CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรุษจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรุษจีน แสดงบทความทั้งหมด

26 มกราคม, 2552

พระเทพฯเสด็จฯเปิดงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช



ประชาทรรศน์
26 ม.ค. 2009

สมเด็จพระเทพฯ'เสด็จ'เปิดงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช 52'แล้ว โดยมีแขกผู้มีเกียรติ-ประชาชนรับเสด็จ ขณะเดียวกันได้มีการแสดงนาฏศิลป์จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้ (26 ม.ค.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อร่วมงานตรุษจีนไชน่าทาวน์เยาวราช 2552 ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยมีคณะกรรมการฯ แขกผู้มีเกียรติและประชาชนรับเสด็จ

ทั้งนี้ภายในงานมีการแสดงนาฏศิลป์จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย มณฑลกวางสี มณฑลไห่หนาน มณฑลอานฮุย มณฑลซานตง (เอียนไถ) มณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และเขตปกครองตนเอง(มณฑล) มองโกลเลียใน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังพบว่าตัวเลขชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมี การแสดงทางวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ การแสดงจากศิลปิน GMM Grammy การตกแต่งพื้นที่รอบๆ ถนนเยาวราชให้เป็นบรรยากาศแบบจีน เช่นประดับโคมไฟ ฯลฯ กิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ เช่น นิทรรศการศิลปวัฒนธรรมของจีน ฯลฯ

จากนั้นสมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงลงพระอักษรเป็นภาษาจีน และถือว่าเป็นพิธีเปิดงานฉลองตรุษจีนฯอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯ พระวรชายา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ประกอบพิธีสักการะเทพเจ้าไต้ฮงกง ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง ย่านเยาวราช เนื่องในวันเทศกาลตรุษจีน โดยมีประชาชนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน รอรับเสด็จทั้ง 2 ฝั่งถนนเป็นจำนวนมาก

ขณะที่บรรยากาศในวันเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่บริเวณถนนเยาวราชเป็นไปอย่างคึกคัก โดยตามวัดต่างๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างให้ความสนใจเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส ที่เต็มไปด้วยประชาชนที่เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวอย่างคับคั่ง ขณะที่วัดไตรมิตรวิทยาคมวรวิหารก็ได้รับความสนใจไม่น้อย

25 มกราคม, 2552

พระเพลิงเผาวอดรับตรุษจีน 3 จุดซ้อน

ประชาทรรศน์
25 ม.ค. 2009

พระเพลิงพิโรธ เผา 3 จุดช้อนรับเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ เศรษฐกิจพ่นพิษ ย่านเยาวราช ผู้ประกอบการค้าของเซ่นไหว้ โวย ยอดขายลดลงมากกว่าทุกปี เหตุประชาชนงดการใช้จ่าย ขณะที่ ผู้ว่าฯกทม.เตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการจุดธูปเทียน

วันตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2552 ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้าหรือเรียกว่า "ไป่ปุงเฒ่ากงม่า" และจะเริ่มก่อนวันตรุษจีนหรือชิวอิด ซึ่งชาวจีนเชื้อว่าเป็นวันที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะออกเดินทางมาท่องโลก เพื่อให้ลาภกับมนุษย์ที่ทำกรรมดี โดยในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 00.01 น.- 06.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2552 ชาวไทยเชื้อสายจีนจะทำการไหว้เจ้าด้วยของคาว 3 อย่าง ประกอบด้วย ไก่ต้ม เป็ดพะโล้ หมูสามชั้นต้มสุก และไข่ต้มย้อมสีแดง ส่วนผลไม้ 5 อย่างประกอบด้วย ส้มทองหรือไต้กิม มีความหมายว่าความดี แอปเปิ้ลหรือผิงก้วย หมายความว่าการอยู่เย็นเป็นสุข กล้วยหอมหรือเก็งเจีย หมายความว่าโชคลาภมหาศาล สาลี่หรือซั่วตังไล้ หมายถึงเงินทองไหลมาเทมา องุ่นหรือผู่ท้อ หมายความว่าความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ นอกจากนี้คนไทยเชื้อสายจีนยังนิยมไหว้ขนมมงคลที่มีความหมายอีกอย่างคือ ขนมเข่ง

ส่วนตอนสายจะเป็นการไหว้บรรพบุรุษ การไหว้ในวันนี้จะเป็นการไหว้เพื่อขอพรจากบรรพบุรุษให้คุ้มครอง และทำมาค้าขึ้นอยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี ถัดจากวันไหว้คือวันตรุษจีนวันที่ทุกคนจะได้รับแตะเอียหรืออั่งเปา และร้านค้าทุกร้านก็จะเริ่มหยุดทำการค้า ซึ่งจะเปิดทำการค้าอีกครั้งก็เป็นวันจันทร์ซึ่งตรงกับวันที่ 29 มกราคมนี้

เยาวราช ผู้ค้าบ่นอุบยอดขายเครื่องเซ่นไหว้ลดฮวบ!

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีน ที่ย่านเยาวราช เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ประชาชนทยอยเดินทางไปซื้อของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่ไม่คึกคักนัก ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านขายของเซ่นไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ต้องการลดการใช้จ่ายของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น อีกทั้งจำนวนผู้บริโภคก็น้อยกว่าทุกปีถึงร้อยละ 50 ขณะที่การซื้อขายทองคำย่านเยาวราชพบว่าเงียบเหงา และร้านค้าทองไม่ได้สั่งซื้อทองคำมาเตรียมขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนมากนัก แต่คาดว่าเมื่อถึงช่วงตรุษจีน หรือมีการแจกอั่งเปา วันที่ 25-26 มกราคมนี้ น่าจะมีลูกค้าซื้อทองแท่ง ทองรูปพรรณเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ และเป็นรางวัลแก่ตัวเองเพิ่มขึ้น

เตือนระวังไฟไหม้จากการจุดธูปเทียน

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าสักการะศาลเจ้าเก่าแก่ประจำกรุงเทพมหานคร ภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เนื่องในเทศกาลตรุษจีน และเปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมีการจัดงานบริเวณไชน่าทาวน์ ย่านเยาวราช ตนคาดว่า จะทำให้มีเงินสะพัดนับ 100 ล้านบาท เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของไทย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังฝากให้ชาวไทยเชื้อสายจีน ระมัดระวังตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะต้องดับธูป เทียน ก่อนเดินทางออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งล่าสุดได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ย่านรองเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน

สั่งคุมเข้มสกัดเพลิงไหม้

ด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าได้สั่งการให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำรถดับเพลิงไปเตรียมพร้อมไว้ ตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั่วกรุงเทพ เพื่อป้องกันเพลิงไหม้ เช่น ตลาดสดหรือศาลเจ้าสำคัญๆ นอกจากนี้ ยังได้ระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทุกเขต ให้เตรียมพร้อมในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย

ด้านศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 สงขลา เตือนชาวไทยเชื้อสายจีน ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ในการจุดธูปเทียนไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดับธูปเทียนสนิทแล้วก่อนออกจากบ้านเรือน หลังพิธีไหว้ ในวันนี้เสร็จสิ้นลง นอกจากนั้นขอให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนให้เรียบร้อยก่อนหากจะเดิน ทางออกจากบ้านเพื่อเยี่ยมญาติ หรือ ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากพบว่าในแต่ละปีจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนและพบ ว่าสาเหตุส่วนใหญ่คือการจุดธูปเทียนทิ้งเอาไว้ อย่างไรก็ตามหลายหน่วยงานได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดเจ้าหน้าที่เข้า เวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อออกให้ความช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น ๆ

อุตรดิตถ์-นครสวรรค์ตรุษจีนคึกคัก

ส่วนบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่เช้าของวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นไหว้สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์นอกจากจะออกมาตั้งโต๊ะ ไหว้เจ้าที่หน้าบ้านของตนแล้ว ยังได้ถือโอกาสพาครอบครัวนำหมู เป็ด ไก่ ผลไม้ และขนมมงคลต่างๆ นำถวายและกราบไหว้สิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ อันประกอบด้วยหลวงพ่อเพ็ชร วัดท่าถนน และอนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก วีรบุรุษผู้กล้าของเจ้าจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน และเป็นการขอบคุณที่ปกป้องคุ้มครองให้ดำเนินชีวิตอยู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างมี ความสุข และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ธุรกิจการงาน

ขณะที่ ชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนครสวรรค์ออกมาตั้งโต๊ะไหว้เจ้าหน้าบ้านกันแต่ เช้า ในขณะที่ตามศาลเจ้า เมืองปากน้ำโพผู้คนก็ออกมาไหว้เจ้าหนาแน่นเช่นกัน

บรรยากาศในวันไหว้ของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนครสวรรค์เป็นไปด้วยความ คึกคัก ผู้คนออกมาไหว้เจ้ากันตั้งแต่เช้ามืดเวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา โดยการออกมาตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้บริเวณริมฟุตปาตหน้าบ้านของตัวเอง ทำให้บรรยากาศตามท้องถนนในเมืองนครสวรรค์เต็มไปด้วยโต๊ะเครื่องเซ่นเต็มสอง ข้างทาง ในขณะที่ตามศาลเจ้าต่างๆในจังหวัดนครสวรรค์ทั้งที่เป็นศาลเจ้าประจำและศาล เจ้าชั่วคราวที่จัดขึ้นเพื่อเทศกาลตรุษจีน ก็มีผู้คนนำเครื่องเซ่นไหว้ ทั้งหมูไก่และผลไม้ออกมาไหว้เจ้าอย่างหนาแน่นเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามปีนี้เครื่องเซ่นไหว้ มีปริมาณน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนต่างพากันประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี

เพลิงไหม้กลางกรุงวันเดียว 3 จุดซ้อน

ขณะที่สถานการณ์เพลิงไหม้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 00.30 น. วันนี้ (25 ม.ค.) ร.ต.ท.จรูญ สังขารา พนักงานสอบสวน(สบ.1) สน.ปทุมวัน รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 849/49 ซ.จุฬา 9 แขวงและเขตปทุมวัน กทม. จึงประสานรถดับเพลิงจากสำนักป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง รองผบก.น.6 พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.อุดม เปี่ยมศักดิ์ รองผกก.สส. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น ปลูกติดกันกว่า 10 คูหา ชั้นล่างเป็นร้านขายเสื้อผ้ากีฬา โดยต้นเพลิงอยู่บริเวณชั้นที่ 2 กำลังลุกลามขึ้นไปบนชั้น 3 มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงทำการตัดกระแสไฟฟ้า ก่อนระดมฉีดน้ำดับเพลิง โดยใช้เวลา 20 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบชั้นที่ 2และ 3 ของอาคารพาณิชย์ดังกล่าวถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด ขณะเดียวกันบริเวณทางลงบันไดชั้น 3 พบศพผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้ดำเป็นตอตะโกทราบชื่อต่อมาคือ นางสายพิณ ยศศิริ อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ที่เกิดเหตุ

เผยวินาทีรอดตาย

จากการสอบสวนนางอำพา กาดิ๊บ อายุ 60 ปี มารดาผู้ตายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองพร้อมด้วยผู้ตาย นายบุญธรรม ยศศิริ ลูกเขย และหลานชาย-หญิงอีก 2 คน ได้นอนพักผ่อนอยู่ที่บริเวณชั้น 3 ระหว่างนั้นได้กลิ่นเหม็นไหม้ จึงสะดุ้งตื่น และเห็นเปลวไฟ พร้อมทั้งกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากชั้น 2 จึงรีบปลุกลูกหลานให้รีบตื่น โดยตนเองพร้อมด้วยนายบุญธรรมและหลานทั้งสองคน ได้เปิดหน้าต่างเหล็กดัดหนีออกทางระเบียงด้านหน้า จึงรอดมาได้ ส่วนผู้ตายคาดว่าพยายามหนีลงทางบันได จึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตดังกล่าว

ด้านนายบุญธรรม กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของร้านสกรีนเสื้อกีฬา ชื่อร้านศิริสปอร์ต 2 อยู่ที่ซ.จุฬา 4 สำหรับอาคารดังกล่าวได้เช่ามาจากสำนักทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังหมดสัญญาในปีนี้ โดยชั้นล่างได้ให้คนอื่นมาเช่าเปิดเป็นร้านขายเสื้อผ้ากีฬา ส่วนชั้น 2 เป็นที่สกรีนเสื้อกีฬา และเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการสกรีน ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักอาศัย ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมด้วยภรรยาและลูกอีก 2 คน ได้นอนอยู่บริเวณชั้นที่ 3 หลังเกิดเพลิงไหม้ตนได้อุ้มลูกชายวัย 5 ขวบ ปีนหนีออกทางหน้าต่างเหล็กดัดด้านหน้า และพยายามกลับเข้าไปช่วยภรรยา แต่เนื่องจากเพลิงได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีกลุ่มควันหน้าแน่นจึงไม่สามารถเข้าไปได้

ตำรวจคาดไฟฟ้าลัดวงจร

ขณะที่ พ.ต.อ.วัลลภ กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ ต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แต่อาจเป็นไปได้ว่าน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องสภาพสายไฟที่ค่อนข้างเก่า เช่นเดียวกับตัวอาคารที่ปลูกสร้างมานาน สำหรับศพผู้ตายได้มอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรที่แผนก นิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเกิดเหตุเป็นชุมชนมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่จะประกอบกิจการร้านค้าขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา รวมถึงร้านรับสกรีนเสื้อกีฬา ขณะเกิดเหตุทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกดังกล่าวเกิดความแตกตื่นต่างพากัน วิ่งหนีตายอย่างอลหม่าน เพราะเกรงไฟจะลุกลาม โชคดีที่เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ อย่างรวดเร็ว จึงฉีดน้ำดับเพลิงและสกัดเพลิงอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้เป็นน่าสังเกตว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประชาชนส่วนใหญ่ต่างพากัน จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุเพลิงไหม้ในปีนี้เหมือนเป็นอาถรรพณ์ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นปีมาก็เกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้คนเสียชีวิตมากมาย และยังคงมีเหตุการณ์เพลิงไหม้สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

พระเพลิงเผาบ้านย่านบางซื่อวอด

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 08.15 น. ร.ต.ท.หญิงนุชรี ล่องแก้ว ร้อยเวร สน.ประชาชื่น รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ 25 ซอยหมู่บ้านสินสุขเพลส ถนนพิบูลสงคราม แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.จึงรุดไปไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถดับเพลิงจากสำนักป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ประชาชื่น

ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้สูง 2 ชั้น เจ้าหน้าที่พบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา จากชั้นที่ 2 ของตัวบ้าน และมีเพลิงจำนวนมากกำลังลุกลามจากชั้นที่ 2 ลงมาชั้นที่ 1 เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถน้ำกว่า 10 คัน ทำการสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลาม และสามารถควบคุมเพลิงได้ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งบ้านได้รับความเสียหายทั้งหลัง พื้นที่เพลิงไหม้ประมาณ 104 ตารางเมตร

จากการสอบสวนทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ น.ส.พัศณี พันธุไพโรจน์ อายุ 57 ปี ต้นเพลิงเกิดจากห้องนอนชั้นที่ 2 ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

ไฟช็อตเผาวอดบ้านย่านพหลโยธิน

ต่อมาเมื่อเวลา 09.00 น.ของวันเดียวกัน ร.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ ร้อยเวร สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 93/1 ซอยพหลโยธิน 24 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.จึงประสานหน่วยบรรเทาสาธารณภัย แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.พหลโยธิน

โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ สูง 2 ชั้น ปลูกอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวาเจ้าหน้าที่พบกลุ่มควันและแสงเพลิงเกิดขึ้นบนชั้นที่ 2 ของตัวบ้าน เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้รถน้ำประมาณ 10 คันเพื่อทำการสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลาม เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ตัวบ้านได้รับความเสียหายบริเวณชั้นที่ 2

จากการสอบสวนทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายพิทักษ์ ณรงค์เดชกุล ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั่งไหว้เจ้าอยู่ที่ชั้นล่าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังคล้ายไฟฟ้าช็อตกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

"ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ"

ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย


เทศกาลจีนมีอยู่มากมาย ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน ในปีนี้ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ทุกคนต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่างหยุดงาน โรงเรียนสถาบันการศึกษาต่างปิดเทอมในช่วงนี้ เป็นปิดเรียนฤดูหนาว ยกเว้นคนที่ต้องทำหน้าที่ไม่สามารถหยุดงานได้ หน่วยงานห้างร้านต่างก็หยุดงาน 3-4 วัน เมื่อใกล้วันปีใหม่จีน ผู้คนต่างก็มีการตระเตรียมงานปีใหม่ ภายในครอบครัว ทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ผ่านปีใหม่อย่างสะอาดสะอ้านสดใส ร้านค้าห้างสรรพสินค้าต่างก็เติมไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กๆ ซื้อของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซื้อบัตรอวยพร ในตลาดก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างเดินไปเดินมากันขวักไขว่ ซื้อปลาบ้าง ซื้อเนื้อสัตว์บ้าง ซื้อเป็ดไก่บ้าง ทุกคนต่างดูแจ่มใสมีความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กๆ ต่างมีความสุขมาก ต่างสวมเสืิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ตอนกินอาหารมื้อค่ำคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะอาหาร ต่างชนแก้วอวยพรปีใหม่กันทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะ�อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะเริ่มทำเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ ก็จะปั้นลูกอี๋ทำน้ำเชื่อม ทำไป ชิมไปทานไป ครึกครื้นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนจะตื่นแต่เช้า เยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูงอวยพรปีใหม่
ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน

ประวัติของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่ มาถึงตอนนี้ ถ้าไม่ถูกลืมก็ถูกยัดลงกล่องใส่ตู้ปิดตายและแปะหน้าตู้ว่าไม่แน่ เอาไว้ทำปีหน้าแล้วกันอย่างไรก็ดี ความหวังก็คงยังไม่สูญไปทั้งหมดเพราะโอกาสที่สองกำลังมาถึงแล้ว กับการฉลองวันปีใหม่จีนหรือที่เรารู้จักกันว่า ตรุษจีนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ นั้นเอง

ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆ แล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่ จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอย จะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆ กัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัวต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน

อาหารไหว้เจ้า

ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆ ในปี อาหารชนิดต่างๆ ที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆ มีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน
เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์
อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัวเพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดม- สมบรูณ์ และไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว
ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุดและทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวน มากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน


ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่

หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การแต่งกายและความสะอาด ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน

15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน

วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้งหลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียกว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ด ของตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมาจากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็นวันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน

เยาวราชคึกคักปชช.ยกโขยงรับแจกเหรียญ'ฮง ลก ซิ่ว'-แห่ขายทองคำ

ประชาทรรศน์
24 ม.ค. 2009

'ตรุษจีน'เยาวราชคึกสุดยอดชาวไทยเชื้อสายจีนแห่ช็อปวัน จ่ายแน่นตลาด ราคาเนื้อ - ผัก - ผลไม้ ปรับลดเอาใจประชาชน ทองเยาวราช สวนทางราคาถีบตัวสูงลิ่ว ชาวบ้านเททองขายล้นทะลัก บรรยากาศตลาดต่างจังหวัดไม่สดใจ ตั้งราคาสินค้าสูงอ้างของหายาก ชาวบ้านบุรีรัมย์งดหัวหมู แห่ซื้อสัตว์ปีกไม่หวั่นไข้หวัดนก

สีสันการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษตจีน ยังคงเป็นไปอย่างคึกคักแม้ในช่วงนี้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจก็ตาม โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ม.ค.) ที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ ถ.เยาวราช มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน จำนวนมากเดินทางมาไหว้พระขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล และรอรับเหรียญที่ทางวัดได้เตรียมมอบให้ในเทศกาลนี้ และฉลองครบรอบ 30 ปีการก่อตั้งวัด คือเหรียญ 'ฮก ลก ซิ่ว' ซึ่งเป็นเทพเจ้า 3 องค์ ซึ่งมีเพียงวันนี้เท่านั้น

ส่วนบรรยากาศของผู้มาซื้อเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ประชาชนซื้อข้าวของคึกคักพอสมควร ซึ่งราคาไก่ เป็ด และเครื่องเซ่นไหว้ขยับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ10 แต่ทั้งนี้ยังคงราคาสินค้า ห฀ห็ดหอมจากกิโลกรัมละ 400 บาทเหลือเพียงกิโลกรัมละ 280 บาท ขณะที่ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็มีการปรับลดราคาลงเช่นกัน

ปชช.แห่ขายทองคำล้นเยาวราช

ขณะที่ร้านทองในย่านเยาวราชมีประชาชนแห่มาขายทองมากกว่าเดิม โดยนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงบรรยากาศการซื้อขายทองคำช่วงตรุษจีน ว่า ราคาทองคำวันนี้สูงขึ้นประมาณ 400 บาทต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาท ก็ทำให้มีผู้นำทองคำมาขายเพื่อทำกำไรค่อนข้างมาก โดยราคาทองแท่งอยู่ที่ 14,500-14,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ราคาเฉลี่ยที่ 14,900-15,000 บาท โดยมีผู้มาขายมากกว่าซื้อ แต่ต้องรอดูวันจันทร์ที่คาดว่า ประชาชนจะมาซื้อทองไปมอบให้ญาติพี่น้องว่าจะคึกคักขึ้นหรือไม่ แต่หากเปรียบเทียบกับปีก่อน ถือว่าบรรยากาศไม่คึกคักมากนัก เพราะประชาชนวิตกปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้การซื้อขายทองคำไม่คึกคักเท่าที่ควร

ตลาดใต้ปรับราคาเนื้อสัตว์-ผัก-ผลไม้

ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ตลาดทรัพย์สินพลาซ่าสงขลา ถนนนครใน อ.เมือง จ.สงขลา ชาวไทยเชื้อสายจีนออกมาจับจ่ายซื้อของเซ่นไหว้�ปรับราคาเนื้อสัตว์-ผัก-ผลไม้

ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ตลาดทรัพย์สินพลาซ่าสงขลา ถนนนครใน อ.เมือง จ.สงขลา ชาวไทยเชื้อสายจีนออกมาจับจ่ายซื้อของเซ่นไหว้เพื่อเตรียมไหว้พระและ บรรพบุรุษ โดยในการจับจ่ายซื้อของเซ่นไหว้ในปีนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนจะซื้อเฉพาะสิ่งของ ที่จำเป็นสำหรับนำไปเซ่นไหว้เท่านั้น เนื่องจากราคาสิ่งของเซ่นไหว้ ทั้งหมู ไก่ เป็ด ผัก ผลไม้ มีการปรับราคาสูงขึ้น โดยราคาหมูเนื้อแดงขายในราคา กก.ละ 110-120 บาท หัวหมูไหว้เจ้า กก.ละ 65 -70 บาท จากเดิม 60 บาท ส่วนไก่ ซึ่งเป็นตัวหลักในกะพงขาว ขนาด 1 กก.กก.ละ 200 บาท

ด้านผักมีบางชนิดที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ได้แก่ ต้นกระเทียมจีน กก.ละ 100 บาท ต้นกึ้นไฉ้และผักชี ราคา กก.ละ 60 -70 บาท ต้นหอม กก.ละ 40 บาท ส่วนผักอื่นยังราคาปรกติ สำหรับผลไม้ที่ปรับราคาสูงขึ้นทุกชนิด เช่น ส้มโชกุน กก.ละ 65 บาท นอกจากนี้ยังมีขนมเข่ง ขนมเทียน ซึ่งเป็นขนมที่ใช้ไหว้เจ้าช่วงตรุษจีนก็อยู่ในราคาปกติ โดยขนมเข่งราคา กก.ละ 70 บาท ขนมเทียนลึ้นทุกชนิด เช่น ส้มโชกุน กก.ละ 65 บาท นอกจากนี้ยังมีขนมเข่ง ขนมเทียน ซึ่งเป็นขนมที่ใช้ไหว้เจ้าช่วงตรุษจีนก็อยู่ในราคาปกติ โดยขนมเข่งราคา กก.ละ 70 บาท ขนมเทียนลูกละ 4 บาท ราคาเท่ากับปีที่ผ่านมา

ปชช.พิจิตรคึกคักไก่สดขายดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองพิจิตร ชาวไทย เชื้อสายจีนพากันออกมาจับจ่ายซื้อเครื่องเซ่นไหว้ เทศกาลตรุษจีนตั้งแต่เช้า โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ชาวไทยเชื้อสายจีนต่างพากันมาซื้อเครื่องเซ่นไหว้ โดยเฉพาะไก่สดอย่างเนืองแน่น ต่างกับหลายปีที่ผ่านมาที่ในช่วงนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนก แต่ในปีนี้ไม่มีโรคเกิดขึ้นจึงทำให้ประชาชนพากันซื้อได้อย่างสบายใจ จนทำให้พ่อค้าแม่ค้า ต้องสั่งไก่สดมาเพิ่มตลอดเวลา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยราคาไก่ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยปีนี้ประชาชนต่างพากันซื้อไก่แบบยกตัว หมูเป็นกิโลกรัม ต่างกับปีที่ผ่านมา ที่หลายคนซื้อไก่เพียงครึ่งตัว หมูเพียง 1 ชิ้นไปเซ่นไหว้ สวนทางกับกระแสเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันร้ายขายเนื้อของชาวอิสลามที่ตั้งแผงขายใกล้เคียงกับแผงขายหมูและ ไก่ ต่างก็พากันเงียบเหงา เทียบความแตกต่างได้อย่างชัดเจน โดยผู้ค้าระบุว่าขายได้น้อยมาก


ตลาดบุรีรัมย์หง๋อย-แม่ค้าหัวหมูคอตก

ด้านบรรย�ขณะที่ ราคาเป็ด ไก่ ได้ปรับราคาสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 120 บาท จากปกติมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท โดยกลุ่มแม่ค้า อ้างว่า รับซื้อมาในราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 70-80 บาทเพิ่มจากเดิม 50-60 บาท เนื่องจากสินค้าหายาก

ขณะที่มีรายงานว่าแม่ค้า-พ่อค้าจำหน่ายหมูในตลาดดังกล่าว เปิดเผยว่าในเทศกาลตรุษจีน ปีนี้ยังไม่มีผู้ใด มาสั่งจองหัวหมู เพื่อนำไปเซ่นไหว้แม้แต่รายเดียว ซึ่งต่างจ�ีรายงานว่าแม่ค้า-พ่อค้าจำหน่ายหมูในตลาดดังกล่าว เปิดเผยว่าในเทศกาลตรุษจีน ปีนี้ยังไม่มีผู้ใด มาสั่งจองหัวหมู เพื่อนำไปเซ่นไหว้แม้แต่รายเดียว ซึ่งต่างจากทุกปีที่ผ่านมาจะมาสั่งจองไว้ประมาณ 40-50 หัว ทั้งนี้ยังมีการคาการณ์ว่า ในปีนี้น่าจะมีการหันไปใช้ผลไม้ในการเซ่นไหว้มากกว่าที่จะใช้เป็ด ไก่ ซึ่งมีราคาแพงกว่า ประกอบกับ บางส่วนยังมีความหวาดกลัวกับโรคไข้หวัดนก

23 มกราคม, 2552

ตรุษจีนกับวิกฤติเศรษฐกิจ



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

ภาษาจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นภาษาไทยว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ คำอำนวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เริ่มฤดูการเพาะปลูกตามปฏิทินจันทรคติของชาวจีนทั่วโลก ซึ่งในปีนี้กำหนดให้วันที่ 24 มกราคม 2552 เป็นวันจ่าย วันที่ 25 มกราคม 2552 เป็นวันไหว้ และ วันที่ 26 มกราคม 2552 เป็นวันเที่ยว ส่วนใครจะได้รับซอง “แต๊ะเอีย” ขอให้ท่านเปิดดูจะได้รู้ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่เพียงใด ในปีนี้

ได้รับฟังการเสวนา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเทศจีน โดยเฉพาะการบริหารงาน ที่เขาชื่นชมกันว่า เป็นการบริหารงานที่ผู้นำเด็ดขาด มีการวางแผนมอนิเตอร์ และ กล้าตัดสินใจที่จะออกคำสั่งไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เจ๊ง ไม่เป็นท่า 70-80%

เขามีการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแบบ โฮลดิ้งคอมปานี หรือมองประเทศเป็นบริษัท 1 บริษัท นั่นหมายถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพ การจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ได้ เพราะต้องมีความรวดเร็ว ฉับไวในข้อมูล และรัฐบาลมีอำนาจที่มากนั่นเอง

ในขณะนี้จีนกำลังพัฒนาประเทศโดยจะลดพื้นที่ภาคเกษตรกรรม ให้เหลือเพียง 40% เท่านั้น และจะเพิ่มพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมชานเมือง

มีการคาดการณ์กันว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าด้านของตกแต่งบ้าน จำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสในการส่งสินค้าดังว่าเข้าไปขาย…

นั่นคือเรื่องของประเทศจีน ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในยุคปัจจุบันและพูดกันว่า จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปอีก 60 ปีเนินคดีความ
นี่คือความแตกต่างในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ระหว่าง 2 ประเทศ
ไม่รู้จะโทษใครได้

กลับมาปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าปี 2552 นี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะเผาจริง !!!

รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินในปริมาณมากเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะให้ อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจจะมีตัวเลขมากกว่าการประมาณการเพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์

ขณะที่วงสัมมนาทางวิชาการ เขาประมาณกันว่า หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกรอบการทำงาน 7-8 อย่าง ดังที่แถลงกันไปนั้น จะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น!!!

เงินที่อัดฉีดลงไปในแต่ละโครงการจะไม่มีมูลค่าทวีคูณ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจตามหลักทฤษฎี เพราะการปฏิบัติจริง เขายกตัวอย่างเงิน 2,000 บาท ที่รัฐบาลนำมาแจกผ่านระบบประกันสังคมนั้นบางคนอาจจะไม่สนใจนำมาใช้จ่าย บางคนอาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นุ�อาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นจะโต้เถียงกับผู้นำรัฐบาล “น้ำมีน้อย ต้องใช้ดับไฟให้ถูกจุด” ท่านคงไม่รับฟัง เพราะไม่ใช่ อำมาตยา คนมีสี และ นายทุน ที่มีเสียงมากกว่าประชาชนทั่วๆ ไป แบบเราๆ ท่านๆ

ไฟกำลังจะไหม้บ้าน...น้ำมีน้อย เอามาสาดไปแบบมั่วๆ มันชวนให้ต้องคิดกันแล้วว่า “ทางหนีไฟ” อยู่ที่ไหน หากยังไม่รับฟังและเอาไปแก้ไขปรับปรุงดื้อดึงกันแบบนี้ เผ่นกันก่อนดีกว่าไหม...ไม่อย่างนั้นจะโดนไฟคลอกตายทั้งบ้านแน่!!!!