CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ internet แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ internet แสดงบทความทั้งหมด

22 มีนาคม, 2552

รับไม่อั้นกับตำแหน่งเซ็นเซอร์เว็บไซต์

Liberal Thai

Web Censorship Now Thailand’s Largest Employer
๒๐ มีนาคม ๒๕๕๒ - กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย

กรุงเทพ - นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไปบรรยายที่หอการค้าอเมริกันเมื่อวานนี้ ประกาศด้วยความภาคภูมิใจในผลงานที่ได้สร้างงานภาครัฐเพิ่มอีก ๒๕๐,๐๐๐ ตำแหน่งในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ งานนี้รวมไปถึงตำแหน่งงานเซ็นเซอร์เว็บไซต์ที่กระทรวงไอซีที ๒๔๗,๐๐๐ ตำแหน่ง

งาน ที่สร้างขี้นมาอีก ๓,๐๐๐ ตำแหน่ง เป็นอุตสาหกรรมจากการนำขวดน้ำพลาสติก จากตีนตบ และจากรองเท้าแตะนำกลับมาใช้ใหม่ อัตราการว่างงานของไตรมาสนี้ได้ลดลงถึงร้อยละ ๔.๒ เต็มๆ

กระทรวง ไอซีทีได้จ้างงานในหน่วยงานเพิ่มขี้นประมาณร้อยละ ๐.๔ ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด งบประมาณใหม่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ได้จัดสรรเพื่อการสร้างตึกใหม่ เพื่อรับจำนวนคนงานที่เพิ่มขี้น และค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พีซี ซื้อ T3 เพื่อเชื่อมต่อกับ กสท โทรคมนาคม อึก ๒๕๐,๐๐๐ บาท

ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมต.กระทรวงไอซีทีได้อธิบายว่า “ไม่มีคำว่ามากไป ในการใช้จ่ายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของกษัตริย์” เธอกล่าวต่อว่า

“คน ไทยที่มีความจงรักภักดีถึง ๒๔๗,๐๐๐ คน ได้เฝ้าจับตาดูเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติตลอด ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน เรารู้สึกปลอดภัยมากขี้น และเป็นการสร้างงานที่ดีสำหรับประชาชน ที่อาจจะไปทำงานฟาร์มหรือโรงงานที่ได้ค่าแรงน้อยกว่า ซึ่งมีชาวพม่าและกัมพูชาทำงานนั้นแทน”

แปลและเรียบเรียง - chapter 11
ที่มา: http://facthai.wordpress.com/2009/03/20/web-censorship-thailands-largest-employer-not-the-nation/


25 มกราคม, 2552

'ชาวออนไลน์'ชี้ปชช.ยังปลื้ม'ทักษิณ'

ประชาทรรศน์
25 ม.ค. 2009

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้ (25 ม.ค.) ที่สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล มีการจัดเสวนา หัวข้อ'การเมืองกับโลกออนไลน์' ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ที่สนใจในการนำอินเทอร์เน็ตและ สื่อใหม่มาเป็นเครื่องมือในการช่วยผลักดันนโยบายจากภาคประชาชน การตรวจสอบนักการเมืองและพรรคการเมือง ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยอิน เทอร์เน็ต อีกทั้งรูปแบบงานเป็นการเสวนากลุ่มย่อยระหว่างผู้สนใจโดยเน้นการมีส่วนร่วม ของผู้เสวนา โดยมีหัวข้อนำเสนอด้วยกัน 4 หัวข้อ ดังนี้

1.เสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) 2.การสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย โดย Siam Intelligence Unit) 3. เว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch 4.การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหานคร โดยทีม IdeaBangkok ทั้งนี้ในส่วนสุดท้ายเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรณรงค์ด้านการเมืองผ่าน อินเทอรืเน็ต จากเยาวชนโดยเสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ นั้นเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องสื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 เรื่อง อาทิ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทาง Hi5 การตอบ-โพสต์ ในกระทู้ การแสดงความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งผ่านทางเว็บฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เราไม่สามารถต่อสู้อะไรได้จากความจริงที่มีอยู่ แต่เราสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยในเรื่อง นั้นๆได้ ทั้งนี้การแสดงความเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอินเท อรืเน็ตด้วย เช่น รัฐ ผู้ให้บริการ เว็บโฮส เว็บมาสเตอร์ ผู้ดุแลเว็บบอร์ด/บล็อกเกอร์ที่เปิดพื้นที่คอมเม้นท์ ประชาชนคนใช้เน็ต

อย่างไรก็ตามยังมีพลเมืองเน็ตที่ให้คุณค่ากับการเข้าถึงโดยเสรี เสรีภาพในการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส พรสวรรค์และการคิดค้นนวัตกรรม ความเท่าเทียมทางสังคม การกระจายศูนย์อำนาจ ทั้งนี้เสรีภาพคือการมีส่วนร่วมในอำนาจ อีกทั้งแนวทางการใช้เน็ตไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่คนที่เข้าไปเป็นสมาชิกเป็นความต้องการของแต่ละบุคคล แต่การโพสต์ข้อความหรืออัพโหลดรูปภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น ซึ่งตรงนี้เราไม่สามารถบังคับบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ท่องโลกอินเทอร์เน็ตและโพสต์ข้อความ

ด้านการสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้น นายกานต์ ยืนยง กล่าวว่า เป็นการทำการสำรวจความคิดเห็น ทัศนคติทางการเมืองของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งการสำรวจทางอินเทอร์เน็ตในการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบคนเน็ตยังเลือกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับหนึ่ง โดยเลือกจำนวน 1,281 คน จากผลสำรวจทั้งหมด 4,279 คน หรือคิดเป็น 31% สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรับมนตรีตามมาเป็นลำดับที่ 2 ที่ 636 คน หรือ 15 % ส่วนลำดับที่ 3 เป็นนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรับมนตรีที่ 299 คน หรือ 7%

ทั้งนี้ยังมีการสำรวจในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยสูงถึง 56% และเห็นด้วยเพีบง 15% แต่เห็นด้วยกับการเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรงถึง 56% ขระที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 23% เท่านั้นซึ่งผลสำรวจนี้กระทำผ่านแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 4,279 คน ผ่านเว็บไซต์ขนาดใหญ่ เช่น twitter blognone kapok.com และประชาไท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ทั้งนี้แบบสำรวจ “ทัศนคติการเมืองของผู้ใช้อินเทอรืเน็ต” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ challenge Thailand 2010 ที่มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำทางการเมือง นักวิชาการ ที่มีอิทธิพลกับนโยบายสาธารณะ เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ประเทศไทยในอนาคตและหาทางออกที่เป็นไปได้กับความขัด แย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านรายการทีวีออนไลน์ชื่อ Practical Utopia โดยติดตามชมได้ที่เว็บไซต์ www.siamintelligence.com

ส่วนเว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch กล่าวว่า คือรูปแบบเป็นการเปิดโอกาสให้เข้ามาแชร์ข้อมูลเรื่องของนักการเมืองแต่ละ พรรคการเมือง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาค้นหาข้อมูลเพื่อทำรายงานหรือทำงาน วิจัยต่างๆเกี่ยวกับนักการเมือง ซึ่งทางเว็บมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาโพสต์ในเว็บฯ ว่าข้อมูลนักการเมืองแต่ละคนนั้นเป็นใครมาจากไหน
ทั้งนี้หากใครจะทำวิจัยสามารถเข้ามาดูในเว็บ ThaiWatch.com ได้ เพราะจะมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆที่น่าสนใจ เช่น มีร้านอาหารร้านใดบ้างที่นักการเมืองแต่ละคนใช้เป็นการนัดแนะพูดคุยกับ เพื่อนหรือใช้เป็นที่ประชุมหารือของพรรค รวมทั้งมีรายชื่อกลุ่มคนข้ามชาติด้วย โดยเว็บนี้คนสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่ตนอ่านแล้วไม่เข้าใจได้ด้วย เพราะเว็บเป็บแบบวิกิมิเดียแบบเปิด

ขณะที่การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหา นคร โดยทีม IdeaBangkok กล่าวว่า เป็นการผลักดันโยบายและไอเดียของภาคประชาชนมาบริหารเพื่อให้กรุงเทพมหานครมี ความเจริญก้าวหน้า และสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างมีความสุข เป็นการนำไอเดียจากภาคประชาชนมาปรับปรุงการทำงานของนักการเมืองและเว็บไซต์ ที่มีการโพสต์ข้อความ

23 มกราคม, 2552

บิ๊ก'ก'เคาะ 300 ล้าน!รีดสินบนบอลออนไลน์




แฉ บิ๊ก'ก'เบื้องหลังจำอวดฉากใหญ่รวบตัวมาเฟียกำมะลอ'อาบูบาก้า'เอี่ยวพนันบอล ออนไลน์ สะพัด! เคาะ 300 ล้าน รีดสินบนเข้ากระเป๋า ลือหึ่งคนระดับบิ๊กในสตช.รู้ทันเริ่มชิ่งหนี'อดีตสนช.'จวกอายัดบัญชีมั่วทำ เศรษฐกิจชาติพัง แบงก์รวงข้าวลอยแพนักพนัน

หลังจากที่ “สำนักข่าวประชาทรรศน์” ได้นำเสนอข่าวกรณีที่ตำรวจกองปราบปราม ปฏิบัติการจู่โจมกวาดล้างแก๊งอาชญากรข้ามชาติที่มีหัวหน้าแก๊งชื่อ “อาบูบาก้า บิน สุไลมาน” ลูกครึ่งมาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งพบว่ามีส่วนพัวพันกับคดีฆ่า นายวีระพงษ์ การกิจโอฬาร หรือ "เสี่ยวี-ขอนแก่น” เศรษฐีพันล้าน นายทุนวงการม้าแข่งและรับพนันบอลออนไลน์รายใหญ่ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาเนื่องจากขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์พนันบอลและส่งกำลังปูพรมตรวจค้น ทั่วประเทศ 16 จังหวัด รวม 58 จุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2552 ที่ผ่านมาได้ของกลางจำนวนมากเป็นเงินสดสกุลต่าง ๆ กว่า 30 ล้านบาท และอายัดบัญชีกว่าร้อยบัญชีวงเงินนับพันล้านบาทพร้อมเร่งขยายผลเนื่องจาก เชื่อว่าโยงใยกับคดีอาชญากรรมสำคัญ ๆ ด้วย

โดยการตายของ "เสี่ยวี" มีเบื้องหน้าเบื้องหลังพุ่งเป้าไปที่ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งชื่อย่อ "เสี่ยถ." ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้กว้างขวางอยู่ในวงการพนันและเป็นผู้มีบุญคุณต่อ “เสี่ยวี” แต่ในช่วงหลัง “เสี่ยถ.”ชีวิตหักเหจับอะไรเป็นเจ๊ง ชีวิตตกต่ำอย่างหนัก และในช่วงที่ “เสี่ยถ.”ประสบมรสุมรุมเร้าได้ติดต่อขอยืมเงิน”เสี่ยวี” แต่กลับได้รับการปฏิเสธจาก “เสี่ยวี” อย่างไม่มีเยื้อใยซ้ำยังพูดจาดูหมิ่นดูแคลน ด้วยความแค้นที่ถูกหักหน้า เสี่ย ถ. จึงร่วมวางแผนกับ นายตำรวจใหญ่นายหนึ่งที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ “เ� อย่างแรก คือ การกำจัดเสี่ยนหนามธุรกิจพนันออนไลน์ และเป็นการเขย่าธุรกิจมืดเพื่อเรียกเก็บค่าคุ้มครองภายใต้บารมีของ “เสี่ยถ.” และนายตำรวจใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนตำรวจกองปราบปราม

อย่างไรก็ดี การจับกุมครั้งนี้ ที่มีการอายัดบัญชีจำนวนมาก ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อค้าแม่ค้าย่านสำเพ็งเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ที่มีอาชีพทำมาค้าขาย ไม่สามารถเดินบัญชีเพื่อประกอบธุรกิจและดูแลครอบครัวของตนเองได้ ส่วนการจับกุม นายอาบูบาก้า ผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย ก็ทราบภายหลังว่าเป็นเพียงคนขับรถผู้มีอิทธิพลในมาเลเซียเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาระดับอินเตอร์ตามที่กองปราบแถลงข่าว

ล่าสุด วันนี้ (23 ม.ค.) มีรายงานข่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เริ่มรู้ตัวและถอยห่างออกจากพฤติกรรมอำพรางดังกล่าวแล้ว โดยมีเพียงนายตำรวจนอกแถวชื่อย่อ “ก” ที่ยังคงเดินหน้าต่อรองเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ แหล่งข่าวในวงการพนันบอลออนไลน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการเรียกเจ้ามือรายใหญ่เข้าไปต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในการเปิด ธุรกิจพนันบอลออนไลน์ต่อไป โดยมีการเรียกรับเงินสินบนเป็นจำนวนถึง๸�น์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการเรียกเจ้ามือรายใหญ่เข้าไปต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในการเปิด ธุรกิจพนันบอลออนไลน์ต่อไป โดยมีการเรียกรับเงินสินบนเป็นจำนวนถึงเดือนละ 300 ล้านบาท แต่เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากบรรดาเจ้ามือสู้ราคาได้เพียง 100 ล้านบาท ส่วนกรณีที่พยายามโยงว่าการจับพนันบอลออนไลน์เป็นเครือข่ายผู้ก่อการร้าย ก็เพื่อจะเบี่ยงเบนประเด็น และจะได้ใช้กฎหมายฟอกเงินเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าว เนื่องจากลำพังเพียงแค่การจับพนันบอลออนไลน์ กฎหมายฟอกเงินไม่สามารถครอบคลุมถึง

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการอายัดบัญชีเป็นจำนวนมาก มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าบัญชีที่ถูกอายัดส่วนใหญ่จะเป็นบัญชีเงินฝากของ ธนาคารกสิกรไทย การตรวจสอบบัญชีมากมายส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอสเอ็มอีเป็นวงกว้าง อีกทั้ง ยังมีแก๊งมิจฉาชีพอ้างว่าสามารถติดต่อเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เพิกถอน การอายัดบัญชีได้ โดยมีเงื่อนไขต่อรองเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อ แต่ก็ต้องสูญเงินก้อนโตไปโดยเปล่าประโยชน์ในขณะที่ธุรกิจตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ขาดสภาพคล่อง โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดบัญชีของเขาจะกลับมาเดินธุรกิจได้

ด้าน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปกติในกรณีที่บัญชีเงินฝากมีปัญหาเกี่ยวกับคดี ทางธนาคารจะไม่สามารถดำเนินการอายัดเงินฝากได้เอง และที่สั่งอายัด ก็ไม่ได้เป็นการอายัดโดยทันที ส่วนใหญ่จะต้องมีคำสั่งมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจ ซึ่งทางเจ้าของบัญชีจะต้องพิสูจน์ ว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจทางการเงินที่ผิดกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ต้องถอนอายัดทันที

“ประเด็นอยู่ที่ว่า การอายัดจะมีผลต่อลูกค้าหรือไม่ ถ้าเป็นบัญชีที่มีเงินในบัญชีมาก ก็จะต้องได้รับความเดือดร้อน และมีความเสี่ยงต่อการขอเครดิตหรือการทำธุรกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งในกรณีถ้าเกิดอายัดบัญชีโดยข้อหาที่มีผลต่อความเสี่ยง ยกตัวอย่าง การฟอกเงิน ยาเสพติด หรือไม่เสียภาษี อันนี้แบงค์ก็จำเป็นจะต้องเข้าไปดูในรายละเอียด ถ้าเป็นจริงเครดิตมีความเสี่ยง แบงค์ก็คงต้องชะลอไว้ก่อน” นายชาติชาย กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการและอดีตประธานคณะกรรมาธิการการคลังการธนาคารและสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีการอายัดบัญชีนับร้อยบัญชี เป็นการอายัดแบบเหมารวม ยิ่งต้องดูข้อเท็จจริงว่าบัญชีที่อายัดมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร หากเป็นเพียงกลุ่มนักพนัน ที่เป็นเพียงผู้เล่น ไม่ใช่เจ้ามือ จะไปอายัดคงไม่เหมาะสม ซึ่งการอายัดแบบเหมารวมที่เกิดขึ้นต้องแยกเป็นกรณี ไม่ควรไปเหมารวม เพราะจะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของบัญชี และระบบการเงินในธุรกิจของเจ้าของบัญชี และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้

19 มกราคม, 2552

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน Google Chrome!!



Google Chrome ในเวอร์ชั่น 2.0 นี้มีอะไรบ้าง ลองมาดูเลยครับ

1. A new version for WebKit (an open source code which Chrome uses to present webpages (HTML & CSS) alongwith some bugfixes and some CSS Features like CSS Gradients, CSS Canvas Drawings, CSS Reflections and CSS Masks. (ผมไม่รู้นะว่าอะไร แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ การพิมพ์ภาษาไทยของเราจะดีขึ้นมากกว่าเดิม ไม่ลบสองตัวรวดเหมือนแต่ก่อน)

2. สามารถซูมเข้า-ซูมออกได้โดยใช้ Ctrl + + และ Ctrl + -

3. Autoscroll ก็คือสามารถใช้ Midde-Click (กดค้างไว้) ในการเลื่อนขึ้น-เลื่อนลง

4.Form Autocomplete ดูรูปภาพเองนะ



และอย่างอื่น ติดตามได้ที่ http://www.chromeplugins.org/

วิธีอัพเดทนะ
1.ในเลือกที่ Wrench menu (ที่เป็นรูปเครื่องมือ)
2.เลือกที่ เกี่ยวกับ Google Chrome
3.จะมีปุ่มอัพเดทอยู่ในคลิกเลย

ข้อมูลจาก http://www.chromeplugins.org/

17 มกราคม, 2552

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html

16 มกราคม, 2552

องค์กรสื่อ ต้านรัฐบาลทำสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน !


 วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ.2552 เวลา 09.00 น. เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย นำโดยนายกานต์ ยืนยง
นายไกลก้อง ไวทยากร น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล  นายสุเทพ
วิไลเลิศ นายสุนิตย์ เชรษฐา  น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ นายอาทิตย์
สุริยะวงศ์กุล  เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีซึ่งได้มารับหนังสือและเจรจาเป็นเวลา 5
นาทีโดยรับเรื่องและข้อเสนอคัดค้านการจัดตั้งวอร์รูม
หรือการประกาศสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน หลังจากที่ได้เข้าพบ
พบว่ารัฐบาลไม่ได้มีแนวทางการดำเนินการดังกล่าว
ซึ่งอาจจะต้องตั้งคณะทำงานร่วมต่อไป ในหนังสือยื่นต่อนายกฯ
มีรายละเอียดดังนี้



เรียน นายกรัฐมนตรี



     สำเนาถึง รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่งคง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านสื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ
คณะอนุกรรมาธิการกำกับติดตามการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์และการกระทำหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพ คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

เรื่อง ข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน 

       

    
สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีการปิดกั้นปราบปรามสื่ออินเตอร์เน็ต
และวิทยุชุมชน ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติจนมีการแสดงท่าทีที่จะนำ
พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
มาใช้ในการควบคุมและปราบปรามวิทยุชุมชนนั้น องค์กรที่มีรายชื่อดังนี้คือ
เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)
มีความเห็นว่าวิธีการและนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง
สิทธิทางการเมือง
ทั้งยังไม่ได้ช่วยรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด

            

     การกำกับดูแลสื่อใหม่เช่นอินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชนมีความละเอียดอ่อน
ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน
สอดคล้องกับความเป็นจริงและสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลโดยแท้จริง
ในขณะที่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยพลเมือง
และเพื่อพลเมืองเป็นสำคัญ
ซึ่งหลักการสิทธิเสรีภาพเป็นหลักพื้นฐานและมีกติกาอันเป็นที่ยอมรับโดยสากล
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐไทยจักต้องธำรงมาตรฐานอันสอดคล้องกับกติกาสากล
เพื่อธำรงความเป็นประชาธิปไตย และ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคม 

    

     องค์กรข้างต้นมีจุดยืนร่วมกันว่า
แนวทางที่รัฐบาลประกาศจะจัดตั้งวอร์รูม (War room)
หรือการประกาศสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชนนั้น
จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาความมั่นคงของชาติหรือช่วยปกป้องสถาบันพระมหา
กษัตริย์แต่อย่างใด ในทางกลับกันจะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
และละเมิดพันธะที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในนโยบายว่าด้วยสื่อและการรับรู้ข้อมูล
ข่าวสารในข้อ 8 ซึ่งมีหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องดังนี้ 

    

     8.3.1 ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้
และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะจากทางราชการ
และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง เป็นธรรม และรวดเร็ว
รวมทั้งให้กลไกภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติตามบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย



     8.3.4
จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเพื่อให้สื่อมีเสรี
ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
รวมทั้งยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
และสื่อมวลชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    

     ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และ
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)
จึงขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

     1.ขอให้รัฐบาลหยุดการจัดตั้งวอร์รูมดังกล่าว
และเข้าร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนร่วมกัน
โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงและกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองของทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้
อินเตอร์เน็ต

    
2.ขอให้รัฐบาลทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวกับ
สื่อ ได้ดำเนินการโดยโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลการดำเนินการ
การใช้งบประมาณต่างๆ
เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูล
การดำเนินการเพื่อปิดกั้นเนื้อหาในเว็บไซต์ต่างๆ
ทั้งที่มีและไม่มีคำสั่งศาล
ให้มีการเปิดเผยข้อมูลรวมทั้งชี้แจงกระบวนการในการดำเนินงานให้ประชาชน
ผู้ให้บริการเว็บไซต์
และผู้ประกอบการอินเตอร์เน็ตได้รับรู้และเข้าใจในหลักปฏิบัติดังกล่าว
เพื่อที่จะปฏิบัติตามโดยมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองจากการปฏิบัติงานตาม
กระบวนการยุติธรรมโดยเคร่งครัด

     3.การปรับแก้กฎหมายที่กระทบกับสื่อ
ต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
เป็นระยะเวลาที่เพียงพอ ทั้งการแก้ไข
พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
และกฎหรือระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
กฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและการหมิ่นพระบรมเดชานุ
ภาพ เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ

     4.ขอให้รัฐส่งเสริม ปกป้อง สิทธิพลเมือง ทั้งในและนอกอินเตอร์เน็ต
และ เสรีภาพของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสื่อออนไลน์และวิทยุชุมชน
อีกทั้งปรับปรุงกติกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่ง
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามมาตรา 45, 46, 47
รวมทั้งปฏิญญาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
(Universal Declaration of Human Rights) และ
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International
Covenant on Civil and Political Rights) ในมาตรา 19 (Article 19)
ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัตติ (Accession)
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540

      

       จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

       ขอแสดงความนับถือ

       เครือข่ายพลเมืองเน็ต

       คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

        เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)



ภัยเทคโนโลยีคุกคามเด็ก (จบ)


4. เด็กติดเกม

ประเทศไทยเป็นแชมป์อันดับ 2 ของเอเชียในการเสพเกมออนไลน์ เหตุการณ์ที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดคือ เด็ก ม.6 ฆ่าแท็กซี่โดยอ้างว่าเลียนแบบเกม GTA ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงโดยผู้ก่อเหตุนั้นเป็นเด็กชายวัย 18 ปี ทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการพยายามแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ความคิดเห็นสะท้อนเรื่องเกม GTA ของเด็กชายวัย 8 ขวบให้ความเห็นว่าอยากทำให้ได้เหมือนในเกมเพราะอยากได้อะไรก็จะได้ตามนั้น ส่วนข่าวอื่นๆ ที่มีมาเป็นระยะก็คือการลักทรัพย์เพื่อนำเงินมาเล่นเกมออนไลน์ โดยเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุอายุน้อยที่สุด คือ เด็ก ป.6 โดนจับคดีลักทรัพย์เพื่อนำเงินที่ได้มาเล่นเกม

ข้อมูลจากโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนา สังคมไทยพบว่าร้านเกมคาเฟ่ที่จดทะเบียนในไทยมี 23,000 ร้าน หากประมาณว่าในแต่ละร้านมี 15 เครื่อง นั่นหมายความว่าในแต่ละชั่วโมงมีโอกาสที่เด็กใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่าง น้อย 345,000 เครื่อง เท่ากับว่าโอกาสที่เด็กๆ จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ชั่วโมงละ 345,000 คน แต่ในความเป็นจริงพบว่า เวลาที่เด็กเข้าไปใช้บริการในร้านเกมคาเฟ่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เข้าไปเพื่อเล่นเกม และในบรรดาเกมคอมพิวเตอร์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นเกมที่เน้นการใช้ความรุนแรง เช่น การยิง การต่อสู้ น้อยมากที่จะพบเกมที่ฝึกทักษะในการวางแผนหรือฝึกด้านทักษะชีวิต รวมไปถึงเกมที่ฝึกความชำนาญในอาชีพต่างๆ

10 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเกมออนไลน์ คือ
1. Audition
2. Special Force
3. DOT-A
4. Luna Online
5. Pucca Racing
6. Freestyle Casual
7. Cabal Online
8. Ragnarok Online
9. Perfect World
10. Hip Street

5 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเกมแบบออฟไลน์ คือ
1. Pro Evolution Soccer
2. Need for Speed
3. Prostreet
4. Grand theft auto 2
5. Red alert


(ข้อมูลจาก โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ)
สถิติคนหายเนื่องจากติดเกมจากศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา พบว่าในปีที่ผ่านมามีเด็กหายไปจำนวน 9 ราย สามารถติดตามกลับมาได้ 5 ราย และกำลังดำเนินการอยู่ 4 ราย
แนวโน้มของสถานการณ์ภัยเทคโนโลยีในปี 2552

เรื่องที่น่าจับตามองก็คือ คลิปหลุดและคลิปแอบถ่าย Hi5 แชต แชตไลน์ เนื่องจากมีสถิติการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังพบว่ามีการเปิดให้บริการทางโทรศัพท์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นการนำไปสู่การล่อลวงได้เช่นเดียวกับกรณีแชตไลน์ 1900 อีกด้วย

และศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มีสิ่งที่อยากจะย้ำเตือนเด็กๆ ในปี 2552 คือ การรู้จักระวังภัยเทคโนโลยีที่จะเข้าถึงตัว แต่ก่อนนั้นภัยอาจจะเข้าถึงตัวเราได้เพราะการเจตนาปองร้ายจากผู้อื่น แต่ปัจจุบันการใช้อินเตอร์เน็ตบางครั้งก็ต้องระบุข้อมูลส่วนตัวลงไปด้วยอีก ทั้งยังมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คนอีกมากมาย ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ภัยเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรรู้จักระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวและอย่าไว้วางใจใครง่ายๆ สำหรับผู้ใหญ่หรือองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าให้เป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่ออีก ควรร่วมกันหาแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวังภัยทางเทคโนโลยีตั้งแต่ เนิ่นๆ และอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากผู้ใหญ่และหน่วยงานแล้ว เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการให้บริการเกี่ยวกับคลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายควรระงับพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีเด็กตกเป็นเหยื่ออยู่รายหลาย

ภัยเทคโนโลยีคุกคามเด็ก (1)

ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มูลนิธิกระจกเงา โดยการสนับสนุนของ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางที่เฝ้าระวังปัญหาภัยเทคโนโลยีอย่างเกาะติด และใช้กิจกรรมของศูนย์ฯ เป็นตัวขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย และการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพเด็กซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย ได้ประมวลสถานการณ์ภัยเทคโนโลยีปี 2551 และแนวโน้มสถานการณ์ภัยเทคโนโลยีปี 2552 ดังนี้
1. คลิปหลุดและคลิปแอบถ่าย

เริ่มต้นปี 2551 ด้วยข่าวนักเรียน ม.1 ถูกเรียงคิวข่มขืนยับจนสลบแถมถ่ายวิดีโอคลิปแบล็กเมล์ คลิปหลุดของนักเรียนอมนกเขาบนรถเมล์ ตามมาด้วยการมอมเหล้าเด็กหญิงอายุ 14 ปีแล้วถ่ายคลิปวิดีโอส่งต่อกันในกลุ่มวัยรุ่นโดยผู้ก่อเหตุดังกล่าวเป็นชาย วัย 16 ปีเท่านั้น ข่าวเด็กหญิงวัย 14 ปี ถูกชายวัยรุ่นกว่า 10 คน รุมโทรมและถ่ายคลิปไว้พร้อมทั้งขู่ห้ามแจ้งตำรวจ จากนั้นมีข่าวว่ามีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลวงเด็กหญิงนักเรียน 3 คนขืนใจแล้วถ่ายคลิปวิดีโอไว้แบล็กเมล์ ในช่วงปลายปียิ่งมีข่าวที่เด็กตกเป็นเหยื่ออีกมากมาย เช่น เด็กหนุ่ม 6 คนรุมทึ้งเสื้อผ้าเด็กหญิง ม.2 แล้วถ่ายคลิปวิดีโอ เด็กหญิงวัยเพียง 11 ปีถูกข่มขืนแล้วถ่ายคลิปวิดีโอ ข่มขืนเด็ก ม.6 ถ่ายคลิปแบล็กเมล์ ม.5 ถ่ายรูปโป๊เลียนแบบดารา เป็นต้น

แอบถ่าย เป็นคำที่ใช้ค้นหากว่า 4 ล้านครั้งต่อเดือนในปี 2550 จากการเปิดเผยข้อมูลของทรูฮิต และมีแนวโน้มการค้นคำนี้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับข้อมูลการสำรวจ "พฤติกรรมและผลกระทบของการใช้อินเตอร์เน็ตจากกลุ่มเยาวชน" ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพล โดยพบว่าเด็กและเยาวชนกว่า 53.2% เคยดูสื่อลามกทางอินเตอร์เน็ต จากการเป็นผู้ชมสู่การเป็นนักแสดง ผู้ก่ออาชญากรรม และเหยื่อในที่สุด โดยเหยื่อที่อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำที่เกิดจากความคึกคะนอง การรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการเลียนแบบพฤติกรรม

ปัจจุบันยังมีคลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายอีกจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่ทางเว็บไซ ต์ต่างๆ กระทู้ในเว็บไซต์กว่า 3,000 กระทู้ ที่โพสไว้ให้ดาวน์โหลด ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์กว่าแสนรายในแต่ละเดือน ผู้เสียหายบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอยังเป็นเด็ก บางกระทู้หากนำไฟล์ไปฝากไว้ที่เว็บไซต์ที่ให้รายได้ด้วยจำนวนการดาวน์โหลด เช่น ziddu.com มันจะแฝงไปด้วยเพศพาณิชย์เนื่องจากคลิปวิดีโอที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดคือ คลิปวิดีโอลามกโดยคลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายก็จัดอยู่ในประเภทนั้นด้วยทำให้ผู้ ฝากไฟล์มีรายได้จากการนี้อยู่พอสมควรตามจำนวนการดาวน์โหลด อีกทั้งการนำมาซึ่งข้อมูลที่ได้จากการกู้คืนข้อมูลและการแอบถ่ายเป็นการ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจนยิ่งมีการนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตก็ยิ่ง เป็นการสร้างผลกระทบต่อเหยื่อที่ร้ายแรงและไม่มีวันสิ้นสุด คลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายจึงเป็น สื่ออาชญากรรม ไม่ใช่ สื่อบันเทิง แล้วคลิปวิดีโอที่ปรากฏเหยื่อไฮเทคเหล่านี้จะต้องถูกส่งต่อไปอีกกี่ล้าน ครั้ง ??
2. แชต - แชตไลน์
ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ อาทิ เด็กหญิงอายุ 14 ปีถูกแชทล่อลวงมาเพื่อกระทำทางเพศโดยใช้อุบายการซื้อของแพงๆ ให้เหยื่อ หนุ่มอายุ 19 ปีแชตล่อลวงเด็กหญิงวัย 14 ปี ไปมีเพศสัมพันธ์ แชตลวงขืนใจเด็กหญิงอายุ 13 ปี เพียงเพราะได้มีการพูดคุยกันสักระยะหนึ่งจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ อาชญากรก็จะมีการนัดพบตามที่ต่างๆ หรือออกอุบายชักชวนให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เพื่อการกระทำทางเพศและการชิงทรัพย์สิน

ข้อมูลสถิติคนหายเนื่องมาจากสาเหตุการแชตทางอินเตอร์เน็ตและทางแชตโทรศัพท์ (แชตไลน์) จากศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ในปีที่ผ่านมามีเด็กหายไปกว่า 12 ราย เป็นเพศหญิงทั้งหมด โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 25% และมีอายุน้อยที่สุดเพียง 12 ปีเท่านั้น แม้จะสามารถติดตามกลับมาได้กว่า 8 ราย แต่ก็กำลังดำเนินการอีก 4 ราย บางรายยังไร้วี่แวว
3. Hi5

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความนิยมเล่น Hi5 เป็นอันดับ 2 ของโลก ข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม 2551 สมาชิกในเมืองไทยมีมากกว่า 1 ล้านคน ในจำนวนผู้เล่นอินเตอร์เน็ตทั้งหมด 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 10% มียอดลงทะเบียนสมาชิกราวๆ 8 - 9 พันคนต่อวัน และก็มีทีท่าว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังติด 1 ใน Top 5 ของเว็บไซต์ยอดนิยมของเด็กวัยรุ่น (สำรวจโดยเอแบคโพล) โดยช่วงอายุที่มีการเล่นมากที่สุดอยู่ระหว่าง 18-24 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 42.19% และจำนวนของผู้หญิงที่เล่น Hi5 จะมากกว่าผู้ชายอยู่เล็กน้อย

เบรต ฟิงเคลสไตล์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Hi5.com ยังได้ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีจำนวนสมาชิกมากเป็นอันดับ 12 ของโลก แต่มีอัตราการเติบโตสูงสุดติดอันดับ Top 3 เลยทีเดียว

แต่ Hi5 ก็มีภัยแฝงมาด้วยเพราะถูกบางบุคคลนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้ในการล่อลวงเพื่อกระทำทางเพศ ลักษณะนี้จะคล้ายกรณีแชตไลน์ที่มีการนัดพบกันแล้วก็ทำการข่มขืนกระทำชำเรา การใส่ข้อมูลเท็จลงใน Hi5 เช่น การแอบอ้างว่าเป็นนักเรียน ม.3 ขายบริการทางเพศจนนำภัยมาถึงตัวเหยื่อเมื่อผู้ซื้อบริการมาดักพบที่หน้า โรงเรียนแต่สามารถหนีได้ทันและมีผู้เห็นเหตุการณ์มาช่วยไว้

แม้ตัวเลขของภัยที่มาจาก Hi5 อาจจะยังไม่มากนักแต่แนวโน้มของผู้ใช้บริการและภัยที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผบช.น.เผยพบเว็บฯจวบจ้วงสถาบันแล้วกว่าพัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ม.ค.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึง การปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีเว็บไซต์ลักษณะดังกล่าว ประมาณ 1,000 - 1,500 เว็บ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ดำเนินการจับกุม แต่ในส่วนบช.น.จะรับผิดชอบคดี เกี่ยวกับคดีหมิ่นเบื้องสูงเท่านั้น ไม่ว่าคดีจะเกิดขึ้นที่ใด ก็จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเข้ามารวมกัน และจากการประชุมในขณะนี้ คดีที่ยังไม่มีการฟ้องร้องมีอยู่ประมาณ 8 คดี จากทั้งหมด 17 คดี นอกจากนี้ ผบช.น.ยังปฏิเสธไม่ได้จัดสัมมนาล่ารายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อถอดถอนป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html