CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงบทความทั้งหมด

22 พฤศจิกายน, 2552

คำต่อคำ 2พยานแฉ “สุเทพ”กล่าวหาจ้างให้การเท็จ ยุบไทยรักไทย

ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้นำนายสุขสันต์ ไชยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย ซึ่งเป็นพยานปากเอกคดียุบพรรคไทยรักไทย ร่วมแถลงข่าวถึงเบื้องหลังการยุบพรรคไทยรักไทย โดยระบุว่าได้ให้การเท็จในคดีดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวหาว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปไตย์เป็นผู้จ้างวาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นประเด็นทางการเมือง ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และฟังการชี้แจงจากผู้ได้รับผลกระทบคือนายสุเทพ ประกอบการพิจารณาด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้


------ พล.อ.พัลลภ :
ต้อง ขอบคุณสื่อมวลชนที่มาตามคำเชิญเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับคนพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม โดยสองพยานปากเอกที่จะนำมาชี้แจงในวันนี้ ทั้งสองคนได้ให้การเท็จต่อศาล จนนำมาสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

แต่วันนี้เขาทั้งสองได้สำนึกผิด จึงได้มาพบเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แม้ว่าตัวเองจะติดคุกโดยการเป็นพยานเท็จ หรือแม้จะตายเขาก็ยอม สองคนนี้คือ นายสุขสันต์ ไชยเทพ ผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ ผู้สมัครแบบเขต พรรคพัฒนาชาติไทย

------ นายสุขสันต์ :
ผม ทั้งสองคนสำนึกผิด อยากกราบขอโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ท่าน และรวมถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคน

ตาม ที่ผมและนายชวการ ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นพยานให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) และให้การกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ผมขอเรียนว่า ผมและนายชวการ ถูกจ้างวานให้การเท็จ ถูกจ้างวานให้เป็นตัวละคร โดยผู้จ้างวาน คือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรายละเอียดผมจะขอเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้

เริ่มตั้งแต่ เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 49 มีคนซึ่งผมรู้จักดี มาพบผมที่โรงแรมกานต์มณี โดยบอกว่า ถ้าอยากได้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งให้พาหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย หัวหน้าพรรคเล็ก 2-3 พรรคไปพบนายสุเทพ ซึ่งในขณะนั้น ผมกับพวก กำลังจัดทำเอกสารให้กับผู้สมัครเขตวันสุดท้ายในการสมัคร คือวันที่ 8 มีนาคม 49

ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 49 หลังจากส่งผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ผมกับคุณชวการ ก็ได้เข้าไปพบกับคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่นัดหมายกันไว้ ประมาณสี่ทุ่มกว่า โดยคนนำเข้าไปพบ ก็เป็นคนเดิมที่ติดต่อกับผมที่โรงแรมกานต์มณี

เมื่อพบกัน คุณสุเทพขอร้องขอความร่วมมือ ให้ผมช่วยทำงานร่วมกัน โดยเป้าหมายอยู่ที่การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นหลัก แนวทางการทำงานนั้น

1.ให้ ร่วมแถลงข่าวว่า พรรคไทยรักไทย จ้างวานให้ส่งผู้สมัคร เหมือนกับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่คุณสุเทพได้นำแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มีนาคม 49
2.ให้ยืนยันต่อ กกต. อสส. และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นผู้จ้างวานพวกผม ส่งผู้สมัครลงสมัคร

โดยมีเงื่อนไขในการทำงานและข้อตกลงในสัญญาคือ

1.คุณสุเทพจะดูแลความปลอดภัยให้ผมและครอบครัว
2.จะช่วยเหลือในทางคดีไม่ให้ได้รับโทษใดๆทั้งสิ้น
3.จะให้เงินค่าจ้างคนละ 15 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง และ
4.ถ้า มีการเลือกตั้งใหม่จะส่งสมัคร ส.ส. ให้ได้เป็น ส.ส. หรือถ้าหากพรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ก็จะได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนกับคำให้การที่ คุณธติมา ภาวลี ได้ให้การไว้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในการให้การในครั้งนั้น และถ้าหากไม่ให้ความร่วมมือ หรือเข้าทำงานร่วม พวกผมจะถูกดำเนินคดีอาญา เรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร และการแก้ไขข้อมูลของ กกต. และพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คนไปแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่อง การแก้ไขข้อมูล ผมเรียนให้สื่อได้ทราบว่า พรรคของพวกผม ได้มีการแก้ไขตั้งแต่ปี 48 ที่มีการเลือกตั้ง ผมแก้ไขให้คุณทนง ศิริปรีชาพงษ์ กับคุณสุทีป นาแก เขต 4 ก็ส่งลงสมัคร ตอนนั้นผมกับคุณชวการไม่มีทางเลือกในขณะนั้น เพราะเข้าไปอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันถึงตี 2 จึงยินยอมด้วยความจำเป็น และได้ต่อรองกับคุณบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรค ก่อน แต่คุณสุเทพบอกว่า ไม่ต้อง ผมไปด้วย ไปคืนนี้เลย คุณสุเทพให้เหตุผลว่า ผมกับคุณชวการไปพูด เขาไม่เชื่อหรอก ต้องให้ผมไปพูดเอง จึงนั่งรถโฟล์คตู้สีดำ เลขทะเบียนหมายเลข 7 กรุงเทพฯ

เมื่อถึงบ้าน คุณบุญทวีศักดิ์ ก็เป็นเวลาตี 2 ของวันที่ 16 มีนาคม 49 คุยกันอยู่ถึงตี 4 ผมจึงเชิญคุณบุญทวีศักดิ์ไปคุยกับคุณสุเทพในรถตู้ และผมกับคุณชวการก็อยู่ด้วย ในระหว่างการพูดคุยนั้น คุณสุเทพได้บอกคุณบุญทวีศักดิ์ว่า คุณสุขสันต์และคุณชวการได้รับปากทำงานร่วมกันกับคุณสุเทพไปแล้ว โดยข้อตกลงเงื่อนไขที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า หากคุณบุญทวีศักดิ์ร่วมทำงานผม (สุเทพ) ก็จะยินยอมจ่ายเงินให้ 15 ล้านบาท ตามที่คุณบุญทวีศักดิ์ได้ให้การกับทาง กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

แต่ คุณบุญทวีศักดิ์ได้บอกคุณสุเทพว่า เอาไว้คิดดูก่อน พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบ หลังจากนั้น ไม่สามารถติดต่อคุณบุญทวีศักดิ์ได้เลย จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 49 คุณสุเทพได้ให้ผมและคุณชวการไปพบด่วน ที่พรรคประชาธิปัตย์ และให้ไปรับเงินล่วงหน้าก่อนคนละ 1 ล้านบาท และรีบจัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นคนจ้าง ในวันนั้นเลย

หลังจากแถลงข่าวเสร็จ คุณสุเทพให้คนมารับผมและคุณชวการ เดินทางไปสุราษฎร์ธานี และทีนี้ในระหว่างพักอยู่ที่สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ผมกับคุณชวการอยู่ในความควบคุมของนายสุเทพโดยตลอด แม้กระทั่งการไปให้การกับ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคนควบคุมไปตลอด ขณะนั้น ผมและคุณชวการไม่สามารถให้การเป็นอย่างอื่นได้

การ ที่ผมกับคุณชวการ มาเปิดเผยความจริงทั้งหมดในวันนี้ คุณสุเทพไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับพวกผม เรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งทางการเมือง เรื่องเป็น ส.ส. ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พวกผมต้องมาโดนคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติและส่งศาลฎีกา และวันที่ 14 พฤศจิกายน 52 นี้ จะส่งศาลอาญาร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์

ซึ่งแสดงว่า พวกผมถูกหลอกใช้งาน ให้เป็นเครื่องมือ ซึ่งคนเราศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ เมื่อมาโกหกกัน พวกผมต้องอยู่ลำบากแบบหลบๆซ่อนๆ ติดต่อไม่ได้เลย

------ นายชวการ :
ประเด็น หลักๆ คือ การลงเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 49 นั้น ทางพรรคพัฒนาชาติไทย ได้ดำเนินการตามแนวทางของพรรค เพราะเราเห็นเป็นโอกาส เมื่อพรรคฝ่ายค้านบอยคอต เมื่อสังคมไม่เอาพรรคไทยรักไทย โอกาสน่าจะตกอยู่กับพรรคเล็ก และก็เห็นได้ว่า พรรคคนปลดหนี้ได้ ส.ส. ในภาคใต้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในการส่งผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยเลย

ประการที่ 2 เป็นความจริง ที่คุณสุขสันต์ได้พูดว่า คนของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อพร้อมเสนอตัวเลขค่าใช้จ่าย 7 หลักในวันที่ 4 มีนาคม 49 ซึ่งวันนั้น เรากำลังยุ่งอยู่กับการจัดตัว เราก็เลยขอผัดผ่อน

และ เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ที่เราได้รับการติดต่ออีกครั้ง พร้อมกับนำข่าวภายใต้การนัดหมายของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 เพื่อเข้าไปพบคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์

ที่เราเข้า ไป เพราะเราคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนภายใต้หลักการของการเลือกตั้งโดยปรกติ แต่เมื่อเข้าไปและพบข้อเท็จจริงว่า เป้าหมายที่แท้จริง คือการยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ โดยคาดหวังว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

เพราะฉะนั้นในคืนวัน ที่ 15 มีนาคม 49 ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับพวก ได้มีการวางแผนกำหนดเป้าหมาย และยื่นข้อเสนอจริงตามที่คุณสุขสันต์แจ้งให้ทราบแล้ว และยังไม่พอ ยังเดินทางไปพบกับหัวหน้าพรรคจริง เสนอค่าตอบแทนให้จริงด้วย ตัวของคุณสุเทพจริง ทั้งผมและคุณสุขสันต์ รวมทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์บางท่านรับรู้ด้วยตลอดเวลา

ในส่วนของผม นั้น ขอเรียนว่า ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 49 โดยกล่าวว่า ผมได้ร่วมวางแผนกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมนั้น ขอเรียนว่า ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยวางแผนร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยเหยียบเข้าไปภายในพรรคไทยรักไทย ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 49 เลย

ส่วนภาพวงจรปิดที่คุณสุเทพนำมาให้ผมดู ในเวลาที่ถูกควบคุมตัวที่ภูเก็ตนั้น เป็นภาพที่ผมไปปรากฏตัวจริง แต่ไปเพราะติดรถไปกับเพื่อนที่ชื่อทวี สุวรรณภัทร ซึ่งเป็นนักข่าว เข้าไปทำธุระส่วนตัวในกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

ในวันนั้น ผมไม่ได้พบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ผมไม่เคยรู้จักกับท่าน นอกจากผ่านสื่อ และที่สำคัญ คือไม่มีการรับเงินใดๆ จาก พล.อ.ธรรมรักษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 49 เพื่อไปใช้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

วันที่ 3 มีนาคม ถ้าไปตรวจสอบจะพบว่า วันนั้นเป็นการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข และเงินค่าใช้จ่ายในการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ มันไม่มาก และเป็นเงินที่เรารวบรวมกันเอง
เพราะฉะนั้นภาพที่นำมาใช้ จึงเรียกว่า การตัดต่อข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

นี่ คือความจริงที่สังคมจะต้องรับรู้ และที่สำคัญ หลังยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ผมเองอยู่อย่างลำบาก ไม่ได้รับการดูแลเหลียวแล ตอนที่จะให้เราร่วมมือ เขาก็บอกว่า ทำเพื่อชาติเถอะ แม้สังคมจะเข้าใจผิดเราก็ต้องเสียสละเพื่อชาติ เพื่อให้วิกฤตมันจบ แต่ในความเป็นจริง เป็นการแก้ไขวิกฤตด้วยวิธีที่สกปรก บิดเบือนใส่ความ ให้การเท็จ เสริมแต่งข้อเท็จจริง จนนำไปสู่กระบวนการที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

สุดท้าย เมื่อเราขอให้ช่วยดูแลเรื่องคดีความ ที่เราถูกกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เรากำลังถูกฟ้องคดีอาญา คนที่เคยบอกว่าช่วยชาติ กำลังจะติดคุก เพราะการช่วยชาติที่เกิดจากการไม่เอาใจใส่ดูแล ผมจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงทั้งหมด ให้สังคมได้รับรู้ว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีนาคม 49 จนสะสมเป็นวิกฤตขณะนี้ เกิดจากกระบวนการที่ไร้จริยธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ภายใต้แผนสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองอีสานบางคน และทหารบางกลุ่ม เพื่อทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ

เพราะครั้งนั้น เขาบอกแต่เพียงว่า ยุบพรรค กรรมการไม่ตัดสิทธิ แล้วเราก็มาลงเลือกตั้งกันใหม่ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ผลที่เกิดมันไม่ใช่ ผมและคุณสุขสันต์ สำนึกเสียใจตลอดเวลา นี่คือทฤษฎีเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เสร็จภารกิจเอามันไปไว้ไกลๆ อย่าให้มันเข้ามาใกล้ แล้วปล่อยมันให้ติดคุกซะ

ผม ยังไม่ทราบว่า การที่ผมมาเปิดเผย จะถูกคนของพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องอีกกี่สิบคดี ผมยอมครับ ผมรู้ว่าผมมีส่วนผิด ผมจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกเบี่ยงเบน และฝากประชาชนว่า วันหนึ่ง หากผมไม่สามารถประกันตัวได้ เพราะการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนใดก็ตาม หากผมต้องถูกกระทืบตายในคุก ผมมีศัตรูอยู่แค่กลุ่มเดียว คือผู้ที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน

ที่จำเป็นต้องมาเปิดเผยครั้งนี้ แม้รู้ว่าเสี่ยง แม้รู้ว่าเป็นอันตราย แม้รู้ว่าต้องเป็นศัตรู แต่ต้องการให้สังคมและประชาชนรู้ว่า แท้ที่จริงใครกันแน่ เป็นตัวการ และใครคือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำที่ฉ้อฉล บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ผมขอกราบขอโทษต่ออดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนที่การกระทำของผมทำให้ท่าน ต้องได้รับผลกระทบ และขอเรียกร้องว่า อดีตสมาชิกไทยรักไทยทั้งหมด ควรออกมาเรียกร้องทวงสิทธิความเป็นธรรม ความชอบธรรมคืนจากระบบที่ถูกบิดเบือน

22 มีนาคม, 2552

DSIปัดโยนเรื่องเงิน23ล้านปชป.ให้กกต.

ประชาทรรศน์

โฆษกดีเอสไอ ยัน ส่งมอบหลักฐานเงินอุดหนุนกิจการพรรคการเมือง 23 ล้าน ให้กกต.เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ เมินวิจารณ์ 'สดศรี' เพราะเป็นมารยาทของหน่วยงาน ด้าน 'สารวัตรเหลิม' เล็งยื่นเอกสารเงินบริจาคปชป.ต่อกกต.สัปดาห์หน้า

ภายหลังที่ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออก มาเปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งมอบหลักฐานการสอบสวนการใช้เงินของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวโยงกับ บริษัท เมซไซอะ และเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า เหตุใดดีเอสไอจึงไม่ดำเนินการสอบสวนต่อให้แล้วเสร็จ

ด้าน พ.ต.อ.ณรัตน์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะ โฆษก DSI กล่าว ถึงกรณีดังกล่าวว่า การส่งมอบหลักฐานให้กกต.ดำเนินการเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะตามกฎหมายกำหนดในทะเบียนพรรคการเมือง จะต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดำเนินการสอบสวนต่อ ส่วนการที่กกต.บางคนออกมาระบุว่า การส่งเรื่องดังกล่าวให้กกต.เหมือนเป็นการปัดความรับผิดชอบนั้น ตนไม่ขอออกความเห็น เพราะถือว่าเป็นมารยาทของหน่วยงาน นอกจากนี้ ดีเอสไอ ยังแยกส่งเรื่องเงินบริจาค 263 ล้าน กับเงินอุดหนุนกิจการพรรคการเมือง 23 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ ออกเป็น 2 ส่วน ให้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์รวมไปถึง กกต. เพื่อดำเนินการแล้ว

'พงศ์เทพ'ชี้DSIส่งให้กกต.เพราะเกี่ยวโยงพรรคการเมือง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ. ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม โดยกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ว่า ดีเอสไอ ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่ง ดังนั้น ความเห็นหรือข้อกล่าวหา ที่ DSI ส่งให้ทาง กกต.นั้น ต้องถือว่ามีน้ำหนักเพราะผ่านกระบวนการสอบสวนมาแล้ว ส่วนข้อสงสัยที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด DSI ถึงไม่ดำเนินการต่อให้จบ เหตุผลคงเป็นเพราะเรื่องนี้ เกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง และการยุบพรรค ซึ่งถือเป็นอำนาจของ กกต. ที่ต้อง

'เหลิม'เล็งยื่นเอกสารเงินบริจาคปชป.ต่อกกต.สัปดาห์หน้า

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าว ว่าในสัปดาห์หน้า จะยื่นเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่วนเอกสารหลักฐานจะถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่นั้น ไม่ขอให้ความเห็น อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ตนไม่ได้คาดหวังกับการทำหน้าที่ของ กกต.มากนัก

"ตนยืนยันว่าข้อมูลที่นำไปยื่นกับ กกต. ไม่ได้เอามาจากดีเอสไอ ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต อีกทั้งหากมีการตรวจสอบข้อมูลของตนเองในเชิงลึก จะทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงชัดเจนอย่างแน่นอน" ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าว

15 มีนาคม, 2552

ดูหน้ามือปาระเบิดไอ้เทบ



มาหน้ากันชัดๆว่ามือปาระเบิด ไอ้เทบที่ ธัญญะบุรีคลอง6 ปทุมธานี สีอะไรหน้าตามันเป็นอย่างไร ใช่ตามที่ไอ้เทบมันกล่าวหา คนเสื้อแดงหรือไม่ ไอ้หมาบ้ากัดไม่เลือก

http://www.thaifreenews.com

08 กุมภาพันธ์, 2552

ทบ.ปัด ไม่มีงบลับสลายเสื้อแดง 2 พันล้าน แจงเป็นโครงการสู้วิกฤตด้วย ศก.พอเพียง

ประชาไท

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการดีสเตชั่น ระบุรัฐบาลร่วมมือกับกองทัพ ใช้งบลับของกองทัพจำนวน 2 พันล้านบาท ทำโครงการย่อยสลายมวลชนเสื้อแดงทั่วประเทศว่า ยืนยันว่าไม่มีโครงการดังกล่าว แต่โครงการที่กองทัพบกกำลังทำคือ โครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยฝึกอบรมกำลังพลของกองทัพบกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนไปทำข่าว ไม่ได้เป็นเรื่องลับหรือปกปิดแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ามันถูกโยงเข้ามาเป็นประเด็นทางการเมือง


พ. อ.สรรเสริญกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน กองทัพจึงนำเอาศักยภาพของกองทัพในยามปกติมาช่วยเสริมงานในภาคพลเรือน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ให้มีความเข้าใจในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤตเรื่องปากท้องไปได้ และไม่ได้ทำเองทั้งหมด แต่ประสานงานกับหน่อยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องแหล่งน้ำ และที่ดิน ก็ต้องไปตามผู้เกี่ยวข้องมาช่วยด้วย ปัจจุบันก็มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อยู่ โดยจะลงพื้นที่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ไปถึงเดือนสิงหาคม


"ขอ ย้ำว่านโยบายหลักของกองทัพบก คือเราสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ แล้วโครงการทั้งหลายเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นเรื่องปากท้อง เรื่องการกินอยู่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหลักในการขับ เคลื่อนโครงการ เพราะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ กองทัพจึงเอาตรงนี้มาขยายผล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องประเด็นการเมือง กองทัพเป็นกลไก เป็นเครื่องมือสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาลในการบริหารงาน ไม่ใช่สนองตอบในเรื่องการเมือง" โฆษกกองทัพบกกล่าว


เมื่อถามว่า งบประมาณดำเนินการโครงการดังกล่าว เป็นงบลับ 2 พัน ล้านบาท อย่างที่ฝ่ายค้านระบุหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า งบประมาณดำเนินการเรื่องนี้ ไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในหมวดรายการอะไร แต่ไม่ใช่ 2 พันล้านบาทอย่างที่ระบุแน่นอน


"ผม ไม่แน่ใจว่างบใช้จำนวนเท่าไหร่ แต่ขอเรียนว่า งบที่เราไปทำ เราคิดเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ที่ลงไปปฏิบัติงานในหมู่บ้านเท่านั้น และใช้หมู่บ้านละหลักพันบาทเท่านั้น การดำเนินงานเรื่องนี้ มีแต่ค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และค่าน้ำมัน ในการเดินทางไปในพื้นที่ที่รับผิดชอบเท่านั้น และไม่ได้เลือกทำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ทำทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ" โฆษกกองทัพบกกล่าว


พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวพร้อมหัวเราะถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ อ้างว่ากองทัพบกใช้งบลับ 2 พันล้านบาท เพื่อล้มล้างระบอบทักษิณว่า "ไม่มี ไม่มีหรอก งบลับอะไร 2 พันล้าน ผมไม่เห็นมีหรอก"





"สุเทพ" ยันไม่ใช้เงินทำลายเสื้อแดง

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ "มติชน" ถึงเรื่องเดียวกันว่า เรื่องนี้จบได้เลย ขอยืนยันดังนี้ 1.ไม่มีงบลับถึง 2 พันล้านบาทอย่างที่เป็นข่าว 2.รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะเอางบประมาณไปทำลายล้างกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่กล่าวหา และ 3.รัฐบาล นี้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาชาติ สถาบัน ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น การปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศก็จะทำกันภายในทั้งที่เป็น พลเรือนและทหาร โดยใช้งบประมาณตามปกติ ที่จะต้องนำไปสนับสนุนทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น


"โครงการ ดังกล่าวทางรัฐบาลมีจริง แต่ไม่ใช่งบลับ เพราะมีหลายกระทรวงที่จะต้องช่วยกันทำ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขเรียบร้อย และขอยืนยันว่าเงินงบประมาณดังกล่าวไม่ได้หวังเพื่อมาล้างสมองกลุ่มคนเสื้อ แดง" นายสุเทพกล่าว




โฆษกประชาธิปัตย์ระบุ ไม่เคยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ที่ ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า คำพูดของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหารัฐบาลจับมือกองทัพใช้งบประมาณ 2,000 ล้าน บาท ทำแผนงานเสริมสร้างสมานฉันท์โดยอ้างสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อหวังทำลายคนเสื้อแดงนั้น ถือเป็นการจงใจใส่ร้ายโดยไม่ละอาย ที่ส่งผลกระทบถึงสถาบันที่อยู่เหนือความขัดแย้ง ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเดียวกับพรรคเพื่อ ไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ หรือสถาบันอื่นๆ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง


นพ. บุรณัชย์กล่าวว่า อยากให้นายณัฐวุฒิกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้งกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีการจับกุม น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดา ตอร์ปิโด" และนายสุชาติ นาคบางไทร รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางคนตะโกนว่า "ทักษิณจงเจริญ" จนถูกจับดำเนินคดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนายณัฐวุฒิ เคยสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันสูงสุดของชาติบ้าง หรือไม่


"ถ้า คิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพ เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามาเพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการ เมือง ถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ" นพ.บุรณัชย์กล่าว และว่า รู้สึกแปลกใจเพราะจุดประสงค์ของแผนงานดังกล่าว เน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน ทำไมนายณัฐวุฒิจึงไม่เห็นด้วย




"เพื่อไทย" จวกกองทัพครองเมือง

นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอยืนยันว่า งบฯดังกล่าวมีแน่นอน โดยเริ่มดำเนินการไปตั้งแต่เดือนมกราคม และจะเร่งใช้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับมีการโยกย้ายนายตำรวจ และต่อไปจะโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อล้างระบอบทักษิณและเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง


"ชี้ ให้เห็นว่าเป็นยุคกองทัพครองเมืองคือ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ต่างเสนอโครงการจัดซื้อยุทธปกรณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทราบว่ากองทัพบอกเสนอจัดซื้อรถถังและเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ กองทัพเรือ เสนอจัดซื้อเรือรบและเรือดำน้ำ และกองทัพอากาศเสนอจัดซื้อเครื่องบินกริฟเพนอีก 1 ฝูง ทั้งหมดใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมที่จะขอเงินประจำตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตร เพื่อนำเงินเข้าคลัง ตอนนี้อยู่ในช่วงหารือ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลปากดีไม่มีกึ๋น จนประเทศชาติต้องตกอยู่ในภาวะถังแตกหลังจากเร่งแจกเงินตามนโยบายประชานิยม" นายพร้อมพงศ์กล่าว


นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงงบฯลับของกองทัพ 2 พัน ล้านบาท เพื่อใช้สร้างความสมานฉันท์ว่า เป็นลักษณะการดำเนินการเช่นเดียวกับสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อหวังหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณ เพราะพิจารณาเนื้อหายุทธศาตร์ เป็นการทำลายล้างพรรคเพื่อไทยโดยตรง หากเป็นไปตามที่อ้างว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ ทำไมต้องทำเป็นงบฯลับ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กองทัพเป็นผู้ปกครองรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลปกครองกองทัพอย่างที่เข้าใจ



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนมีข้อมูลถึงการใช้งบฯลับของรัฐบาลกับกองทัพ ประมาณ 2,000 ล้าน บาท เพื่อกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐบาล คำถามคือรัฐบาล นายกฯ และ นายสุเทพ ทำไมต้องปิดลับ และต้องโฟกัสเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารทำให้เชื่อว่า รัฐบาลจับมือผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างอิงสถาบันเบื้องสูง

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า น่าสังเกตว่าตารางเวลาการดำเนินโครงการ น่าสนใจมีส่วนสัมพันธ์กับกรณีที่นายสุเทพ ออกมาพูดเรื่อง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความต้องการเป็นประธานา ธิบดี ตนได้สอบถามพี่น้องเสื้อแดง ในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ทราบว่ากองกำลังของเหล่าทัพ และกอ.รมน.ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน เข้าใจว่าคือภารกิจนี้ใช่หรือไม่





.......................................

ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ และเว็บไซต์เดลินิวส์

คมช.ได้ทีเย้ย 'แม้ว'มีกรรม' !เอกยุทธ'จวกยับ'สุเทพ'ปัญญาอ่อน

ประชาทรรศน์
07 ก.พ. 2009

'สมเจตน์' แขวะ 'แม้ว' น่าสงสารยังตกในห่วงของกรรม แถมต้องชดใช้ ชี้ถ้าหมดกรรมเมื่อไหร่ คงหยุดป่วน โปรยยาหอม ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา 'เอกยุทธ' จวก 'เทพเทือก' ปัญญาอ่อน ไร้วุฒิภาวะหยาม จนท.ไร้น้ำยาจับ 'ทักษิณ' ด้าน 'ชัยสิทธิ์' แฉ'แม้ว' ถูกสั่งเก็บ ขณะที่ เพื่อไทย ระบุ เลื่อนการเดินทางเข้าพบอดีตนายกฯ กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีมีความขัดแย้งกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่าตนกับนายยงยุทธ ไม่รู้จักกัน ตนทำงานตามหน้าที่ของตน จุดที่เกิดขึ้นคือ เค้าปราศรัย และไล่ตนและน้องชายออกจากเชียงราย ทั้งนี้ตนมองว่านักการเมืองชอบใช้วิธีการแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ดังนั้นตนจะมุ่งทำหน้าที่ให้มากขึ้นไปอีก จุดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวางแผน แต่เกิดขึ้นจากการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ เอง และพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่คิดว่า การกระทำของตนเองจะกลายเป็นจุดดับ ซึ่งนักการเมืองก็ซื้อเสียงทั้งนั้น และไม่ระมัดระวัง คิดว่าไม่มีใครกล้าจับ แต่เมื่อข่าวล่วงรู้มาถึงตน ก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ และส่งให้คนทีเกี่ยวข้อง ไปดำเนินการตามหน้าที่ ช่วงนั้นยอมรับว่า ถูกอำนาจรัฐที่รุนแรงเข้ามาบีบ แม้ตัวเองยังถูกย้าย แต่มีผู้บังคับบัญชาที่ดี ก็ย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวไม่ห่วง พูดไปอาจดูเว่อร์ เพราะการเป็นทหาร เราก็สละชีวิต หากจะตายเพราะฝีมือคนๆ เดียว ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ประมาท และไม่กลัว

ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังทำให้บ้านเมืองวุ่นวายนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ตนสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยังตกอยู่ในห่วงของกรรมและยังต้องชดใช้กรรม ซึ่งกรรมหมดเมื่อไหร่ก็คงหยุด และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าจะโดนลอบสังหารนั้นเป็นการคิดไปเอง ไม่มีใครไปลอบสังหาร คนมีเงินมหาศาล สามารถจ้างรปภ.ดูแลได้ คงไม่มีใครกล้าทำอะไร ซึ่งตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมโนภาพ คิดไปเรื่อยๆ กลางคืนนอนไม่หลับ อยากฝากว่า ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้กระทั่งเมียยังไม่ไว้วางใจ และคนอื่นจะไว้วางใจหรือ

ส่วนทีมีกระแสข่าวว่ามีส.ส.กลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปหา เพราะส.ส.เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เป็นคนออกกฎหมายมาบังคับใช้กับคนอื่น แต่ตัวเองกลับเดินไปหาคนหนีคดีอาญาน่าจะขัดต่อจริยธรรม อยากฝากว่า ให้คิดให้รอบคอบว่าทำเหมาะสมหรือไม่

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน หรือถ้าจะพ้น ก็ต้องมาต่อสู้กันทางศาลก่อน พฤติกรรมของเค้าที่ดิ้นรน ก็เพราะไม่ยอมติดคุก เรื่องการต่อรองขอเงินคืนนั้น ต่อรองไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นกับการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ หากเห็นแก่ประเทศชาติ ก็ต้องสงบนิ่ง อย่ามาทำป่วนและสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน หากทำได้ วันหนึ่งก็กลับประเทศได้ ส่วนส.ส.ที่ยังหวังกับทักษิณ ก็ไม่ทราบว่า หวังอะไร หวังอะไรไม่ทราบ

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า การที่ทหารจะเข้าไปสู่การเมือง ไม่ใช่ว่าเข้าไปโดยระบอบเผด็จการ ก็อาจมีทหารเข้าไปลงเลือกตั้ง การบอกว่าทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้นไม่ใช่ แต่ไม่ควรเอาตำแหน่งลงไปยุ่งเกี่ยว แต่โดยอาชีพ ควรมีคนเข้าไปเล่นการเมือง เพื่อปกป้อง ไม่ให้การเมืองมาล้วงลูกและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาทหารเพราะจะเป็นผลเสีย การเมืองเราไม่บริสุทธิ์ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถดูแลความมั่นคงของประเทศได้

“ขณะนี้ผมมองดูว่า การเมืองต้องมีความเข้าใจ รักษาความถี่-ความห่าง ระหว่างทหารกับการเมือง ทหารคือกลไกของรัฐ แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องรักษาความห่าง-ความชิดตรงนี้ไว้ ปล่อยให้การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหน้าที่ของทหาร”พล.อ.สมเจตน์กล่าว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์รัฐบาลประชาธิปัตย์กับทหาร พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่สุด มีกฎระเบียบของพรรคในการดูแล มีการพูดถึงความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลัก ระหว่างนี้ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา

"เอกยุทธ" จวก "เทพเทือก" ปัญญาอ่อนหยามจนท.ไร้น้ำยาจับ "ทักษิณ"

กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดี โดยระบุว่า ไม่เชื่อว่า เราจะมีขีดความสามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่คนหนีคำพิพากษาธรรมดา แต่เป็นมหาเศรษฐี ตำรวจจะซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อไปไล่จับคงไม่ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางการข่าวจะไม่สามารถติดตามได้เลยหรือ นายสุเทพ กล่าวว่า เราคงไม่ทุ่มเทงบประมาณไปไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ส่วนการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศนั้น ก็เป็นดุลพินิจของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ของนายสุเทพ แสดงให้เห็นว่า ไร้วุฒิภาวะมาก เสมือนบอกว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีปัญญาไปจับพ.ต.ท.ทักษิณได้ เพราะเค้าเป็นมหาเศรษฐี มีเครื่องบินส่วนตัว ทั้งที่ความจริงแล้ว การจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ หากต้องการจัดการจริงๆ แค่ยกเลิกพาสปอร์ตก็จบแล้ว ไม่ใช่พูดปัญญาอ่อนแบบนายสุเทพ ว่าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณ

“การเอาคนผิดกลับประเทศ วิธีที่ทำได้และง่ายสุดคือ การยกเลิกพาสปอร์ตที่พ.ต.ท.ทักษิณมีอยู่ทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นนักโทษที่หนีคดีแล้ว จะมาอ้างเรื่องเสรีภาพคงไม่ได้ จะเห็นว่าแค่การยกเลิกพาสปอร์ตทางการทูต ก็ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวไปประเทศต่างๆ ลำบากมากขึ้น เพราะหลายประเทศก็เริ่มปฏิเสธไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศแล้ว เพราะเป็นผู้ต้องโทษ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า มันได้ผล แต่ก็ไม่ทำ ไม่ยกเลิกพาสปอร์ตทั้งหมด”นายเอกยุทธกล่าวและว่า ที่นายสุเทพพูด ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากเป็นฝ่ายค้านหรือส.ส.ธรรมดา ก็คงไม่เป็นไร แต่วันนี้มีตำแหน่งใหญ่ คือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มาบอกได้อย่างไรว่า เค้ารวย เจ้าหน้าที่ไม่มีขีดความสามารถ แสดงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นคนรวย-คนจน และเลือกปฏิบัติ เป็นการพูดรายวันที่กร่างมาก การจะพูดจาอะไรกับสื่อ ควรตรึกตรองให้ดีด้วย เพราะคำพูดมักเป็น “นาย” ตัวเองเสมอ จึงต้องขอประณาม

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า ที่น่าตลกคือ บอกว่าคงจับพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แต่ส.ส.ฝ่ายค้านกลับไปหาพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างเอิกเกริก แถมยังบอกเองว่า เสาร์-อาทิตย์จะไปพบที่ฮ่องกง ทั้งนี้ตนมองว่า ฝ่ายรัฐบาลเองมากกว่า ที่ไม่กล้าและไม่อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวาย ยิ่งหากพ.ต.ท.ทักษิณเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็จะเป็นการจุดชนวนขึ้นมาได้ขณะที่เป็นฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณเองที่ไม่กล้ากลับมา เพราะกลัวติดคุก จึงเป็นเรื่องที่เล่นเกมสงครามน้ำลายใส่กัน

“การไปพบนักโทษหนีคดีของ ส.ส.ฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นเรื่องแปลก บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณสร้างผลประโยชน์มากมาย ถือว่าเลอะเทอะ เพราะช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม และเป็นรอบของมัน แต่อยากให้ย้อนกลับไปดูว่า สมัยไทยรักไทยอยู่ ประชาชนมีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น เงินในโครงการประชานิยมที่ลงไป ก็ไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มเลย เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ อย่างโอท็อป ก็ไปสนับสนุนให้เค้าผลิตสินค้า แต่หาตลาดให้ไม่ได้ หลายรายก็เริ่มประสบปัญหา รวมถึงเรื่องอีลิทการ์ด บอกว่าเป็นการ์ดที่มีสิทธิอย่างมากขายกันเป็นล้านบาท เอาสิทธิของคนไทยหลายอย่างไปขายให้ต่างชาติ ประเทศไทยไม่ใช่ขอทาน ไม่ใช่ต้องการให้คนจ่ายแค่ 1 ล้านบาท แต่มีสิทธิมากมาย แต่คนไทยเองกลับไม่มีสิทธิ”นายเอกยุทธกล่าวและว่า อยากให้คอยสังเกตว่า ใครมาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2553 ขึ้นไป ก็จะได้รับการเชิดชูว่า เก่ง เพราะเป็นรอบของเศรษฐกิจ ที่จะพลิกฟื้นขึ้นมา

'ชัยสิทธิ์'แฉ'แม้ว'ถูกสั่งเก็บ

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ส.ส. ลูกพี่ลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีขบวนการเพื่อต้องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ จริง ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะเปิดเผยแหล่งที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ การประกาศต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะถูกฝ่ายอื่นจ้องทำร้ายมาก จึงต้องลุกขึ้นสู้บ้าง อีกทั้ง สถานการณ์พรรคเพื่อไทย จำเป็นแล้วที่จะต้องหาผู้นำที่เข้มแข็งมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนการที่จะให้กลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย เป็นเรื่องยาก หากกลับมาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ซึ่งจะทำให้ตายเร็วขึ้น เพราะในเรือนจำ สังคมรู้ดีว่ามีสภาพอย่างไร

พท.เผยตัวเต็งหน.พรรคคนใหม่'เหลิม-มิ่งขวัญ'มาแรง

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าขณะนี้ พรรคยังไม่ตกลงว่าจะเป็นบุคคลใด ระหว่าง 3

คน ที่เป็นแคนดิเดต คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน นายมิ่งขวัญแสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าพ.อ.อภิวันท์ อาจจะรับตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจาก เป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ดังนั้น ผู้ที่เหมาะสมอยู่ในขณะนี้คือ ร.ต.อ.เฉลิม กับ นายมิ่งขวัญ ซึ่งจะต้องมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่วันที่ 10 ก.พ. นี้ ขณะที่มั่นใจว่า ส.ส.ของพรรค จะไม่ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น หลังมีกระแสข่าวว่า ส.ส.ในสังกัด จ.เพชรบูรณ์และ สระบุรี เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ส.ส.นครพนม ยังกล่าวถึง การเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศว่า ส่วนตัวจะเดินทางไปพบ เพื่อให้กำลังใจ แต่ที่ไม่สามารถบอกสถานที่พำนักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะเกรงเป็นเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

พท.ยกเลิกพบ'แม้ว'

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ของพรรคที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์นี้ ต้องยกเลิกการเดินทางกะทันหัน เนื่องจากได้รับการประสานจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชัดเจน โดยหลังจากนี้จะประสานกันใหม่อีกครั้ง โดยอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า

นายประชากล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้ต้องยอมรับว่า เรื่องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ ไม่ได้ตัดทิ้ง ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยก็ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน ใครคิดที่จะทำเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันอยากเป็นใหญ่เกินตัว มีแต่ความอิจฉา โดยได้วางแผนคิดอยู่าภายในประเทศไทย เพราะกังวลและกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้พรรคกำลังเตรียมข้อมูลเรื่องการอภิปรายไม่ ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีข้อมูลจำนวนมาก กำลังจัดทำให้เป็นระบบ นอกจากเรื่องปัญหาที่ดิน การแจกถุงยังชีพปลากระป๋องเน่า ยังมีเรื่องการฟอกเงินในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล และมีคนของพรรคการเมืองหนึ่งถูกจับที่บ่อนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

จากประเด็นร้อนที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และในฐานะคณะทำงานฝ่านการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้เปิดโปงว่ามีพรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพ ร่วมกันทำลายพรรคเพื่อไทย กลุ่มนปช. และผู้ที่ให้การสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยใช้งบประมาณ 2 พันล้านบาท เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพออกโรงตอบโต้ชี้แจงในข้อเท็จจริงกันใหญ่ โดยล่าสุดในวันนี้ (7 ก.พ.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวแถลงตอบโต้กรณีว่า คำพูดดังกล่าวถือเป็นการจงใจใส่ร้ายโดยไม่ละอายต่อผลกระทบถึงสถาบันที่อยู่ เหนือความขัดแย้ง จึงขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ หรือสถาบันอื่นๆ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า อยากให้นายณัฐวุฒิกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มนปช.ทั้งกรณีหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ที่มีการดำเนินการจับกุม น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด และ นายสุชาติ นาคบางไทร รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน ตะโกนว่า “ทักษิณจงเจริญ” จนถูกแจ้งจับดำเนินคดี ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนายณัฐวุฒิ เคยสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันสูงสุดของชาติบ้าง หรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพ เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามาเพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการ เมืองถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ

แขวะ'พท.'วิ่งเต้นหาหัวหน้าพรรคไกลถึงฮ่องกง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดเผยเรื่องการใช้งบ 2,000 ล้านบาท ในกรณีดังกล่าวนั้นได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแล้วหรือไม่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุว่ายังไม่เห็นรายละเอียด เป็นเพียงการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิเท่านั้น และรู้สึกแปลกใจว่าในเมื่อจุดประสงค์ 4 ข้อของแผนงานดังกล่าว เน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน เหตุใดจึงไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ตนมองว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเป็นเพราะต้องการหารือเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อย่างที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะพิจารณาในวันที่ 10 ก.พ.นี้ แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาหัวหน้าพรรคตามกระบวนการภาย ในของพรรค แต่จะต้องเข้าไปวิ่งเต้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคเพราะตำแหน่งนี้ถือว่าสำคัญ เนื่องจากต้องได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รวมทั้งกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และที่สำคัญเพื่อหวังไปถึงการเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องไปขอความเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องมาขับเคลื่อนแผน ยุทธศาสตร์ 9 ทัพ ที่มีเนื้อหาให้มวลชนมาต่อสู้นอกสภา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ห่วงใยในประเด็นนี้ว่าจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์ความ ขัดแย้งและเกิดความแตกแยกในสังคมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านการโฟนอิน แต่ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายของบ้านเมืองด้วยการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่า พรรคได้ขอให้รัฐบาลรับรองเรื่องความปลอดภัย จะไม่มีเหตุการณ์เหมือนครั้งมีเหตุคาร์บอม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ที่มาเก๊า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งที่มีข่าวว่าทางการจีนไม่อนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศจีน เรื่องนี้จะดำเนินการและประสานกับทางจีนหรือไม่อย่างไร นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการพิจารณาภายในของจีน ที่จะกำหนดการเข้า ออกของบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอวีซ่าไปที่จีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่ ส่วนเกาะฮ่องกง หรือ เกาะมาเก๊า แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของจีนแต่ก็ถือว่าเป็นเขตพื้นที่ปกครองพิเศษ จึงต้องไปดูหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

ปชป.จ่อสืบคดีเลขาฯ'เหลิม'กินป่ายันไม่ดิสเครดิตใคร

นอกจากนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ร.ต.อเฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า ต้องขอถามก่อนว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาในข้อหา ร่วมกับภรรยา บุกรุกที่ป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร ซึ่งตรวจพบว่ามีการบุกรุกที่เกินกว่าการแสดง

สิทธิที่ได้จับจอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ในระหว่างนั้นมีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวน จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม ว่า ให้คนของตัวเอง ดำเนินการผิดกฎหมาย ในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตามพรรคจะมอบหมายให้ตัวแทนของพรรคไปสืบค้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหวังสกัดกั้น ร.ต.อ.เฉลิม ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณะชนได้รับ ทราบก่อนที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเข้ามาอาสาทำงานทางการเมือง และต้องมีหน้าที่ที่จะปกป้องสถาบัน ดังนั้นการเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงต้องสืบค้นต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีส่วนรับทราบเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลใกล้ชิดหรือไม่ ไม่ได้หวังที่จะดิสเครดิต ร.ต.อ.เฉลิม อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต

ผบ.สส.เย้ย'ทักษิณ'พูดซ้ำซากยันทบ.ไม่มีงบลับ

ขณะที่พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีงบลับ 2 พันล้านว่า กองทัพไม่มีงบลับที่จะนำมาดำเนินการตามที่มีการกล่าวอ้าง ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ จะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคมไทยหรือไม่ ส่วนตัวไม่มีความเป็นห่วงเป็นในเรื่องนี้ ทุกคนทำงานตามหน้าที่ สังคมก็ทราบสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าสังคมมีความต้องการจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไป และการออกมาพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่พบว่าจะมีเรื่องอะไรใหม่


ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวอีกว่า สำหรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ เป็นการชุมนุมที่สามารถทำได้ตามวิถีแห่งประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในส่วนของกองทัพไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ

'เดอะตู่' แขวะ'เทือก' ปัดตาใส งบ 2 พันล้าน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีงบลับของกองทัพ 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้สร้างความสมานฉันท์ ว่าเป็นลักษณะการดำเนินการเช่นเดียวกับสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) เพื่อหวังหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณ เพราะเมื่อพิจารณาเนื้อหายุทธศาตร์เป็นการทำลายล้างพรรคเพื่อไทยโดยตรง เพราะหากเป็นไปตามที่อ้างว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ ทำไมต้องทำเป็นงบลับ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเป็นผู้ปกครองรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลปกครองกองทัพอย่างที่เข้าใจ

ส่วนที่นายสุเทพบอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้ ต้องถามกลับไปว่า นายสุเทพเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีเหตุใดจึงไม่ทราบ และที่สำคัญนายสุเทพไม่ได้ปฎิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตรงนี้จะพิสูจน์ว่ากรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ ส่วนการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นนายจตุพรกล่าวว่า ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะใช้เป็นหมัดเด็ดล้มล้างรัฐบาล โดยขณะนี้รอเพียงเอกสารชิ้นสุดท้ายให้สมบูรณ์ครบถ้วนก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจให้ประชาชนได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้วก็จะประกาศวันยื่นอภิปราย โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดหมายการชุมนุมกดดันรัฐบาล ว่าจะใช้วันและสถานที่ใดควบคู่ไปกับการดำเนินงานในสภา

เพื่อไทยแฉแหลกรบ.จับมือกองทัพ จัดงบลับทำลายเสื้อแดง

อย่างไรก็ดีประเด็นร้อนดังกล่าว ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีความตั้งใจจะกลับมายังประเทศไทยเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยณัฐวุฒิ กล่าวว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีการดำเนินการหลายๆ ด้าน อาทิ ทางกฎหมาย และในสภาผู้แทนราษฎรและด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ตนมีข้อมูลสำคัญที่จะขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลชุดนี้ และนายทหารใหญ่บางนาย ซึ่งตนมีเอกสารเป็นสำเนาพาวเวอร์พอยท์ ในการประชุมฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกซึ่งประชุมเมื่อต้นปี 2552 โดยมีการสรุปเนื้อหาสาระโครงการดังกล่าวเป็นการใช้งบลับของรัฐบาลในการ ดำเนินงาน ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการมี 4 ข้อหลักๆ ดังนี้ 1.ปกป้องและเทิดทูนให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความสามัคคี 2.ช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน3.สร้างความเข้าใจ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ของประชาชนในชาติโดยใช้แนวทางสันติวิธี และ 4.สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ โดยทราบมาว่าโครงการในลักษณะนี้ เป็นการสร้างความสามัคคี ไม่น่ามีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะดำเนินการโดยทางลับ นอกจากนี้ ที่สำคัญมีรายงานบันทึกแนบท้ายการประชุมว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ฉะนั้น ในกรณีนี้หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้จับมือกับผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ โดยมีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับ รัฐบาลเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเกือบ 2,000 ล้านบาท

แกนนำนปช.กล่าวต่ออีกว่า ตนมีความสงสัยที่ต้องการจะสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าทำโครงการนี้โดยบริสุทธิ์ใจทำไมต้องปิดลับ

และต้องโฟกัสเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดง จากข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏในเอกสารทำให้ตนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จับมือนายทหาร ผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างอิงสถาบันเบื้องสูง เพราะถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องเปิดเผยและทำกับคนทุกกลุ่มทั่วประเทศ ไม่ใช่มุบมิบทำ

พร้อมกันนี้นายณัฐวุฒิกล่าวเปิดเผยว่า ตนได้สอบถามไปยังพี่น้องเสื้อแดงในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ทราบว่า กองกำลังของเหล่าทัพ และกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร( กอ.รมน.)ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน ซึ่งตนเข้าใจว่าคือภารกิจนี้ใช่หรือไม่ ตนหวังว่าคำถามทั้งหมดจะได้รับคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

16 มกราคม, 2552

'สุเทพ'เมินจับตา"ดีทีวี"ออนแอร์

หลังจากมีการแถลงเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ดีทีวี เมื่อวานนี้ โดยจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 19 มกราคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารสถานีนั้น ไม่ใช่เป็นการส่งสัญญาณของการสร้างแนวร่วมคนเสื้อแดง และรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องจับตาการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดีทีวี เพราะถือว่าเป็นการนำเสนอความคิดเห็นทางการเมือง ดังนั้นหากไม่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศก็ไม่ต้องกังวล โดยการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับให้มีการจับตาการออกอากาศ ก็เป็นการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

ส่วนกรณีที่ประเทศแคนาดาปล่อยตัว นายราเกรซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพณิชยการ หรือ BBC นั้น รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การนำตัวนายราเกรซกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เป็นเรื่องยาก แต่จะดูตามช่องทางกฎหมายที่เอื้ออำนวยที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยประสานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

'เทพเทือก' แค้นใจ'ราเกช'หลุดคดี!เตรียมถกรมว.ยธ.แก้เผ็ดต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลแคนาดามีคำสั่งปล่อยตัวนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้ต้องหาหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด ( มหาชน) หรือบีบีซี โดยระบุว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ความหวังในการนำตัวนายราเกซกลับมา ดำเนินคดีในประเทศไทยก็คงยากขึ้น ซึ่งเราก็เพียงแค่ดูช่องทางกฎหมายที่จะสามารถเอื้ออำนวยได้ แต่น่าเจ็บใจว่านายราเกซปล้นคนไทย ปล้นประเทศไทยไปแล้วและหนีรอดไปได้ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องติดตามกันต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุสำคัญคือหลักฐานจากประเทศไทย ซึ่งศาลแคนาดาเกิดความไม่พอใจเรื่องนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า เราก็อาจจะรำคาญเต็มทีเหมือนกันที่คนที่ไปทำหน้าที่แล้วกลับทำไม่เรียบร้อย ก็ต้องดูกันต่อไป ทั้งนี้ คดีนี้จะขาดอายุความในปี 2553 ซึ่งเราก็ต้องคุยกับ รมว.ยุติธรรมดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพยากร ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวเปิดเผยว่า ศาลแคนาดามีคำสั่งปล่อยตัวนายราเกซ สักเสนา หลังจากควบคุมตัวที่ถูกกักบริเวณมานาน 12 ปี ส่วนความคืบหน้าการขอตัวนายราเกซมาดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น อัยการไทยเคยประสานศาลแคนาดาหลายครั้ง และเน้นย้ำว่าคดีนี้จะขาดอายุความในปี 2553 อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีอยู่ในอำนาจศาลแคนาดาเราไปก้าวก่ายไม่ได้ ต้องยอมรับว่ากระบวนการของศาลแคนาดาล่าช้า เพราะใช้เวลาถึง 12 ปีแล้ว ยังไม่สามารถส่งตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดีได้ ซึ่งหากได้ตัวนายราเกซกลับมาอัยการพร้อมจะยื่นฟ้องทันที

13 มกราคม, 2552

สุเทพ อภิสิทธิ ระนองรัตน์ ประวิทย์ อย่าอ้างเรื่องหมิ่น ฯ มาปิดปากประชาชน

thaifreenews.com


บทความ โดย Bugbunny
สุเทพ อภิสิทธิ ระนองรัตน์ ประวิทย์ อย่าอ้างเรื่องหมิ่น ฯ มาปิดปากประชาชน
เสาร์ ที่ 10 เดือน มกราคม พ.ศ.2552

- ความพิกลพิการอ่อนระทวยของรัฐบาลข่มขืนประชาชน ซึ่งนายอภิสิทธิ นายสุเทพ ร่วมมือกับพรรค ปชป แก๊งค์ทหารเสือราชินี พวกทรยศหักหลังประชาชน และอำนาจนอกระบบ ช่วยกันรวบหัวรวบหางจัดตั้งขึ้นจนได้ด้วยสารพัดวิชามารในวันนี้ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนไปทั่วประเทศและสังคมโลก กระแสไม่เอารัฐบาลหน้าด้านชุดนี้กำลังโต้กลับอย่างหนักหน่วง จนรัฐบาลไร้คุณธรรมและทุกคนที่เข้าไปร่วมกับรัฐบาลนี้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นั้นรู้อยู่แก่ใจตนเองว่า แม้จะมีความพยายามสร้างภาพเรื่องสมานฉันท์ รวมทั้งช่วยกันแสดงว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในฝันของพวกอมาตยาธิปไตยทุกระดับ ทั้งคำพูดและการแสดงออกของแกนนำ ระดมกันออกมาเชียร์รัฐบาลนี้กันเป็นระลอกว่าเป็นรัฐบาลสุดยอดที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา แต่ก็ไร้ผล ไม่มีใครเห็นคล้อยตาม หมดราคาที่จะสร้างความเชื่อถือ แถมยังต้องถูกสาปแช่งกลับคืนแทนจากผู้ที่รับไม่ได้กับการข่มขืนใจคนทั้ง ประเทศโดยไม่สนใจกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ข้า ราชการหลายคนที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ต่างส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจไปกับความ ดื้อด้านไร้ยางอายของคนในรัฐบาลนี้ บางคนเอ่ยปากอย่างเปิดเผยว่า มันจะอยู่ได้ยังไงว้า โดนไล่วันละไม่รู้กี่เที่ยวแบบนี้” โดยเฉพาะเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่คนใหญ่คนโตบางคนซึ่งไม่เคยโชว์หน้าจนเชื่อว่า จะไม่มีใครรู้จักยังถูกขว้างด้วยไข่ การเป็นรัฐบาลที่ขาดประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนนั้นไร้อนาคต ไม่ว่าทำอะไรก็จะถูกต่อต้าน เมื่อขโมยเอานโยบายของพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมาห่อของขวัญผูกริบบิ้น ใหม่อ้างเป็นของตัวเองก็ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อนว่าเป็นแค่นาฬิกาปลอมยี่ห้อดี แต่ไม่มีคุณภาพที่ขายกันเกลื่อนเรือนละไม่กี่ร้อยบาท ไม่ใช่ของแท้เพราะเครื่องจักรที่ประกอบกันเป็นตัวเรือนนั้นล้วนไม่มีคุณภาพ ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างชั้นดีและชิ้นส่วนที่ทรงคุณภาพ แต่มุ่งหวังเอามาหลอกขายเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นหลักเท่านั้น



- นานาชาติก็พากันดูหมิ่นดูแคลนเพราะรับไม่ได้กับที่มาของรัฐบาลนี้ ข่าวสารจากสื่อมวลชนโลกหยามหยันกันอย่างหนักหน่วง มีผลให้นักธุรกิจและผู้บริหารชาวต่างชาติทั่วโลกต่างพากันชะลอการขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจที่จะกระทำในประเทศนี้ออกไปเพื่อรอดูสถานการณ์กันก่อนว่า รัฐบาลข่มขืนประชาชนชุดนี้จะมีอายุอยู่ได้เท่าใด เมื่อไม่มีฐานที่แท้จริงมาจากประชาชน ถ้าเป็นในอดีต การได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พรรคการเมืองขายตัว และอำนาจนอกระบบก็เกินพอแล้วสำหรับความเข้มแข็งของรัฐบาลไทย แต่หลังการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐบาลทักษิณ รวมกับความเติบโตของการสื่อสารสาธารณะ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่กว้างขวางทันสถานการณ์ โลกไซเบอร์ โทรศัพท์มือถือ เสรีภาพที่ได้รับมานานจากประชาธิปไตย การออกมาสู่ท้องถนนของประชาชน ฯลฯ โลกก็รับรู้ว่าเมืองไทยวันนี้ไม่ใช่เมื่อสามสิบปีก่อนที่จะสังหารผลาญชีวิต ผู้มีความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจได้แบบปิดฟ้าด้วยฝ่ามือโดยถล่มด้วยสื่อ สารพัดในมือจนสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับการประกอบอาชญากรรมร้ายแรงกัน ได้ง่าย ๆ


- รัฐบาลข่มขืนประชาชนและผู้สนับสนุนวันนี้กังวลและหัวหมุนไปกับการแก้เกมจาก ฝ่ายต่อ ต้านที่ขยายวงกว้างไปทุกระดับทุกวงการทุกแหล่งแห่งหนทั่วประเทศ แม้แต่ในหมู่พวกตัวเองก็ยังหวาดระแวงว่าจะถูกแทงข้างหลัง ไม่กล้าจะทำอะไรกันมากนัก เพราะไม่รู้ว่าจะโดนโต้กลับในรูปใด และคนในเองจะหักหลังเอาเมื่อไหร่ เนื่องจากตั้งรัฐบาลด้วย Conspiracy Theory หรือ การสมคบคิดกันหักหลังหลอกลวงและข่มขู่ ไม่ใช่ตั้งขึ้นด้วยฉันทานุมัติทั้งจากประชาชนส่วนใหญ่และมิตรร่วมอุดมการณ์ ที่เห็นพ้องต้องกันแต่ประการใด ทุกคนต่างกังวลกับคนเสื้อแดงที่รัฐบาลนี้พยายามผลักดันว่าเป็นคนของทักษิณ ซึ่งเพียงสมมติฐานก็ผิดฉกรรจ์แล้ว แต่รัฐบาลนี้ก็พยายามประโคมการขอเจรจากับทักษิณ กล่าวโทษว่าจ้างลอบบี้ยิสต์ให้ทำลายชื่อเสียง อ้างไปว่าเป็นการทำลายชาติทั้งที่รัฐบาลอภิสิทธินั้นไม่ใช่ประเทศไทย เป็นเพียงทีมบริหารประเทศทีมหนึ่งที่มาแล้วก็ต้องไปถ้าไม่มีใครเอา โยนบาปให้ทักษิณ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าคนรักทักษิณในวันนี้ต่างได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนรัก ประชาธิปไตยกันสิ้นแล้ว และที่ชูทักษิณก็เพราะทักษิณคือสัญลักษณ์ของการขึ้นบริหารประเทศด้วย ประชาธิปไตย คนที่เคยเกลียดทักษิณเพราะเป็นเหยื่อการหลอกลวงของกลุ่มผู้ก่อการร้าย พันธมิตรวันนี้ต่างก็ตาสว่าง เพราะได้เห็นว่าคนพวกนั้นประกอบอาชญากรรมเลวทรามกันแบบไหนก็ได้โดยไม่มีความ ผิดเพราะเส้นใหญ่ที่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ขบวนการใช้นักกฎหมายกดขี่ประชาชนก็ทำให้พวกนักกฎหมายถ่อยกลายเป็นที่ชิงชัง ของคนทั้งประเทศ ความอาสัตย์อาธรรม์และสารพัดการกระทำไร้ยางอายเหล่านี้ส่งผลให้คนไทยที่เคย หลงเชื่อคำหลอกลวงมาก่อนกลับกลายเป็นคนเสื้อแดงเข้าร่วมกับการต่อสู้ของภาค ประชาธิปไตยกันอย่างมากมาย เพราะความเท็จอยู่ไม่นาน สัจจะเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์


- จึง...ถึงเวลาที่จะต้องหาทางปิดปากประชาชนไม่ให้พูด จะใช้อิทธิพลกองทัพมาคำรามข่มขู่ประชาชนก็ไม่กลัว จะเก็บเงียบก็กลัวว่าจะถูกเปิดโปงเพราะวันนี้ไม่มีอะไรเงียบสนิทได้อีกแล้ว เกรงนานาชาติจะต่อต้านเพราะผลประโยชน์ของพวกตนในต่างชาตินั้นก็มีมากมาย จึงต้องใช้กฎหมายหมิ่น ฯ มาอ้างเพื่อทำการปิดเวปไซท์ต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วก็คือเวปไซท์ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลชุดนี้ด้วยการ ข่มขืนใจประชาชน ต้องใช้วิธีตีขลุมรวมไปหมดว่าเวปไซท์ต้านรัฐบาลทุกเวปคือเวปหมิ่นฯ เป็น วิธีการหน้าด้านรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อปิดปากประชาชน แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะกระทำได้จริงหรือไม่ เพราะในสมัย คมช.นั้นใช้ทั้งกำลังทหารและสารพัดมือเทคนิค แต่ก็ไม่ปรากฏว่าปิดปากใครได้ง่าย ๆ เลย ทั้งที่เป็นเผด็จการเต็มขั้น เพราะฝ่ายประชาชนพลิกแพลงสถานการณ์ได้ตลอด โลกไซเบอร์ประชาชนขอยืนยันว่า จะไม่มีการยอมแพ้ต่ออำนาจใด ๆ ที่ไม่สนใจความปรารถนาที่แท้จริงของประชาชนอย่างแน่นอน จะสู้ทุกวิถีทางเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เมืองไทยให้ได้ในเวลาอัน ใกล้นี้

thaifreenews.com