CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อแดง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อแดง แสดงบทความทั้งหมด

21 ตุลาคม, 2552

แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

11 ตุลาคม, 2552

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท10 ตุลาคม 2552

วันนี้ (10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่ นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หก โมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คน นี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน



13 กันยายน, 2552

กลุ่มนเสื้อแดง นปช.เปิดโรงเรียนแดงทั้งแผ่นดิน



http://www.cbnpress.com

12 กย. 2552 12:14 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. แกนนำ นปช.นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เปิดโรงเรียนผู้ปฏิบัติการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อผลิตครู วิทยากร เผยแพร่แนวคิดทางของกลุ่ม นปช.ไปทั่วประเทศ โดย นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย. คาดว่าจะมีประชาชนเสื้อแดงมาชุมนุมประมาณ 1 แสนคน ซึ่งน่าจะล้นลานพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงหน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่นปช.ยังคงยืนยันจะชุมนุมโดยสันติวิธี และยุติชุมนุมในเวลา 24.00 น. อย่างแน่นอน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในช่วงค่ำจะต้องไปร่วมชุมนุมที่หน้าพักพล.อ.เปรม แต่มีข้อมูลจากตำรวจใกล้ชิดตนเอง แนะนำให้คนเสื้อแดงไปล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. เพราะอยากพิสูจน์ว่า ถ้ามีม๊อบไปล้อม ป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช.จะขอความช่วยเหลือจากตำรวจอย่างไร และจะให้ตำรวจปราบปรามม๊อบหรือไม่

12 กันยายน, 2552

ชนชั้นกลางกับปรากฏการณ์เสื้อแดง

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา

โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th





"บัด นี้เรากำลังเผชิญกับความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท (และในเมืองด้วย) และความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปในเขตเมือง ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร และทั้งสองฝ่ายต่างมีสำนึกถึงความจำเป็นในวิถีชีวิตที่จะต้องเข้ามามีส่วน ร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ...ตราบเท่าที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุ ระบบการเมือง ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมของตนเป็นไปได้ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ (แม้อาจไม่เท่าเทียมกัน) การเมืองไทยก็จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกอย่างที่เราเผชิญอยู่ เวลานี้"

ข้อความข้างต้นคัดมาจากบทความสี่ตอนจบของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ชื่อ "การปรับระบบการเมือง" ซึ่งพิมพ์ในมติชนรายวัน เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน 2551 โดยสรุปนั้น นิธิเห็นว่า วิกฤตการเมืองในรอบหลายปีมานี้ ไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันแค่เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำสองกลุ่ม (เช่น ทักษิณ VS ชนชั้นนำตามประเพณี) แต่เป็นบทสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในรอบหลายสิบปีที่ ผ่านมา มันเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางระดับล่างทั้งในเมืองและชนบท (ส่วนใหญ่มวลชนเสื้อแดง ?) กับชนชั้นกลางเก่าในเขตเมือง (ส่วนใหญ่ของเสื้อเหลือง ?)

นิธิเชื่อว่าชนชั้นกลางระดับล่างคือคน จำนวนมากที่สุดของสังคมเราในปัจจุบัน ไม่ใช่คนจนดักดานเช่นในอดีตอีกต่อไป คนชั้นกลางระดับล่างก็คือคนที่ใช้จ่ายวันละ 68-136 บาทขึ้นไป ในขณะที่คนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 34 บาท คนชั้นกลางระดับล่างก็คือคนที่ซื้องานให้ตนเองด้วยการลงทุนเป็นนักธุรกิจราย ย่อย เช่น รับทำผมแต่งหน้า ขายของชำ ขายก๋วยเตี๋ยว เข้าเมืองเป็นซาเล้ง ขายลอตเตอรี่ ทำรถกับข้าวตามซอย ฯลฯ ส่วนใหญ่มีรายได้จากงานจ้างและธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมีรายได้มากกว่าคนจน แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกี่ยวโยงกันกับนโยบายของรัฐบาล มากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมอย่างที่เคยเป็น

หาก สมมุติฐานที่นิธิเสนอว่า คนชั้นกลางระดับล่างเป็นคนส่วนข้างมากเป็นจริงแล้ว ก็แสดงว่าผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทไม่ได้เป็น "ชาวนา-ชาวไร่" ผู้ยากจน หรือเป็น "ชาวบ้าน" ใน "หมู่บ้าน" อีกต่อไปแล้ว ซึ่งแปลว่าความเข้าใจของ "คนชั้นกลางเก่า" ต่อภาพในชนบทนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก หรือพูดอีกแบบคือ วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตรทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่วิถีชีวิตหลักในชนบทอีกต่อไป ภาพสะท้อนถัดมาก็คือชุมชนชนบทจะไม่เป็นไปตามชุมชนในจินตกรรมของชนชั้นกลาง เก่าแบบโหยหาอดีต ที่วาดภาพของชุมชนชนบทว่าเป็นชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง ช่วยเหลือเกื้อกูล มีน้ำใจ สงบสันติ อีกต่อไป แม้ว่าภาพหมู่บ้านงดงาม เงียบสงบริมท้องทุ่ง จะยังคงปรากฏในเชิงกายภาพอยู่บ้างก็ตาม แต่ในไส้ในแล้ว ภาพในจินตกรรมนี้กลับไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกับความเชื่อ หรือการถูกทำให้เชื่อของชนชั้นกลางเก่าที่วาดภาพด้านลบของ "ชาวบ้าน" ว่า โง่ ขาดการศึกษา ขาดข้อมูล ยากจน จึงถูกซื้อได้ง่ายๆ ด้วยเศษเงินซื้อเสียงของนักการเมืองชั่วๆ โดยไม่รู้หรือไม่สนใจว่านักการเมืองจะโกงกิน หรือทำร้ายประเทศอย่างไรบ้าง ภายหลังจากการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น "การเมืองใหม่" จึงต้องเป็นการเมืองแบบ 70/30 เพราะชาวบ้านโง่เกินไปที่จะรู้ทันนักการเมืองชั่วๆ ทั้งหลาย

บท ความเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมสองบทของอัมมาร สยามวาลา ซึ่งเขียนในปี 2539 และ 2542 ให้ภาพที่ไม่ขัดแย้งกับสมมุติฐานของนิธิ โดยในบทความแรกเสนอว่า เราอาจแบ่งเกษตรกรออกได้เป็นสองแบบคือ หนึ่ง เป็นเกษตรกร "สมัครเล่น" ซึ่งมักจะเป็นคนมีอายุ ใช้วิธีการเกษตรแบบเก่า ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนโง่หรือล้าหลัง แต่เป็นเพราะแหล่งผลประโยชน์หลักของเขาอยู่นอกภาคเกษตร หรืออาจเป็นเพราะเขาแก่เกินไปกว่าที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ตนคุ้นเคย "มือสมัครเล่น" เหล่านี้จึงอยู่ได้ด้วยเงินที่ส่งมาจุนเจือครอบครัวของลูกหลานที่ทำงานถาวร นอกภาคเกษตร และอัมมารคาดว่าเกษตรกรแบบนี้จะหมดความสำคัญไปในหนึ่งชั่วคน (บัดนี้บทความชิ้นนี้มีอายุ 13 ปีแล้ว) ส่วนเกษตรแบบที่สอง ก็คือพวก "มืออาชีพ" ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ใช้เทคนิคและทักษะสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการเกษตรที่ประหยัดแรงงาน และจะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เข้าแทนที่พวกมือสมัครเล่น

บท ความที่สอง ซึ่งอัมมารพยายามวาดภาพการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรในช่วงก่อนวิกฤต เศรษฐกิจ 2540 เขาเสนอว่าปี 2533 เป็นครั้งแรกที่จำนวนแรงงานในภาคเกษตรลดลง และลดลงถึง 16.1% ในช่วงปี 2533-2539 หากดูลงไปในกลุ่มอายุจะพบว่า ช่วงอายุของแรงงานเกษตรที่ลดลงมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 15-35 ปี ซึ่งลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงปี 2535-2539 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแรงงานรุ่นเยาว์จำนวนมากที่ออกจากภาคเกษตรนี้ ผันตัวเองไปเป็นนักเรียน นักศึกษา และจะกลายไปเป็นแรงงานนอกภาคเกษตรอย่างถาวรต่อไป กำลังแรงงานที่ลดลงนี้ทำให้ค่าจ้างภาคเกษตรสูงขึ้น แต่ก็ยังสูงไม่เพียงพอที่จะดึงคนกลับเข้าภาคเกษตร ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจึงหันไปใช้เครื่องจักรการเกษตรทดแทนแรงงานมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าขนาดของไร่นาโดยเฉลี่ยในอนาคตจะใหญ่ขึ้น เนื่องจากคนรุ่นหนุ่มไม่กลับเข้าสู่ภาคเกษตร ซึ่งก็เป็นภาพที่สอดคล้องกับการแตกตัวเป็นเกษตรกร "มืออาชีพ" ข้างต้น

ตัว เลขที่มีนัยมหาศาลจากบทความนี้คือ ครอบครัวในชนบทที่มีสัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรมากกว่า 50% ลดลงจาก 44.4% เหลือ 29.1% ของครอบครัวชนบททั้งหมด ในช่วงปี 2533-2537 ซึ่งเป็นการลดลงที่รวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับการลดลงจาก 59.9% ในปี 2518 เหลือ 44.4% ในปี 2533 กล่าวคือการลดลงประมาณร้อยละ 15 ในช่วงก่อนใช้เวลาถึง 15 ปี แต่ใช้เวลาเพียง 5 ปีในช่วงหลังเท่านั้น อย่าลืมว่าตัวเลข 29.1% หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของครอบครัวชนบทนี้ เป็นตัวเลขในปี 2537 ตัวเลขนี้ย่อมต้องน้อยลงไปอีกมากในปัจจุบัน

หาก เราดูข้อมูลจุลภาคของหมู่บ้านสองแห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่อยู่ใกล้ กับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ภาพตัวแทนของหมู่บ้านชนบททั้งหมดของไทย แต่เป็นตัวแทนที่ดีของการเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบท เมื่อชุมชนชนบทปะทะประสานเข้ากับสังคมอุตสาหกรรม เราพบว่าวิถีชีวิตของสองชุมชนนี้มิใช่สังคมเกษตรกรรมอีกต่อไป ดูได้จากตัวเลขที่ระบุว่า 98% และเกือบ 100% ของประชากรในสองหมู่บ้านนี้ ถ้าไม่เป็นนักเรียนก็มีอาชีพนอกภาคเกษตร (ดูกราฟฟิก)

ดังนั้นครอบ ครัวชนบทมากกว่าสองในสาม และสองชุมชนในอยุธยานี้ จึงไม่สามารถเป็นภาพแทนตนของ "หมู่บ้าน" ในจินตกรรมที่มีวิถีชีวิตบนฐานเกษตรกรรม ตามที่ชนชั้นกลางเก่าเข้าใจได้อีกต่อไป หรือหากเป็นครอบครัวเกษตรกรรมก็จะเป็นเกษตรกร "มืออาชีพ" ที่ไม่ใช้เศรษฐกิจ "พอเพียง" อีกเช่นกัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่ในชนบทจึงมีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมและนโยบายของรัฐบาล ในแบบที่ไม่ต่างจากวิถีชีวิตของชนชั้นกลางเก่าในเมืองเลย แต่ชนชั้นกลางเก่ากลับมองว่า "พี่น้องในชนบทยากจนไร้การศึกษา จึงสมควรแก่นโยบายสาธารณะประเภทสาธารณกุศล คือช่วยเขาหรือช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ แต่การที่จะให้คนในชนบทลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางการเมือง เพื่อร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยนั้น อยู่นอกเหนือมโนภาพของคนชั้นกลางในเขตเมือง"

ตราบใดที่ชนชั้นกลาง เก่าและสื่อมวลชนของเขา (สื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน) ยังคงปิดตา ปิดหู ไม่ยอมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดพลังสังคมกลุ่มใหม่ขึ้นแล้ว ตราบนั้นเขาจะไม่เข้าใจ "ปรากฏการณ์เสื้อแดง" และจะตกอยู่ในกับดักของการอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองว่าเป็นความขัดแย้ง ส่วนบุคคลในหมู่ชนชั้นนำเท่านั้น ซึ่งจะไม่ช่วยให้สังคมเราสามารถหาทางออกจากวิกฤตการเมืองได้

19 กรกฎาคม, 2552

เสื้อแดงทำเนียนเหมือนจะเชลียร์มาร์ค ทะลุเข้าวงในได้ทียกป้ายด่าขวัญกระเจิง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
19 กรกฎาคม 2552


เสื้อ
แดงเนียนเปลี่ยนมาใส่เสื้อดำ อำพรางแก่นแกนตะโกนนายกฯสู้ๆ
ตำรวจกับการ์ดเห็นว่างานนี้ได้หน้ายอมปล่อยทะลุวงใน
ได้จังหวะยกป้ายด่าลั่นขณะมาร์คสร้างภาพอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย



คม
ชัดลึก รายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เดินทางไปปาฐกถาเรื่องคิดเพื่ออนาคต ตอบโจทย์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ณ
โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า จากนั้นเวลา 10.35
น.นายกฯเดินทางมายังสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีพระรามเก้า
เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสถานีบางซื่อบันทึกรายงาน"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ
อภิสิทธิ์" ซึ่งมีนายสุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท
เป็นผู้ดำเนินรายการพิเศษ

ทั้งนี้นายกฯยังมีกำหนดการตรวจสอบเส้นทางส่วนขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมทั้งสายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้
สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้แลกเหรียญซื้อตั๋วรถไฟฟ้า โดยกล่าวว่า
“ผมเคยขึ้นรถไฟฟ้านี้เมื่อนานมาแล้ว”สำหรับการรักษาความปลอดภัยนั้นมีความ
เข้มข้นโดยมีตำรวจหลายสิบนาย
รวมทั้งสุนัขตำรวจกระจายกำลังในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ
ทั้งนี้มีการปิดกั้นสองโบกี้ที่นายกฯเดินทางและบันทึกเทปอย่างหนาแน่น
ทั้งนี้นายกฯใส่หน้ากากอนามัยเพื่อสาธิตให้ประชาชนใช้ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่และใช้เจลล้างมือในช่วงการบันทึกเทปรายการด้วย
โดยนายกฯกล่าวว่า”
หากต้องใกล้ชิดกับใครที่ไม่แน่ใจในระยะหนึ่งเมตรก็ควรใส่หน้ากากอนามัยและ
ใช้เจลล้างมือเพื่อป้องกันโรคนี้ด้วย เพราะผมไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

ผู้
สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการบันทึกเทปในช่วงแรก
นายกฯไม่ยอมถอดหน้ากากอนามัยและอ้างว่า หากช่างภาพและผู้สื่อข่าว
รวมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกห่างจากตนหนึ่งเมตร
ตนก็ไม่ถอดหน้ากากอนามัยเพราะไม่มั่นใจ
แต่ผ่านไปสักระยะนายกฯก็ถอดหน้ากากอนามัยออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน
ว่า เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงสถานีบางซื่อนั้น
มีรายงานข่าวว่าคนเสื้อแดงหลาย สิบคนมาชุมนุมอยู่บริเวณป้ายรถเมล์
ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟจำนวน 50นาย
คอยดูแลรักษาความเรียบร้อยและปิดประตูทางขึ้นลงรถไฟฟ้าแต่ไม่มีเหตุการณ์
รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น และเมื่อมีคนเสื้อแดงมา ชุมนุม
ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเปลี่ยนกำหนดการของนายกฯที่เดิมนั้นจะขึ้นไป
ตรวจสอบเส้นต่อขยายโครงการสายสีม่วง
โดยเปลี่ยนให้นายกฯตรวจสอบโมเดลและแผนผังของโครงการนี้ภายในสถานีรถไฟฟ้า
บางซื่อแทน

โดยระหว่างที่นายกฯตรวจโครงการอยู่นั้น
กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20
คนที่สวมเสื้อดำพร้อมตีนตบและหมวก”ความจริงวันนี้” มาชูป้าย
และยกตีนตบตะโกน “ยินดีต้อนรับนายกฯจอมกู้” บริเวณทางออกประตู 1
ฝั่งสถานีรถไฟบางซื่อ โดยก่อนหน้านี้ คนเสื้อแดงกลุ่มนี้ตะโกนว่า
นายกฯสู้ๆ แต่เมื่อทราบว่านายกฯมาถึงก็ตะโกนขับไล่นายกฯแทน

12 กรกฎาคม, 2552

'แดงพัทลุง' เชิญร่วมงานเพื่อระดมทุน อาทิตย์ที่ 12 กค.นี้

โดย คุณ ถังแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยพัทลุง (แดงพัทลุง)
เชิญร่วมงาน"จิบน้ำชา สนทนาประชาธิปไตย" เพื่อระดมทุน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2552
เวลา 09.00 - 18.00 น.

ณ. ร้านเล่าฝัน ถนนเอเชีย อ.เมือง พัทลุง
(ติดกับสนามกีฬากลาง จังหวัดพัทลุง
ตรงข้ามป้อมตำรวจทางหลวง)


เรื่องเล่า.. คนเสื้อแดงถูกละเมิดสิทธิ์การเดินทางถึง 7 ชม. เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คว่า ไม่มีการต่อต้านที่บุรีรัมย์

โดย คุณ ไทยสีคิ้ว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

ผมต้องขอขอบคุณ และนับถือน้ำใจของคนเสื้อแดง และความอดทน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกๆ ท่าน

ก่อน อื่นผมต้องยอมรับว่า การเป็นเสื้อแดงบุรีรัมย์นั้น ยากลำบากกว่าจังหวัดอื่นๆ จริงๆ นอกจากต้องมีใจรักประชาธิปไตยแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับพวกนักเลงอันธพาลในจังหวัด

วันนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ได้จากการกระทำ ถ่อย เถื่อน ของพวกเสื้อน้ำเงิน ผมขอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบกันอีกครั้ง

คน เสื้อแดงบุรีรัมย์ จัดเวทีสาธารณะในวันที่ 10 มีการอภิปรายตั้งแต่เย็นจนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริเวณสระริมน้ำทางแยกเข้าเมื่องบุรีรัมย์ เหตุการก็ปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง มีวัยรุ่นมาก่อกวนบ้างเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุร้าย

ได้ มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในคืนนั้น และสรุปว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ ต้องการแสดงให้สังคมภายนอก และ นายอภิสิทธิ์รับรู้ว่า บุรีรัมย์ ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เหมือนกลุ่มเนวิน ที่ทรยศต่อประชาชน

จึง วางแผนที่จะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าไปที่ อ. ลำปลายมาศ เพื่อแสดงตนให้อภิสิทธิ์เห็นว่า จริงแล้ว เนวิน คุมคนบุรีรัมย์ไม่ได้ทั้งหมดตามที่คุยไว้

จึงเคลื่อนขบวนประชาชนโดยรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถส่วนตัว เดินทางไปกันประมาณ 30 คัน

เมื่อ เดินทางผ่านอำเภอ ชำนิ เข้าเขต อ. ลำปลายมาศ จึงพบว่า มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 200 คน ปิดถนนอยู่ ขบวนจึงหยุดและเข้าเจรจาขอผ่านทาง จึงผ่านทางมาได้

เมื่อเดินทางต่อ มาอีก 2 กิโลเมตร ก็พบกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินจำนวนมากประมาณ 500 คน พร้อมอาวุธในเมือปิดถนนอยู่ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ ก็ไม่ยอมให้ผ่าน จึงมีการตั้งตัวแทนเข้าเจรจากัน โดยเสื้อแดงส่งประธานกลุ่มเสื้อแดงบุรีรัมย์ คุณทองพูน เมืองสุข และคุณเขื่อนเพชร โพนรัมย์ เป็นตัวแทน และเสื้อน้ำเงินก็ส่ง คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ.ลำปลายมาศ มาเป็นตัวแทน

การเจราจาเป็นไปด้วยดี มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่า คนเสื้อแดงจะไม่เดินทางต่อไป ที่ลำปลายมาศ และให้เดินทางกลับที่ตั้ง ที่ อ. นางรอง และเสื้อน้ำเงินต้องถอนกลุ่มคนออกไป อย่าให้เข้ามาช่วงเสื้อแดงถอนตัว

ปัญหาเกิดขึ้น เพราะ คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ. ท่านนั้น ไม่สามารถสั่งการคนเสื้อน้ำเงินได้

ผล การเจรจาจึงไม่มีประโยชน์ ทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น และในเวลานั้น คนเสื้อน้ำเงินที่เราผ่านด่านแรกมา ก็รวมตัวกันปิดถนน และบีบวงล้อมเข้ามา ทำให้เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

ขณะที่คน เสื้อน้ำเงิน ก็พูดจายั่วยุผ่านเครื่องขยายเสียงตลอด มีการยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนเสื้อแดง ต้องขึ้นประกาศขอโทษนายของเขา แต่ได้รับการปฏิเสธจากเสื้อแดง ทำให้เวลาต้องยืดเยื้อยาวนาน

ช่วง หลังก็มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อขาวจำนวนหนึ่ง ส่วนมากอยู่ในอาการมึนเมา ปรากฏตัวที่แนวตั้งของเสื้อน้ำเงิน คนกลุ่มนี้ มีแป๊บน้ำและไม้กระบองเป็นอาวุธ เริ่มออกมายั่วยุ และเดินเข้ามาประชิดเสื้อแดง ทำให้เกิดการตึงเครียดมากขึ้น และมีการใช้หนังสติ๊ก และขว้างปาสิ่งของเข้าใส่คนเสื้อแดง และมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากเสื้อน้ำเงิน

ช่วงเที่ยงวัน ทำให้คนเสื้อแดงไม่มีข้าวที่จะรับประทาน มีแต่น้ำ โชคดี มีรถกาแฟโบราณของคนเสื้อแดงร่วมขบวนอยู่ด้วย จึงพอที่จะซื้อหามาทดแทนกันได้ระดับหนึ่ง

เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหัวหน้าเสื้อน้ำเงินบางส่วนมาบอกว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการคนเสื้อขาวได้ พวกนี้รับคำสั่งจากเนวินเท่านั้น

จาก เหตุนี้ ทำให้หัวหน้าคนเสื้อน้ำเงินเริ่มมองปํญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่นอน ถ้าไม่มีทางออก และตนเองจะต้องได้รับผิดชอบ เพราะส่วนมากเป็น สจ. สท. และ อบต. และข้าราชการที่รับคำสั่งจาก เนวิน

จึงมีการนำเสนอให้แกนนำทั้งสองฝ่าย ยอมรับการขอโทษซึ่งกันและกัน โดยประกาศที่รถเครื่องเสียง

แกน นำคนเสื้อแดง ประกาศก่อนว่า ถ้าการกระทำของคนเสื้อแดง ทางเสื้อน้ำเงินเห็นว่าไม่ถุกต้องตรงไหน ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อน้ำเงิน ก็กล่าวขอโทษที่ปิดกั้นการเดินทางของคนเสื้อแดง ในการที่จะใช้สิทธิ์ในการแสดงออก

กล่าวจบ การปิดกั้นถนนของคนเสื้อน้ำเงินก็ยอมเปิดถนน ให้เสื้อแดงเดินทางได้

เหตุการณ์ก็จบลง..

เพิ่มเติม ... คุณ cheeky จากเวบ konthaiuk
คลิป 1 สัมภาษณ์ คุณทองพูน สุขเนื่อง แกนนำคนเสื้อแดงบุรีรัมย์ และ
คลิป 2 สัมภาษณ์ ดร.สากล ศรีวันทา พรรคเพื่อไทย
ในห้วข้อ: เหตุการณ์ความตึงเครียดที่ นางรอง-ชำนิ-ลำปลายมาศ บุรีรัมย์


14 พฤษภาคม, 2552

18.05 น. วงใน(ดูภาพ)! ปชป.พังพาบ....

เราจะร้องแรกแหกกะเฌอ จนกว่ามวลมหาประชาชนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ





ภาพ
เหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีขับชนมอเตอร์ไซค์ของผู้ชุมนุมที่จอดขวาง
ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมเข้าด่า และทุบรถ
ก่อนที่ตำรวจจะยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากรถของขบวนนายกรัฐมนตรี
ทำให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีขับฝ่าออกไปได้สำเร็จ




ภาพเหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย ไม่แน่ว่าไอ้มาร์คตัวแสบอยู่ในรถนี้หรือเปล่า




ปปช.รับไต่สวนถอดถอนรมว.คลัง รมช.คลัง รมว.ต่างประเทศ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้





การเมือง 13 พฤษภาคม 2552 12:53:31

ป.
ป.ช.มีมติไต่สวนคำร้อง ถอดถอน รัฐมนตรี 5 ราย ตามคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )
มีมติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ 171 คน ที่ยื่นเรื่องขอให้ถอดถอน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต
ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายบุญจง
วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
รวมถึงส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้
ให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน โดยให้ นายกล้านรงค์ จันทิก
และ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน


การเมือง 14 พฤษภาคม 2552 15:53:50


มติอนุฯแก้รธน.คงมาตรา237แต่ตัดยุบพรรค

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมติ คงมาตรา 237 แต่ตัดเรื่องการยุบพรรคและให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด

คณะ
อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่
มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานหลังจากใช้เวลาประชุมตลอดทั้งวัน
เพื่อหารือถึงมาตรา 237
อนุกรรมการได้แสดงความเห็นที่หลากหลายและได้ข้อสรุป 2
แนวทางเตรียมเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยแนวทางแรกคือให้คงมาตรา 237 ไว้ โดย นายถวิล ไพรสณฑ์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์สรุป ว่า ยังไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
237 จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร.ก็เห็นควรให้คงมาตรา 237 ไว้ ขณะที่แนวทางที่
2 คือให้ตัดมาตรา 237 (2)
ทิ้งเพื่อไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคและให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเฉพาะผู้ที่
กระทำผิด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้
ข้อสรุปในวันนี้จะมีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้


ปชป.ร้าว'ชุมพล'ยัวะ8กก.สมานฉันท์นัดเคลียร์18พ.ค.

ประธาน
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่อนแถลงการณ์บ่น"อึดอัด"บทบาท 8
กรรมการสมานฉันท์ประชาธิปัตย์ แหกกรอบพรรค
เสนอประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก่อนมติพรรค เตรียมเรียกถกวางกรอบใหม่ คาด 18
พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่
ได้สร้างความสนใจจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
พร้อมทั้งขอถ่ายเอกสารดังกล่าว เพื่อนำไปหารือกันในพรรคต่อไป
ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายชุมพล
ยังได้ออกหนังสือเชิญส.ส.พรรคมาร่วมประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่ทีประชุมสภาในวันเดียวกันโดย
คาดว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย

นปช.เสื้อทุกสี นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนไหว วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 52 นี้ที่สนามหลวง

10 พฤษภาคม, 2552

Wow ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมาหยุดพวกเราได้

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=801987





















มันมาไกลกว่า ที่จะหยุดยั้งคนเสื้อแดงได้แล้วครับ เพราะความกลัวทำให้เสื่อม มันมีบทเรียนของเรื่องบางอย่าง พิสูจน์ให้เห็น

08 พฤษภาคม, 2552

"วิหคเหินฟ้า" รายงาน กระแส “ยี้เนวิน” ใน “อีสาน-เหนือ” พุ่ง , แย้ม “เสถียร” ยังนั่งประจำ “มติชนสุดฯ”

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

โดย "วิหคเหินฟ้า"

...... แม้มรสุมเศรษฐกิจจะรุมเร้า แต่หากไม่แก้ปัญหา "การเมือง" ก่อนเพื่อให้ "ความขัดแย้ง" อยู่ในระบบรัฐสภา ไม่ออกไปกลางถนน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้เลย

......พิสูจน์มา นานกว่า 1 ปีแล้ว รัฐบาลทำงานไม่ได้เพราะติดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่มีใครยอมใคร "ม็อบต่างสี" จึงออกมาจนประเทศไทยใกล้เป็น "อนาธิปไตย" เต็มทีแล้ว

......" การเมือง" จึงเป็น "จุดเริ่มต้น" ของปัญหา ถ้าไม่ยอมสางปมรัฐธรรมนูญ-ให้อภัยกัน และถอนเสี้ยน "2 มาตรฐาน" ออกจากใจคนเสื้อแดง "ปัญหา" คงไม่จบ และ "ความขัดแย้ง" ก็จะบานปลายต่อไป

......" ประชาธิปไตย" ไม่มีอะไรได้หมด และเสียหมด ต้องหา "ทางสายกลาง" ที่ 2 ฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญ "คนกลาง" หรือคนที่อยู่ตำแหน่ง "สูงสุด" ต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่า "ยุติธรรม" ไม่ใช่ "2 มาตรฐาน"

...... เรื่อง "รัฐธรรมนูญ" ปล่อยเป็นเรื่องของ "รัฐสภา" ได้ แต่เรื่อง "2 มาตรฐาน" เป็นเรื่องของ "รัฐบาล" ถอน "เสี้ยน" เรื่องนี้ออกจากใจคนไม่ได้ ก็เป็น "เชื้อไฟ" ที่ทำให้ "ม็อบเสื้อแดง" จุดติดได้ไม่ยาก

......คน ส่วนใหญ่สนับสนุนท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่ยอม "ถอย" เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คิดแต่เรื่อง "การเมือง" แบบ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ใครได้-ใครเสีย-ใครโดดเดี่ยว ไม่สำคัญเท่ากับประเทศต้องมี "ทางออก"

......"อภิสิทธิ์" ส่งสัญญาณ "ยุบสภา" ชัดเจนขึ้นหลังแก้รัฐธรรมนูญ และลดความขัดแย้งในบ้านเมือง กำหนดกรอบเวลา 6-8 เดือน ทุกฝ่ายน่าจะรับได้ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตย

......ว่ากันว่า ถ้ายุบสภาเร็ว พรรคที่เหนื่อยที่สุด คือ "ภูมิใจไทย" เพราะกระแสต้าน "เนวิน" ในภาคเหนือและอีสานแรงมาก จากพรรคที่กำลัง "เนื้อหอม" อาจกลายเป็นพรรคที่ ส.ส.โดดหนีมากที่สุด ถ้ายุบเร็ว !

......มาถึง ข่าวที่หลายคนอยากรู้ เมื่อ "เมเนเจอร์ ONLINE" ลงข่าวว่า "เสถียร จันทิมาธร" บรรณาธิการบริหารมติชนสุดสัปดาห์ "ลาออก" จะตอบตรงๆ ว่าลาออกจริงหรือไม่ ทาง "งานดี" บริษัทจัดจำหน่ายไม่ยอม??

......" งานดี" บอกว่า ถ้าใครอยากรู้ก็ให้ซื้อ "มติชนสุดสัปดาห์" เพื่อพิสูจน์ว่า "เสถียร" ยัง "ระทึกในดวงหทัยพลัน" อยู่หรือไม่ และอย่าเชื่อง่าย ต้องซื้อติดต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่ายังอยู่หรือเปล่า?..ฮา

...... ว่ากันว่า ข่าว "โคมลอย" เรื่องการลาออก ทำให้ "เสถียร" เครียดหนัก เพราะภรรยาเริ่มสงสัยว่า ที่บอกว่ามาทำงานแต่เช้า มาจริงหรือเปล่า ฮา ฮา และฮา

......ล้มละลายทางธุรกิจเป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่ล้มละลายเรื่อง "ความน่าเชื่อถือ" สำหรับการเป็น "สื่อ" เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ "อคติ" ที่บังตา เอาออกบ้างก็คงดี


( ที่มา มติชนรายวัน , 2 พฤษภาคม 2552)