามาโจมตีได้ แม้วพลาดที่ไม่สามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมกรณีลิ้มได้

และพลาดอย่างแรงตรงที่ใช้วิธีประนีประนอม ซึ่งเราเชื่อว่าการพลาดนี้ไม่ใช่เกิดจากการที่แม้วซื่อบื้อมองเกมไม่ออก

แต่ เป็นเพราะแม้วมันไม่ทะเยอทะยานมากพอ คิดการใหญ่ไม่พอ แม้วไม่มีความสามารถที่จะจินตนาการไปถึงประเทศไทย นำโดยมันเองเป็น ปธน.ได้ เพราะไม่เคยมีอยู่ในหัวมันเลย มันก็แค่อยากกอบโกย ส่งส่วยให้ xxx เหมือนทุกๆคนที่ทำมาก่อนมันเท่านั้นเอง

ซึ่งเราเชื่อว่าคนอย่างแม้ว มีศักยภาพพอ หากมีจินตนาการที่ใหญ่พอ จะทำอะไรๆก็ได้ ขอแค่รอเวลา สบโอกาสเหมาะๆ เท่านั้น

แต่ความสำเร็จ ความป๊อปปูล่าร์ของมัน ทำให้มันตกที่นั่งลำบาก ประกอบกับไปทำให้ลิ้มแค้น แล้วลิ้มยืมมือวังบุปผาคว่ำแม้ว


ใครคิดเห็นอย่างไร เชิญเสวนากันต่อ

14 มกราคม, 2552

อันธพาล: ก่อกวนไม่เลือกที่

คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง ประชาทรรศน์

สังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คนสองจำพวกดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ไม่ขยายวงแห่งความขัดแย้งไปสู่การรบราฆ่าฟันกัน แต่พวกเขาสามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะสังคมประชาธิปไตยมีกฎกติกาที่พวกเขาจะต้องเคารพ นั่นก็คือ กฎหมายของบ้านเมือง

ประชาธิปไตย เขาถือว่า อำนาจเป็นของประชาชน ประชาชนจะใช้อำนาจนั้นเอง หรือว่าจะมอบให้ผู้ใดไปใช้อำนาจแทนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกติกาของบ้านเมืองกำหนดไว้เป็นประการใด

เมื่อกฎกติกาประชาธิปไตยใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นวิธีการเลือกสรรบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน นั่นย่อมต้องมีการแข่งขันกันในคราวเลือกตั้ง

เมื่อทุกคน ทุกพรรคการเมือง เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นประการใดทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
คนที่ชนะก็เข้าไปทำหน้าที่ คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ เมื่อรวมคะแนนเสียงทั้งหมด ใครได้มากกว่า คนนั้น ฝ่ายนั้น ก็เข้าไปทำหน้าที่บริหาร ควบคุมเสียงข้างมากในสภาเอาไว้ อีกฝ่ายที่ได้คะแนนน้อยกว่าถือเป็นเสียงข้างน้อย มีไว้คอยควบคุมฝ่ายเสียงข้างมาก

กติกาประชาธิปไตยมีไว้ให้ทุกคนเคารพ ไม่ใช่มีไว้ให้คนละเมิดกฎหมาย มีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้เพื่อละเมิด เพื่อดื้อแพ่ง

เมื่อเป็นรัฐบาล มีตำแหน่งแห่งหนในคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประเทศประชาธิปไตยจะต้องให้ความเคารพ ไม่ละลาบละล้วง ทำอะไรเป็นการดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยาม นั่นคือการไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพการเลือกตั้ง ไม่เคารพทุกอย่างที่ก่อให้เกิดตำแหน่งเหล่านี้ขึ้นมา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช มีกลุ่มคนที่เรียกว่า พันธมิตรฯ มาต่อต้าน จนไม่สามารถทำการทำงานได้

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วประเทศ ว่าเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายชัย ชิดชอบ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง จึงดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้
ถ้าไม่ชอบ นายชัย ชิดชอบ เป็นการส่วนตัว ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะขับไล่ เพราะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ

คนใต้เองก็เคยดำรงตำแหน่งนี้อย่างน้อย 2 คน คือ นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคราว 2 คนนี้ดำรงตำแหน่ง ท่านจะไปไหนมาไหนทำหน้าที่ของท่านทั่วประเทศไทย ไม่มีใครหน้าไหนออกมาขับไล่ เพราะ คนไทยเขาทราบดีว่าตำแหน่งนี้มีเกียรติ จะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แล้วต้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

ไม่เข้าใจว่าขณะนี้บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว ความก้าวร้าวเกะกะระราน แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดินไทย การกระทำของคนเพียงไม่กี่คนทำให้คนไทยมองไปยัง “นครศรีธรรมราช” มองไปยังภาคใต้ ด้วยความรู้สึกหดหู่ รู้สึกสมเพชเวทนากับการกระทำที่แสดงถึง “ความเป็นอันธพาล” ก่อกวนไม่เลือกที่ แสดงถึงภูมิปัญญาที่ต่ำทรามของพวกเขา ผมไม่อยากเห็นพี่น้องคนไทยไม่ว่าภาคไหนจังหวัดไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ มันอับอายเขา

ถ้ามีคนคิดว่า ถ้าภาคใต้ทำได้ หากนักการเมืองภาคใต้ไม่ว่าผู้ใดขึ้นไปทำงานภาคอีสาน ทางเหนือบ้าง แล้วเจอการต่อต้านเช่นนี้ ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ว่าความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นการตอบแทนก็ได้

สงครามแบ่งพรรคเป็นเรื่องธรรมดา แต่สงครามแบ่งภาคมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

จึงขอเรียกร้องให้คนใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่การกระทำของคนใต้ทั้งหมด

และอยากขอถาม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ทุกคนว่า ท่านเห็นด้วยกับการกระทำของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ หรือไม่

หรือว่าท่านจะนิ่งเสีย ไม่เดือดร้อนอะไร

หากไม่ตอบคำถามนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องรับกรรม เพราะภาคนี้เป็นของพวกท่าน ท่านสามารถควบคุมได้

ท่านจะไม่รู้เลยหรือว่าใครเป็นคนทำ

หรือว่าท่านไม่กล้าพูด เพราะเรื่องมันจุกอยู่ในคอท่าน

ไม่กล้าพูด ไม่ว่าอะไร แต่อย่าอยู่เบื้องหลังเสียเองล่ะ...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้ฝ่ายเผด็จการกุมอำนาจไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปอีกจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์
(ถ้าไม่โดนยิงตายเสียก่อน ผมพูดจริงๆไม่ได้มุข)

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น
การช่วงชิงอำนาจ 3 ปีที่ผ่านมาบวกกับ 5 ปีที่ทักษิณบริหารประเทศ
ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป
จะให้อำนาจหลุดมือไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด

การช่วงชิงอำนาจจากทักษิณเผด็จการทุ่มสรรพกำลังทุกส่วน
เทหมดหน้าตักเพื่อที่จะเอาอำนาจกลับคืน
ทำถึงขนาดเสด็จไปงานศพ !
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าพวกเขาอยากได้อำนาจกลับคืนมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ ขนาดเป็นรัฐบาลอยู่แท้ๆ
อำนาจหลายอย่างกลับถูกยึดไปก่อนที่จะถูกยึดอำนาจเสียอีก
มีการใช้อำนาจตุลาการเข้ามาแทรกแซง
ใช้อำนาจทหารเข้ามากดดันไม่ให้สมัครจัดรายการทีวี
แม้ไปจัดรายการที่เคเบิลทีวี ทหารยังสามารถสั่งให้ถอดรายการได้

หลังรัฐประหาร
ผ่านจนถึงการคลอดรัฐธรรมนวยฉบับหัวคูนปี 50
ฝ่ายเผด็จการคิดผิด
นึกว่าหลังเลือกตั้งจะสามารถกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ผ่านการเลือกตั้งเพื่อให้ภาพออกมาดูดี
ถึงขนาดทุ่มเทกำลัง ทั้งทหาร ตุลาการ กกต ช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์
ให้ได้เป็นรัฐบาล
แต่ก็ฝ่ากระแสความต้องการที่แท้จริงของประชาชนไปไม่ได้
นี่คือการวางแผนอันผิดพลาดของเผด็จการ
ที่ประเมินเสียงประชาชนต่ำเกินไป
แต่ความผิดพลาดข้อนี้ก็เป็นบทเรียนที่มีค่าให้ฝ่ายเผด็จการ
ทำให้พวกเขารู้ว่าจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้

เมื่อถึงรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย
ฝ่ายเผด็จการจึงทุ่มเททุกสรรพกำลัง
ในการแย่งชิงอำนาจกลับคืนให้จงได้
ว่าที่จริงทุกอำนาจกก็อยู่ในมือเผด็จการหมดแล้ว
นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีอำนาจแค่เชิงสัญญลักษณ์เท่านั้น
ทุกฝ่ายไม่มีใครเชื่อฟัง
เพราะกลัวอำนาจฝ่ายเผด็จการที่มีสถาบันถือหางอยู่

จนเมื่อถึงจุดแตกหัก
ก็หน้าด้านใช้อำนาจตุลาการในองค์กรอิสระหักดิบเอาดื้อๆ
รวบรัดยุบพรรคอย่างรวดเร็ว

เท่าที่เล่ามานี้
กว่าเขาจะได้อำนาจคืนไปจากมือประชาชน
คิดดูว่ามันยากแค่ไหน
แล้วเขาจะคืนมาง่ายๆอย่างนั้นหรือ

ลองคิดดูขนาดฝ่ายประชาธิปไตยที่มาถูกต้องตามกฎหมาย
มีอำนาจอยู่ในมือแท้ๆ
ยังรักษาไว้ไม่ได้ ยังถูกช่วงชิงบังคับเอาไปได้
ถึงตอนนี้อำนาจอยู่ในมือพวกเขาครบถ้วน
รวมทั้งศาล ตุลาการ ทหาร ตำรวจ ก็เป็นของพวกเขาหมดสิ้น
แล้วเขาจะคืนให้เราง่ายๆนั้นหรือ

ผมขอบอกแบบไม่ปลอบใจกันเองว่าไม่มีทาง
ยิ่งถ้าว่ากันตามระเบียบเรียบร้อยแบบที่ฝ่ายประชาธิปไตย
ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยา
ผมยิ่งมั่นใจว่าไม่มีทาง

นอกเสียจากว่า
ประชาชนที่ถูกลิดรอนอำนาจไปตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา
จะรู้สึกอัดอั้นจนทนไม่ไหวระเบิดออกมาในจำนวนที่มากพอ
หรือมีใครที่ทนไม่ไหวมากๆ ตั้งขบวนการใต้ดิน
ลอบสังหารแบบการเมืองต่างประเทศ
นั่นแหละจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งดูจากนิสัยคนไทยแล้วเป็นไปได้ยาก

เพราะฉนั้นผมจึงคิดว่า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จะเป็นตัวแทนเผด็จการศักดินาครองอำนาจยาวนานถึงแปดปี
ยุบสภาหรือหมดวาระเลือกตั้งใหม่
ก็ใช้วิธีไหนก็ได้ให้ชนะเลือกตั้งหรือมีเสียงในสภามากที่สุด
โดยไม่ต้องกลัวผิดกฎหมายหรือคุณธรรม
เพราะทุกอย่างเขาควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
ตราบใดที่ยังเอาใจและแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทหาร สถาบันและพันธมิตรอย่างลงตัว

ก๊อปมาจากเวปแห่งหนิ่ง.................. หุหุ