CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมิ่นพระบรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมิ่นพระบรม แสดงบทความทั้งหมด

04 เมษายน, 2552

หลอกให้สารภาพแลกปล่อยตัว สุดท้ายคุก10ปีสุวิชาคดีหมิ่นฯ


รูปที่มีอยู่ในบ้านสุวิชา-ภาพ ของสุวิชากับกิจกรรมร่มบินพารามอเตอร์ ซึ่งเขาเคยมีผลงานระดับแชมป์ของประเทศ ภาพนี้เป็นรูปที่ลูกๆของเขาวางไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือที่บ้านยามที่พ่อไปอยู่ ในคุก ตอนนี้ชีวิตของเด็กๆ3คนลูกของสุวิชากำลังลำบากเพราะขาดพ่อ ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่หารายได้เลี้ยงคนในครอบครัว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 เมษายน 2552


เช้า วันนี้(3เม.ย.)ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุวิชา ท่าค้อ อายุ 34 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่า ระหว่างวันที่ 15 - 16 สิงหาคม 2551 จำเลยได้กระทำผิดกฎหมาย ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ องค์รัชทายาทโดยพนักงานติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา โดยบริเวณหน้าร้าน สุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม

โดย ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุกจำเลย เป็นเวลา20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 10 ปี

เมียสุวิชาสุดกลั้นสามีถูกหลอกให้สารภาพแลกปล่อยตัว

นาง ฐิติมา ท่าค้อ ภรรยาของนายสุวิชา วัย 36 ปี กล่าวภายหลังคำตัดสินว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง และยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับการเลี้ยงดูลูก 3 คนที่ต่างกำลังอยู่ในวัยเรียน เพราะตนเป็นแม่บ้านมาตลอด มีสามีเป็นผู้หารายได้หลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกชายคนโตอายุ 16 ปีได้บวชอยู่ที่วัดสระโบสถ์ จ.ร้อยเอ็ด ในโครงการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

" เขาบอกว่าถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน" นางฐิติมากล่าว

คุกไม่อาจขังความคิดของเสรีชน

ก่อนหน้านี้เมื่อ14มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กนำ เสนอ ข่าวเรื่อง"นักเล่นอินเตอร์เน็ตไทยโดนขังคุกโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวโทษ ฐานวิจารณ์สถาบันกษัตริย์" โดยระบุว่านายสุวิชา ท่าค้อ อายุ 34 ปี วิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกขังคุกมาครบ2เดือนแล้วในเรือนจำของประเทศไทย เขาถูกตำรวจจับกุมตัวข้อหาหมิ่นพระราชวงศ์ โดยสุวิชากล่าวยืนยันว่า เขาควรได้รับอนุญาตให้แสดงออกความคิดเห็น "เราสามารถที่จะคิดได้อย่างเสรี"สุวิชากล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา" พวกเขาไม่สามารถจะหยุดความคิดของใครได้ โดยส่งคนเข้ามาขังไว้ในคุก"


เขา ถูกจับกุมเมื่อ14มกราคมที่ผ่านมา โดยเชื่อมโยงกับหลักฐานที่โพสต์ในอินเตอร์เน็ต สุวิชามีอายุ34ปี มีอาชีพเป็นวิศวกรของบริษัทน้ำมันน้ำมัน เขาถูกขังคุกโดยพรากจากภรรยากับลูกๆอีก3คน

"เราสามารถที่จะคิดได้ อย่างเสรี"สุวิชากล่าวเมื่อ4มีนาคมที่เรือนจำคลองเปรม โดยที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา"พวกเขาไม่สามารถจะหยุดความคิดของใครได้ โดยส่งคนเข้ามาขังไว้ในคุก"

มีกรณีผู้ถูกจับกุมคุมขังจำนวนมากที่ถูก ส่งเข้าไปขังคุกภายใต้กฎหมายไทย สร้างความถกเถียงในทางการเมืองออกไปอย่างกว้างขวางในอนาคตของบทบาทของสถาบัน กษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯภูมิพลอดุลยเดช,พระชนมายุ 81 พระชันษา ซึ่งครองราชมานานกว่า6ทศวรรษ เกิดการรัฐประหารมากกว่า 10 ครั้งในช่วงที่ครองสิริราชสมบัติอย่างมั่นคง ภายหลังการยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชไปเมื่อพ.ศ.2475

ประเด็นการ สืบราชสันตติวงศ์"เป็นเรื่องที่เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศไทย "โรเบิร์ต บรอดฟุต กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงของการเมืองและเศรษฐกิจ ที่มีฐานอยู่ในฮ่องกงกล่าว กษัตริย์ภูมิพลมีความสำคัญพอๆกันทั้งในฐานะที่เป็นกษัตริย์ และการเป็นสถาบัน"ซึ่งก็เป็นข้อสมมุติฐานว่าจะถูกทดสอบในระยะของการเปลี่ยน ผ่าน"

รัฐธรรมนูญของประเทศไทยกำหนดไว้ว่ากษัตริย์"อยู่ในฐานะเป็นที่ สักการะเคารพเทิดทูน ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้"ส่วนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดไว้ว่า ผู้ใดดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายกษัตริย์,ราชินี,รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการมีโทษจำคุกสูงสุด15ปี

การถวายอารักขาที่มีประสิทธิภาพ?
กฎหมาย ดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่จะหยุดการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่ง"อาจมีประสิทธิภาพมากในการอารักขาปกป้องราชอาณาจักรไทย"กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนก่อน"ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ที่มีความไม่ลงรอยทางการเมืองในประเทศระหว่าง หลายกลุ่ม แล้วไปดึงเอาสถาบันกษัตริย์ลงมาสู่สมรภูมิทางการเมือง"

นอก จากการโพสต์ลงในอินเตอร์เน็ตแล้ว การออกหนังสือเล่มขนาดเล็กวิพากษ์พระราชวงศ์ก็เริ่มพบเห็นในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน ใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตรองศาสตราจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกดำเนินคดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยถูกกล่าวหาว่าหนังสือที่เขาเขียนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หนังสือนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรัฐประหารในปี2549ที่มีผลโค่นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรพ้นอำนาจ ต่อมาใจหนีไปพำนักลี้ภัยยังสหราชอาณาจักร และเมื่อเดือนก่อนเขาออกมาเรียกร้องให้ประเทศก้าวไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ

" กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ไม่ต่างไปจากกฎหมายห้ามหมิ่นศาล การปกป้องสถาบันก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหากไม่เช่นนั้นสถาบันไม่มีเครื่องมือที่จะป้องกันตัวเอง"นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่31มกราคมที่ผ่านมา ต่อมาในวันที่6มีนาคมเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อาจพิจารณาทบทวนเพื่อให้"เกิดความชัดเจนขึ้น"

การรณรงค์บนท้องถนน

อภิสิทธิ์ ,วัย44ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้3เดือนแล้ว หลังจากได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กลุ่มเดินขบวนต่อต้านที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ โดยใช่เวลากว่า6เดือนบนท้องถนนเพื่อประท้วงขับไล่รัฐบาลที่นิยมและสนับสนุน อดีตนายกฯทักษิณ และได้ใช้สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของกษัตริย์ภูมิพลมาเป็นสัญลักษณ์ของพธม.

สุ วิชาสวมชุดนักโทษด้วยเสื้อเชิ้ตสีเหลืองซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของในหลวงกล่าว ว่า ทัศนะของเขาต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปหลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายน 2549เพื่อขับไล่ทักษิณ ตำรวจตามสะกดรอยเวบที่เขาโพสต์ ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้อภิปราย และอ่านอีเมล์ของเขา โดยเขาโดนจับกุมตัวหลังจากส่งลูกไปโรงเรียน

"ในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนพากันหนีเข้าป่าเพื่อต่อสู้ตามความเชื่อทางการเมือ"สุวิชากล่าว โดยหมายถึงขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ในยุคทศวรรษ2520ซึ่ง ต่อมาก็ถูกรัฐบาลปราบปรามลง"แต่ทุกวันนี้เรามีเวบไซต์ หากพวกเขาต้องการหยุดความเคลื่อนไหวนี้ พวกเขาก็ต้องหยุดเทคโนโลยีทั้งหมด"

บล็อกอินเตอร์เน็ต

รัฐบาล ได้ปิดกั้นเวบไซต์มากกว่า2,000เวบ โดยระบุว่าเป็นการหมิ่นกษัตริย์ในช่วง2เดือนแรกของปี ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเป็นสี่เท่าจากปี2551 ทั้งนี้จากการเปิดเผยของอารี จิวรลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสารของกระทรวงไอที

คณะ กรรมาธิการของสภาจัดสร้างเวบไซต์ขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเพื่อให้ ประชาชนแจ้งรายงานการหมิ่นสถาบัน ในปี2550 ประเทศไทยเคยปิดกั้นเวบYOUTUBEเป็นเวลานาน5เดือนหลังจากมีการเผยแพร่วิดิโอ เกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล

ในจำนวนผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีนั้น ก็รวมทั้งแกนนำการต่อต้านรัฐบาล และนักกิจกรรมชาวพุทธ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของเวบไซต์นักโทษการเมืองในประเทศไทย(Political prisoners in Thailand) มีสตรี2คนที่ถูกขังคุกเช่นเดียวกับสุวิชา หลังจากไปกล่าวปราศรัยเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร19กันยาฯ

เมื่อ สัปดาห์ก่อน ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ประชาไทก็ถูกจับกุมดำเนินคดี โทษฐานไม่ไวพอที่จะลบการโพสต์กระทู้ที่ลงในบอร์ดของประชาไท ซึ่งถูกกล่าวหาว่าต่อต้านกษัตริย์

การต่อต้านของนักวิชาการ

นัก วิชาการปัญญาชนนานาชาติมากกว่า50คน ซึ่งรวมทั้งนักวิชาการจากฮาวาร์ด,เยล และมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอภิสิทธิ์โดยระบุว่า"การ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกวดขันฉับไว"ภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น"เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง"โดยพวกเขาได้เรียกร้อง ให้หยุดดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทุกราย เพราะการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวนำพาไปสู่"การวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและนอก ประเทศที่ยิ่งหนักข้อขึ้นต่อสถาบันกษัตริย์และเป็นผลเสียต่อประเทศไทย"

เมื่อ ปีที่แล้ว พธม.ปะทะกับกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณ และต่อต้านทหาร จักรภพ เพ็ญแข แกนนำเสื้อแดง เผชิญกับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและถูกแจ้งความดำเนินคดีจากตำรวจคนหนึ่ง คือพ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งการดี โดยระบุว่าคำปราศรัยของจักรภพในปี2550ซึ่งได้เรียกร้องให้การต่อสู้ทางการ เมืองต้อง"ต่อสู้แตกหัก"ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์เพื่อ" เปลี่ยนแปลงประเทศไทยและวางรากฐานเสียใหม่"

"สังคมที่เข้มแข็งก็คือ สังคมที่ประชาชนสามารถแสดงออกและสำเหนียกถึงอุดมคติได้อย่างเต็มที่ และประชาชนต้องเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาลำแข้งของตนเอง"จักรภพกล่าวในการให้ สัมภาษณ์เมื่อวันที่4มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังจากที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้เลื่อนว่าจะสั่งฟ้องคดี หมิ่นฯของเขาหรือไม่ออกไปอีก30วัน

เสด็จพระราชทานเพลิงศพ

กษัตริย์ ภูมิพลไม่ได้ทรงมีพระราชวิจารณ์ใดต่อการเคลื่อนไหวประท้วงขับไล่รัฐบาลของ พธม.เมื่อปีกลาย ซึ่งอ้างกันว่ามีผู้เสียชีวิตไป5คน แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ,พระชนมพรรษา76ได้เสด็จเป็นองค์ประธาน งานพระราชทานเพลิงศพพธม.ผู้หนึ่งซึ่งเสียชีวิตในการปะทะกับตำรวจ

รัฐ ธรรมนูญไทยอนุญาตให้พระราชโอรส หรือพระราชธิดาขึ้นสืบพระราชสันตติวงศ์ต่อจากษัตริย์ภูมิพลก็ได้ สำหรับพระราชโอรสคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร,พระชันษา56ชันษา ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจที่เป็นทางการแทนพระองค์ตลอดทั้งปี รวมทั้งทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมสภาเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว

ใน การที่ทรงมีพระราชกระแสดำรัสในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี2548 กษัตริย์ภูมิพลมีพระราชดำรัสว่า ไม่มีพระราชประสงค์จะอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์"เพราะว่าหากพูดว่าพระเจ้า อยู่หัวฯไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้,ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน" พระองค์ตรัส พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นบางกรณี รวมทั้งนักเขียนชาวออสเตรเลียที่ถูกตัดสินให้จำคุก3ปีเมื่อเดือนมกราคมที่ ผ่านมา ฐานหมิ่นพระราชวงศ์ในหนังสือที่เขาพิมพ์เองและขายได้เพียงไม่กี่เล่ม

สุ วิชา ซึ่งได้รับการปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวออกไปสู้คดีถึง2ครั้งแล้วกล่าวว่า เขาหวังว่าจะมี"ปาฏิหาริย์" หากได้รับอิสระเขามีแผนจะทำงานในฟาร์มและใช้ชีวิตที่สันโดษ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เขาคิดและเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ผิดหรือ ต้องกล่าวโทษตัวเอง

"คนไทยจะต้องเริ่มคิดในสิ่งใหม่,มีความคิดใหม่" เขากล่าว"ผมคงไม่ต้องมาติดคุก หากพวกเราไม่ยอมรับกับการเมืองแบบนี้ เราจะต้องหาทางออกสำหรับปัญหา"

02 มีนาคม, 2552

"ใจ" ร่อนสารถึงทูตไทยในอังกฤษ ท้าดีเบตแสดงจุดยืนวิชาการสองต่อสอง

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มีนาคม 2552

ใจ อึ้งภากรณ์ ร่อนสารเปิดผนึกถึงทูตไทยในอังกฤษในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ท้าโต้วาทีเชิงวิชาการพร้อมแลกเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองสองต่อสองในสถานที่ ที่เป็นกลาง พร้อมเขียนตบท้าย อย่ากลัวที่จะตอบรับคำท้า!!

ร. ศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้กำลังพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญในการทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพและต่อ ต้านกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ได้ออกจดหมายเปิดผนึกผ่านทางอินเตอร์เน็ต ลงนามถึงสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนวันนี้ โดยมีรายละเอียดของจดหมายทั้งหมดดังนี้



Call for open academic debate with
Thai Ambassador to UK

จดหมายถึงทูตไทยประจำลอนดอน
Open Letter to Thai Embassy in London

ผม ยินดีที่สถานทูตไทยพร้อมจะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากจุดยืนผม และผมยินดีที่มีการจัดประชุมที่สามัคคีสมาคมเพื่อให้ทูตไทยแสดงความเห็นของ ฝ่ายรัฐบาล

เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนและการใช้ปัญญาต่อไป ผมจึงขอเชิญทูตไทยประจำลอนดอน ร่วมโต้วาทีวิชาการ สองต่อสอง กับผมในเวทีสาธารณะ เรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย โดยมีผู้ดำเนินการที่เป็นกลาง อาจจัดที่ลอนดอนในเดือนเมษายน

หวังว่าจะมีการตอบรับมาจากสถานทูต เพื่อแสดงความจริงใจและความเปิดกว้างทางวิชาการ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
๑ มีนาคม ๒๕๕๒

I am happy that the Thai Ambassador is taking a keen interest in public discussions concerning the Thai political situation. His talk at Sammagi Samakom shows this. Therefore may I suggest as a next step that the Ambassador and I debate the issue of Thai Democracy publically sometime in April. We can ensure a neutral chair person. I hope that the Ambassador will agree to this public debate in a spirit of open-minded academic freedom.

Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
1 March 2009

30 มกราคม, 2552

เผยอีกรายผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ เป็นหญิงสาวอายุ 26

ประชาไท

30 มกราคม 2552 ที่ห้องพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กอง บังคับการปราบปราม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน (สบ2) ตามหมายเรียกพยานในคดีอาญา กรณี “หมิ่นเบื้องสูง” ระหว่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ในฐานะผู้กล่าวหา กับ น.ส....... ผู้ต้องหา (ขอสงวนนาม)



ทั้งนี้ นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ได้เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบครั้งนี้เป็นการให้การตามหมายเรียกพยาน ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของ ส่วนงานต่างๆ ของเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งได้ให้การไปว่า เว็บไซต์ประชาไทได้มีสองส่วนหลักคือส่วนที่ทำหน้าที่เสนอข่าวที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งรับผิดชอบโดยกองบรรณาธิการ และส่วนที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเว็บบอร์ดเพื่อส่งเสริมการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของประชาไทรับผิดชอบในการดูแล มิให้เกิดการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งบุคลากรในประชาไทได้ให้ความสำคัญและระมัดระวังอยู่แล้ว



นอก จากนี้ บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้สอบถามกลับไปเพื่อทำความรู้จักผู้ต้องหาว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากได้รับหมายเรียกให้เป็นพยาน พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่มีชื่ออยู่ตามหมายเรียกดังกล่าวได้เข้ามาโพสต์ในเว็บไซต์ประชา ไทเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ในชื่อว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” ซึ่งได้สืบสวนพบว่าเป็นเพศหญิง อายุ 26 ปี บุคลิกเรียบร้อย ครอบครัวมีฐานะ ต่อมาได้เข้าทำการจับกุม เมื่อนายชูวัสสอบถามความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งในชั้นต้นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์และได้รับการประกันไปในที่สุด



จาก การสอบถามถึงข้อมูลของผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติมกับน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเว็บบอร์ด นางสาวจีรนุช เปิดเผยว่า ในระบบทะเบียนของประชาไทไม่มีผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” เป็นไปได้ว่า ผู้ต้องหาอายุ 26 ปีรายนี้จะเป็นผู้อื่นที่นำข้อความของผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” มาโพสต์ไว้มากกว่า ซึ่งความชัดเจนคงไม่สามารถหาได้ เนื่องจากคดีในลักษณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้สาธารณชนตรวจสอบการดำเนินคดีได้ลำบาก



อย่าง ไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับหมายเรียกพยาน ประชาไทได้พยายามสืบหาผู้ต้องหารายนี้ และได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในทัณฑสถานหญิงกลางว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้

16 มกราคม, 2552

ผบช.น.เผยพบเว็บฯจวบจ้วงสถาบันแล้วกว่าพัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ม.ค.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึง การปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีเว็บไซต์ลักษณะดังกล่าว ประมาณ 1,000 - 1,500 เว็บ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ดำเนินการจับกุม แต่ในส่วนบช.น.จะรับผิดชอบคดี เกี่ยวกับคดีหมิ่นเบื้องสูงเท่านั้น ไม่ว่าคดีจะเกิดขึ้นที่ใด ก็จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเข้ามารวมกัน และจากการประชุมในขณะนี้ คดีที่ยังไม่มีการฟ้องร้องมีอยู่ประมาณ 8 คดี จากทั้งหมด 17 คดี นอกจากนี้ ผบช.น.ยังปฏิเสธไม่ได้จัดสัมมนาล่ารายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อถอดถอนป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

15 มกราคม, 2552

Exclusive!คนใกล้ชิดสุวิชาแชมป์ร่มบินวันแม่เผยเหตุการณ์จับกุมคดีโพสต์หมิ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โทรทัศน์เนชั่นแชนัล และบล็อกของสุวิชา ท่าค้อ
15 มกราคม 2552

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/exclusive_15.html

คนใกล้ชิด"สุวิชา"ผู้ต้องหาหมิ่นเผยเหตุการณ์จับกุมหนุ่มนักร่มบิน
แหล่ง ข่าวผู้ใกล้ชิดนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ผู้ต้องหาถูกตำรวจจับกุมคดีโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามเวบไซต์ ต่างๆเปิดเผย
เหตุการณ์จับกุมว่า ตำรวจได้ไปค้นบ้านพักนายสุวิชาที่กรุงเทพ แต่ไม่เจอใคร จึงตามไปจับกุมตัวที่จังหวัดนครพนม ตอนจับทีแรก ไม่�B9�รู้เรื่อง และไม่ให้มีทนายความรับทราบเลย แต่ตอนหลังไม่รู้ข่าวหลุดมาได้อย่างไร

ตำรวจ ไม่มีการแถลงข่าวการจับกุมต่อสื่อมวลชน แต่เป็นการให้ข่าวกันเอง คาดว่าข้อมูลและรูปที่นำไปโพสมาจาก เครื่อง computer ที่ตำรวจยึดไป

ครอบ ครัวของนายสุวิชาเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ แถว ๆ รามอินทรา (เขตคันนายาว) จากนั้นก็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เน็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี และลูก ๆ โตขึ้น ค่าใช้จ่ายที่กรุงเทพฯสูง จึงย้ายมาเมื่อปีที่แล้ว “เขาไม่ได้หนีการจับกุมอย่างที่เป็นข่าว แค่กลับบ้านธรรมดา ปกติจะไปทำงาน บางครั้งก็เป็นเดือน บางครั้งก็ประมาณ 2 อาทิตย์ ผลของการถูกจับครั้งนี้กระทบกับการทำงานแน่นอน เขาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะ และเขา ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกติดตามอยู่ ส่วนเวปไซด์หมิ่น เราก็ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น มีแต่เวปชมรมกีฬาร่มบินธรรมดา “

ตำรวจจินตนาการมีเครือข่ายขบวนการสมคบคิด

ส่วน ข้อกล่าวหาว่านายสุวิชาโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงตามเวบต่างๆนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ไม่ทราบว่าเขาโพสต์อะไรบ้าง รู้แต่ว่าเขา เคยบอกว่า เจอในเวปยูทูป และ save ลงเครื่อง และส่งต่อไปให้เพื่อน เนื่องจากมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศมาก นอกจากนั้นทราบว่าเขาก็ชอบเล่น internet โดยเฉพาะ เวปประชาไท และมีความนิยมในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรเป็นการส่วนตัว “แต่ก็ไม่รู้ว่าเขา save อะไรจาก ยูทูป บ้าง”

ใน การเข้าจับกุมนั้น ตำรวจบอกว่าต้องไปสอบสวนก่อน เขายังไม่บอกข้อหาที่ชัดเจน เขาบอกว่าอยากไปสอบสวนดูว่า มีครือข่าย หรือมีผู้กระทำร่วมเป็นขบวนการหรือไม่ ต่อมาในภายหลังมีการกล่าวหา2คดีคือ คดีหมิ่นเบื้องสูง และคดีเกี่ยวกับความมั่นคง

“เขามีลูก 3 คน และเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ทำงานเลี้ยงดูทุกคน ภรรยาเป็นแม่บ้านธรรมดา เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาตามมาอีกบ้าง”แหล่งข่าวกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า นายสุวิชาชอบกีฬาพารามอเตอร์(ร่มบิน)เป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่ทราบว่า ทำไมเขาต้องมาเจอชะตากรรมขนาดนี้

“เขายังไม่มีทนายเลย ช่วยเขาด้วย ไม่อยากให้มีความอยุติธรรมบนแผ่นดินนี้ เขาเป็นแค่รากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ถูกจับแบบนี้เขาไม่มีทางสู้เลย"แหล่งข่าวร้องขอความยุติธรรม

ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเพราะเหลืออดจริงๆครับกับพวกที่ยอมเป็นลูกแหง่ไปตลอดชาติ

ผมไม่พูดเกินไปหรอกผมกล้าพูดว่า ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่จงรักภักดี ไม่เคยคิดจะล้มล้างสถาบันที่เป็นของคู่ประเทศไทยมายาวนาน ผมพูดได้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ เห็น ในหลวง ราชินี และทุกพระองค์ กับตาตัวเองจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นในรูปถ่าย เพียงแต่เราต้องจงรักภักดีแบบมีเหตุและผลบ้าง อย่าให้ความจงรักภักดีอยู่เหนือเหตุและผลโดยไม่รับฟังเสียงรอบข้างเลย Foreword อย่างเดียว Reword ไม่ได้เลย สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย สิ่งไหนที่การปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เราในฐานะประชาชนต้องแสดงความคิดเห็นได้ เพราะเราเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ประเทศเป็นของพระเจ้าอยู่หัว ผมถามพวกที่คลั่ง(ในWeb นี้เขาเรียกอย่างนั้น ) หน่อยว่า ถ้าประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่มีประชาชน จะอยู่ได้ไหม ???ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวเองพระองค์ท่านคงไม่ต้องการเป็นเจ้าของประเทศและตัด สิ
น พระทัยเพียงพระองค์เดียวในทุกเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์ท่านจะรู้ท
ุกเรื่อง และตัดสินพระทัยได้ถูกต้องทุกเรื่อง (ให้ดูจากกระแสพระราชดำรัส วันที่ 4 ธันวาคม 2548 ) พระองค์ท่านต้องการให้หลายๆฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาประเทศ โครงการทุน ฯหลวงที่ส่งไปร่ำไปเรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ใช่ให้กลับมาเพื่อสอนให้ปิดความคิดตัวเองแบบที่พวกคลั่งทั้งหลายคิดกัน
อยู่ แต่ที่พระองค์ท่านให้ทุนไปเรียนเพราะต้องการให้กลับมาพัฒนาประเทศ มิใช่หรือ?? การพัฒนาประเทศ หมายถึงพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ฯลฯ ไม่ใช่พัฒนาให้เตี้ยลงเตี้ยลง ถอยหลังเข้าคลอง ไม่รู้จักโตกลายเป็นลูกแหง่ที่ไม่ยอมโต คิดอะไรพูดอะไรวิจารณ์อะไร ไม่ได้เลย ยกตั้งกลุ่มชนชั้นปกครองขึ้นมาตัดสินประเทศทั้งประเทศ ไม่ฟังเสียงประชาชน แล้วประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างไร
ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาหลายบทความ ทั้งใน web นี้และ web อื่นๆ ทำให้พอจะรู้และเข้าใจว่า การแสดงความคิดเห็น หลายครั้ง ในประวัติศาสตร์จากผู้รู้ กรณีพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจถูกพวกเหล่าอำมาตย์ พวกนักการเมืองชั่วๆใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันเอง ไปตีความเรื่องความจงรักภักดีการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กันหมด จากกรณีเช่น ดร.หยุด แสงอุทัย , ท่านปรีดี พนมยงค์ สุดท้ายนักวิชาการเหล่านั้นถูกกฎหมายเล่นงาน ไม่สามารถนำเสนออะไรที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวต่อไปอีกได้
พวกที่คลั่งทั้งหลาย ท่านรู้หรือไม่ว่า พวกอำมาตย์หรือนักการเมืองชั่วๆ มันใช้กฎหมาย ม.112 ไปเพื่อทำลายคนที่จะใหญ่เกินหน้าพวกมัน หรือพวกท่าน เชื่อถือคนพวกนี้ทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวมันเอง ไม่รู้ว่ามันจงรักภักดีจริงหรือไม่ ? ? หรือแค่แอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง แล้วเอากฎหมายนี้มาเป็นอาวุธ ทำลายฝ่ายตรงกันข้าม
วันนี้ผมคงไม่คาดหวังว่าพวกท่านจะต้องเห็นดีเห็นงามไปกับผมหมด เพราะผมบอกแล้วว่านี่เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ผมหวังว่าท่านอาจจะเก็บและคิดไว้ในใจก็ได้ที่จะคิดในมิติของตัวเองบ้างที่
แตกต่าง
ไม่ใช่คล้อยตามเหล่าอำมาตย์ นักการเมือง หรือชนชั้นปกครองไปทั้งหมด และก็ไม่ใช่จะเชื่อข้อมูลใน web นี้ทั้งหมด เพื่อ อะไร?? ก็เพื่ออนาคต รุ่นลูก รุ่นหลาน ของพวกท่านจะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ก่อนที่จะทิ้งประเทศไทยไปเพราะรับไม่ได้กับการปกครองที่ล้าหลังแบบปัจจุบั
นนี้ อย่างที่เขาเรียกกันว่า สมองไหล นั่นแหละ

จากคุณ dol ฟ้าเดียวกัน

14 มกราคม, 2552

แถลงข่าวโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กรณีคดีหมิ่นเดชานุภาพ

อย่างที่ทราบ กัน ผมได้รับหมายเรียกพบตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. คดีนี้มาจากหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษของผมชื่อ “A Coup for the Rich” ซึ่งตีพิมพ์ในต้นปี ๒๕๕๐
มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน ประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพทาง วิชาการ แต่สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง
1. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นอุปสรรคในการทำงานของสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและห้ามไม่ให้พลเมืองตรวจสอบ สถาบันกษัต
ริย์ด้วยความโปร่งใส พลเมืองไทยถูกชักชวนให้เชื่อว่าเราดำรงอยู่ในระบบกษัตริย์แบบโบราณ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบศักดินา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข

2. การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นการพยายามจำกัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา เป็นการพยายามที่จะห้ามการคิดเองเพื่อส่งเสิรมระบบท่องจำในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่ดีคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเมื่อมีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชวัง มีความคาดหวังในสังคมว่าเราจะชื่นชมและยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่การล้างสมองแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะสังคมใดที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องในโยบายเศรษฐกิจและการเมืองไม่ ได้ ย่อมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา

3. กองทัพมักจะอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ แต่ทหารไทยมีประวัติอันยาวนานในการทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการทำรัฐประหาร บ่อยครั้งรัฐประหารดังกล่าวจะอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ รัฐประหารหาร 19 กันยา เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการอ้างถึงสถาบันกษัตริย์เพื่ออ้างความชอบธรรมกับการปฏิบัติของทหาร ดังนั้นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้โดยทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา การสร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมกับตนเองโดยทหารและกลุ่มอื่นๆ

4. ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายประชาธิปไตยทั่วโลกมีเสถียรภาพ ในขณะที่ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ ดั้งนั้นเราจะต้องสรุปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพกับสถาบันกษัตริย์แต่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ อื่น

5. ผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาผมเพราะผมมีจุดยืนและอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ นักเคลื่อนไหวอื่นหลายคนถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน และเราไม่ควรจะลืมกรณีของพวกเขา เราจะต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในสังคมไทยและเวทีสากล

หนังสือ A coup for the rich
ผม เขียนหนังสือเล่มนี้ หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อเป็นการวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยในเชิงวิชาการจากจุดยืนที่สนับสนุน ประชาธิปไ
ตย ในขณะที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด ผมได้เสนอว่าการทำรัฐประหารขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผมเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารประกอบไปด้วย ทหาร พันธมิตรฯ นักธุรกิจบางส่วน นักเสรีนิยมสุดขั้ว และข้าราชการอนุรักษ์นิยม กลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมในการดูถูกคนจน เขาไม่ชื่นชมในระบบประชาธิปไตย เพราะเขามองว่าคนจนไม่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง และเขาเกลียดชังพรรคการเมืองของทักษิณเพราะมีความสามารถในการชนะการเลือก ตั้งในขณะที
่เขาเองชนะการเลือกตั้งไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในหนังสือของผม เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อในสังคมไทยว่าวิกฤตินี้มาจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันก
ษัตริย์ กับทักษิณ ประเด็นนี้อาจจะสร้างความโกรธแค้นในหมู่ทหาร คมช. เพราะเขาต้องการสร้างความชอบธรรมจากพระราชวังในการทำรัฐประหาร ในประเด็นนี้ผมพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยการตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยควรจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิ
ปไตยหรือไม่ ในบทที่สองของหนังสือ ผมพยายามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ในยุคนี้เป็นสถาบันสมัยใหม่ ไม่ใช่สถาบันศักดินา
ผม ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงข้อกล่าวหาว่าผมได้ก่ออาชญากรรมด้วยการเขียนหนังสือเล่ม นี้ และผมพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ

13 มกราคม 2552

หมิ่นประมาท

"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"

คำ ว่า "หมิ่นประมาท" ตามพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง " ชื่อความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง"

หมิ่นประมาทตามกฎหมาย แยกออกได้เป็น

"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"

หมิ่นประมาทในทางแพ่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า
" ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้


ผู้ ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความจริงไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"

ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า
" ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท"

การกล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายโดยตรง ไม่เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่อาจมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
คู่ความหรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท





ความแตกต่างของหมิ่นประมาทในทางแพ่งกับหมิ่นประมาททางอาญาต่างกันตรงที่ "เจตนา"

กล่าวคือ หมิ่นประมาททางอาญา จะต้องกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยไม่เจตนา หรือโดยประมาท ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา

ส่วนในทางแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาก็ถือว่าหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ ก็ต้องรับผิดทางละเมิด

ความต่างอีกประการหนึ่ง คือ "ข้อความที่กล่าว"



ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด

ตรง ข้ามกับทางอาญา แม้จะเป็นข้อความที่เป็นจริง ก็อาจมีความผิดได้ เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความเสียหาย....

ความ ผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา ผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ส่วนความเสียหายอื่นๆ นอกจากที่กฎหมายกำหนด เช่น เสียหายต่อทางทำมาหาได้ การใส่ความนั้นก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญาแต่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง

ส่วน หมิ่นประมาทในทางแพ่ง กำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าทางอาญา พราะนอกจากความเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณ หรือทางเจริญอีกด้วย

เช่น นาง ก. แม่ค้าขายหมูปิ้งได้กล่าวกับลูกค้าที่มาซื้อของตนว่าอย่าไปซื้อไก่ปิ้งของ นาย ข. เด็ดขาดเพราะนาย ข. ใช้ไก่ที่ตายด้วยโรคมาปิ้งขาย เช่นนี้ก็เป็นหมิ่นประมาททางแพ่งได้เพราะเป็นการเสียหายต่อทางทำมาหาได้ของ นาย ข. เป็นต้น
หมิ่นประมาท ต่างกับ ดูหมิ่น คือ

หมิ่นประมาทเป็นการใส่ความโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างต่อบุคคลที่สาม ทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

ส่วน การดูหมิ่นเป็นการกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น ซึ่งไม่ถึงกับให้ผู้อื่นนั้นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ

ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
และไม่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง



++++++++++++++++++++++

แอบสงสัยความหมายของคำว่า...หมิ่น...

ไปหามา....เพิ่มเติมจาก

http://www.dtl-law.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359415&Ntype=7

13 มกราคม, 2552

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ถูกกล่าวหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ถูกกล่าวหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ


วัน ที่ 25 ธันวาคม 2551 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหามายัง รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย โดยผู้กล่าวหาคือ พันตำรวจโทพันศักดิ์ ศาสนอนนต์ (ซึ่งเข้าใจว่าสังกัดตำรวจสันติบาล)

รศ. ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้ถูกสั่งให้ไปพบพันตำรวจโท อุดม เปี่ยมศักดิ์ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2552 เวลา 13.00 น. ในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ จะแถลงข่าวที่หน้าสถานีตำรวจปทุมวันเวลา 12.30 น. และพร้อมที่จะตอบคำถามของนักข่าวภายหลังที่ได้เข้าไปพบตำรวจ โดยที่มีการประชาสัมพันธ์ข่าวเรื่องนี้ไปสู่สำนักข่าวต่างประเทศ สถานทูตต่างๆ และนักวิชาการที่สนใจประเทศไทยในต่างประเทศอีกด้วย

สถาบัน กษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง จนมีนักวิชากรและนักสิทธิมนุษยชนหลายคนมองว่ากฎหมายหมิ่นเดชานุภาพมีผลในด้านลบต่อสถ
าบันกษัตริย์

มัน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ในประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตรย์ในบรรยากาศที่ต้องมีการปกป้อง สิทธิเสรี
ภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพทั่วไปในระบบประชาธิปไตย การใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพเพื่อพยายามปิดปากนักวิชาการ เป็นการพยายามสร้างบรรยากาศที่ประชาชนจะไม่สามารถรับรู้แลกเปลี่ยนและถก เถียงเกี่ยวก
ับสถาบันที่มีความสำคัญกับสังคมไทย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ มีบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบัน กษัตริย์ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปอ่านอย่างเสรีได้ ในงานประชุมรัฐศาสตร์แห่งชาติที่พึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้นำเสนอบทความเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ พร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการแ
ละสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย

เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ และในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ก็มีการกล่าวหานักข่าว BBC ประจำกรุงเทพในข้อหาเดียวกัน

11 มกราคม 2552

Associate Prof. Giles Ji Ungpakorn summonsed by police over les majesty case


Associate Professor Giles Ji Ungpakorn, Faculty of Political Science, Chulalongkorn University, has been summonsed to Pathumwan police station for questioning at 13.00 hrs on Tuesday 23th January 2009. The summons was issued as a result of a complaint filed by Special Branch Police Lt Col. Pansak Sasana-anund. Professor Ungpakorn has been accused by the above individual of les majesty. No details have been given of the allegations. Such details should be revealed after the initial police interview. Professor Ungpakorn has not yet been officially charged.

Professor Ungpakorn will give a press conference outside the Pathumwan police station at 12.30 and will also be available to answer questions after the police interview.

As a political science lecturer, Professor Ungpakorn has written a number of academic articles concerning the monarchy. These can be read on his web blog: http://wdpress.blog.co.uk/ and in his book “A Coup for the Rich”. The book was withdrawn from sale by Chulalongkorn University and Thammasart University bookshops. It can be down-loaded from his weblog for free.

The Monarchy has been quoted and used by various political factions in Thailand to legitimise their actions. The most notable cases are the 19th September 2006 military coup and the illegal protests by the yellow-shirted P.A.D., which included shutting down the international airports. Les Majesty charges in Thailand are notorious for being used by different political factions to attack their opponents. Many believe that this law is actually counter-productive to defending the Monarchy. This is why it is very important that political scientists attempt to analyse the real role and nature of the Thai Monarchy in an atmosphere of freedom and democracy.

Professor Ungpakorn is prepared to fight any les majesty charges in order to defend academic freedom, the freedom of expression and democracy in Thailand.

Since this accusation was filed by a Special Branch officer, the present Democrat Party Government should be questioned about its role in this and many other cases. The new Prime Minister has stated that he wants to see a firm crackdown on les majesty. In late December, the police filed allegations of les majesty against the BBC correspondent in Bangkok, Jonathan Head. Many other cases are also pending.

Bangkok 11 January 2009

What you can do

1. Write a letter of protest/concern to Prime Minister Abhisit Vejjajiva, Government House, Bangkok, Thailand
2. Write a letter of protest/concern to the Ambassador, The Royal Thai Embassy, in your country.
3. Demand that Amnesty International take up all Les Majesty cases in Thailand.

สุเทพ อภิสิทธิ ระนองรัตน์ ประวิทย์ อย่าอ้างเรื่องหมิ่น ฯ มาปิดปากประชาชน

thaifreenews.com


บทความ โดย Bugbunny
สุเทพ อภิสิทธิ ระนองรัตน์ ประวิทย์ อย่าอ้างเรื่องหมิ่น ฯ มาปิดปากประชาชน
เสาร์ ที่ 10 เดือน มกราคม พ.ศ.2552

- ความพิกลพิการอ่อนระทวยของรัฐบาลข่มขืนประชาชน ซึ่งนายอภิสิทธิ นายสุเทพ ร่วมมือกับพรรค ปชป แก๊งค์ทหารเสือราชินี พวกทรยศหักหลังประชาชน และอำนาจนอกระบบ ช่วยกันรวบหัวรวบหางจัดตั้งขึ้นจนได้ด้วยสารพัดวิชามารในวันนี้ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนไปทั่วประเทศและสังคมโลก กระแสไม่เอารัฐบาลหน้าด้านชุดนี้กำลังโต้กลับอย่างหนักหน่วง จนรัฐบาลไร้คุณธรรมและทุกคนที่เข้าไปร่วมกับรัฐบาลนี้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นั้นรู้อยู่แก่ใจตนเองว่า แม้จะมีความพยายามสร้างภาพเรื่องสมานฉันท์ รวมทั้งช่วยกันแสดงว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในฝันของพวกอมาตยาธิปไตยทุกระดับ ทั้งคำพูดและการแสดงออกของแกนนำ ระดมกันออกมาเชียร์รัฐบาลนี้กันเป็นระลอกว่าเป็นรัฐบาลสุดยอดที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา แต่ก็ไร้ผล ไม่มีใครเห็นคล้อยตาม หมดราคาที่จะสร้างความเชื่อถือ แถมยังต้องถูกสาปแช่งกลับคืนแทนจากผู้ที่รับไม่ได้กับการข่มขืนใจคนทั้ง ประเทศโดยไม่สนใจกับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ข้า ราชการหลายคนที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ต่างส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจไปกับความ ดื้อด้านไร้ยางอายของคนในรัฐบาลนี้ บางคนเอ่ยปากอย่างเปิดเผยว่า มันจะอยู่ได้ยังไงว้า โดนไล่วันละไม่รู้กี่เที่ยวแบบนี้” โดยเฉพาะเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่คนใหญ่คนโตบางคนซึ่งไม่เคยโชว์หน้าจนเชื่อว่า จะไม่มีใครรู้จักยังถูกขว้างด้วยไข่ การเป็นรัฐบาลที่ขาดประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนนั้นไร้อนาคต ไม่ว่าทำอะไรก็จะถูกต่อต้าน เมื่อขโมยเอานโยบายของพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมาห่อของขวัญผูกริบบิ้น ใหม่อ้างเป็นของตัวเองก็ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อนว่าเป็นแค่นาฬิกาปลอมยี่ห้อดี แต่ไม่มีคุณภาพที่ขายกันเกลื่อนเรือนละไม่กี่ร้อยบาท ไม่ใช่ของแท้เพราะเครื่องจักรที่ประกอบกันเป็นตัวเรือนนั้นล้วนไม่มีคุณภาพ ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างชั้นดีและชิ้นส่วนที่ทรงคุณภาพ แต่มุ่งหวังเอามาหลอกขายเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นหลักเท่านั้น



- นานาชาติก็พากันดูหมิ่นดูแคลนเพราะรับไม่ได้กับที่มาของรัฐบาลนี้ ข่าวสารจากสื่อมวลชนโลกหยามหยันกันอย่างหนักหน่วง มีผลให้นักธุรกิจและผู้บริหารชาวต่างชาติทั่วโลกต่างพากันชะลอการขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจที่จะกระทำในประเทศนี้ออกไปเพื่อรอดูสถานการณ์กันก่อนว่า รัฐบาลข่มขืนประชาชนชุดนี้จะมีอายุอยู่ได้เท่าใด เมื่อไม่มีฐานที่แท้จริงมาจากประชาชน ถ้าเป็นในอดีต การได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ พรรคการเมืองขายตัว และอำนาจนอกระบบก็เกินพอแล้วสำหรับความเข้มแข็งของรัฐบาลไทย แต่หลังการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐบาลทักษิณ รวมกับความเติบโตของการสื่อสารสาธารณะ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่กว้างขวางทันสถานการณ์ โลกไซเบอร์ โทรศัพท์มือถือ เสรีภาพที่ได้รับมานานจากประชาธิปไตย การออกมาสู่ท้องถนนของประชาชน ฯลฯ โลกก็รับรู้ว่าเมืองไทยวันนี้ไม่ใช่เมื่อสามสิบปีก่อนที่จะสังหารผลาญชีวิต ผู้มีความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจได้แบบปิดฟ้าด้วยฝ่ามือโดยถล่มด้วยสื่อ สารพัดในมือจนสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับการประกอบอาชญากรรมร้ายแรงกัน ได้ง่าย ๆ


- รัฐบาลข่มขืนประชาชนและผู้สนับสนุนวันนี้กังวลและหัวหมุนไปกับการแก้เกมจาก ฝ่ายต่อ ต้านที่ขยายวงกว้างไปทุกระดับทุกวงการทุกแหล่งแห่งหนทั่วประเทศ แม้แต่ในหมู่พวกตัวเองก็ยังหวาดระแวงว่าจะถูกแทงข้างหลัง ไม่กล้าจะทำอะไรกันมากนัก เพราะไม่รู้ว่าจะโดนโต้กลับในรูปใด และคนในเองจะหักหลังเอาเมื่อไหร่ เนื่องจากตั้งรัฐบาลด้วย Conspiracy Theory หรือ การสมคบคิดกันหักหลังหลอกลวงและข่มขู่ ไม่ใช่ตั้งขึ้นด้วยฉันทานุมัติทั้งจากประชาชนส่วนใหญ่และมิตรร่วมอุดมการณ์ ที่เห็นพ้องต้องกันแต่ประการใด ทุกคนต่างกังวลกับคนเสื้อแดงที่รัฐบาลนี้พยายามผลักดันว่าเป็นคนของทักษิณ ซึ่งเพียงสมมติฐานก็ผิดฉกรรจ์แล้ว แต่รัฐบาลนี้ก็พยายามประโคมการขอเจรจากับทักษิณ กล่าวโทษว่าจ้างลอบบี้ยิสต์ให้ทำลายชื่อเสียง อ้างไปว่าเป็นการทำลายชาติทั้งที่รัฐบาลอภิสิทธินั้นไม่ใช่ประเทศไทย เป็นเพียงทีมบริหารประเทศทีมหนึ่งที่มาแล้วก็ต้องไปถ้าไม่มีใครเอา โยนบาปให้ทักษิณ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าคนรักทักษิณในวันนี้ต่างได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนรัก ประชาธิปไตยกันสิ้นแล้ว และที่ชูทักษิณก็เพราะทักษิณคือสัญลักษณ์ของการขึ้นบริหารประเทศด้วย ประชาธิปไตย คนที่เคยเกลียดทักษิณเพราะเป็นเหยื่อการหลอกลวงของกลุ่มผู้ก่อการร้าย พันธมิตรวันนี้ต่างก็ตาสว่าง เพราะได้เห็นว่าคนพวกนั้นประกอบอาชญากรรมเลวทรามกันแบบไหนก็ได้โดยไม่มีความ ผิดเพราะเส้นใหญ่ที่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ขบวนการใช้นักกฎหมายกดขี่ประชาชนก็ทำให้พวกนักกฎหมายถ่อยกลายเป็นที่ชิงชัง ของคนทั้งประเทศ ความอาสัตย์อาธรรม์และสารพัดการกระทำไร้ยางอายเหล่านี้ส่งผลให้คนไทยที่เคย หลงเชื่อคำหลอกลวงมาก่อนกลับกลายเป็นคนเสื้อแดงเข้าร่วมกับการต่อสู้ของภาค ประชาธิปไตยกันอย่างมากมาย เพราะความเท็จอยู่ไม่นาน สัจจะเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์


- จึง...ถึงเวลาที่จะต้องหาทางปิดปากประชาชนไม่ให้พูด จะใช้อิทธิพลกองทัพมาคำรามข่มขู่ประชาชนก็ไม่กลัว จะเก็บเงียบก็กลัวว่าจะถูกเปิดโปงเพราะวันนี้ไม่มีอะไรเงียบสนิทได้อีกแล้ว เกรงนานาชาติจะต่อต้านเพราะผลประโยชน์ของพวกตนในต่างชาตินั้นก็มีมากมาย จึงต้องใช้กฎหมายหมิ่น ฯ มาอ้างเพื่อทำการปิดเวปไซท์ต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วก็คือเวปไซท์ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลชุดนี้ด้วยการ ข่มขืนใจประชาชน ต้องใช้วิธีตีขลุมรวมไปหมดว่าเวปไซท์ต้านรัฐบาลทุกเวปคือเวปหมิ่นฯ เป็น วิธีการหน้าด้านรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อปิดปากประชาชน แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะกระทำได้จริงหรือไม่ เพราะในสมัย คมช.นั้นใช้ทั้งกำลังทหารและสารพัดมือเทคนิค แต่ก็ไม่ปรากฏว่าปิดปากใครได้ง่าย ๆ เลย ทั้งที่เป็นเผด็จการเต็มขั้น เพราะฝ่ายประชาชนพลิกแพลงสถานการณ์ได้ตลอด โลกไซเบอร์ประชาชนขอยืนยันว่า จะไม่มีการยอมแพ้ต่ออำนาจใด ๆ ที่ไม่สนใจความปรารถนาที่แท้จริงของประชาชนอย่างแน่นอน จะสู้ทุกวิถีทางเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เมืองไทยให้ได้ในเวลาอัน ใกล้นี้

thaifreenews.com