CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด

21 ตุลาคม, 2552

แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

11 ตุลาคม, 2552

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท10 ตุลาคม 2552

วันนี้ (10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่ นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หก โมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คน นี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน



13 กันยายน, 2552

กลุ่มนเสื้อแดง นปช.เปิดโรงเรียนแดงทั้งแผ่นดิน



http://www.cbnpress.com

12 กย. 2552 12:14 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. แกนนำ นปช.นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เปิดโรงเรียนผู้ปฏิบัติการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อผลิตครู วิทยากร เผยแพร่แนวคิดทางของกลุ่ม นปช.ไปทั่วประเทศ โดย นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย. คาดว่าจะมีประชาชนเสื้อแดงมาชุมนุมประมาณ 1 แสนคน ซึ่งน่าจะล้นลานพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงหน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่นปช.ยังคงยืนยันจะชุมนุมโดยสันติวิธี และยุติชุมนุมในเวลา 24.00 น. อย่างแน่นอน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในช่วงค่ำจะต้องไปร่วมชุมนุมที่หน้าพักพล.อ.เปรม แต่มีข้อมูลจากตำรวจใกล้ชิดตนเอง แนะนำให้คนเสื้อแดงไปล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. เพราะอยากพิสูจน์ว่า ถ้ามีม๊อบไปล้อม ป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช.จะขอความช่วยเหลือจากตำรวจอย่างไร และจะให้ตำรวจปราบปรามม๊อบหรือไม่

12 กันยายน, 2552

ชนชั้นกลางกับปรากฏการณ์เสื้อแดง

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา

โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th





"บัด นี้เรากำลังเผชิญกับความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท (และในเมืองด้วย) และความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปในเขตเมือง ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร และทั้งสองฝ่ายต่างมีสำนึกถึงความจำเป็นในวิถีชีวิตที่จะต้องเข้ามามีส่วน ร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ...ตราบเท่าที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุ ระบบการเมือง ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมของตนเป็นไปได้ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ (แม้อาจไม่เท่าเทียมกัน) การเมืองไทยก็จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกอย่างที่เราเผชิญอยู่ เวลานี้"

ข้อความข้างต้นคัดมาจากบทความสี่ตอนจบของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ชื่อ "การปรับระบบการเมือง" ซึ่งพิมพ์ในมติชนรายวัน เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน 2551 โดยสรุปนั้น นิธิเห็นว่า วิกฤตการเมืองในรอบหลายปีมานี้ ไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันแค่เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำสองกลุ่ม (เช่น ทักษิณ VS ชนชั้นนำตามประเพณี) แต่เป็นบทสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในรอบหลายสิบปีที่ ผ่านมา มันเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางระดับล่างทั้งในเมืองและชนบท (ส่วนใหญ่มวลชนเสื้อแดง ?) กับชนชั้นกลางเก่าในเขตเมือง (ส่วนใหญ่ของเสื้อเหลือง ?)

นิธิเชื่อว่าชนชั้นกลางระดับล่างคือคน จำนวนมากที่สุดของสังคมเราในปัจจุบัน ไม่ใช่คนจนดักดานเช่นในอดีตอีกต่อไป คนชั้นกลางระดับล่างก็คือคนที่ใช้จ่ายวันละ 68-136 บาทขึ้นไป ในขณะที่คนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 34 บาท คนชั้นกลางระดับล่างก็คือคนที่ซื้องานให้ตนเองด้วยการลงทุนเป็นนักธุรกิจราย ย่อย เช่น รับทำผมแต่งหน้า ขายของชำ ขายก๋วยเตี๋ยว เข้าเมืองเป็นซาเล้ง ขายลอตเตอรี่ ทำรถกับข้าวตามซอย ฯลฯ ส่วนใหญ่มีรายได้จากงานจ้างและธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมีรายได้มากกว่าคนจน แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกี่ยวโยงกันกับนโยบายของรัฐบาล มากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมอย่างที่เคยเป็น

หาก สมมุติฐานที่นิธิเสนอว่า คนชั้นกลางระดับล่างเป็นคนส่วนข้างมากเป็นจริงแล้ว ก็แสดงว่าผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทไม่ได้เป็น "ชาวนา-ชาวไร่" ผู้ยากจน หรือเป็น "ชาวบ้าน" ใน "หมู่บ้าน" อีกต่อไปแล้ว ซึ่งแปลว่าความเข้าใจของ "คนชั้นกลางเก่า" ต่อภาพในชนบทนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก หรือพูดอีกแบบคือ วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตรทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่วิถีชีวิตหลักในชนบทอีกต่อไป ภาพสะท้อนถัดมาก็คือชุมชนชนบทจะไม่เป็นไปตามชุมชนในจินตกรรมของชนชั้นกลาง เก่าแบบโหยหาอดีต ที่วาดภาพของชุมชนชนบทว่าเป็นชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง ช่วยเหลือเกื้อกูล มีน้ำใจ สงบสันติ อีกต่อไป แม้ว่าภาพหมู่บ้านงดงาม เงียบสงบริมท้องทุ่ง จะยังคงปรากฏในเชิงกายภาพอยู่บ้างก็ตาม แต่ในไส้ในแล้ว ภาพในจินตกรรมนี้กลับไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกับความเชื่อ หรือการถูกทำให้เชื่อของชนชั้นกลางเก่าที่วาดภาพด้านลบของ "ชาวบ้าน" ว่า โง่ ขาดการศึกษา ขาดข้อมูล ยากจน จึงถูกซื้อได้ง่ายๆ ด้วยเศษเงินซื้อเสียงของนักการเมืองชั่วๆ โดยไม่รู้หรือไม่สนใจว่านักการเมืองจะโกงกิน หรือทำร้ายประเทศอย่างไรบ้าง ภายหลังจากการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น "การเมืองใหม่" จึงต้องเป็นการเมืองแบบ 70/30 เพราะชาวบ้านโง่เกินไปที่จะรู้ทันนักการเมืองชั่วๆ ทั้งหลาย

บท ความเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมสองบทของอัมมาร สยามวาลา ซึ่งเขียนในปี 2539 และ 2542 ให้ภาพที่ไม่ขัดแย้งกับสมมุติฐานของนิธิ โดยในบทความแรกเสนอว่า เราอาจแบ่งเกษตรกรออกได้เป็นสองแบบคือ หนึ่ง เป็นเกษตรกร "สมัครเล่น" ซึ่งมักจะเป็นคนมีอายุ ใช้วิธีการเกษตรแบบเก่า ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนโง่หรือล้าหลัง แต่เป็นเพราะแหล่งผลประโยชน์หลักของเขาอยู่นอกภาคเกษตร หรืออาจเป็นเพราะเขาแก่เกินไปกว่าที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ตนคุ้นเคย "มือสมัครเล่น" เหล่านี้จึงอยู่ได้ด้วยเงินที่ส่งมาจุนเจือครอบครัวของลูกหลานที่ทำงานถาวร นอกภาคเกษตร และอัมมารคาดว่าเกษตรกรแบบนี้จะหมดความสำคัญไปในหนึ่งชั่วคน (บัดนี้บทความชิ้นนี้มีอายุ 13 ปีแล้ว) ส่วนเกษตรแบบที่สอง ก็คือพวก "มืออาชีพ" ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ใช้เทคนิคและทักษะสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการเกษตรที่ประหยัดแรงงาน และจะเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เข้าแทนที่พวกมือสมัครเล่น

บท ความที่สอง ซึ่งอัมมารพยายามวาดภาพการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรในช่วงก่อนวิกฤต เศรษฐกิจ 2540 เขาเสนอว่าปี 2533 เป็นครั้งแรกที่จำนวนแรงงานในภาคเกษตรลดลง และลดลงถึง 16.1% ในช่วงปี 2533-2539 หากดูลงไปในกลุ่มอายุจะพบว่า ช่วงอายุของแรงงานเกษตรที่ลดลงมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 15-35 ปี ซึ่งลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งในช่วงปี 2535-2539 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแรงงานรุ่นเยาว์จำนวนมากที่ออกจากภาคเกษตรนี้ ผันตัวเองไปเป็นนักเรียน นักศึกษา และจะกลายไปเป็นแรงงานนอกภาคเกษตรอย่างถาวรต่อไป กำลังแรงงานที่ลดลงนี้ทำให้ค่าจ้างภาคเกษตรสูงขึ้น แต่ก็ยังสูงไม่เพียงพอที่จะดึงคนกลับเข้าภาคเกษตร ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจึงหันไปใช้เครื่องจักรการเกษตรทดแทนแรงงานมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าขนาดของไร่นาโดยเฉลี่ยในอนาคตจะใหญ่ขึ้น เนื่องจากคนรุ่นหนุ่มไม่กลับเข้าสู่ภาคเกษตร ซึ่งก็เป็นภาพที่สอดคล้องกับการแตกตัวเป็นเกษตรกร "มืออาชีพ" ข้างต้น

ตัว เลขที่มีนัยมหาศาลจากบทความนี้คือ ครอบครัวในชนบทที่มีสัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรมากกว่า 50% ลดลงจาก 44.4% เหลือ 29.1% ของครอบครัวชนบททั้งหมด ในช่วงปี 2533-2537 ซึ่งเป็นการลดลงที่รวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับการลดลงจาก 59.9% ในปี 2518 เหลือ 44.4% ในปี 2533 กล่าวคือการลดลงประมาณร้อยละ 15 ในช่วงก่อนใช้เวลาถึง 15 ปี แต่ใช้เวลาเพียง 5 ปีในช่วงหลังเท่านั้น อย่าลืมว่าตัวเลข 29.1% หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของครอบครัวชนบทนี้ เป็นตัวเลขในปี 2537 ตัวเลขนี้ย่อมต้องน้อยลงไปอีกมากในปัจจุบัน

หาก เราดูข้อมูลจุลภาคของหมู่บ้านสองแห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่อยู่ใกล้ กับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ภาพตัวแทนของหมู่บ้านชนบททั้งหมดของไทย แต่เป็นตัวแทนที่ดีของการเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบท เมื่อชุมชนชนบทปะทะประสานเข้ากับสังคมอุตสาหกรรม เราพบว่าวิถีชีวิตของสองชุมชนนี้มิใช่สังคมเกษตรกรรมอีกต่อไป ดูได้จากตัวเลขที่ระบุว่า 98% และเกือบ 100% ของประชากรในสองหมู่บ้านนี้ ถ้าไม่เป็นนักเรียนก็มีอาชีพนอกภาคเกษตร (ดูกราฟฟิก)

ดังนั้นครอบ ครัวชนบทมากกว่าสองในสาม และสองชุมชนในอยุธยานี้ จึงไม่สามารถเป็นภาพแทนตนของ "หมู่บ้าน" ในจินตกรรมที่มีวิถีชีวิตบนฐานเกษตรกรรม ตามที่ชนชั้นกลางเก่าเข้าใจได้อีกต่อไป หรือหากเป็นครอบครัวเกษตรกรรมก็จะเป็นเกษตรกร "มืออาชีพ" ที่ไม่ใช้เศรษฐกิจ "พอเพียง" อีกเช่นกัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่ในชนบทจึงมีวิถีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมและนโยบายของรัฐบาล ในแบบที่ไม่ต่างจากวิถีชีวิตของชนชั้นกลางเก่าในเมืองเลย แต่ชนชั้นกลางเก่ากลับมองว่า "พี่น้องในชนบทยากจนไร้การศึกษา จึงสมควรแก่นโยบายสาธารณะประเภทสาธารณกุศล คือช่วยเขาหรือช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ แต่การที่จะให้คนในชนบทลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางการเมือง เพื่อร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยนั้น อยู่นอกเหนือมโนภาพของคนชั้นกลางในเขตเมือง"

ตราบใดที่ชนชั้นกลาง เก่าและสื่อมวลชนของเขา (สื่อกระแสหลักเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน) ยังคงปิดตา ปิดหู ไม่ยอมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดพลังสังคมกลุ่มใหม่ขึ้นแล้ว ตราบนั้นเขาจะไม่เข้าใจ "ปรากฏการณ์เสื้อแดง" และจะตกอยู่ในกับดักของการอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองว่าเป็นความขัดแย้ง ส่วนบุคคลในหมู่ชนชั้นนำเท่านั้น ซึ่งจะไม่ช่วยให้สังคมเราสามารถหาทางออกจากวิกฤตการเมืองได้

12 สิงหาคม, 2552

ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมกษัตริย์ของสเปญจึงทรงต่อต้านการรัฐประหาร

พระบารมีปกเกล้า-กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส แห่งราชอาณาจักรสเปญ ทรงแถลงทางโทรทัศน์ไม่สนับสนุนการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 และทรงเรียกร้องให้กองทัพ และประชาชนร่วมมือกันปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

โดย Pegasus
11 สิงหาคม 2552

Thai E-news

รัฐ ธรรมนูญสเปญในส่วนของพระมหากษัตริย์นั้นกำหนดไว้ว่า ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรงต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่า พระองค์จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน



ในข้อ เขียนของผู้ใช้นามปากกาว่า socialism ได้ยกประเด็นที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ของสเปญทรงแสดงพระองค์ไม่สนับสนุนการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร ทำให้การรัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว และทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นรุ่งเรืองในประเทศ สเปญนับแต่นั้นมา ในความคิดคำนึงของ socialism ดูเหมือนจะมีความรู้สึกว่าในประเทศอื่นๆที่มีระบอบการปกครองคล้ายคลึงกัน นั้น พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยพระองค์อื่นจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจใน ลักษณะเดียวกันได้หรือไม่

ก่อนอื่นขอนำข้อเขียนของ socialism เฉพาะที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ทรงยุติการยึดอำนาจด้วยพระองค์เองดังนี้

ฯลฯ
การ ก่อการร้ายของกลุ่ม ETA ที่เรียกร้องเอกราชแก่แคว้นบาสก์ วิกฤตเศรษฐกิจ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับแคว้นปกครองตนเอง ตลอดจนกรณีเหล่าขุนศึกสมัยฟรังโก้ไม่เต็มใจปรับตัวตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่ ประชาธิปไตย ปัจจัยเหล่านี้เป็นชนวนให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อระบอบฟรังโก้คิดก่อ การรัฐประหาร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑

ในขณะที่ Leopoldo Calvo Sotelo นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังแถลงนโยบายต่อสภาโดยมีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์ กองกำลังทหารราว ๒๐๐ นายนำโดยพันโท Antonio Tejero ได้เข้ายึดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเอาปืนยิงขึ้นฟ้าและสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสภาหมอบลงกับพื้น

ความ ตั้งใจเดิม คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งมีพลเอก Alfonso Armada อดีตเลขานุการของฆวน คาร์ลอส เป็นมันสมอง และพันโท Antonio Tejero เป็นฝ่ายคุมกำลัง ต้องการยึดอำนาจและจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อความสมานฉันท์” เพื่อจัดการปัญหาก่อการร้ายของกลุ่ม ETA โดยเชิญชวนนักการเมืองระดับแกนนำทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเป็นรัฐมนตรี

แต่ พันโท Antonio Tejero รับไม่ได้กับโผรายชื่อที่มีฝ่ายซ้ายรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายคน ในระหว่างการเจรจาต่อรอง พันโท Antonio Tejero ก็ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจทันที จากนั้นไม่นาน พลโท Jaime Milans del Bosch แม่ทัพภาคที่ ๓ ก็นำกองกำลังออกมาบนท้องถนนในเมืองบาเลนเซียและประกาศกฎอัยการศึก

ราว สามทุ่ม โฆษกคณะรัฐประหารแถลงว่ากำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การสนับสนุนของ กษัตริย์ ตี ๑ ของวันถัดไป การแทรกแซงทางการเมืองครั้งสำคัญของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์สเปนก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจแถลงผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ไม่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้และเรียกร้องให้กองทัพและประชาชนร่วมมือกัน ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘

พระองค์ยืนยันว่าทหารมีหน้าที่ ป้องกันรัฐบาลที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่มี เงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น เมื่อขาดแรงสนับสนุนจากฆวน คาร์ลอส รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าร่วมกลายเป็นกบฏโดนลงโทษจำคุก โดยเฉพาะแกนนำอย่างพลเอก Alfonso Armada และพันโท Antonio Tejero ศาลตัดสินให้จำคุก ๓๐ ปี
ฯลฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2008, 09:55:13 AM โดย Socialism »


ประเทศสเปญ เป็นประเทศที่อยู่ในระบอบการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมานาน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาเมื่อเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิตที่จำเป็นสำหรับการทำมาหา กินและการทำธุรกิจสมัยใหม่ของประชากรภายในประเทศแล้ว การทำให้ผ่านพ้นระบอบเผด็จการจึงกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สเปญก็ไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อ กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงเห็นว่าการกลับไปสู่การใช้อำนาจเผด็จการอีก จะทำให้ประเทศล้มละลาย พระองค์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ทรงสนับสนุนวิถีทางเช่นนี้เป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญของสเปญและประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศได้มีการ บัญญัติในประเด็นสำคัญที่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิบัติพระองค์เช่นไร สำหรับการรักษาและจรรโลงระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็น เหตุผลสำคัญที่ทำให้กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงออกมาต่อต้านการยึดอำนาจในครั้งนั้นและทำให้ความพยายามยึดอำนาจเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยไปเป็นระบอบเผด็จการไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก ต่อไปในสเปญ โดยเหตุผลดังกล่าวมีบัญญัติไว้ดังที่คัดเลือกมาจากรัฐธรรมนูญของสเปญแล้วโดย จะขอแสดงภาษาอังกฤษไว้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนจากนั้นจะอธิบายความใน ภายหลัง ดังนี้

Spain - Constitution
Title II The Crown
Article 56 [Head of State]


(1) The King is the Head of State, the symbol of its unity and permanence. He arbitrates and moderates the regular functioning of the institutions, assumes the highest representation of the Spanish State in international relations, especially with the nations of its historical community, and exercises the functions expressly attributed to him by the Constitution and the laws.

(2) His title is that of "King of Spain" and he may use the others which belong to the Crown.

(3) The person of the King is inviolable and is not subject to responsibility. His acts shall always be in the manner established in Article 64 and shall lack validity without that countersignature, except as provided for by Article 65 (2).

Article 61 [Oath]

(1) The King, on being proclaimed before the Parliament, will swear to faithfully carry out his functions, to obey the Constitution and the laws and ensure that they are obeyed, and to respect the rights of citizens and the Autonomous Communities.

(2) The Prince heir, when coming of age, and the Regent or Regents when they assume their functions, will swear the same oath as well as that of loyalty to the King.
Article 62 [Competences]

It is incumbent upon the King:

a) to approve and promulgate laws;
b) to convoke and dissolve the Parliament and to call elections under the terms provided for in the Constitution;
c) to convoke a referendum in the cases provided for in the Constitution;
d) to propose the candidate for the President of the Government and to appoint him, or when required, to terminate his functions under the terms provided in the Constitution;
e) to appoint and dismiss the members of the Government at the proposal of its President;
f) to issue the decrees approved in the Council of Ministers, confer civilian and military positions, and award honors and distinctions in accordance with the law;
g) to be informed of the affairs of state and for this purpose preside over the sessions of the Council of Ministers when he
deems it appropriate at the request of the President of the Government;
h) to exercise supreme command of the Armed Forces;
i) to exercise the right of clemency pursuant to a law, which cannot authorize general pardons;
j) to be the High Patron of the Royal Academies.

Article 64 [Countersignature]

(1) The actions of the King shall be countersigned by the President of the Government and, when appropriate, by the competent ministers. The nomination and appointment of the President of the Government and the dissolution provided for in Article 93 shall be countersigned by the President of the House of Representatives.

(2) The persons who countersign the acts of the King shall be responsible for them.


กฎหมายรัฐธรรมนูญสเปญที่เลือกมานี้ จะปรากฎในรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น มีผิดแผกแตกต่างกันก็เพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน

ก็ เนื่องจากรัฐธรรมนูญของไทยทุกครั้งมาจะร่างโดยนักกฎหมายคนเดิมๆหรือกลุ่ม เดิมๆที่ไม่ได้เป็นการร่างขึ้นจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แม้แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ก็ตามที

โดยเฉพาะในหมวดสำคัญได้แต่ เรื่องของระบอบการปกครองทั้งที่เกี่ยวกับอำนาจของประชาชนและสถาบันพระมหา กษัตริย์ แต่เนื่องจากเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความนี้จึงเพียงแต่นำมาพูดถึง ให้ระลึกได้เท่านั้น

เฉพาะในส่วนของพระมหากษัตริย์สเปญนั้น ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด รวมถึงการเคารพต่อสิทธิของพลเมืองและชุมชนที่เป็นอิสระในการปกครองตนเอง

และ แม้ว่ากษัตริย์ของสเปญจะมีการระบุไว้ชัดเจนว่าทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่า นั้นแต่ก็ทรงได้รับมอบหมายพระราชกรณียกิจหลายประการเหมือนประเทศอื่นๆที่ เป็นระบบ constitutional monarchy ไม่ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นแบบของอังกฤษและญี่ปุ่นที่จะไป ในทาง limited monarchy มากกว่า

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ ทุกการกระทำของพระองค์จะต้องมีนายกรัฐมนตรี(หัวหน้าฝ่ายบริหาร) หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงนามร่วมด้วยและรับผิดชอบแทนพระองค์ในกิจกรรม นั้นๆ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาต้องมีลายมือชื่อของประธานรัฐสภากำกับ ด้วยเสมอ

ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงรายมือชื่อร่วมในทุกพระราชกรณียกิจไม่ว่าจะทรงงานใดๆก็ตาม ก็เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงพ้นจากการว่าร้ายและการกล่าวโทษ โดยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานรัฐสภาจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน ในขณะเดียวกันถ้าพระมหากษัตริย์ทรงงานหลุดออกไปจากวิถีทางของประชาธิปไตย หรือนโยบายของรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็จะไม่ลงชื่อร่วมทำให้การนั้นๆเป็นโมฆะไม่มีผล อะไร เป็นหลักประกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และจะทรงงานตามความต้องการของประชาชน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะถูกตรวจสอบโดยฝ่ายค้านใน รัฐสภา และอาจถูกลงโทษทางการเมืองได้หากดำเนินการไม่ถูกต้อง การทักท้วงจากฝ่ายการเมืองต่อพระมหากษัตริย์ในเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกัน จึงเกิดขึ้นได้และเป็นทางออกที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้ยืนนานตาม ความเห็นของคนยุโรป

ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรง ต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่าพระองค์จะเคารพต่อรัฐ ธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน

ส่วนคำถามต่อไปคือพระมหา กษัตริย์ในประเทศอื่นๆจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบก็คงจะเป็นที่ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ มีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบเดียวกันมาก น้อยเพียงใด

ถ้ารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราช กรณียกิจต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์พระองค์ใดก็คงจะทรงงานเช่นเดียวกับกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส เพราะปกติพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่เคยคืนคำ เป็นราชประเพณีของทุกๆประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้น socialism ผู้เขียนบทความข้างต้นก็ควรไปศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆว่าได้มีการ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ก่อนขึ้นครองราชต้องให้คำสัตย์ ปฏิญานที่จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อหน้าประชาชนได้แก่ รัฐสภาไว้ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญของสเปญยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายประการ โดยเฉพาะสเปญเป็นประเทศที่อาจถือได้ว่ามีระบอบการปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน สมควรที่จะได้ทำความเข้าใจกับเรื่องของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ลงในประเทศนี้

นอกเหนือจากพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เข้มแข็ง และเป็นแบบอย่างสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขไว้อย่างดียิ่ง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้
00000000
อ่านบทความเกี่ยวข้อง:
-บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
-เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

19 กรกฎาคม, 2552

จักรภพ เพ็ญแข:ก้าวที่ถูกและผิดของฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
17 กรกฎาคม 2552

เขา รู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ


ผมนั่งดูข่าวการช่วงชิงอำนาจในฮอนดูรัสด้วยความสนใจใกล้ชิด

เมื่อ สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันว่าได้เกิดการรัฐประหารเงียบกลางนครหลวงเตกูสิกัลปา ทหารเกือบ ๓๐๐ คนบุกจี้ตัวประธานาธิบดีและบังคับให้บินออกไปจากประเทศทั้งชุดนอน ประเทศทั่วโลกทั้งมหาอำนาจและไม่ใช่มหาอำนาจประสานเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ยอมรับการกระทำครั้งนี้ของฝ่ายทหารฮอนดูรัส และขู่จะต่อต้านต่างๆ นานา

ตัว ประธานาธิบดีมานูเอล เซเลน่าก็ไม่อยู่เฉย เดินสายขอความสนับสนุนไปทั่วโลก ขณะที่เขียนอยู่นี้ก็ได้ข่าวว่าอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกันและได้รับความสนับ สนุนเต็มที่จากประเทศนั้น

คำถามที่น่าสนใจมีอย่างน้อย ๒ ข้อคือ ๑) เราศึกษาอะไรได้บ้างจากกรณีฮอนดูรัส ๒) จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ถามเพื่อเอาคำตอบมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยนั่นล่ะครับ

ฝ่าย ประชาธิปไตยไทยได้รับประโยชน์ใหญ่อย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เมื่อทั่วโลกวิเคราะห์ถึงวิธีที่เขารวมหัวโค่นฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส เราก็เกิดสว่างวาบทางปัญญาขึ้นด้วย

ก่อนการรัฐประหาร มานูเอล เซเลน่าคือประธานาธิบดีที่กำลังใช้ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “การหารือสาธารณะโดยไม่มีข้อผูกพัน” หรือ “the non-binding public consultation” กำหนดให้เป็นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒

เรื่อง นี้แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ประธานาธิบดีขอถามประชาชนฮอนดูรัสว่าเราสมควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำสองหรือไม่ ถ้าประชาชนตอบว่าสนใจ ก็ยังไม่เด็ดขาด ต้องจัดการลงประชามติขึ้นในทันที หรือจะรอถามเมื่อวาระตำแหน่งของประธานาธิบดีใกล้จะสิ้นสุดลงในปลายปี ๒๕๕๒ ก็ได้

แต่เซเลน่ากำลังเป็นที่หวาดระแวง หวาดกลัว ไปจนถึงเกลียดชังของ “ฝ่ายอำมาตย์” ในฮอนดูรัสเป็นอย่างยิ่ง

เพราะนโยบายที่ค่อนมาทางสังคมนิยมขึ้นเรื่อยๆ ของเขา แถมประชาชนผู้มีรายได้ขนาดกลางและระดับรากหญ้าพอใจขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ ว่าข้าราชการระดับสูง ทหารใหญ่ ข้าราชการตุลาการ (โดยเฉพาะผู้พิพากษา) จนถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จ้องจะโค่นเขาลงทั้งนั้น เมื่อประชาชนทำท่าว่าจะต่ออายุอำนาจต่อให้เขาอีก โบราณวัตถุเหล่านี้ก็แผลงฤทธิ์ในทันที

เริ่มต้นจากฝ่ายถือปืน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฮอนดูรัสแสดงท่าทีปฏิเสธที่จะจัดกำลังพลและอุปกรณ์ ต่างๆ มาช่วยประธานาธิบดีจัดการหารือสาธารณะฯ ทั้งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่แตกต่างนักจากผู้บัญชาการทหารบกที่ปฏิเสธคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการควบคุม ฝูงชนที่ใช้ความรุนแรง ตลอดจนการคุ้มครองทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศ แต่ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งในฮอนดูรัสเขาไม่ต้องเกรงใจหรือเห็นแก่หน้า ใคร ไม่ต้องก่ายหน้าผากวิเคราะห์ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงถูกปลดแบบสายฟ้าแลบเป็นรายแรก

แต่ไม่ทันลงมือในรายที่สอง ศาลฮอนดูรัสกระโดดร่วมวงศ์ไพบูลย์ ออก โรงวินิจฉัยทันทีว่าคำสั่งปลดของประธานาธิบดีไม่ถูกต้องและขัดต่อรัฐธรรมนูญ สั่งให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายทหารผู้นี้กลับคืนสู่ตำแหน่งและอำนาจดังเดิม

จากนั้นตุลาการภิวัตน์แกก็เดินหน้าต่อ วินิจฉัยอีกว่าหากประธานาธิบดียังยืนกรานจัดการหารือสาธารณะฯ ต่อไป ให้ถือว่าประธานาธิบดีกระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน แต่เซเลน่าไม่ใส่ใจใดๆ ประกาศเดินหน้าถามประชาชนต่อไปเหมือนเดิม

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารอย่างเงียบๆ ขึ้นในช่วงย่ำรุ่งของวันหารือสาธารณะฯ นั่นเอง

คน ที่ฝ่ายอำมาตย์ฮอนดูรัสเลือกขึ้นมานั่งแป้นรักษาการแทนคือ โรเบอร์โต มิเชลเล็ตติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลำดับสองในการสืบทอดตำแหน่งอยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเกมนี้ถือเป็นไม้สอง ก็แสดงความสามารถดึงเสียงสมาชิกจำนวนมากมาสนับสนุนการแต่งตั้งตนเอง ส.ส. กลุ่มนี้ได้รับเลือกตั้งโดยตรงและไม่ใช่ฐานเสียงของประธานาธิบดี เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะตัวประธานาธิบดีก็ไม่ได้อยู่หรือไปด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ตามระบอบนี้อยู่ดี

ตัวอย่างนี้บอกเราว่า กลไกของฝ่ายอำมาตย์ที่ไหนก็ตามมักมีองค์ประกอบที่คล้ายกันเสมอ นั่นคือ

๑) กองทัพ
๒) ศาลและผู้พิพากษา
๓) นักการเมืองฝ่ายอำมาตย์




องค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำ หน้าที่เชียร์แขกอยู่แทบเท้าก็ไม่แตกต่างจากรัฐเผด็จการทั่วไปนัก ได้แก่นักวิชาการอนุรักษ์นิยมหรือไม่ก็ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม สื่อมวลชนผู้หลงใหลระบบอุปถัมภ์และการเล่นพวก องค์กรพัฒนาเอกชนที่ แสดงความสำคัญของตนด้วยกิจกรรมเชิงลบและยังชีพตลอดมาด้วยพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนสุดท้ายและเป็นปัจจัยตัดสิน คือมวลชนที่ตกเป็นเหยื่อของการครอบงำทางสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่าย อำนาจเดิมจนสับสน

เพราะประชาชนมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เขาก็เล่มเกมปั่นหัวหนักที่สุด

อด อยากยากจนแทบจะไส้ขาด เขาก็ชวนตั้งชื่อลูกหมีแพนด้าบ้าง ลูกช้างบ้าง อยู่เฉยๆ เขาก็ทำให้เกิดกลัวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จนสังคมแทบเป็นบ้า ทั้งๆ ที่คนไทยตายด้วยไข้หวัดสายพันธุ์เก่าและอุบัติเหตุทางรถยนต์ปีละไม่รู้เท่า ไหร่ นี่ยังไม่รวมประเด็นไร้สาระต่างๆ ที่เข้ามาครองพื้นที่ข่าวอยู่ทุกวัน จนเห็นชัดว่ารัฐบาลของฝ่ายอำมาตย์จะขึ้นครองอำนาจพร้อมข่าวที่ไร้สาระจนไม่ น่าจะเป็นข่าวเสมอ

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพื่อให้มวลชนลืมปัญหาอันแท้จริงของชาติ นั่นคือเศรษฐกิจที่ไร้อนาคตและความคิดที่จะปิดประเทศไทยของผู้มีอำนาจที่แท้ จริง เพราะความเปลี่ยนแปลงใหญ่ใกล้เข้ามาเต็มที จะยืดเวลาครองอำนาจให้นานที่สุดอย่างไร คิดมาคิดไป รูปแบบเมียนมาร์ก็ปรากฏขึ้น

แต่นั่นก็ยังไม่เด็ดที่สุด

นอก จากวิกฤติฮอนดูรัสเผยว่าใครคือผู้แสดงประจำของฝ่ายอำมาตย์บ้างแล้ว ประโยชน์สำคัญอีกหนึ่งคือทำให้เรารู้ว่าประชาคมระหว่างประเทศเขาก็รู้เท่า ทันวิธีสร้างอำนาจของอำมาตย์เหมือนกัน

เขารู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ

แล้วอะไรบ้างที่ถือว่าผิดพลาดในทางยุทธวิธีของฝ่ายประชาธิปไตย?

ประธานาธิบดี มานูเอล เซเลน่า อาจจะมุ่งมั่นชิงอำนาจคืนจนลืมอะไรบางอย่าง เดิมเกมการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาดจนเอาสหรัฐอเมริกามารับรองได้ใน วันที่ ๒๙ มิ.ย. หรือรุ่งขึ้นของการรัฐประหาร ทำให้องค์การรัฐอเมริกา หรือ OAS ลงมติเป็นเอกฉันท์ประณามการยึดอำนาจได้ในวันที่ ๔ ก.ค. ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับองค์กรนี้ คอสตาริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ OAS มอบหมายเป็นประเทศตัวกลางในการเจรจาหย่าศึกระหว่างประธานาธิบดีเซเลน่าที่ ประชาชนเลือกตั้ง และมิเชลเล็ตติที่อำมาตย์รวมหัวกันตั้ง ก็เพิ่งจบรอบแรกไปที่กรุงซานโฮเซ่ โดยฝีมือกรรมการกลางระดับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือประธานาธิบดีออสการ์ อาริอัส ซานเชซ

ถึงยังไม่ได้ความอะไรแต่ก็ยืนยันว่าเซเลน่ายังมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างครบถ้วนอยู่

ทั้ง ที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่แล้ว แต่เจ้าตัวเกิดใจร้อน บินกลับมายังฮอนดูรัสในวันที่ ๕ ก.ค. ๕๒ นัยว่าจะไปเดินขบวนร่วมกับมวลชนในการต่อสู้กับรัฐบาลฝ่ายอำมาตย์ ขนาดปราศรัยสดๆ ลงจากเครื่องบินมาที่สถานีโทรทัศน์ฝ่ายซ้ายคือเทเลซอร์ ปลุกใจเต็มที่ ขนาดใช้สำนวนว่า “เลือดของพระเจ้ากำลังหลั่งไหลเต็มตัวข้าพเจ้า และบัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะแบกไม้กางเขนเดินร่วมไปกับประชาชน

ฮอนดูรัส เป็นสาธารณรัฐแคธอลิคที่ออกจะเคร่งครัด อ้างอย่างนี้ก็พอเข้าใจได้ คนข้างล่างก็ฮือฮากันอย่างหนัก เหวี่ยงปะทะเข้ากับทหารและตำรวจที่มาสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินของเซเลน่าลง จนเกิดล้มตายและบาดเจ็บกันมาก ในที่สุดเซเลน่าก็ไม่ได้ลง ต้องบินต่อไปเอลซัลวาดอร์ เขาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าความจริงเขาพร้อมสู้ตายแล้ว แต่นักบินปฏิเสธไม่ยอมลง เนื่องจากกลัวอุบัติเหตุจากเครื่องกีดขวางต่างๆ ที่วางอยู่

ข้อคิดก็คือ ผู้นำประชาธิปไตยที่โลกเขามายืนอยู่ข้างตัวจนสามารถสร้างแรงกดดันได้แล้ว อย่าบุ่มบ่ามผลีผลามและเสี่ยงต่อ การทำให้ตัวเองบาดเจ็บล้มตายไปอย่างโง่เขลา ต้องมีศรัทธาต่อมวลชนและปล่อยให้พลังของระบอบประชาธิปไตยโลกได้ทำงาน ตัวเองค่อยเสริมเข้าไปอย่างนิ่มนวลในภายหลังเมื่อถึงจังหวะ เซเลน่าถูกต่อว่าจากผู้นำต่างๆ พอดูในประเด็นนี้

การเมืองไทยจะได้ รับประโยชน์ขนาดไหนจากกรณีฮอนดูรัส ขึ้นอยู่กับความเด็ดเดี่ยวทางความคิด ผู้นำประชาธิปไตยต้องมั่นคงว่าระบอบประชาชนเหนือกว่าอะไรทั้งหมด ความชัดเจนในแง่นี้ต้องมีมากและไม่แปรผัน ต้องท่องไว้เสมอว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น คืบก็ประชาชน ศอกก็ประชาชน

ใครถือตัวว่าไม่ใช่ประชาชน คนนั้นคือส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย.


12 กรกฎาคม, 2552

สถาบันปรีดีฯเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณสุพจน์ ด่านตระกูล


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กรกฎาคม 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณ สุพจน์ ด่านตระกูล วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552 นี้


โครงการเผยแพร่งานเขียนคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ครั้งที่ ๑

แนะนำหนังสือ ชีวิตและงานของ ดร. ปรีดี พนมยงค์ รวบรวมโดย สุพจน์ ด่านตระกูล

วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบัน ปรีดี พนมยงค์
ถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ (๕๕)
โทร. ๐๒ ๓๘๑-๓๘๖๐-๑
email: banomyong_inst@yahoo.com

กำหนดการ

๑๑.๐๐ น. นิทรรศการ สุพจน์ ด่านตระกูล เสมือนสายฝนชโลมใจคนที่รักสัจจะ (ชีวิตและงานของสุพจน์ ด่านตระกูล) ณ โถงแสดงนิทรรศการ

๑๑.๐๐ น. กิจกรรมวาดภาพเหมือน

๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียนสื่อมวลชน ณ ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์

๑๓.๓๐ น. คุณวัฒนา ชัยชนะสกุล กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานและแนะนำความเป็นมาของงาน

๑๓.๓๕ น. คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ กล่าวเปิดงาน

๑๓.๔๕ น. DVD Presentation รำลึกสุพจน์ ด่านตระกูล

๑๓.๕๕ น. การแสดงจินตลีลาประกอบเพลง คนดีมีค่า

๑๔.๐๕ น. การแสดงเดี่ยวทรัมเป็ตเพลง ลา มาร์ซาแยซ (La Marseillaise)

๑๔.๑๕ น. อภิปราย รู้จัก อ. ปรีดีฯ จากงานเขียนของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล
- ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
- ดร. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
- คุณ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน
- คุณ วันไททิพย์ ด่านตระกูล
- คุณ ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินการอภิปราย

๑๗.๑๐ – ๑๗.๓๐ น. ผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น

สถาบันปรีดี พนมยงค์

65/1 ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์02-2381-3860-1 Fax : 02-2381-3859
email : banomyong_inst@yahoo.com
website : www.pridiinstitute.com
.......
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่ไทยอีนิวส์เคยนำเสนอ
-สุพจน์ ด่านตระกูล ส่งต่อคบเพลิงการอภิวัฒน์ที่สมบูรณ์สู่ชนรุ่นหลังก่อนสิ้นบุญสงบ
-สานต่อเจตนาลุงสุพจน์ให้สมบูรณ์:สืบสายธารการอภิวัฒน์คณะราษฎร์2475
-สถาบันปรีดีเชิดชูเกียรติลุงสุพจน์ยิ่งใหญ่ จัดงานรำลึก
(เนื่องจากถูกictบล็อกปิดกั้นเวบ กรุณาเสิร์ซหาทางgoogle)

29 มิถุนายน, 2552

“อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”

นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าบริหารบ้านเมืองของเรา อาจทำให้คนในบ้านเมือง ต้องตกอยู่ในสถานการณ์รบพุ่งจากเขมรทางด้านทิศตะวันออก เป็นการเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องมึนตึงกับพม่า ทางด้านตะวันตกของประเทศอีกด้วย สำหรับสถานการณ์ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคดักดานเข้าบริหารประเทศ แล้วโอ่ว่าจะดีขึ้น นอกจากไม่ดีสมราคาคุย แต่กลับสาหัสมากยิ่งขึ้น แถมยังอาจผิดใจและเกิดภาวะชาเย็นกับประเทศมาเลเซียเข้าไปอีก

ในขณะนี้ แทบทุกสำนักข่าวระบุชัดว่า สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายใต้การบริหารของพรรคการเมืองโลซกที่ชื่อประชาธิปัตย์
ประสพความล้มเหลวในด้านการต่างประเทศ...โดยสิ้นเชิง!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพการรถไฟได้หยุดเดินรถกะทันหัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนประชาชน นัยว่าเพื่อประท้วงการแปรรูปการรถไฟเป็นบริษัท โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการรถไฟอย่างรุนแรง

การหยุดการเดินรถ นอกจากประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่อาศัยรถไฟเป็นประจำ ทั้งชานพระนคร จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสแล้ว พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งมังค่าจำนวนไม่น้อย ที่พลอยได้รับผลพวงจากการขึ้นรถไฟไม่ได้ ทำให้ต้องตกเรือบิน พลาดการนัดหมาย
คงจะเข็ดการมาท่องเที่ยว ที่บ้านเราอีกนานทีเดียว!
       
ไม่ น่าเชื่อว่า ฝ่ายการข่าวของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ไม่ยักรู้เรื่องรถไฟจะสไตร์ค และปล่อยให้การหยุดเดินรถเกิดขึ้นได้ โดยไม่สามารถส่งเสียงกระโตกกระตากเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อหาชาวบ้านทางช่วยตัวเองในการแก้ไขกำหนดการเดินทางของพวกเขา นี่แสดงให้เห็นชัดว่า การข่าวของรัฐบาลนี้...อ่อนแอมากจริงๆ!!

การข่าวของบ้านเรานั้น แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทหาร หากย้อนไปยุค “ไอ้บังกบฏ”  ปี พ.ศ.2549 ได้มีข้อมูลลับและแผนการของทหาร รั่วไหลออกมาสู่เว็บไซด์สาธารณะจำนวนมากมาย แม้กระทั่งปฏิบัติการของทหารทางภาคใต้ ก็ปรากฏว่ามีการ  “ขายข่าว” ให้กับผู้ก่อการร้าย โดยทหารในท้องที่เองด้วยซ้ำ แต่แปลกที่เรื่องนี้กลับเงียบหายไป ราวกับว่าฝ่ายทหารไม่ได้แสดงความกระตือรือร้น ที่จะ “ปะผุ” หน่วยงานการข่าวของตน แต่อย่างใด...รวมทั้งรัฐบาลโลซก ของ “นายก-มุกควาย”ด้วย!

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า เมื่อตอนพันธมารมันยกพวกบุกทำเนียบ ได้งัดเอาฮาร์ดดิสก์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในทำเนียบรัฐบาลไปด้วย! ฮาร์ดดิสก์ที่ถูกขโมยไปนั้น รวบรวมข้อมูลและความลับทั้งหลายของชาติเอาไว้ ท่านผู้อ่านคิดว่า...พวกมันเอาไปทำไม!?ไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเขาจัดการกันไปอย่างไร หรือปอดแหกไอ้พวกจังไร จนไม่กล้าดำเนินคดี...กับพวกมัน!
       
ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย ช่วยกันจับตาดูว่า ไอ้พวกระยำมันจะใช้ประโยชน์จาก “ถังความลับ” ของชาติ ที่ตกไปอยู่ในกำมือของพวกมัน ไปในทิศทางใด!!!  จะทำร้ายประเทศไทยหนักหน่วง ต่อไปอีกแค่ไหนกัน!!!?        
    
เราจะพูดกันในเรื่องนี้อีก ครั้ง เมื่อถึงโอกาสอันควร แต่ตอนนี้ที่ต้องพูดก่อนคือความล้มเหลว ในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคดักดานกับพวก เพราะอยากคุยมานานแล้ว

ท่านผู้อ่านคงรับรู้เรื่องการกู้เงิน 8 แสนล้าน ของรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายเรียบร้อยแล้ว ภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ จะตกไปถึงลูกหลานของเราอีกยาวนาน เฉพาะดอกเบี้ยก็กดเข้าไปปีละ 32,000 ล้านบาท (เดือนละ 2,500 ล้านแล้ว) มากกว่างบประมาณอีกหลายกระทรวง
       
ที่ ผู้คนพูดกันมากคือ การนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนที่ทำงานมีรายได้คนละ 2,000 บาท ทั้งๆที่ไม่จ่ายก็ไม่มีใครเขาว่า แต่การจ่ายกลับถูกกล่าวหาว่า “ซื้อเสียง” เสียอีก
       
การกู้เงินเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะมีความเห็นว่า มีความจำเป็น แต่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย. 52) กลับมีข่าวออกมาในทิศทางตรงข้าม เพราะข่าวต่างประเทศ เขารายงานอย่างนี้ครับ
 
ฌอง-คล็ อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า รัฐบาลประเทศต่างๆที่กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำมาต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ควสะสมหนี้เพิ่มอีก พร้อมกับชี้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเพียงพออยู่แล้วทริเชต์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ยุโรป-1 ของฝรั่งเศสว่า ตอนนี้  เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเพิ่มและสะสมหนี้เพิ่มได้อีกต่อไป!

ตรงนี้เองที่เราต้องทบทวนกันให้ดี เพราะแผนการกู้ของรัฐบาล ได้รับการทักท้วงอย่างหนักจากบุคคลหลายฝ่าย ว่า รัฐบาลทำผิดพลาดไปอย่างจัง เพราะเอาเอาเช็คไปแจกคนที่มีรายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่คนเหล่านั้น มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท/เดือน ทั้งๆที่คนยากคนจนในประเทศนี้ ที่มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,400 บาท มีจำนวนถึง 7 ล้านกว่าคน ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงหมื่นห้า และอยู่ในระบบประกันสังคม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องไปถามว่า คนกลุ่มไหน...ลำบากเดือดร้อนมากกว่ากัน!?
       
การแจกเงินแบบ นี้ เป็นเรื่องของความสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายเงินผิดประเภท ทำให้สื่อสารมวลชน และคนที่พอมีสติปัญญา เขาก็ดูออกแทบจะทันทีทันใด และวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดว่า พรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์นั้น มีเจตนาแฝง......ที่จะใช้เงิน “ซื้อเสียง” ชัดเจน!

รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายนั้น ถูกถากถางอย่างหนักว่า ไร้สติปัญญา หารายได้เข้าประเทศไม่เป็น บ้างก็บอกว่า คุยแต่จะแก้เศรษฐกิจด้วยเรื่องมาตรการทางการเงิน และการคลัง แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่อง “การค้า” เพราะหัวหน้ารัฐบาล...ค้าขายไม่เป็น!
       
ตัว นายมาร์ค มุกควายนั้น เกิดมาก็ไม่เคยค้าขาย ส่วนรัฐมนตรีคลังอย่างนายกรณ์ จาติกวนิช ก็เคยแต่ทำมาหากินกับดอกเบี้ยเท่านั้น หัวคิดทางการค้าไม่มี มีแค่เรื่องดอกหอยดอกเบี้ยอยู่เต็มกบาล ผู้คนเขาพูดกันอย่างนี้จริงๆนะ ฟังเขาแล้ว จึงเอามาเล่าต่อกันอีกที
       
เมื่อถูกทักท้วงว่า ใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีแผน แทนที่จะทำให้เป็นเรื่องของงบประมาณ กลับมักง่ายขอเก็บภาษีน้ำมันคืน 50,000 ล้านบาท แต่เงินที่กู้มานั้น ส่วนหนึ่งจะเอาไปลงทุนที่โคตรแพง คือรถไฟฟ้า ที่โครงสร้างของมันโผล่เหนือพื้นดินขึ้นมาระเกะระกะกันเต็มเมือง กรุงเทพจึงหมดความสวยงามลงไปอย่างที่เห็นๆ นี่คือผลพวงจากการไม่ยอมสร้างรถใต้ดินนั่นเอง
      
 สิ่งที่น่า กลัวมากสำหรับเงินกู้ก้อนโต นั่นคือ นักการเมืองไทยนั้นมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ จึงเกิดเสียงลือสนั่นทั่วกรุงว่า  นักการเมืองที่เพิ่งเข้ามาเสวยอำนาจ ได้จัดตั้งตั้งนายหน้า “บริษัทรับเหมา”จองงบไทยเข้มแข็ง โดยชักค่าต๋งจาก 15 โครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ทั่วไทย!
       
ความจริงแล้ว มีเรื่องราวทางเศรษฐกิจที่น่าจะพูดกันอีกมาก แต่ มีทั้งเรื่องที่ฟังยากๆ เพราะเกี่ยวข้องกับทางวิชาการ แต่ผมก็ได้รับอีเมล์จากแฟนรายการ เขาจั่วหัวว่าเมล์ว่าcommon or not common (แปลว่า “ธรรมดา หรือ ไม่ธรรมดา”) รายละเอียดมีดังนี้ครับ‏

22 June 09
สวัสดี คุณวาทตะวัน

 อย่าว่าหยั่งโง้นหยั่งงี้เลย ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจน่ะ ไม่ต้องไปดูใครต่อใครเขาหรอก ดูแม่ค้ากล้วยแขกที่หน้าปากซอยก็ได้กล้วยแขกเคยขายดี (เหมือนประเทศไทยเคยส่งออกดี)ต่อมาคนซื้อเกิดถังแตก เลยซื้อกล้วยแขกน้อยลง (เหมือนประเทศลูกค้าเราเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อลดลง) สิ่งที่แม่ค้าควรทำคือ อดออมถนอมกิน มีน้อยใช้น้อย พยายามเลี้ยงลูกๆ(ประชาชน)ด้วยกำลังเงินที่มี
       
ไอ้ลูกๆแม่ค้า ก็ควรรู้จักประหยัดและอดออมเหมือนกัน ค่อยๆประคองกันไป แค่ชั่วระยะหนึ่ง คนรุ่นไหนๆเขาก็เคยมีช่วงต้องลำบากกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่
       
ตัว แม่ค้าก็ต้องยอมลดปริมาณกล้วยที่ทำขาย เอาแต่พอเหมาะ แล้วก็ต้องไม่โกหกลูกว่าแม่ยังรวยอยู่นะ ทุกอย่างยังดีอยู่นะ สอนให้ลูกเผชิญความจริงร่วมกันกับแม่ หากทำอย่างนี้ ก็เรียกว่าแม่ค้ากล้วยแขก...ฉลาด!

แต่หากแม่ค้ากล้วยแขกไม่มีสามัญสำนึก ลูกค้าซื้อกล้วยน้อยลง แทนที่จะระวังการใช้จ่ายเงินที่มีดันเอามาแจกลูกๆให้ไป "ช็อปเพื่อชาติ" จนเงินหมดกำปั่นคราวนี้ก็ไปกู้มาให้ลูกๆ  "ช็อปเพื่อชาติ" กู้มาซื้อกล้วยเพิ่ม ซื้อเตาเพิ่ม ซื้อน้ำมันเพิ่ม ฯลฯ โดยคาดการว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อเพิ่มคราวนี้ก็มีแต่จะ...ฉิบหาย! เวลาซื้อไอ้พวก "คนกลาง" มันก็กินกำไรบานทะโรค!!

พวกลูกค้าเอง เขาก็ยังต้องระวังการใช้จ่ายอีกนาน ต้องดูแลบ้านช่องลูกหลานเขาก่อนทางนี้ไอ้ผล "เพิ่มผลิต" ของอีแม่ค้า ก็มีแต่จะเน่าจะเสียไหนไอ้หนี้ที่กู้มาก็ต้องจ่ายดอก ไอ้ลูกๆในบ้านก็ไม่มีจะกิน แถมยังทะเลาะกันหยุดไม่หย่อนอีแม่ค้า...ชิบหาย!
       
ความ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แล้วจะทำคนทั้งชาติตายห่าไปด้วย มีแต่ความรู้ในกระดาษ แต่ไม่มีสามัญสำนึกไปหาหนังสือชื่อ Things They Don't Teach You in Oxford and Cambridge อ่านซะไป๊ เผื่อจะฉลาดขึ้นมาบ้าง เอ๊ะ! หรือว่าเป็น ‘อภิสิทธิ์-ชน’ ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่สามัญ เลยไร้สามัญสำนึก Common sense is not so common. ว่ะ!!

ยังไงๆก็ขอฝากทฤษฏีแม่ค้ากล้วยแขกของผม ไว้กับคุณวาทตะวันด้วยนะ

แฟนประจำ

ผมอ่านจดหมายของ “แฟนประจำ” แล้ว อยากจะตอบกลับไปดังๆว่า ทุกวันนี้ คนเขาสงสัยว่า นายมาร์ค มุกควาย ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่กลุ่มที่เป็นผู้ขยับกลไกชักเชิดตัวนายกนั่นต่างหาก ที่เป็นผู้มี ‘อำนาจ’ อย่างแท้จริง!
       
ส่วนนายมาร์ค มุกควายนั้น เป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่รายงานเรื่องการบริหารประเทศต่อประชาชนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแกมีความถนัด และโปรดปรานในการโอภาปราศรัยต่อสาธารณชน ส่วนภาระในการบริหารประเทศนั้น ผู้คนเขาสังเกต เห็นว่า ตัวนายมาร์ค มุกควาย ไม่สู้จะเข้าใจ ในเรื่องการบริหารชาติบ้านเมือง เนื่องจากทั้งการใช้ชีวิตและการศึกษา อยู่ในต่างประเทศมายาวนาน ขาดความเข้าใจในเรื่องคนไทย หรืออาจเข้าใจบ้างแต่ก็อยู่ในสภาพที่ ‘จำกัด’ เต็มที

อีกทั้งการเข้ามาสู่อำนาจ คือ การได้เป็นรัฐบาล ได้มาจากการร่วมหัวจมท้ายกับ กลุ่มกบฏพันธมาร กองทัพ และผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่หลบๆโผล่ๆอยู่ข้างเวทีรัฐบาล ดังนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งควรเป็นผู้ดำเนินการเอง  จึงกลับกลายเป็นของคนอื่น ไปเสียฉิบ! ที่ยืนยันข้อกังขาของผม ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ เริ่มสอดเสียงขานรับกันดังขึ้นทุกขณะว่า รัฐบาลนี้มีความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ ทั้งยังกล่าวหาหนักหน่วงอีกว่า
       
การเข้าไป ‘ผสมพันธุ์’ กัน ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเวลานี้ เป็นเพียงการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน และมีการชิงเหลี่ยมกันอย่างเต็มที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปรากฏออกมาให้ผู้คนเห็นมิได้ขาด นักการเมืองที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ มีความจำเป็นต้องขมีขมัน เร่งมือหาทุนรอนและทรัพย์สินเอาไว้ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นเสบียงกรังสำหรับการเลือกตั้ง ที่บรรดาพวกเขาคาดว่าอาจต้องมีขึ้นไม่ช้านี้  นี่เอง ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มองดูการทำงานสะเปะสะปะของรัฐบาลนี้ ซึ่งให้ทั้ง “ทั้งหนี้-ทั้งน้ำตา” ที่มาจากการกู้ไร้ทิศทาง สงครามและการฆ่าฟันจากการเพาะเพื่อนบ้านให้เป็นศัตรู!สหายของผมที่เป็นคนปาก ไว ถึงกับอุทานลั่นว่า

        “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย...แท้ๆ เทียว!!!”

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=156



14 พฤษภาคม, 2552

18.05 น. วงใน(ดูภาพ)! ปชป.พังพาบ....

เราจะร้องแรกแหกกะเฌอ จนกว่ามวลมหาประชาชนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ





ภาพ
เหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีขับชนมอเตอร์ไซค์ของผู้ชุมนุมที่จอดขวาง
ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมเข้าด่า และทุบรถ
ก่อนที่ตำรวจจะยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากรถของขบวนนายกรัฐมนตรี
ทำให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีขับฝ่าออกไปได้สำเร็จ




ภาพเหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย ไม่แน่ว่าไอ้มาร์คตัวแสบอยู่ในรถนี้หรือเปล่า




ปปช.รับไต่สวนถอดถอนรมว.คลัง รมช.คลัง รมว.ต่างประเทศ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้





การเมือง 13 พฤษภาคม 2552 12:53:31

ป.
ป.ช.มีมติไต่สวนคำร้อง ถอดถอน รัฐมนตรี 5 ราย ตามคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )
มีมติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ 171 คน ที่ยื่นเรื่องขอให้ถอดถอน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต
ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายบุญจง
วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
รวมถึงส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้
ให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน โดยให้ นายกล้านรงค์ จันทิก
และ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน


การเมือง 14 พฤษภาคม 2552 15:53:50


มติอนุฯแก้รธน.คงมาตรา237แต่ตัดยุบพรรค

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมติ คงมาตรา 237 แต่ตัดเรื่องการยุบพรรคและให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด

คณะ
อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่
มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานหลังจากใช้เวลาประชุมตลอดทั้งวัน
เพื่อหารือถึงมาตรา 237
อนุกรรมการได้แสดงความเห็นที่หลากหลายและได้ข้อสรุป 2
แนวทางเตรียมเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยแนวทางแรกคือให้คงมาตรา 237 ไว้ โดย นายถวิล ไพรสณฑ์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์สรุป ว่า ยังไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
237 จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร.ก็เห็นควรให้คงมาตรา 237 ไว้ ขณะที่แนวทางที่
2 คือให้ตัดมาตรา 237 (2)
ทิ้งเพื่อไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคและให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเฉพาะผู้ที่
กระทำผิด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้
ข้อสรุปในวันนี้จะมีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้


ปชป.ร้าว'ชุมพล'ยัวะ8กก.สมานฉันท์นัดเคลียร์18พ.ค.

ประธาน
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่อนแถลงการณ์บ่น"อึดอัด"บทบาท 8
กรรมการสมานฉันท์ประชาธิปัตย์ แหกกรอบพรรค
เสนอประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก่อนมติพรรค เตรียมเรียกถกวางกรอบใหม่ คาด 18
พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่
ได้สร้างความสนใจจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
พร้อมทั้งขอถ่ายเอกสารดังกล่าว เพื่อนำไปหารือกันในพรรคต่อไป
ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายชุมพล
ยังได้ออกหนังสือเชิญส.ส.พรรคมาร่วมประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่ทีประชุมสภาในวันเดียวกันโดย
คาดว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย

นปช.เสื้อทุกสี นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนไหว วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 52 นี้ที่สนามหลวง

10 พฤษภาคม, 2552

Wow ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมาหยุดพวกเราได้

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=801987





















มันมาไกลกว่า ที่จะหยุดยั้งคนเสื้อแดงได้แล้วครับ เพราะความกลัวทำให้เสื่อม มันมีบทเรียนของเรื่องบางอย่าง พิสูจน์ให้เห็น