CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐบาล แสดงบทความทั้งหมด

22 พฤศจิกายน, 2552

“ไทยรัฐ”รายงาน “แวดวงผู้จัดงาน”แฉ“รัฐบาลเทพประทาน”งาบค่าหัวคิว“งานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้” 20-30%

“พาณิชย์”ผลาญงบพันล้านเกลี้ยง!

พาณิชย์ ใช้งบตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก 1,000 ล้านบาท หมดแล้ว ออร์กาไนซ์ แฉ ต้องจ่ายค่าหัวคิวให้บิ๊กในกระทรวง เพื่อจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ ฯ ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลการใช้เงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่ได้รับมาตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกเสร็จสิ้นแล้ว โดยเป็นการดำเนินการระหว่างเดือน เม.ย.-ส.ค.52 แบ่งเป็นการจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ 5 ครั้ง และจัดงานมหกรรมธงฟ้า...มหาชน ในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การจัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ 5 ครั้ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, อิมแพค เมืองทองธานี, กรมทหารราบที่ 11, ไบเทค บางนา และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใช้งบในการจัดงานประมาณ 500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครั้งละ 100 ล้านบาท ถือเป็นการจัดงานที่ใช้งบประมาณสิ้นเปลืองมากที่สุดเพราะแค่ค่าเช่าสถานที่ ค่าจัดงานออร์กาไนซ์ ค่าจัด บูธไม่น่าเป็นเงินมากถึงขนาดนี้ ส่วนการจัดงานมหกรรมธงฟ้า...มหาชน ที่จัดทั่วประเทศและใช้เงินอีก 500 ล้านบาทนั้น เป็นการจัดงานโดยใช้ วิธีรวมกลุ่มหลายจังหวัด แล้วใช้ชื่อว่าเป็นงานระดับภูมิภาคระดับจังหวัด แบ่งกลุ่มการจัดงานทั้งสิ้น 10 กลุ่ม เฉลี่ยค่าจัดงานต่อกลุ่ม 50 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีการพูดกันในแวดวงผู้จัดงาน หรือออร์กาไนซ์ ว่า หากต้องการจะได้จัดงานฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้และมหกรรมธงฟ้า...มหาชนแต่ละครั้ง ต้องยอมจ่ายค่าหัวคิวให้ผู้มีอำนาจหรือคนใกล้ตัวผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์ ครั้งละ 20-30% ของมูลค่างาน เมื่อตกลงกันได้แล้วก็จะบีบบังคับให้ข้าราชการเลือกบริษัทตามใบสั่ง หากคิดจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1,000 ล้านบาท หักเป็นค่าหัวคิวจะอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท.

(ที่มา ไทยรัฐ ,2 พฤศจิกายน 2552)



เปรียบเทียบ ผลงานการคอรัปชั่นของรัฐบาลต่างๆ (มติชนออนไลน์)




มาดูข้อมูลคอรัปชั่น 8 ปีของเมืองไทย ตอกหน้า คมช.และพวกสนับสนุนรัฐประหาร


ก่อน รัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


โดย คุณหนูเอง
19 พฤศจิกายน 2552

จา กกร๊าฟที่พล็อตจากข้อมูลของ Transparency International พบว่า ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับเหตุผลหนึ่งที่ คมช. นำมากล่าวอ้าง ว่า รัฐบาลทักษิณคอรัปชั่นกันทุกหย่อมหญ้า

ข้อมูลตามกร๊าฟกลับชี้ว่า ค่า CPI หรือ Corruption Perception Index (ค่าน้อย คอรัปชั่นมาก) มีค่าเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี ๒๕๔๕-๔๘ จนปี ๒๕๔๙ ปีทีถูกรัฐประหาร ค่านี้ก็ลดฮวบฮาบลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ คอรัปชั่นกลับขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร


ดิฉัน ขอให้ดูแนวโน้ม (trend) ค่ะ ก่อนรัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าอะไรคะ ในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ที่ แปลกคือ พอท่านสมัครและสมชายเป็นรัฐบาล ค่า CPI กลับหันหัวกลับใหม่ พอเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ CPI กลับหล่นลงอีกไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร(ตั้ง)

อย่างนี้ เราควรจะเชื่อรัฐบาลนี้ หรือ องค์กร Transparency International กว่ากันคะ?

*********
อ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index
[2] http://transparency.org/policy_research/surveys_indices/cpi/2009/cpi_2009_table


“บทนำมติชน”: ชี้ เหตุ“รัฐบาลเทพประทาน”โกงชาติ ร่วมกับ “องค์กรตรวจสอบ”เป็น“อัมพาต”ทำ“ไทย”รั้งท้ายอันดับคอรัปชั่นโลก !

"ชาจนไร้ความรู้สึก"

บทนำมติชน

"งามหน้า" อีกแล้ว สำหรับประเทศไทยเมื่อถูกองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่น ประจำปี 2552 (Corruption Perceptions Index 2009) พบว่า ประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน (คะแนนมากเท่ากับมีความโปร่งใสมาก) อยู่อันดับที่ 84 เท่ากับประเทศเอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินเดีย และปานามา จากการจัดอันดับทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก ยังดีกว่าประเทศอิรัก ซูดาน พม่า อัฟกานิสถาน โซมาเลีย ซึ่งกลุ่มประเทศรั้งท้ายเหล่านี้มีคะแนนระหว่าง 1.5-1.1 นอกจากนี้ ไทยยังอยู่อันดับที่ 10 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดตั้งแต่ปี 2538-2552 ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยแย่ลง

จะว่าองค์กรที่สำรวจปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมีอคติ หรือลำเอียงต่อประเทศไทยคงพูดไม่ได้และเป็นองค์กรที่ไม่มีความน่าเชื่อก็คง ไม่ได้เช่นกัน เพราะองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น มีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การจัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ก็กระทำเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2538 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน โดยในปีนี้ (2552) ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศ โดยใช้ผลสำรวจของสำนักโพลต่างๆ รวม 10 แห่ง ที่ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปี 2551 และ 2552

"งามหน้า" มิได้หมายถึงการมีใบหน้าสุดสวย งดงาม ไร้สิวไร้ฝ้าที่ใครเห็นต้องตะลึงพรึงเพริด หากทว่า เป็นอาการที่ควรได้รับความอับอาย ขายหน้าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะไทยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น มาถึง พ.ศ.นี้กลับกลายเป็นดินแดนที่ภาพลักษณ์ตกต่ำย่ำแย่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุที่การกินสินบาทคาดสินบน จ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแพร่กระจายไปทั่ว จากผลการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย พบว่า ปี 2549 ไทยได้ 3.6 คะแนน อยู่อันดับ 63, ปี 2550 ได้ 3.30 คะแนน อันดับที่ 84, ปี 2551 ได้ 3.50 คะแนน อันดับที่ 80 เมื่อพิจารณาเฉพาะการจัดอันดับของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1-10 ซึ่งได้ชื่อว่ามีความโปร่งใสมาก ได้แก่ สิงคโปร์ 9.2 คะแนน, ฮ่องกง 8.2 คะแนน, ญี่ปุ่น 7.7 คะแนน, ไต้หวัน 5.6 คะแนน, เกาหลีใต้ 6.5 คะแนน, มาเก๊า 5.3 คะแนน, ภูฏาน 5.0 คะแนน, มาเลเซีย 4.5 คะแนน, จีน 3.6 คะแนน และไทย 3.4 คะแนน ส่วนอันดับสุดท้ายคือ 20 ได้แก่ พม่า 1.4 คะแนน

โปรดอย่าได้แก้ตัวหรือถกเถียงเพื่อจะโยนความผิดไปให้คนอื่น สำหรับรัฐบาลในปัจจุบันที่บริหารประเทศมาเกือบครบ 1 ปีเต็ม การที่ไทยตกอันดับลงอีกในแง่ของภาพลักษณ์จากปัญหาคอร์รัปชั่นที่ไทยแทบจะ รั้งท้ายหรือเกือบจะโหล่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และในระดับโลกที่ไทยก็ติดกลุ่มประเทศที่มีสถิติการจัดอันดับให้เป็นประเทศ ที่ปัญหาการทุจริตหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นกว่าอดีต เพราะนอกจากรัฐบาลจะไม่ได้มีมาตรการที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น คนในรัฐบาลก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวในสื่อมวลชนเสียเองว่าเข้าไปหาเศษหาเลยจาก เงินงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนขององค์กรตรวจสอบซึ่งมีอยู่หลายองค์กรก็ย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่เพียงแต่ขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วยความอืดอาด ล่าช้า การตกอยู่ในวังวนของการถูกกล่าวหาโจมตีจากคนบางส่วนอันเนื่องมาจากปัญหาการ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมก็มิอาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า เป็นการร่วมมือกันแบบ 3 ประสาน ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำ และพ่อค้านักธุรกิจ โดยที่องค์กรตรวจสอบไล่ไม่ทัน การหาผลประโยชน์โดยมิชอบที่เกิดจากการสมคบกันของฝ่ายต่างๆ ได้กลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายอยู่ในขั้น "วิกฤต" ซึ่งหาทางออกไม่เจอเช่นเดียวกับ "วิกฤตการเมือง" จากการนำเสนอผลการสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยที่ไทยแย่กว่า เดิม คนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาจบอกด้วยอาการปลงตกว่า หน้าชาจนไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว น่าช้ำใจก็ตรงที่คนที่ควรจะเอาปี๊บคลุมหัวเพราะมีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรตรวจสอบกลับรู้สึกเฉยๆ ไม่มีการกระตือรือร้นที่จะแก้ไขเลยแม้แต่น้อย

(ที่มา มติชนรายวัน , 20 พฤศจิกายน 2552)



มาดูข้อมูลคอรัปชั่น 8 ปีของเมืองไทย ตอกหน้า คมช.และพวกสนับสนุนรัฐประหาร


ก่อน รัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


โดย คุณหนูเอง
19 พฤศจิกายน 2552

จา กกร๊าฟที่พล็อตจากข้อมูลของ Transparency International พบว่า ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับเหตุผลหนึ่งที่ คมช. นำมากล่าวอ้าง ว่า รัฐบาลทักษิณคอรัปชั่นกันทุกหย่อมหญ้า

ข้อมูลตามกร๊าฟกลับชี้ว่า ค่า CPI หรือ Corruption Perception Index (ค่าน้อย คอรัปชั่นมาก) มีค่าเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี ๒๕๔๕-๔๘ จนปี ๒๕๔๙ ปีทีถูกรัฐประหาร ค่านี้ก็ลดฮวบฮาบลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ คอรัปชั่นกลับขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร


ดิฉัน ขอให้ดูแนวโน้ม (trend) ค่ะ ก่อนรัฐประหาร แนวโน้มคือ ค่า CPI เพิ่มขึ้นโดยสม่ำเสมอทุกปี แสดงว่า คอรัปชั่นในสังคมไทยในสายตาโลกลดลงทุกปี แต่พอรัฐประหาร ผลคือ ค่า CPI แทนที่จะเพิ่มต่อ กลับลดลงฮวบฮาบ แปลว่าอะไรคะ ในสายตาโลก แนวโน้มคอรัปชั่นในไทยเปลี่ยนในทางเลวลงทันที คอรัปชั่นแทนที่จะน้อยลงตามเจตนาของคณะรัฐประหาร กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


ที่ แปลกคือ พอท่านสมัครและสมชายเป็นรัฐบาล ค่า CPI กลับหันหัวกลับใหม่ พอเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ CPI กลับหล่นลงอีกไม่ต่างจากรัฐบาลทหาร(ตั้ง)

อย่างนี้ เราควรจะเชื่อรัฐบาลนี้ หรือ องค์กร Transparency International กว่ากัน

อ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Corruption_Perceptions_Index
[2] http://transparency.org/policy_research/surveys_indices/cpi/2009/cpi_2009_table

21 ตุลาคม, 2552

แค่จะทวงฎีกา ยังออกกันมามา แบบมืดฟ้ามัวดิน

โดย วโรทาห์
นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เสื้อแดงริอ่านจัดชุมนุมเป็นต้นมา เมื่อจะทวงถามฎีกากันทั้งที มันก็ต้องมีแสดงอิทธิฤทธิ์กันนิดหน่อย เพื่อที่ว่าคนแก่จะได้เลือดลมสูบฉีด หูตาสว่างโร่เป็นตาตั๊กแตน นี่ขนาดว่า ไม่มีการตีฆ้องร้องป่าว

แค่สะกิดเบาๆ ยังแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

เหมือนจะกระชากอารมณ์อิจฉา ของคนแก่ที่ไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ให้พุ่งปรี๊ดฉีดกระฉูดจนหน้าแดงก่ำ แถมยังตอกย้ำด้วยคำพูดเรียบๆ ของนายกฯขวัญใจประชาชนว่า เสียดายที่ไม่ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาดูความยิ่งใหญ่

เพราะต้องรีบขึ้นเครื่องไปดูเพชรเม็ดใหม่ ที่เพิ่งขุดขึ้นมา

แต่ถึงยังไง งานนี้ก็ต้องให้เครดิตป๋าไปเต็มๆ ที่อุตส่าห์ช่วยฟูมฟักเสื้อแดงจนเติบใหญ่มา จวบจนเท่าทุกวันนี้ เพราะป๋าแท้ๆที่ช่วยเสือกไสไล่ส่ง ประชาชนทั้งหลายให้มากองรวมกัน ที่ฝั่งฟากเสื้อแดง ด้วยการตอกย้ำระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน จนชาวบ้านเขาเหลืออด ต้องตะโกนออกมาดังๆว่า

พวกมึงทำอะไรไม่เคยผิด แต่พวกกูทำอะไรไม่เคยถูก

ล่าสุดนี้ ยังอุตส่าห์พ่นดอกอุตพิตออกมาจากรูทวารจู๋ๆว่า "การเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการทรยศต่อชาติ" แปลไทยเป็นไทยให้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพรรคเพื่อไทยคือศัตรูของชาติ คนที่จะเข้าพรรคนี้ ถึงต้องระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ

เลยทำให้ศัตรูของชาติ ต้องออกมากันเต็มถนน เมื่อวันที่ 17 ตุลา

ก่อนที่จะมาพลิกลิ้นแผล็บ เมื่อนักข่าวดันไปถามเรื่องด่าลุงจิ๋ว ป๋าบอกไม่ได้พูดว่าทรยศชาติ แต่เตือนว่า จะทำอะไรคิดให้รอบคอบ เพราะอาจจะเป็นการทรยศชาติ

ใครฟังก็ได้แต่นั่งงง ว่ามันต่างกันยังไงหรือป๋า

คนอะไรก็ไม่รู้ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่ถ้าพูดออกมาทีไร เป็นต้องได้ฮากันท้องคัดท้องแข็ง อย่างเช่นเรื่องม้ากับจ๊อคกี้ ที่เล่นเอาฮาตรึมสมัยน้าแม้ว จนกระทั่งป่านนี้ ผ่านไปกว่า 3 ปี ยังฮากันไม่เสร็จ

ยังมีวลีเด็ดที่ป๋าฝากเอาไว้เยอะแยะ ถ้าขุดคุ้ยขึ้นมาเดี๋ยวมีฮาอีก อย่างเช่นว่า "ป๋าไม่พูดเรื่องการเมือง" แต่ไม่รู้เป็นไง

ไม่ว่าป๋าจะพูดอหิวาต์อะไรออกมา การเมืองเป็นได้เดือดปุดๆ ไปซะทุกที

มิน่าล่ะ ใครๆเขาถึงว่า อาการของโรคที่ป๋าเป็นนั้น มันมีพัฒนาการน่าเป็นห่วง สังเกตุว่าแรกๆป๋าก็แค่ออกมาแหล่ แต่แหล่ไปแหล่มาชักจะเริ่มแหล แล้วแทนที่จะรีบรักษา กลับออกมาแหลเป็นรายวัน

กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็แหลลงตับไปซะแล้ว

คนอย่างลุงจิ๋ว ดีชั่วยังไงแกก็ยังเป็นทหารประชาธิปไตย ขณะที่ทหารประชาธิปไตยครึ่งใบ มันกอดเก้าอี้ผบ.ทบ.แน่น จนกระทั่งเกษียณแล้วยังมีขอต่อวีซ่า แต่ลุงจิ๋วแกกล้าลาออกมันดื้อๆ เพื่อลงมาเล่นการเมือง

เสียอยู่อย่างเดียวว่า แกเป็นทหารที่ซ้ายหันขวาหันไม่เป็น เล่นเอาป๋าเสียวสยองกับแกอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าป๋าสั่งซ้ายแกจะไปขวา แต่ถ้าป๋าสั่งขวาแกจะออกซ้าย พอป๋าถามว่าจิ๋วจะหันไปทางไหนเอาให้แน่ ป๋าจะได้สั่งได้ถูก แกกลับปากหวานบอกว่า

แล้วแต่ป๋า สั่งมาได้เลย

ควันหลงจาก 17 ตุลา กระแสคลื่นประชาธิปไตย ที่จะพัดไล่คลื่นเผด็จการ ไปลงนรก มาถึงวันนี้ ชักจะแรงจัด ถึงขนาดเด็กๆยังออกแถลงการณ์ ไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับม็อบเสื้อแดง เรียกว่าย้อนเกล็ดพวกเฒ่ากะโหลกกะลา จนหน้าม้านไปตามๆกัน

เพราะขนาดรัฐบาลเด็กดื้อประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินอยู่โครมๆ พวกที่เคยดิ้นพราดๆ ห้ามลุงหมักจัดการกับพันธมิตร ยังนั่งอมสากกันหน้าตาเฉย ขนาดโดนเด็กมันส่งอีเมล์ไปลากคอมาร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ยังทำเป็นหน้ามึน

เซ็นเซอร์....................

ส่วนพวกม.นกเขานั้นไม่ต้องไปพูดถึง ขนาดลูกศิษย์ลูกหามาออกแถลงการณ์กันอยู่เหย็งๆ ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัว ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์มันไปเลี้ยงนกเขาอยู่ที่ไหน

ต้องฝากบอกไปยัง อธิการบ่ดี คนที่ปากว่าตาขยิบปริ๊บๆคนนั้นว่า อย่าคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว จะพาชาวบ้านไปลงนรกขุมไหนก็ได้ เพราะประชาชนที่โง่เขลานั้น ถึงจะยังมีอยู่ ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

ส่วนใหญ่เขาหูตาสว่างโร่ รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำเนียนเป็นพวกประชาธิปไตย แต่ใจเป็นทาสเผด็จการ ทรยศต่ออุดมการณ์ วิ่งโร่ไปรับใช้อำมาตย์ เพื่อที่จะได้เป็นกรรมการโน่นนี่ ไม่รู้กี่สิบตำแหน่ง สวาปามกันจนพุงปลิ้น

เซ็นเซอร์................................. ถ้ารู้ว่าพลังของประชาชนนั้น เข้มแข็งขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งตกใจจนช็อคตายไปซะก่อน ขอให้ท่องเอาไว้ว่า

แม้วจ้างมา..แม้วจ้างมา จะได้นอนตายตาหลับ

วโรทาห์: 19 ต.ค. 52

11 ตุลาคม, 2552

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท10 ตุลาคม 2552

วันนี้ (10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่ นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หก โมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คน นี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน



12 สิงหาคม, 2552

จับตาอภิสิทธิ์ .. จะตายแบบ active หรือ passive euthanasia !!!


โดย คุณ เรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพโดย Ingrid jousta
11 สิงหาคม 2552

Euthanasia หมายถึงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ที่ไม่มีหนทางพ้นไปจากความตายได้ โดยการช่วยเหลือของผู้อื่น หรืออาจเรียกเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) คือ เป็นรายการที่ผู้ป่วยยินยอมให้ผู้อื่นฆ่าโดยความเมตตา...

ผมคิดถึง เรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อมองไปยังรูปภาพของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาสถานการณ์รวมๆ ผมยังมองไม่เห็นทางรอดของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพร่ำบ่นเช้า-ค่ำว่า รู้สึกพึงพอใจต่อผลงานของตัวเองก็ตาม ...

ผม ว่าในตอนนี้ น่าจะมีบางฝ่ายเริ่มคิดบ้างเหมือนกันว่า อย่าได้ไปขับไล่รัฐบาลชุดนี้เลย ปล่อยท่านเอาไว้เถอะ เพราะไงๆเ ฉาคาต้น ไร้ปัญญาจะอยู่อย่างมีผลงาน หรือไปแก้ไขปัญหาอะไรใดๆ ให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้?

ฟัง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ท่านให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จะทรุดตัวหนักกว่าครึ่งปีแรก และแถมครึ่งปีแรกของ 2553 ยังจะหนักหน่วงกว่าครึ่งปีหลังของ 2552 นี้อีก ...เพราะพิจารณาโดยภาพรวม ก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเ ศรษฐกิจจะฟื้นตัว ... แล้วเศรษฐกิจไทยในยุคเด็กๆ ดู ยังไม่ดิ่งถึงพื้นด้วยซ้ำไป?

ลองคนระดับ “ดร.โกร่ง” พูดออกมาอย่างนี้ ใครๆ รับฟังแล้วก็ชักหนาวหัวใจสั่นยะเยือกทั้งนั้นครับ?

การ ส่งออกก็ติดลบมาเรื่อยๆ ติดคามาต่อเนื่องร่วม 9 เดือนเข้าไปแล้ว ทั้งเชื่อว่า ครบปี เห็นจะติดลบเข้าไปอีก ยิ่งเป็นตัวเลขของการนำเข้า มันลดต่ำเสียยิ่งกว่าตัวเลขส่งออก ...ครับ ... เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจน ถึงสภาวะของการตกต่ำในการผลิตที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก ซ้ำสินค้าส่งออกภาคการเกษตรก็ ลดลงเรื่อยๆ ด้านภาคการลงทุน แทบจะไม่มี ส่วนการท่องเที่ยวซึ่งถูกกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศไทย แถมถูกบดบี้ด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ นี่เป็นผลกระทบสำคัญในบัญชีเดินสะพัด ...หนักทั้งนั้น!

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สวนทางกับความจริงชุดเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เหวี่ยงแถลงไปอีกข้าง ...

เมื่อ ต้นเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรียังบอกว่า งานวิจัยอย่างน้อย 3 ชิ้น ยืนยันความจริงว่า ในครึ่งปีหลัง 2552 เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้น?

ครับ... ลองรับฟังดู แต่ส่วนตัวนั้น ผมมีคำถามกึ่งโน้มไปข้างไม่เชื่อ เหมือนอย่างตัวเลขของคนว่างงาน ซึ่งรัฐบาลประเมินเอาไว้ที่ 800,000 คน แต่ยังเห็นคุณศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองตัวเลขแตกต่างไปลิบลับ เห็นว่า ถ้าหากใช้วิธีการประเมินตามมาตรฐานสากล ตัวเลขคนว่างงานอาจเป็น 6 ล้านคน!

ปัญหา เศรษฐกิจ ยังมีมุมถกได้อีกแยะนัก ล้วนเห็นต่างไปจากรัฐบาล ผมคิดว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์กำลังเดินทางมาถึงจุดโค้ง ที่ท้ารบกับความเป็นและตายเข้าแล้ว

เรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นของจริงทางปฏิบัติ คงมิอาจใช้สงครามข่าว หรือวาทกรรมเข้ามากลบได้ มักแตกต่างไปจากความขัดแย้งเรื่องแง่มุมกฎหมาย หรือการเมือง ตรงนั้นความชำนาญการ หรือสไตล์การเมืองแบบโต้วาที ช่วยได้ ... ปัญหาในเชิงนามธรรมนั้น ย่อมพลิกลิ้น แถกไถหาเหตุผลไปได้ง่ายๆ

แต่ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องคือรูปธรรมของจริงทางปฏิบัติ เหมือนอย่างเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สภาวะเงินฝืด ระบบการเงินเข้าสู่กับดักสภาพคล่อง คือมีสภาพคล่องในระบบ แต่ไม่มีใครใช้ หรือใช้ไม่ได้? ...

ผมไม่เชื่อว่า ของจริงภาคปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้ อาจไม่จำเป็นออกแรงไล่มากนัก สำหรับรัฐบาลศักยภาพแบบนี้ ต่อให้เป็นชนิดอย่างหนา ก็อยู่ไม่ได้แน่นอน ... เอาให้ถึงเวลานั้น ประชาธิปัตย์มีสิทธิเหี่ยวเฉาคาต้น ตายซากจริงๆ จนไม่มีสิทธิฟื้น

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสิทธิเรื่อง Right to life หรือ The Right to die อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า ควรเลือกรักษาพรรคเอาไว้ หรือจะยอมสิ้นสภาพตายตามไปกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...

เชื่อว่านี่เป็นการบ้านใหญ่ คนในประชาธิปัตย์เอง ก็ชักจะถกกันหนักแล้ว ไม่มีใครไม่กลัวหรอกครับ มัจจุราชกวักมือโบกไหวๆอ ยู่เบื้องหน้า?

คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้ ยังไงก็ตายเด็ดๆ เพียงแต่จะเป็นแบบ Active Euthanasia คือมีคนลงมือฉีดยาให้ตาย หรือจะเป็นแบบ Passive Euthanasia ไม่ได้ฉีดยาให้ตาย ปล่อยให้ตายไปเอง โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ...

คุณอภิสิทธิ์จะเลือกแบบไหนก็เชิญตามสบายเถอะครับ?

หรือจะพ่วงเอาพรรคตายตามก็ยังได้... เชิญ? ถึงจุดนั้นแล้ว อาจต้องร้องโวยวายกันว่า ช่วยไล่หน่อยเถอะ ฉันอยากไปเต็มทีแล้วโว้ย!!

12 กรกฎาคม, 2552

เรื่องเล่า.. คนเสื้อแดงถูกละเมิดสิทธิ์การเดินทางถึง 7 ชม. เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คว่า ไม่มีการต่อต้านที่บุรีรัมย์

โดย คุณ ไทยสีคิ้ว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

ผมต้องขอขอบคุณ และนับถือน้ำใจของคนเสื้อแดง และความอดทน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกๆ ท่าน

ก่อน อื่นผมต้องยอมรับว่า การเป็นเสื้อแดงบุรีรัมย์นั้น ยากลำบากกว่าจังหวัดอื่นๆ จริงๆ นอกจากต้องมีใจรักประชาธิปไตยแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับพวกนักเลงอันธพาลในจังหวัด

วันนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ได้จากการกระทำ ถ่อย เถื่อน ของพวกเสื้อน้ำเงิน ผมขอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบกันอีกครั้ง

คน เสื้อแดงบุรีรัมย์ จัดเวทีสาธารณะในวันที่ 10 มีการอภิปรายตั้งแต่เย็นจนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริเวณสระริมน้ำทางแยกเข้าเมื่องบุรีรัมย์ เหตุการก็ปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง มีวัยรุ่นมาก่อกวนบ้างเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุร้าย

ได้ มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในคืนนั้น และสรุปว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ ต้องการแสดงให้สังคมภายนอก และ นายอภิสิทธิ์รับรู้ว่า บุรีรัมย์ ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เหมือนกลุ่มเนวิน ที่ทรยศต่อประชาชน

จึง วางแผนที่จะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าไปที่ อ. ลำปลายมาศ เพื่อแสดงตนให้อภิสิทธิ์เห็นว่า จริงแล้ว เนวิน คุมคนบุรีรัมย์ไม่ได้ทั้งหมดตามที่คุยไว้

จึงเคลื่อนขบวนประชาชนโดยรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถส่วนตัว เดินทางไปกันประมาณ 30 คัน

เมื่อ เดินทางผ่านอำเภอ ชำนิ เข้าเขต อ. ลำปลายมาศ จึงพบว่า มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 200 คน ปิดถนนอยู่ ขบวนจึงหยุดและเข้าเจรจาขอผ่านทาง จึงผ่านทางมาได้

เมื่อเดินทางต่อ มาอีก 2 กิโลเมตร ก็พบกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินจำนวนมากประมาณ 500 คน พร้อมอาวุธในเมือปิดถนนอยู่ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ ก็ไม่ยอมให้ผ่าน จึงมีการตั้งตัวแทนเข้าเจรจากัน โดยเสื้อแดงส่งประธานกลุ่มเสื้อแดงบุรีรัมย์ คุณทองพูน เมืองสุข และคุณเขื่อนเพชร โพนรัมย์ เป็นตัวแทน และเสื้อน้ำเงินก็ส่ง คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ.ลำปลายมาศ มาเป็นตัวแทน

การเจราจาเป็นไปด้วยดี มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่า คนเสื้อแดงจะไม่เดินทางต่อไป ที่ลำปลายมาศ และให้เดินทางกลับที่ตั้ง ที่ อ. นางรอง และเสื้อน้ำเงินต้องถอนกลุ่มคนออกไป อย่าให้เข้ามาช่วงเสื้อแดงถอนตัว

ปัญหาเกิดขึ้น เพราะ คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ. ท่านนั้น ไม่สามารถสั่งการคนเสื้อน้ำเงินได้

ผล การเจรจาจึงไม่มีประโยชน์ ทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น และในเวลานั้น คนเสื้อน้ำเงินที่เราผ่านด่านแรกมา ก็รวมตัวกันปิดถนน และบีบวงล้อมเข้ามา ทำให้เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

ขณะที่คน เสื้อน้ำเงิน ก็พูดจายั่วยุผ่านเครื่องขยายเสียงตลอด มีการยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนเสื้อแดง ต้องขึ้นประกาศขอโทษนายของเขา แต่ได้รับการปฏิเสธจากเสื้อแดง ทำให้เวลาต้องยืดเยื้อยาวนาน

ช่วง หลังก็มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อขาวจำนวนหนึ่ง ส่วนมากอยู่ในอาการมึนเมา ปรากฏตัวที่แนวตั้งของเสื้อน้ำเงิน คนกลุ่มนี้ มีแป๊บน้ำและไม้กระบองเป็นอาวุธ เริ่มออกมายั่วยุ และเดินเข้ามาประชิดเสื้อแดง ทำให้เกิดการตึงเครียดมากขึ้น และมีการใช้หนังสติ๊ก และขว้างปาสิ่งของเข้าใส่คนเสื้อแดง และมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากเสื้อน้ำเงิน

ช่วงเที่ยงวัน ทำให้คนเสื้อแดงไม่มีข้าวที่จะรับประทาน มีแต่น้ำ โชคดี มีรถกาแฟโบราณของคนเสื้อแดงร่วมขบวนอยู่ด้วย จึงพอที่จะซื้อหามาทดแทนกันได้ระดับหนึ่ง

เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหัวหน้าเสื้อน้ำเงินบางส่วนมาบอกว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการคนเสื้อขาวได้ พวกนี้รับคำสั่งจากเนวินเท่านั้น

จาก เหตุนี้ ทำให้หัวหน้าคนเสื้อน้ำเงินเริ่มมองปํญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่นอน ถ้าไม่มีทางออก และตนเองจะต้องได้รับผิดชอบ เพราะส่วนมากเป็น สจ. สท. และ อบต. และข้าราชการที่รับคำสั่งจาก เนวิน

จึงมีการนำเสนอให้แกนนำทั้งสองฝ่าย ยอมรับการขอโทษซึ่งกันและกัน โดยประกาศที่รถเครื่องเสียง

แกน นำคนเสื้อแดง ประกาศก่อนว่า ถ้าการกระทำของคนเสื้อแดง ทางเสื้อน้ำเงินเห็นว่าไม่ถุกต้องตรงไหน ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อน้ำเงิน ก็กล่าวขอโทษที่ปิดกั้นการเดินทางของคนเสื้อแดง ในการที่จะใช้สิทธิ์ในการแสดงออก

กล่าวจบ การปิดกั้นถนนของคนเสื้อน้ำเงินก็ยอมเปิดถนน ให้เสื้อแดงเดินทางได้

เหตุการณ์ก็จบลง..

เพิ่มเติม ... คุณ cheeky จากเวบ konthaiuk
คลิป 1 สัมภาษณ์ คุณทองพูน สุขเนื่อง แกนนำคนเสื้อแดงบุรีรัมย์ และ
คลิป 2 สัมภาษณ์ ดร.สากล ศรีวันทา พรรคเพื่อไทย
ในห้วข้อ: เหตุการณ์ความตึงเครียดที่ นางรอง-ชำนิ-ลำปลายมาศ บุรีรัมย์


29 มิถุนายน, 2552

“อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”

นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าบริหารบ้านเมืองของเรา อาจทำให้คนในบ้านเมือง ต้องตกอยู่ในสถานการณ์รบพุ่งจากเขมรทางด้านทิศตะวันออก เป็นการเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องมึนตึงกับพม่า ทางด้านตะวันตกของประเทศอีกด้วย สำหรับสถานการณ์ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคดักดานเข้าบริหารประเทศ แล้วโอ่ว่าจะดีขึ้น นอกจากไม่ดีสมราคาคุย แต่กลับสาหัสมากยิ่งขึ้น แถมยังอาจผิดใจและเกิดภาวะชาเย็นกับประเทศมาเลเซียเข้าไปอีก

ในขณะนี้ แทบทุกสำนักข่าวระบุชัดว่า สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายใต้การบริหารของพรรคการเมืองโลซกที่ชื่อประชาธิปัตย์
ประสพความล้มเหลวในด้านการต่างประเทศ...โดยสิ้นเชิง!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพการรถไฟได้หยุดเดินรถกะทันหัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนประชาชน นัยว่าเพื่อประท้วงการแปรรูปการรถไฟเป็นบริษัท โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการรถไฟอย่างรุนแรง

การหยุดการเดินรถ นอกจากประชาชนคนไทย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่อาศัยรถไฟเป็นประจำ ทั้งชานพระนคร จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสแล้ว พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งมังค่าจำนวนไม่น้อย ที่พลอยได้รับผลพวงจากการขึ้นรถไฟไม่ได้ ทำให้ต้องตกเรือบิน พลาดการนัดหมาย
คงจะเข็ดการมาท่องเที่ยว ที่บ้านเราอีกนานทีเดียว!
       
ไม่ น่าเชื่อว่า ฝ่ายการข่าวของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ไม่ยักรู้เรื่องรถไฟจะสไตร์ค และปล่อยให้การหยุดเดินรถเกิดขึ้นได้ โดยไม่สามารถส่งเสียงกระโตกกระตากเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อหาชาวบ้านทางช่วยตัวเองในการแก้ไขกำหนดการเดินทางของพวกเขา นี่แสดงให้เห็นชัดว่า การข่าวของรัฐบาลนี้...อ่อนแอมากจริงๆ!!

การข่าวของบ้านเรานั้น แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทหาร หากย้อนไปยุค “ไอ้บังกบฏ”  ปี พ.ศ.2549 ได้มีข้อมูลลับและแผนการของทหาร รั่วไหลออกมาสู่เว็บไซด์สาธารณะจำนวนมากมาย แม้กระทั่งปฏิบัติการของทหารทางภาคใต้ ก็ปรากฏว่ามีการ  “ขายข่าว” ให้กับผู้ก่อการร้าย โดยทหารในท้องที่เองด้วยซ้ำ แต่แปลกที่เรื่องนี้กลับเงียบหายไป ราวกับว่าฝ่ายทหารไม่ได้แสดงความกระตือรือร้น ที่จะ “ปะผุ” หน่วยงานการข่าวของตน แต่อย่างใด...รวมทั้งรัฐบาลโลซก ของ “นายก-มุกควาย”ด้วย!

ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า เมื่อตอนพันธมารมันยกพวกบุกทำเนียบ ได้งัดเอาฮาร์ดดิสก์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในทำเนียบรัฐบาลไปด้วย! ฮาร์ดดิสก์ที่ถูกขโมยไปนั้น รวบรวมข้อมูลและความลับทั้งหลายของชาติเอาไว้ ท่านผู้อ่านคิดว่า...พวกมันเอาไปทำไม!?ไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเขาจัดการกันไปอย่างไร หรือปอดแหกไอ้พวกจังไร จนไม่กล้าดำเนินคดี...กับพวกมัน!
       
ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย ช่วยกันจับตาดูว่า ไอ้พวกระยำมันจะใช้ประโยชน์จาก “ถังความลับ” ของชาติ ที่ตกไปอยู่ในกำมือของพวกมัน ไปในทิศทางใด!!!  จะทำร้ายประเทศไทยหนักหน่วง ต่อไปอีกแค่ไหนกัน!!!?        
    
เราจะพูดกันในเรื่องนี้อีก ครั้ง เมื่อถึงโอกาสอันควร แต่ตอนนี้ที่ต้องพูดก่อนคือความล้มเหลว ในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคดักดานกับพวก เพราะอยากคุยมานานแล้ว

ท่านผู้อ่านคงรับรู้เรื่องการกู้เงิน 8 แสนล้าน ของรัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายเรียบร้อยแล้ว ภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ จะตกไปถึงลูกหลานของเราอีกยาวนาน เฉพาะดอกเบี้ยก็กดเข้าไปปีละ 32,000 ล้านบาท (เดือนละ 2,500 ล้านแล้ว) มากกว่างบประมาณอีกหลายกระทรวง
       
ที่ ผู้คนพูดกันมากคือ การนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนที่ทำงานมีรายได้คนละ 2,000 บาท ทั้งๆที่ไม่จ่ายก็ไม่มีใครเขาว่า แต่การจ่ายกลับถูกกล่าวหาว่า “ซื้อเสียง” เสียอีก
       
การกู้เงินเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะมีความเห็นว่า มีความจำเป็น แต่อยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย. 52) กลับมีข่าวออกมาในทิศทางตรงข้าม เพราะข่าวต่างประเทศ เขารายงานอย่างนี้ครับ
 
ฌอง-คล็ อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่า รัฐบาลประเทศต่างๆที่กู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อนำมาต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ควสะสมหนี้เพิ่มอีก พร้อมกับชี้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเพียงพออยู่แล้วทริเชต์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ยุโรป-1 ของฝรั่งเศสว่า ตอนนี้  เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเพิ่มและสะสมหนี้เพิ่มได้อีกต่อไป!

ตรงนี้เองที่เราต้องทบทวนกันให้ดี เพราะแผนการกู้ของรัฐบาล ได้รับการทักท้วงอย่างหนักจากบุคคลหลายฝ่าย ว่า รัฐบาลทำผิดพลาดไปอย่างจัง เพราะเอาเอาเช็คไปแจกคนที่มีรายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่คนเหล่านั้น มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาท/เดือน ทั้งๆที่คนยากคนจนในประเทศนี้ ที่มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 1,400 บาท มีจำนวนถึง 7 ล้านกว่าคน ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงหมื่นห้า และอยู่ในระบบประกันสังคม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องไปถามว่า คนกลุ่มไหน...ลำบากเดือดร้อนมากกว่ากัน!?
       
การแจกเงินแบบ นี้ เป็นเรื่องของความสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายเงินผิดประเภท ทำให้สื่อสารมวลชน และคนที่พอมีสติปัญญา เขาก็ดูออกแทบจะทันทีทันใด และวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ดว่า พรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์นั้น มีเจตนาแฝง......ที่จะใช้เงิน “ซื้อเสียง” ชัดเจน!

รัฐบาลของนายมาร์ค มุกควายนั้น ถูกถากถางอย่างหนักว่า ไร้สติปัญญา หารายได้เข้าประเทศไม่เป็น บ้างก็บอกว่า คุยแต่จะแก้เศรษฐกิจด้วยเรื่องมาตรการทางการเงิน และการคลัง แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่อง “การค้า” เพราะหัวหน้ารัฐบาล...ค้าขายไม่เป็น!
       
ตัว นายมาร์ค มุกควายนั้น เกิดมาก็ไม่เคยค้าขาย ส่วนรัฐมนตรีคลังอย่างนายกรณ์ จาติกวนิช ก็เคยแต่ทำมาหากินกับดอกเบี้ยเท่านั้น หัวคิดทางการค้าไม่มี มีแค่เรื่องดอกหอยดอกเบี้ยอยู่เต็มกบาล ผู้คนเขาพูดกันอย่างนี้จริงๆนะ ฟังเขาแล้ว จึงเอามาเล่าต่อกันอีกที
       
เมื่อถูกทักท้วงว่า ใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีแผน แทนที่จะทำให้เป็นเรื่องของงบประมาณ กลับมักง่ายขอเก็บภาษีน้ำมันคืน 50,000 ล้านบาท แต่เงินที่กู้มานั้น ส่วนหนึ่งจะเอาไปลงทุนที่โคตรแพง คือรถไฟฟ้า ที่โครงสร้างของมันโผล่เหนือพื้นดินขึ้นมาระเกะระกะกันเต็มเมือง กรุงเทพจึงหมดความสวยงามลงไปอย่างที่เห็นๆ นี่คือผลพวงจากการไม่ยอมสร้างรถใต้ดินนั่นเอง
      
 สิ่งที่น่า กลัวมากสำหรับเงินกู้ก้อนโต นั่นคือ นักการเมืองไทยนั้นมีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ จึงเกิดเสียงลือสนั่นทั่วกรุงว่า  นักการเมืองที่เพิ่งเข้ามาเสวยอำนาจ ได้จัดตั้งตั้งนายหน้า “บริษัทรับเหมา”จองงบไทยเข้มแข็ง โดยชักค่าต๋งจาก 15 โครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ทั่วไทย!
       
ความจริงแล้ว มีเรื่องราวทางเศรษฐกิจที่น่าจะพูดกันอีกมาก แต่ มีทั้งเรื่องที่ฟังยากๆ เพราะเกี่ยวข้องกับทางวิชาการ แต่ผมก็ได้รับอีเมล์จากแฟนรายการ เขาจั่วหัวว่าเมล์ว่าcommon or not common (แปลว่า “ธรรมดา หรือ ไม่ธรรมดา”) รายละเอียดมีดังนี้ครับ‏

22 June 09
สวัสดี คุณวาทตะวัน

 อย่าว่าหยั่งโง้นหยั่งงี้เลย ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจน่ะ ไม่ต้องไปดูใครต่อใครเขาหรอก ดูแม่ค้ากล้วยแขกที่หน้าปากซอยก็ได้กล้วยแขกเคยขายดี (เหมือนประเทศไทยเคยส่งออกดี)ต่อมาคนซื้อเกิดถังแตก เลยซื้อกล้วยแขกน้อยลง (เหมือนประเทศลูกค้าเราเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อลดลง) สิ่งที่แม่ค้าควรทำคือ อดออมถนอมกิน มีน้อยใช้น้อย พยายามเลี้ยงลูกๆ(ประชาชน)ด้วยกำลังเงินที่มี
       
ไอ้ลูกๆแม่ค้า ก็ควรรู้จักประหยัดและอดออมเหมือนกัน ค่อยๆประคองกันไป แค่ชั่วระยะหนึ่ง คนรุ่นไหนๆเขาก็เคยมีช่วงต้องลำบากกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่
       
ตัว แม่ค้าก็ต้องยอมลดปริมาณกล้วยที่ทำขาย เอาแต่พอเหมาะ แล้วก็ต้องไม่โกหกลูกว่าแม่ยังรวยอยู่นะ ทุกอย่างยังดีอยู่นะ สอนให้ลูกเผชิญความจริงร่วมกันกับแม่ หากทำอย่างนี้ ก็เรียกว่าแม่ค้ากล้วยแขก...ฉลาด!

แต่หากแม่ค้ากล้วยแขกไม่มีสามัญสำนึก ลูกค้าซื้อกล้วยน้อยลง แทนที่จะระวังการใช้จ่ายเงินที่มีดันเอามาแจกลูกๆให้ไป "ช็อปเพื่อชาติ" จนเงินหมดกำปั่นคราวนี้ก็ไปกู้มาให้ลูกๆ  "ช็อปเพื่อชาติ" กู้มาซื้อกล้วยเพิ่ม ซื้อเตาเพิ่ม ซื้อน้ำมันเพิ่ม ฯลฯ โดยคาดการว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อเพิ่มคราวนี้ก็มีแต่จะ...ฉิบหาย! เวลาซื้อไอ้พวก "คนกลาง" มันก็กินกำไรบานทะโรค!!

พวกลูกค้าเอง เขาก็ยังต้องระวังการใช้จ่ายอีกนาน ต้องดูแลบ้านช่องลูกหลานเขาก่อนทางนี้ไอ้ผล "เพิ่มผลิต" ของอีแม่ค้า ก็มีแต่จะเน่าจะเสียไหนไอ้หนี้ที่กู้มาก็ต้องจ่ายดอก ไอ้ลูกๆในบ้านก็ไม่มีจะกิน แถมยังทะเลาะกันหยุดไม่หย่อนอีแม่ค้า...ชิบหาย!
       
ความ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แล้วจะทำคนทั้งชาติตายห่าไปด้วย มีแต่ความรู้ในกระดาษ แต่ไม่มีสามัญสำนึกไปหาหนังสือชื่อ Things They Don't Teach You in Oxford and Cambridge อ่านซะไป๊ เผื่อจะฉลาดขึ้นมาบ้าง เอ๊ะ! หรือว่าเป็น ‘อภิสิทธิ์-ชน’ ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่สามัญ เลยไร้สามัญสำนึก Common sense is not so common. ว่ะ!!

ยังไงๆก็ขอฝากทฤษฏีแม่ค้ากล้วยแขกของผม ไว้กับคุณวาทตะวันด้วยนะ

แฟนประจำ

ผมอ่านจดหมายของ “แฟนประจำ” แล้ว อยากจะตอบกลับไปดังๆว่า ทุกวันนี้ คนเขาสงสัยว่า นายมาร์ค มุกควาย ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่กลุ่มที่เป็นผู้ขยับกลไกชักเชิดตัวนายกนั่นต่างหาก ที่เป็นผู้มี ‘อำนาจ’ อย่างแท้จริง!
       
ส่วนนายมาร์ค มุกควายนั้น เป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่รายงานเรื่องการบริหารประเทศต่อประชาชนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแกมีความถนัด และโปรดปรานในการโอภาปราศรัยต่อสาธารณชน ส่วนภาระในการบริหารประเทศนั้น ผู้คนเขาสังเกต เห็นว่า ตัวนายมาร์ค มุกควาย ไม่สู้จะเข้าใจ ในเรื่องการบริหารชาติบ้านเมือง เนื่องจากทั้งการใช้ชีวิตและการศึกษา อยู่ในต่างประเทศมายาวนาน ขาดความเข้าใจในเรื่องคนไทย หรืออาจเข้าใจบ้างแต่ก็อยู่ในสภาพที่ ‘จำกัด’ เต็มที

อีกทั้งการเข้ามาสู่อำนาจ คือ การได้เป็นรัฐบาล ได้มาจากการร่วมหัวจมท้ายกับ กลุ่มกบฏพันธมาร กองทัพ และผู้มีอำนาจนอกระบบ ที่หลบๆโผล่ๆอยู่ข้างเวทีรัฐบาล ดังนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคนที่อยู่ในตำแหน่งควรเป็นผู้ดำเนินการเอง  จึงกลับกลายเป็นของคนอื่น ไปเสียฉิบ! ที่ยืนยันข้อกังขาของผม ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ เริ่มสอดเสียงขานรับกันดังขึ้นทุกขณะว่า รัฐบาลนี้มีความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ ทั้งยังกล่าวหาหนักหน่วงอีกว่า
       
การเข้าไป ‘ผสมพันธุ์’ กัน ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเวลานี้ เป็นเพียงการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน และมีการชิงเหลี่ยมกันอย่างเต็มที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปรากฏออกมาให้ผู้คนเห็นมิได้ขาด นักการเมืองที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ มีความจำเป็นต้องขมีขมัน เร่งมือหาทุนรอนและทรัพย์สินเอาไว้ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นเสบียงกรังสำหรับการเลือกตั้ง ที่บรรดาพวกเขาคาดว่าอาจต้องมีขึ้นไม่ช้านี้  นี่เอง ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มองดูการทำงานสะเปะสะปะของรัฐบาลนี้ ซึ่งให้ทั้ง “ทั้งหนี้-ทั้งน้ำตา” ที่มาจากการกู้ไร้ทิศทาง สงครามและการฆ่าฟันจากการเพาะเพื่อนบ้านให้เป็นศัตรู!สหายของผมที่เป็นคนปาก ไว ถึงกับอุทานลั่นว่า

        “ อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ มันยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย...แท้ๆ เทียว!!!”

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=156



ฝันดีเถอะประเทศไทย หัวหน้า“พรรคการเมืองใหม่”สุดยอด

เพชรในตมจริงๆ ต้องตาถึงชนิดมหาศาลอย่างพวกพันธมิตรเท่านั้น จึงจะทำให้สามารถมองเห็นแววยอดอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในหลืบลึกผ่านความสกปรก โสโครก โสมม อุบาทว์ อัปรีย์อันสุดพรรณาประเภทผีเห็นผีของ สมศักดิ์ โกสัยสุข ..หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ความรู้สึก แค่เพียงเขียนชื่อ นามสกุลของสมศักดิ์ครบถ้วนในเครื่องคอมพ์ของผมเท่านั้น ก็ถือคอมพ์ของผมโดนไวรัสโทรจันเล่นงานเข้าแล้ว ขนาดใช้ Norton2009 หรือ NOD32 ก็ยังช่วยไม่ได้..อภิมหาชวย

สม ศักดิ์ โกสัยสุข อดีตคนขับรถไฟหน้าตาเหมือนตัวแลนพิการแถวภาคอิสาน ลักษณะท่าทางบ่งบอกว่าได้ผ่านกระบวนการ 5 ส.มาแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่ง 5 ส.ที่สมศักดิ์ผ่านมาก็ คือ สกปรก โสโครก โสมม สถุล และแสนจะทุเรศ อย่างไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย..ชิวชิว

สำหรับผมแล้ว แค่สมศักดิ์เป็นหัวหน้ายามตามหมู่บ้าน หรือคอนโดชาวบ้านธรรมดาๆก็เครียดกันสุดๆแล้วเพราะบุคลิกลักษณะโรคจิตไม่รู้ ว่ามันจะไปขโมยของ,ไปข่มขืนเจ้าของบ้านหรือไปกินตับเด็กกันแน่ แต่นี่ดันมาเป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งก็หมายถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีของไทยกลายๆ..โอ๋ยโย้ !

บางคนบอกว่าอย่าไปมองแต่ที่หน้าตาหรือ รูปลักษณ์ภายนอก ต้องมองที่จิตใจ ผมสวนไปว่าก็ขนาดหน้าตามันยังทำให้ดูไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วจิตใจมันจะเหลืออะไร รูปลักษณ์ภายนอกมันสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคนได้ระดับหนึ่ง หรือที่เรียกว่าหน้าตามันบอกยี่ห้อ..คนดีลักษณะดี ยังนึกไม่ออก

นี่ถ้าสมศักดิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ผมจะไปบอกกับโอบาม่ายังไง หรือไปบอกกับชาวอาเซี่ยนด้วยกันว่ายังไง แล้วนี่ถ้าไปประชุมกับต่างประเทศจะมีผู้นำประเทศไหนกล้ามานั่งใกล้ๆด้วย เพราะกลัวนายกฯไทยเมายา จับผู้นำต่างชาติเป็นตัวประกัน..เอามีดจี้คอ

พวก พันธมิตรนี่มีรสนิยมแปลกๆ มักมองในสิ่งตรงกันข้ามกับคนทั่วไปเสมอ ชอบทำในสิ่งที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยางเช่น ประกาศศึกกับตัวเหี้ยในทำเนียบอย่างเปิดเผยและห้าวหาญ บุกยึดสนามบิน หรือเอาโกเต๊กซ์ไปวางรอบฐานพระรูปทรงม้าซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ คนทั่วไปไม่ทำกัน ..ต้องคนระดับเทพ !

เพื่อนๆหลายคนบอกว่าลักษณะอ้ายนี่เหมือน ขอทาน เหมือนตาชูชกในเรื่องพระเวสสันดรที่เขียนภาพติดไว้ตามศาลาวัด หัวล้าน พุงพลุ้ย หนวดเครายาวสกปรกรุงรัง ถือไม้เท้าตระเวณขอทานทั่วราชอาณาจักร และสมศักดิ์ก็มิได้ทำให้เพื่อนๆผิดหวังฉายแววให้เห็นทันทีเมื่อได้รับ ตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยขอรับบริจาคเงินเข้าพรรคคนละ 100 บาทต่อเดือน..

ทันอกทันใจไอ้ลิ้มดีแท้ !

ก็ อาจเป็นไปได้ว่านี่คือ Put the right man on the right job เป็นกลยุทธของแกนนำที่จะต้องวางคนให้เหมาะกับงาน หรือการบริหารแบบเปลี่ยนหน้าชน เมื่อใดต้องโกหกหลอกลวงกะล่อนปลิ้นปล้อนต้องเป็นสนธิลิ้ม หากต้องการสร้างภาพมีคุณธรรมความดีก็ต้องจำลอง เมื่ออยากได้ภาพนักวิชาการก็จะเปลี่ยนเป็นสมเกียรติ ..แต่ตอนนี้คงต้องการขอทาน

ผมอาจจะผิดก็ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นตัวเป็นๆของสมศักดิ์ ไม่เคยคิดคลั่งไคล้ถึงขนาดต้องปีนกำแพงแย่งกันไปมุงดูถึงทำเนียบ หรือสนามบิน จึงทำให้ผมไม่รู้จักสมศักดิ์ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งหากได้ไปดูของจริงเข้าอาจจะเห็นไปอีกมุมว่าสมศักดิ์นั้นก็หล่อไม่แพ้ อภิสิทธิ์

แต่พันธมิตรแม่ลูกติดข้างบ้านเคยบอกผม ว่าถึงเธอจะชอบสมศักดิ์อย่างไร เมื่อยามต้องไปชุมนุม เธอก็ไม่กล้าจูงลูกเดินผ่านสมศักดิ์..กลัวลูกตกใจเก็บไปฝันร้าย สงสัยว่าถ้าสมศักดิ์เกิดได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆขึ้นมา จะให้คำขวัญวันเด็กว่ายังไง แล้วถ้าต้องเดินทางไปเป็นประธานจัดงานวันเด็กที่สวนสัตว์เขาดิน จะมีเด็กๆกล้าเข้าไปใกล้ๆมั๊ย

ที่สำคัญเด็กๆจะแยกออกหรือเปล่าระหว่างนายกฯ..กับลิงบาบูน

ผมเดาเอาว่าก่อนที่จะฟันธงเลือกสมศักดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค ในกลุ่มพันธมิตรคงต้องถกเถียงกันจ้าละหวั่นถึงข้อดีข้อด้อยของแต่ละคนเรียง กันไป เรียกว่าเอาการกระทำ พฤติกรรมในอดีตของแต่ละคนมาอภิปรายกันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง จนได้ข้อสรุปว่าหัวหน้าพรรคน่าจะต้องเป็นสมศักดิ์เสียแล้ว ด้วยเหตุผลว่าสมศักดิ์เท่านั้นที่ขับรถไฟได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ประท้วงหยุดงานของพนักงานรถไฟในช่วงที่พรรคการเมือง ใหม่เป็นรัฐบาล ก็จะให้สมศักดิ์นี่แหละ ขับรถไฟแทน ส่วนไอ้ใสดำในฐานะเลขาฯพรรคจะรั้งตำแหน่งพนักงานเก็บตั๋ว..ช่างสร้างสรรค์ จริงๆสมกับชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งเป็นผู้ค้นคิดระบอบการเลือกตั้งแบบโค้วต้าอ้อย 70-30 อันลือเลื่อง การ มีหัวหน้าพรรคลักษณะกึ่งคนกึ่งลิงที่หาได้ยากมากในปัจจุบันจนคิดว่าสูญ พันธุ์ไปแล้ว การจะได้มาซึ่งสมาชิกพรรคที่ได้ผ่านพิธีกรรมอาบน้ำมนต์..ผสมโกเต็กซ์

ดูแล้วพรรคนี้ ถือเป็นความหวังของคนไทยจริง ..หวังว่าอะไร ?

หวังว่าจะได้ สส...สักคน !!!

เพื่อน ผมกระชิบข้างหูผมพอให้ได้ยินกันได้ไม่ต่ำกว่า 10 คนขึ้นไปว่า ถ้าพรรคการเมืองใหม่นี้ เอานายสมศักดิ์มาเป็นหัวหน้าพรรคได้ละก็ คราวนี้เขาก็จะเปิดโอกาสให้หมาที่บ้านของเขา ออกมาสมัครเป็นแคนดิเดทหัวหน้าพรรคนี้ได้อย่างไม่รีรออะไรอีกแล้ว..

โดย ปลายอ้อกอแขม  http://www.cbnpress.com/index.php/2008-11-07-19-28-16/40-2008-12-08-08-40-14/1594-2009-06-25-11-42-28



14 พฤษภาคม, 2552

18.05 น. วงใน(ดูภาพ)! ปชป.พังพาบ....

เราจะร้องแรกแหกกะเฌอ จนกว่ามวลมหาประชาชนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ





ภาพ
เหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีขับชนมอเตอร์ไซค์ของผู้ชุมนุมที่จอดขวาง
ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมเข้าด่า และทุบรถ
ก่อนที่ตำรวจจะยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากรถของขบวนนายกรัฐมนตรี
ทำให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีขับฝ่าออกไปได้สำเร็จ




ภาพเหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย ไม่แน่ว่าไอ้มาร์คตัวแสบอยู่ในรถนี้หรือเปล่า




ปปช.รับไต่สวนถอดถอนรมว.คลัง รมช.คลัง รมว.ต่างประเทศ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้





การเมือง 13 พฤษภาคม 2552 12:53:31

ป.
ป.ช.มีมติไต่สวนคำร้อง ถอดถอน รัฐมนตรี 5 ราย ตามคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )
มีมติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ 171 คน ที่ยื่นเรื่องขอให้ถอดถอน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต
ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายบุญจง
วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
รวมถึงส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้
ให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน โดยให้ นายกล้านรงค์ จันทิก
และ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน


การเมือง 14 พฤษภาคม 2552 15:53:50


มติอนุฯแก้รธน.คงมาตรา237แต่ตัดยุบพรรค

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมติ คงมาตรา 237 แต่ตัดเรื่องการยุบพรรคและให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด

คณะ
อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่
มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานหลังจากใช้เวลาประชุมตลอดทั้งวัน
เพื่อหารือถึงมาตรา 237
อนุกรรมการได้แสดงความเห็นที่หลากหลายและได้ข้อสรุป 2
แนวทางเตรียมเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยแนวทางแรกคือให้คงมาตรา 237 ไว้ โดย นายถวิล ไพรสณฑ์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์สรุป ว่า ยังไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
237 จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร.ก็เห็นควรให้คงมาตรา 237 ไว้ ขณะที่แนวทางที่
2 คือให้ตัดมาตรา 237 (2)
ทิ้งเพื่อไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคและให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเฉพาะผู้ที่
กระทำผิด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้
ข้อสรุปในวันนี้จะมีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้


ปชป.ร้าว'ชุมพล'ยัวะ8กก.สมานฉันท์นัดเคลียร์18พ.ค.

ประธาน
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่อนแถลงการณ์บ่น"อึดอัด"บทบาท 8
กรรมการสมานฉันท์ประชาธิปัตย์ แหกกรอบพรรค
เสนอประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก่อนมติพรรค เตรียมเรียกถกวางกรอบใหม่ คาด 18
พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่
ได้สร้างความสนใจจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
พร้อมทั้งขอถ่ายเอกสารดังกล่าว เพื่อนำไปหารือกันในพรรคต่อไป
ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายชุมพล
ยังได้ออกหนังสือเชิญส.ส.พรรคมาร่วมประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่ทีประชุมสภาในวันเดียวกันโดย
คาดว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย

นปช.เสื้อทุกสี นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนไหว วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 52 นี้ที่สนามหลวง

27 เมษายน, 2552

( ภาคพิเศษ) WHO เตือนเฝ้าระวัง “ไข้หวัดโอ๊บ” ในประเทศไทย

ในขณะทวีปอเมริกา กำลังตื่นเต้นกับ การระบาดของ “ไข้หวัดหมู” โดยเฉพาะในประเทศแมกซิโก กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

องการอนามัยโลกถึงกับผวา เมื่อได้รับรายงานว่า ประเทศไทยในแถบเอเชีย ก็มีการระบาดของไข้หวัดชนิดหนึ่งอยู่เหมือนกัน
ไข้ หวัดชนิดนี้ คล้ายกับสายพันธุ์เดียวกันที่พบในประเทศพม่าและเกาหลีเหนือ อาการคนไข้เมื่อคิดเชื้อคล้ายกันมาก แต่ชนิดของเชื้อไวรัส ไม่เหมือนกัน พบเห็นบ่อยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อาการของผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนมากจะเป็นรูตามร่างกาย และรอยช้ำบวมอยู่ทั่วไป
มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการติดเชื้อไข้หวัดชนิดนี้ ส่วนใหญ่สภาพศพจะสูญหายไปเลย หาไม่เจอ
2ราย เสียชีวิตและยังหาศพเจอ เหตุเพราะอากาศที่หายใจเข้าไปกลั่นตัวเป็นหยดน้ำแล้วท่วมปอดจนไม่มีออกซิเจน พอ สภาพศพชอบความเย็นลอยอยู่ในแม่น้ำ มือประสานกันไว้ด้านหลัง พร้อมเอาเชือกมามัดมือตัวเองเอาไว้
1 รายเสียชีวิตและยังมีศพอยู่ เพราะ ดันเอาท้ายทอยไปกระแทกกับบั้นท้ายปืน และเอาศีรษะไปพุ่งชนกับรองเท้าโอ๊บ
ส่วนผู้ที่รักษาตัวอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีรูพรุนตามร่างกาย และมีรอยฟกช้ำเต็มตัว มีประมาณ100 กว่าคน

คณะแพทย์แห่งประเทศไทยลงความเห็นกันแล้ว จึงตั้งชื่อขึ้นใหม่ ชื่อว่า “ไข้หวัดโอ๊บ”

ผล การวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญพบว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้ เป็นการผสมรวมตัวกันระหว่าง ไวรัสตัวเก่าแก่ของประเทศไทยเองที่ชื่อ “Old gay” และ ไวรัสตัวใหม่ที่มาจากประเทศอังกฤษมีชื่อว่า “Mark more 7” เมื่อมาเจอความร้อนในประเทศไทย เลยรวมตัวกันเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา แต่ยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตมนุษย์ เพียงแต่ทำให้คนไทยแค่ไอและจามแค่นั้น
จน เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา อุณหภูมิความร้อนในประเทศไทยสูงมาก ประกอบกับมีสีแดงจำนวนมากในพื้นที่ ไวรัสตัวเขียวที่ชื่อ “Top boot” จึงปรากฏให้เห็นอีกครั้ง และทำปฏิกิริยารวมตัวกับไวรัสทั้งสองตัว ทำให้เกิดการแพร่กระจายของสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้อย่างรวดเร็ว และเป็นเหตุให้มีประชาชนล้มเจ็บและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนดังกล่าว

คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ช่วงนี้ขอให้ประชาชนคนไทยเลิกสวมใส่เสื้อยืดสีแดงจะปลอดภัยกับการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้
ส่วนภาหะที่นำพา ก็ เป็นภาหะจากผู้สวมเสื้อสีน้ำเงิน และให้ระวังเสื้อสีเหลืองไว้ด้วย จะปลอดภัยที่สุด

ส่วน วิธีรักษาและปราบไวรัสตัวนี้ให้สิ้นซาก ต้องกำจัด ไวรัสสายพันธุ์ “Old gay” ให้ได้ก่อนแล้ว เชื้อพันธุ์ใหม่ที่ผสมกันจะสูญหายไปเอง โดยธรรมชาติ
คำ เตือน..ถ้ากำจัดไวรัสสายพันธุ์ “Old gay” ไม่สำเร็จ ระวังจะเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงกว่านี้ ลักษณะรูปร่างที่สังเกตเห็นก่อนจะเปลี่ยนสภาพ มีไวรัสตัวปากห้อยเริ่มขยับเข้ามารวมตัวอีกแล้ว และจะเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น ถ้าจะปราบต้องคิดให้ดีและรอบคอบก่อนด้วย

ผู้ที่สงสัยว่าตนเองจะติดเชื้อ ให้ตรวจสอบดังนี้
1.มีกระดาษสีขาวตราครุฑ ปลิวมาที่บ้านหรือยัง
2.สายตาพล่ามัวหรือไม่ มองเว็บไซด์บางแห่งไม่เห็น
3.หูอื้อเมื่อใช้โทรศัพท์ คล้ายมีเสียงสะท้อน
4.ผู้ที่เดินผ่านสีเขียวแล้วเดินชูบัตรประชาชนให้ถ่ายรูป เมื่อวันที่14เมย. มีโอกาส ติดเชื้อสูง
5.ผู้ที่มีภาพออกทีวี ขณะถือไม้ อาจติดเชื้ออย่างหนัก
6. ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ที่เคยอยู่บนท้องถนนในจังหวัดนั้นๆ ให้ระวังคนใกล้ชิดที่สวมเสื้อสีน้ำเงินและสีเหลือง จะเป็นภาหะตัวร้าย นำเชื่อไวรัสตัวนี้มาให้

องการอนามัยโลก จึงเตือนมายังประเทศไทย
ให้ คนไทยระวังรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพราะเชื้อไวรัส ตัวนี้ มีโอกาสทำความรุนแรงได้มากกว่านี้อีกมาก และยังวิจัยไม่ถูกว่าให้ร่วมมือกำจัดให้สิ้นในเร็ววัน หรือ ให้คอยระวังตัวไว้ช่วยคราวก่อน อะไรจะดีกว่ากัน

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=799172


ภาพและเสียงต้องห้ามในสภา

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้


         ปีที่ 10 ฉบับที่ 2528 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2009

การประชุมสภาวันที่ 23 เมษายน 2552
ยังคงเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179
กรณีที่รัฐบาลขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาเป็นวันที่สอง



นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล



ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย



ผมขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการนำภาพผู้เสียชีวิต ภาพเหตุการณ์
และญาติผู้ชีวิตมาชี้แจงในสภา
โดยยืนยันและรับรองด้วยเกียรติของสมาชิกรัฐสภาและตำแหน่ง ส.ส.
เพราะผมได้ไปพบด้วยตนเอง ดังนั้น
รัฐสภาไม่ควรปิดกั้นการทำหน้าที่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้
หากประธานไม่ให้พูดในสภาจะลงไปแถลงข้างล่าง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา
ทำหน้าที่ประธานการประชุม ไม่อนุญาต โดยยืนยันว่านายชัย ชิดชอบ ประธานสภา
ได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ให้ใช้ประกอบการอภิปราย



นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้รับผิดชอบด้านสื่อสารมวลชน ชี้แจงยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีปัญหา
หากรัฐสภาได้มีการตรวจสอบก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่ประธานจะตัดสินใจ
ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลว่าจะให้ออกหรือไม่ให้ออก



มาถึงช่วงนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า
ในส่วนรัฐบาลขอให้เป็นเรื่องของรัฐสภา
เพราะมีการตกลงกับคณะกรรมการประสานงาน
โดยให้ประธานรัฐสภาและรองประธานเป็นผู้วินิจฉัย
อยากให้นำเรื่องนี้ไปทำความตกลงกับประธานก่อนแล้วค่อยมาอภิปราย
ขณะที่นายวรวัจน์พยายามสอบถามว่าสิ่งที่ตนจะอภิปรายสื่อจะนำไปออกได้หรือไม่
เพราะเกรงจะขัดต่อ พ.ร.ก. และนายกรัฐมนตรีจะอนุญาตให้เปิดหรือไม่



ขณะที่นายขจิต ชัยนิคม ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย แย้งว่า
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะมีสภาทำไม อย่าปิดสภาหนีก็แล้วกัน
ในที่สุดนายประสพสุขได้ให้การพิจารณาดำเนินต่อไป แต่ไม่อนุญาตให้เปิดภาพ
โดยนายวรวัจน์ได้อภิปรายต่อ
โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เป็นการ์ด นปช. ตัวใหญ่
มีการจับโยนลงน้ำ และแพทย์ระบุว่าขาดอากาศหายใจ ในระหว่างนั้นนายชัย
ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เข้ามาทำหน้าที่ประธานแทนนายประสพสุข
พร้อมกับวินิจฉัยอนุมัติให้นำภาพที่นายวรวัจน์เตรียมมาอภิปรายประกอบการ
อภิปรายในสภาจำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย ภาพเหตุการณ์รุนแรง
ทหารทำร้ายประชาชน และภาพทหารนั่งดูกลุ่มผู้ชุมนุมถูกมัดมือ
ซึ่งอนุญาตให้เปิดได้
แต่คำสัมภาษณ์ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดไม่อนุญาตให้เปิดเพราะไม่มีความ
ชัดเจน จึงไม่อนุญาตให้นำมาประกอบ



จากนั้นนายวรวัจน์พยายามนำรูปภาพขึ้นมาชูกลางที่ประชุมและระบุว่า
รูปแค่นี้ทำไมต้องกลัวด้วย พร้อมทั้งยื่นภาพให้เพื่อนสมาชิก
ให้สื่อมวลชนดู โดยในภาพเป็นภาพชายที่รอดชีวิตจากการสลายการชุมนุม



หลังจากมีการถกเถียงกันเป็นเวลานาน
นายวรวัจน์ได้อภิปรายต่อพร้อมทั้งเปิดคลิปวิดีโอที่มีการตัดต่อภาพเหตุการณ์
เริ่มจากการรายงานข่าวจากช่อง 7 กรณีพบผู้เสียชีวิตในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน
1 รายที่ถูกมัดแล้วโยนทิ้งลงไป
จากนั้นเป็นภาพเจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงเช้ามืด
ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นสถานที่ใด
และเป็นภาพทหารใช้เชือกมัดชายร่างท้วมคนหนึ่งพร้อมกับเข้ามาเตะและใช้ไม้หวด
หลายครั้ง ก่อนจะตัดมาเป็นภาพชายไม่สวมเสื้อถูกมัดมือไพล่หลัง
และจบลงด้วยภาพนิ่งของชายที่เสียชีวิตจากรายงานข่าวของช่อง 7
มาเปรียบเทียบกับชายที่ถูกทหารจับมือไพล่หลังและภาพชายไม่สวมเสื้อถูกจับมือ
มัดไพล่หลังนอนคว่ำหน้าบนท้องถนนว่าเป็นคนคนเดียวกับที่เสียชีวิตจาก
เหตุการณ์สลายชุมนุม



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฉายคลิปวิดีโอเสร็จ นายวรวัจน์ได้นำรูปชาย 1
คน โดยอ้างว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในเหตุการณ์
โดยอยู่บนรถยีเอ็มซีที่ขนศพผู้เสียชีวิตประมาณ 10
คนที่เตรียมไปจังหวัดลพบุรี และได้กระโดดหนีออกมา จึงมาให้ข้อมูล
พร้อมทั้งถามว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สื่อมวลชนและกรรมการสิทธิจะเข้า
มาตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมทั้งขอเปิดคลิปวิดีโอ



ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า
การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกจุดได้เริ่มเมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 13
เมษายน ซึ่งได้เข้าดำเนินการตลอดทั้งวัน และเลิกปฏิบัติการในเวลา 17.00 น.
ส่วนกรณีที่มีการระบุผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย
ภรรยาผู้ตายยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ เราเป็นสมาชิกด้วยกัน
ควรพูดบนพื้นฐานของความจริง ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานวันเวลาชัดเจน
สามารถตรวจสอบได้
พร้อมจะให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทุกกรณีในการปฏิบัติการครั้งนี้
หากมีอะไรสงสัยต้องทำให้เกิดความชัดเจน เรื่องนี้ไม่มีใครบิดเบือนได้
รวมทั้งเรียกร้องให้กรรมาธิการทั้ง 2
สภาตรวจสอบอีกทางเพื่อนำมาเปรียบเทียบ
ส่วนการนำภาพต่างๆมาชี้แจงก็ไม่อยากให้เกิดการโต้แย้ง
เพราะประชาชนจะเข้าใจผิด



จากนั้นนายวรวัจน์ได้นำภาพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมมาโชว์ใน
ห้องประชุม เป็นภาพชายถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกที่ใช้ในราชการทหาร
โดยยืนยันว่าจนถึงวันนี้มีการทำลายหลักฐานหมดแล้ว
จึงไม่สามารถหาหลักฐานได้
หากอยากรู้ว่ามีคนตายจริงไม่ก็พร้อมจะเปิดคลิปวิดีโอในการชี้แจง
อยากเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
เพราะรัฐบาลพูดมาตลอดว่าไม่มีคนตาย



มาถึงตรงนี้นายสุเทพลุกขึ้นชี้แจงว่า
พร้อมจะให้ความร่วมมือพิสูจน์ความเป็นจริงทุกประการ
ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ รัฐบาลพร้อมให้ความกระจ่าง
ต้องการให้ตรวจสอบเรื่องไหนรัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความ
กระจ่างทุกเรื่อง ทุกประเด็น
ยืนยันว่าไม่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่คนเดียว



ขณะที่นายวรวัจน์กล่าวว่า ใครจะกล้าเอาหลักฐานไปให้รัฐบาล
เพราะไม่มีความจริงใจ แค่เปิดคลิปก็ไม่ได้แล้ว ต่อมานายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
การเปิดคลิปหรือไม่เปิดเป็นข้อตกลงของสภา แต่มี 2
ประเด็นหลักที่ต้องการชี้แจง
คือการตายของประชานที่ถูกกล่าวหาว่าตนไม่มีความเอาใจใส่ไม่เป็นความจริง
เพราะครั้งแรกที่มีการพบศพที่แม่น้ำเจ้าพระยาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไป
ตรวจสอบและรายงานเข้ามา ซึ่งจากการรายงานพบว่าคืนวันที่ 13 เมษายน
ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ เป็นข้อมูลที่รายงานมา
จึงไม่เชื่อว่าเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเลยจากวันที่ 13
ไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการปฏิบัติการสลายการชุมนุม
หากมีข้อมูลการเสียชีวิตก็หาข้อมูลเพิ่มเติมมาร้องที่รัฐบาลได้
ส่วนภาพทางการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ที่ดินแดง
ยืนยันว่ามีใครเห็นภาพอย่างนั้นแล้วก็ไม่สบายใจ
เมื่อเสนอภาพเหล่านี้มาก็รับไปและเสนอ ผบ.ทบ. ว่าเห็นภาพหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องมีการดำเนินการสอบสวนต่อไป หากไม่มั่นใจในฝ่ายบริหาร
องค์กรที่เป็นกลาง ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้
หากมีการใช้กำลังก็ต้องสอบเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาต่อไป



นายสุเทพกล่าวว่า ที่บอกว่าคนตายคนเป็นการ์ด นปช.
แต่จากบันทึกคำให้การของภรรยาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่
สน.จตุจักร
ภรรยาผู้ตายยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นการ์ดหรือมาร่วมชุมนุมกับคนทั้งเสื้อแดง
และเหลืองเลย และในบ้านไม่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นคนเสื้อเหลืองหรือแดง



ขณะที่นายวรวัจน์ได้ขึ้นสวนทันที
พร้อมกับชูภาพว่านายสุเทพพูดแค่ครึ่งเดียว พูดไม่หมด
จากนั้นได้ชูภาพผู้เสียชีวิตซึ่งใส่เสื้อแดงร่วมกับการชุมนุมในวันที่ 12
เมษายน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และกลางวันวันที่ 13 เมษายนก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่คืนวันที่ 13 เมษายนไม่มีใครพูดว่ามีชีวิตหรือไม่



จากนั้นนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
ขอหารือกับประธานเพื่อต้องการเปิดคลิปวิดีโอให้เกิดความกระจ่าง
ซึ่งยังเหลืออยู่ม้วนเดียว จึงอยากให้ประธานถามสมาชิกว่าต้องการดูหรือไม่



ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
การอภิปรายที่ผ่านมาฟังแล้วคิดว่านายสุเทพเป็นพ่อพระเกินไปและเป็นมือปราบ
โจรไม่ได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายค้านพยายามหากินกับศพ
ทำไมรัฐบาลไม่ชี้แจง ผลตรวจสอบว่าผู้ตายได้ทำการตอกบัตรการปฏิบัติหน้าที่
รปภ. ในช่วง 7 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม
ขณะที่ฝ่ายค้านอ้างว่าเป็นเวลาที่ไปขึ้นเวทีเป็นการ์ดให้ นปช.
และข้อเท็จจริงมีการพบศพผู้ตายในเวลา 7 โมงเช้าของวันที่ 15 เมษายน
ทั้งๆที่เหตุการณ์ได้จบลงแล้ว
และภาพที่ผู้ตายมีเชือกใช้ในราชการทหารมัดหลังก็เป็นเพียงเชือกพลาสติกสีฟ้า
อีกทั้งคลิปวิดีโอที่มีภาพทหารรุมทำร้ายชายใส่เสื้อดำก็เป็น 9 แกนนำ นปช.
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในการปราบจลาจลที่ต้องมีการใช้กำลัง



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเชื่อว่าไม่มีคนตาย
ผิดกับกรณีการยิงประชาชนที่กรือเซะ ยังไม่เห็นสมาชิกคนไหนขอเปิดดูคลิป
เสมือนว่าผู้เสนอมาอยากจะหากินกับศพ ในการพูดจับแพะชนแกะ นำข่าวลือมาพูด
ขอร้องว่าหยุดหากินกับศพคนตายได้แล้ว
หากผู้ตายเป็นฝีมือของทหารจริงต้องมีหลายแผล
แต่ที่ศพมีบาดแผลเดียวที่ศีรษะ
อย่าเอามาเป็นประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่ดูข้อเท็จจริงและพยายามทำให้รัฐบาล
มือเปื้อนเลือด การกระทำของกลุ่มเสื้อแดงทำให้คนตกงานเพิ่มถึง 2 ล้านคน
รัฐบาลไม่มีเงินจะไปอุ้ม
การอ้างว่าคนส่วนใหญ่ต้องเสียสละเพื่อระบอบประชาธิปไตย
อยากถามว่าประชาธิปไตยแบบไหนที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายแบบนี้
อย่าปล่อยให้ความวุ่นวายต้องทำให้คนทั้งประเทศมาตกนรก



นายวรวัจน์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้หากินกับศพ
คนตายเป็นคนจังหวัดแพร่ที่เป็น ส.ส. อยู่
และคำให้การของภรรยาขัดแย้งกับข้อมูลของรัฐบาล เพราะภรรยาผู้ตายถูกข่มขู่
แต่ญาติพี่น้องของผู้ตายยืนยันว่าไปร่วมชุมนุมจริงและมีภาพประกอบอย่าง
ชัดเจน ยืนยันว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดคลิปวิดีโออีกครั้งจะได้เห็นความจริงและ
พฤติกรรมของรัฐบาล หากไม่มีความสามารถก็ลาออกไป
พวกตนมีความสามารถที่จะทำแทนได้



นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน



ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย



จากเหตุการณ์พี่น้อง 20 กว่าจังหวัดลุกขึ้นมาชุมนุมตามศาลากลางจังหวัดบ้าง
ตามถนนบ้าง อยู่ดีๆเขาคงไม่มาหรอก เพราะเป็นฤดูทำไร่ทำนา
มาชุมนุมใหญ่รัฐบาลต้องให้ความสนใจ
ผมเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปจังหวัดลำปาง พี่น้องประชาชนบอกว่าอย่าไป
เพราะไปไม่ได้ มีพี่น้องเสื้อแดงปิดถนนที่ดอยขุนตาล
ซึ่งเป็นทางไปจังหวัดลำปาง แต่ผมต้องไป อีกอย่างอยากทราบว่าปิดถนนทำไม
พอไปถึงก็ถามพี่น้องที่ปิดถนนที่ดอยขุนตาล
เขาบอกว่ามีญาติพี่น้องมาชุมนุมที่ทำเนียบ ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย
เพราะทหารกำลังจะสลายการชมุนุม เป็นห่วง แต่ไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน
จะไปศาลากลางจังหวัดก็ไม่มีคนอยู่ เพราะปิดราชการ
จึงมาปิดถนนเผื่อรัฐบาลจะเหลียวแลและรับฟังความเดือดร้อนของชาวเชียงใหม่และ
ลำพูนบ้าง ชาวบ้านถามว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ผมในฐานะนักการเมืองภาคเหนือก็ปราศรัยว่าเหตุการณ์ไปถึงขนาดนี้แล้ว
มีการยิงกัน ทำร้ายร่างกายกัน บอกว่ามีการเสียเลือด พี่น้องไม่ต้องห่วง
รัฐบาลไปแน่


ขณะนี้มีคนมีบารมี มีอำนาจ คือนายเนวิน (ชิดชอบ)
และนายสุเทพช่วยให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ ผมบอกไปว่าทั้ง 2 คนนี้
ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายขนาดไหนก็ถอยไม่ได้ ถ้าเขาถอยจะไปถึงคนอีกคนหนึ่ง
คนคนนั้นยอมไม่ได้ ก็บอกให้พี่น้องทำใจ เขาไม่ถอยหรอก เดี๋ยวเขาก็ปราบ
ผมพูดแค่นี้ก็มีหมายจับ พี่น้องชาวเชียงรายไม่ต้องห่วงผม
ผมอยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ให้มันมาจับผมที่นี่
ผมจะไม่มอบตัวกับรัฐบาลที่มีความประพฤติเยี่ยงโจรเด็ดขาด ให้มาจับผมที่นี่




นายสุเทพพูดถึงเรื่องรถแก๊สหลายครั้งเหมือนเพิ่งรู้ว่าไปตรงไหน มาตรงไหน
และไปเติมแก๊สมา 8 ตัน 5 ตัน ที่ถนนเพชรบุรีที่เกิดเหตุ เขาบรรจุแก๊ส 1.5
ตันเท่านั้น ความเสียหายมหาศาล
ตรงนั้นรถแก๊สเป็นไฮไลท์ของภาพที่สมอ้างสมจริงของสภาวะฉุกเฉินร้ายแรง
เพราะถ้าไม่มีสถานการณ์ที่ไม่ร้ายแรงก็ไม่สมอ้าง จำได้หรือไม่สมัยนายสมัคร
(สุนทรเวช) ประกาศภาวะฉุกเฉินก็มีคนทำให้
ดูทีวี.อยู่จะรู้เลยว่าท่านทำให้เผา ให้คนไปตายไง
เดี๋ยวนายสุเทพชี้แจงให้ดีว่าคนเสื้อแดงไปเอารถมาจากไหน
และตอนนี้ที่จับได้ชื่ออะไร แจ้งความที่โรงพักไหน
คนเสื้อดำเป็นใครที่คุมและบัญชาการตรงนั้น
แล้วคนที่ใส่เสื้อแดงแต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมรบ



ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแก๊สบอกว่าวาล์วที่เปิดเห็นพวยพุ่งออกมานิดหน่อย
ถ้าจุดไฟก็ไม่ติด เขาบอกว่าถ้ามี 8 ตันจริงมันจะพวยพุ่งจนมองไม่เห็น
ผมจะไม่บอกว่าท่านสร้างฉากหรือเปล่า แต่ท่านต้องจับและดำเนินคดี
เพราะตรงนี้ถ้าระเบิดจะยิ่งกว่าตึกเวิลด์เทรด ผมถามนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
ที่แจกเสื้อน้ำเงินไปทั่วประเทศว่าปกป้องสถาบันอะไร
ท่านบอกว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ น่าเป็นห่วงนะครับ
หรือว่าท่านเอาสถาบันมาห่อมาห่มตัวท่าน ท่านคิดดีครับ ท่านต้องทำดีด้วย
อย่าแอบอ้างแอบอิงแล้วสร้างผลงาน


ผลงานอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ใส่เสื้อถือกระบองแล้วยิงหนังสติ๊ก
มีคนถูกยิงหลายคนที่พัทยา ด้วยความปรารถนาดี
ท่านจะสร้างกระแสมวลชนอย่างไงก็ตามอย่าทำอย่างนี้ จะพิมพ์เสื้อ
จะปั๊มเสื้อองค์กรใดๆก็ตามอย่าใส่ไป
หรือใส่ครึ่งๆกลางๆจะทำให้ประชาชนสับสน


ส่วนอีกภาพเป็นการเตรียมไม้ใส่รถไปให้พวกเดียวกัน สุดท้ายตอนตี 4
ที่สามเหลี่ยมดินแดง ณ เวลานั้นมีคนเสื้อแดงอยู่ไม่ถึง 30-40 คน
ทหารยิงแก๊สน้ำตามาลูกแรกคนก็แตกฮือ ลูกที่สอง ลูกที่สาม
มีคนเสื้อแดงวิ่งสวนแก๊สน้ำตาเข้าไป ส่วนทหารก็ถูกยิงล้มคนที่สอง คนที่สาม
คนที่สี่ มีพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ในเหตุการณ์
ท่านถอดจีวรออกแล้ววิ่งเข้าไปเพื่อห้ามปรามและช่วยเหลือคนที่ถูกยิงล้มลงไป
แล้วทหารก็เข้าไปอยู่ในแนวหลัง พระเดินมาบิณฑบาตร
จะเข้าไปช่วยเหลือแต่ช่วยไม่ได้ ทหารกันออกมา
พระสงฆ์องค์นี้จึงมอบบาตรให้ลูกศิษย์แล้วเดินทางไปที่เวทีทำเนียบรัฐบาลตอน
เช้า ไปบอกว่าพระสงฆ์ถูกฆ่า


ผมมาบอกข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลติดตามนำศพของพระสงฆ์ชื่อพระสุริยา
จิตตะสุทโธ นี่คือหนังสือสวดมนต์ของท่าน ไม่ใช่พระปลอม ในย่ามมีบาตร
พระสงฆ์นั้นถ้าห่างจากบาตรหรือไกลจากบาตรมี 2 ประเด็นคือ 1.ตายไปแล้ว และ
2.ลาสิกขาบท ผมไม่โทษทหาร ไม่โทษผู้ปฏิบัติการ ผมไม่โทษ
แต่คนสั่งการอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ได้หรือ


ท่านยังมีเวลาอีกนิดหน่อยท่านอภิสิทธิ์ ท่านไม่ต้องไปถามนายสุเทพ
แต่กลับไปถามครอบครัว ลูก ภรรยา
ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับเหตุการณ์ที่มันเดินมาอย่างนี้
สักวันหนึ่งลูกท่านอาจจะมาถามว่า “พ่อจ๊ะ พ่อจ๋า พ่อฆ่าพระจริงหรือไม่
หรือสั่งการจริงหรือเปล่า เพราะเพื่อนที่โรงเรียนถามมา”
ฝากนายอภิสิทธิ์ด้วยความปรารถนาดีว่าอายุพอๆกันยังมีเวลาอีกนาน คุณสมบัติ
คุณลักษณะของท่านก็โดเด่น รูปหล่อ บุคลิกดี มีเวลา มีโอกาส
ขอให้ท่านตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรี

26 เมษายน, 2552

"สาทิตย์"สั่ง อสมท.สู้คดี"สรยุทธ" ฟ้องเรียก 249 ล้าน ปฏิเสธเอ็นบีทีลอกโลโก้ "โกลเด้นโบล์"



"สาทิตย์" สั่งให้บอร์ดอสมท.สู้คดีโดน "สรยุทธ-ไร่ส้ม" ฟ้องเรียกค่าตัวหาย 249 ล้านบาท เร่งไปหารือฝ่ายกฎหมายรับมือ พร้อมปฏิเสธโลโก้เอ็นบีทีไปละเมิดเครื่องหมายการค้าของ"โกลเด้นโบล์" มอบหมา"เผชิญ"เจรจา

รัฐบาลโยนบอร์ดอสมท.สู้คดีไร่ส้มของ "สรยุทธ"


นาย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวชื่อดัง ได้ยื่นฟ้องบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่า อสมท.ใช้อำนาจทางปกครองมิชอบ พร้อมเรียกค่าชดเชยเป็นเงิน 249 ล้านบาทนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องกันมานานแล้ว และเคยมีการเรียกเงินคืนมาจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารของอสมท.จะต้องไปหารือกับฝ่ายกฎหมายของอสมท.ว่าจะ เตรียมตัวต่อสู้คดีอย่างไร



สรยุทธ-ไร่ส้มฟ้องอสมท.เรียกค่าเสียหาย249ล.



ก่อหนน้านี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน บมจ. อสมท จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรายงานผลดำเนินการ ระหว่างการประชุม นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ อัยการพิเศษฝ่ายสัญญาและหารือ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะกรรมการ บมจ. อสมท ได้ชี้แจงให้ผู้ถือหุ้นทราบว่า ขณะนี้บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่า อสมท ใช้คำสั่งทางปกครองมิชอบ พร้อมเรียกค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 249 ล้านบาท แยกเป็นการเรียกคืนเงินจากค่าส่วนลดที่ควรจะได้จาก อสมท ในสัดส่วน 30% จากเงินค่าโฆษณา 130 ล้านบาท ที่บริษัท ไร่ส้ม ส่งให้ อสมท ไป คิดเป็นเงิน 55 ล้านบาท และการเรียกคืนเงินจากการที่ อสมท โฆษณาเกินเวลาตามที่ตกลงไว้กับบริษัท เป็นจำนวนเงินอีก 195 ล้านบาท



นายสมบูรณ์กล่าวแสดงความมั่นใจว่า คดีนี้คงไม่มีปัญหา เพราะ อสมท ได้ดำเนินคดีบริษัทไร่ส้มไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องทางแพ่งและอาญา แต่ อสมท ตั้งค่าเผื่อหนี้สูญไว้กว่า 300 ล้านบาท เนื่องจากมีคดีฟ้องร้องในศาลหลายคดี โดยคดีของบริษัทไร่ส้มเป็นยอดเงินที่สูงที่สุด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ผู้ถือหุ้นยังได้ลงมติให้ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลาม, นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการบริหาร บล.บัวหลวง, นางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เก็ตไวส์ และนางมัทนา เหลืองนาคทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เครือซิเมนต์ไทย เป็นกรรมการบริหารคนใหม่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและลาออกไป ส่วนกรรมการที่ขาดอยู่อีก 1 คนนั้น เป็นตำแหน่งของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ขณะนี้การสรรหายังไม่แล้วเสร็จ



ด้านนางอรัญรัตน์ อยู่คง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า คาดว่าจะสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ได้ภายใน 2 เดือน หรือราวเดือนมิถุนายนนี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ได้มอบอำนาจให้นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส และนายพิเชฐ กิตตินิเวศน์กุล ยื่นฟ้อง บริษัท อสมทต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 (หมายเลขคดีดำที่ 1141/2551)ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ขอให้ชำระเงินเนื่องจากผิดสัญญาร่วมดำเนินการรายการโทรทัศน์





"สาทิตย์"ยันช่อง11ไม่มีเจตนาลอกโลโก้ บ.โกลเด้นโบล์



นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ทำหนังสือเตือนถึงตน ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้ยุติการใช้โลโก้ใหม่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายในเวลา 30 วัน (9 พฤษภาคม) เนื่องจากมีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ฯ ว่า ได้มอบหมายให้นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ไปเจรจากับตัวแทนบริษัทดังกล่าวแล้วว่า ช่อง 11 ไม่มีเจตนาละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ใดๆ เนื่องจากโลโก้ช่อง 11 เป็นเพียงโลโก้ที่ใช้ออกอากาศเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการผลิตสินค้าใดๆ จึงไม่น่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์บริษัทดังกล่าวที่ทราบว่า เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า


นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขั้นตอนการได้มาของโลโก้ใหม่ของช่อง 11 นั้น มาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งเข้ามาประกวด เพื่อเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการ เมืองที่ผ่านมาให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีผู้ส่งเข้ามาประกวดกว่า 2,000 ชิ้น และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากวงการสถาปนิก วงการโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องอื่นเป็นผู้ตัดสิน จึงจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจว่าไม่มีเจตนาลอกเลียนแบบแต่อย่างใด



โวยโลโก้เอ็นบีทีละเมิดเครื่องหมายการค้า


ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด โดยนายบัณฑิต บุญปาสาณ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้ทำหนังสือถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (ช่อง11) หรือ "เอ็นบีที" ขอให้ยุติการละเมิดเครื่องหมายการค้า เนื่องจากเอ็นบีทีได้เผยแพร่เครื่องหมาย หรือโลโก้ใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะที่คล้ายกับลวดลายเส้นประดิษฐ์ ซึ่งเป็นภาคส่วนสาระสำคัญภาคส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด หากเอ็นบีทีไม่ยุติกการใช้โลโก้ดังกล่าวภายใน 30 วัน นับจากได้รับหนังสือฉบับนี้ (ครบ 30 วัน ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้) บริษัทจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิตาม กฎหมายต่อไป


ข่าวแจ้งว่า บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ได้ส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค198773 และสำเนาเอกสารความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปพร้อมกับโนติ๊ส พร้อมอธิบายโลโก้ของบริษัท ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนแรกเป็นลวดลายเส้นในลักษณะประดิษฐ์เป็นลายเส้นมุมฉากลบมุมสองเส้น วางประกบกันด้านบนและล่าง และมีช่องว่างระหว่างเส้นทั้งสอง โดยเส้นที่อยู่ด้านซ้ายมือมีการลากเส้นยาวขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายตัวอักษร โรมัน b ประดิษฐ์ และภาคส่วนที่สองเป็นคำอักษรโรมันคำว่า bowling รวมเรียกขานได้ว่า บี หรือ บี โบลิ่ง และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยกรม ทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว


สำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ได้แก่ นายเนติพิกัติ ตังคไพศาล กราฟิกดีไซเนอร์ จากทีวีไทย ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่า สังข์ เหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเพราะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือสามารถสื่อความหมายว่าเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีเอกลักษณ์ที่แฝงความเป็นไทย จดจำง่ายและเด่นชัด รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับงานในหลายลักษณะ เช่น งานกราฟิกบนหน้าจอโทรทัศน์ นามบัตร ซองจดหมาย เป็นต้น