CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ scient แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ scient แสดงบทความทั้งหมด

03 พฤษภาคม, 2552

อุลตราซาวด์เปลี่ยนแปลงการดูแลคนไข้ที่เป็นโรคไขข้อได้

การทำอุลตราซาวด์นั้นสามารถที่จะนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมใน เรื่องของการดูแลสำหรับคนไข้ที่มีภาวะของโรคไขข้ออักเสบที่เกี่ยวข้องกับมือ และเท้า ตามการวิจัยที่ทำขึ้น ณ St. Joseph’s Healthcare/McMaster University ในรัฐฮามิลตัน ประเทศแคนาดา

งานวิจัยดังกล่าวได้รวมคนไข้ จำนวน 62 คน โดยผลลัพธ์ได้แสดงให้เห็นว่า “มีอยู่ประมาณ 50% ของคนไข้ได้มีความเปลี่ยนแปลงในการจัดการดูแลหลังจากการประเมินผลอุลตรา ซาวด์” Srinivasan Harish, ผู้นำการวิจัยในครั้งนี้กล่าวขึ้น “ความแน่นอนในการค้นพบทางการรักษานั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังอุลตรา ซาวด์ มีระยะตั้งแต่ 24% ถึง 56% สำหรับการค้นพบต่างๆ” เขากล่าว

“การ ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงนั้นดูเหมือนว่ามีบทบาทหลักในการช่วยแพทย์ด้านโรค ไขข้อตัดสินใจว่ายาต้านโรคไขข้อ หรือ disease modifying anti-rheumatic drugs (DMARDs) นั้นจะมีประโยชน์สำหรับคนไข้ที่มีความลำบากในการประเมินทางการแพทย์หรือไม่  ผลจากการวิจัยของเรานั้นแสดงให้เห็นว่าได้มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดในการใช้ ยาเหล่านี้เวลาที่คนไข้ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยอุลตร้าซาวด์แล้ว

“แพทย์ ด้านโรคไขข้อนั้นมักจะขอภาพเอ็กซเรย์เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยโรคไขข้อ ต่างๆ อย่างไรก็ตามการวิจัยของเราได้แสดงว่าอุลตร้าซาวด์นั้นอาจมีบทบาทที่มี อิทธิพลมากกว่า”  ดร. Harish กล่าว

งานวิจัยชิ้นนี้จะถูกนำเสนอขึ้นที่การประชุมประจำปี ARRS ที่บอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทของอเมริกา

 

 

ที่มา : http://www.sciencedaily.com/releases/2009/04/090423132950.htm



26 เมษายน, 2552

ATLAS หน้าต่างย้อนเวลาสู่จุดกำเนิดเอกภพ

อย่างที่หลายคนคงได้อ่าน ได้ฟัง หรือได้ดู จากสื่อต่างๆ ถึงข่าวการทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ ของการเร่งอนุภาคด้วยเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเส้นรอบวงกว่า 27 กิโลเมตร สำหรับทำการศึกษา คุณสมบัติและอันตรกิริยาระหว่างกันขององค์ประกอบขั้นพื้นฐานที่สุดของ จักรวาล

หน้าที่ 1 - ATLAS หน้าต่างย้อนเวลาสู่จุดกำเนิดเอกภพ

โดยฮิกส์แมน




อย่างที่หลายคนคงได้อ่าน ได้ฟัง หรือได้ดู จากสื่อต่างๆ ถึงข่าวการทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ ของการเร่งอนุภาคด้วยเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเส้นรอบวงกว่า 27 กิโลเมตร ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อสร้างสภาวะให้ใกล้เคียงกับสภาวะเศษเสี้ยววินาทีหลังการเกิด Big Bang สำหรับทำการศึกษา ปรากฏการณ์คุณสมบัติและอันตรกิริยาระหว่างกันขององค์ประกอบขั้นพื้นฐานที่ สุดของจักรวาล

เครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ดังกล่าวมีชื่อตามขนาดที่ใหญ่ (Large) และชนิดของอนุภาค (Hadron) ที่เร่งให้มาชนกัน (Collide) ว่า เครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider หรือเรียกสั้นๆ ว่า LHC

ในขณะที่เครื่อง LHC มีหน้าที่เร่งอนุภาคให้มาชนกันที่พลังงานสูงเพื่อสร้างสภาวะในเศษเสี้ยว วินาทีหลังจากการเกิด Big Bang สิ่งที่เปรียบเสมือนหน้าต่างที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองผ่านเข้าไป เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเครื่อง LHC คือเครื่องมือที่มีชื่อว่า “เครื่องตรวจจับอนุภาค” หรือ “Particle Detector”

หากไม่มีเครื่องมือชิ้นนี้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ LHC จะเป็นเพียงการชนกัน และสลายตัวไปของอนุภาค อย่างไม่มีการรับรู้หรือตรวจบันทึกใดๆ ไว้ เลย


ภาพแสดงโครงสร้างของเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS ที่ CERN

จากจำนวนเครื่องตรวจจับอนุภาค สี่เครื่องที่ถูกสร้างและออกแบบมารองรับโปรแกรมการศึกษาวิจัยของโครงการ LHC เครื่องที่ใหญ่ที่สุดและทรงอนุภาพมากที่สุด คือเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS
ATLAS เป็นคำย่อมาจากชื่อเต็มว่า A Toroidal LHC Apparatus ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามรูปทรงของแม่เหล็ก (Toroid) อันเป็นหัวใจหลักของเครื่องตรวจจับอนุภาค และ คำว่า Apparatus มาจาก จุดประสงค์หลักของ ATLAS ซึ่งก็คือ เป็นเครื่องมือสำหรับศึกษา ปรากฏการณ์ทุกชนิดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในสภาวะการทดลองที่เกิดขึ้นจากเครื่อง LHC

ก่อนที่จะอธิบายว่านักฟิสิกส์ใช้เครื่อง ATLAS มองย้อนเวลาศึกษาการก่อกำเนิดจักรวาลได้อย่างไร ผมจะขออธิบายถึงส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่อง ATLAS เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเสียก่อน





อันดับแรก สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจของ ATLAS ก็คือแม่เหล็กทอรอยด์ (Toroid Magnet) ดังจะเห็นได้จากตัวอักษร T ที่อยู่ในชื่อของ ATLAS
สนามแม่เหล็กที่เกิดจากแม่เหล็ก Toroid ของ ATLAS ทำให้อนุภาคเดินทางเป็นเส้นโค้ง และจากการวัดรัศมีความโค้งของการเคลื่อนที่ นักฟิสิกส์จะสามารถคำนวณหาค่าโมเมนตัมของอนุภาคนั้นๆได้ โดยอาศัยหลักทางฟิสิกส์ที่ว่า เมื่ออนุภาคมีประจุเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก แรงที่กระทำกับอนุภาคจะมีค่าขึ้นอยู่กับสนามแม่เหล็ก(B) ขนาดของประจุ (q) และความเร็วของอนุภาค (v) นั้นๆ เขียนเป็นสมการได้ว่า Fz = qv × B แรงดังกล่าวเรียกว่าแรงลอเรนซ์ (Lorentz Force)
เมื่อให้แรงลอเรนซ์ Fz เป็นแรงเข้าสู่ศูนย์กลางจะได้ว่า Fz = Fc = mv2/R โดยที่ R เป็นรัศมีของเส้นโค้ง เราก็จะหาโมเมนตัมได้จากความสัมพันธ์ qv × B = mv2/R และค่าโมเมนตัมของอนุภาคจะได้เท่ากับ p = mv = qBRsinθ



ภาพแสดงการติดตังหนึ่งในแปดแม่เหล็ก Toroid ของ ATLAS

เนื่อง จาก อนุภาคที่ต้องการตรวจวัด มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเป็น 0.999999 เท่าของความเร็วแสง มันจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายนักฟิสิกส์อย่างมาก ที่จะสร้างสนามแม่เหล็กให้มีพลานุภาพเพียงพอที่จะทำให้อนุภาคเหล่านั้นมีการ เคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งในขอบเขตที่จำกัด
สำหรับเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS ได้ถูกออกแบบให้ใช้แม่เหล็กประเภท superconducting magnet ซึ่งต้องใช้ระบบ cryogenic ทำให้ขดลวด superconducting มีอุณหภูมิต่ำกว่า -269 องศาเซลเซียส เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กขนาดกว่า 3.9 Tesla หรือประมาณ 65000 เท่าของสนามแม่เหล็กโลก สำหรับควบคุมให้อนุภาคมีประจุเลี้ยวเบน



นอกจากแม่เหล็กแล้ว องค์ประกอบหลักที่สำคัญของ ATLAS อีกส่วน ก็คือ เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ ที่เรียงตัวกัน ประกอบเป็นปริมาตรเกือบทั้งหมดของเครื่อง
เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ของ ATLAS เรียงตัวกันเหมือนกับเลเยอร์ของหัวหอม และทำหน้าที่ตรวจจับอนุภาคต่างๆชนิดกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำเลเยอร์นั้นๆ
เรียงตามลำดับ จากด้านในไปด้านนอก เลเยอร์ทั้ง 4 เลเยอร์ของ ATLAS ได้แก่ 1) Inner Detector, 2)Electromagnetic Calorimeter, 3) Hadronic Calorimeter และ 4) Muon Spectrometer ดังแสดงในภาพ


ภาพแสดงของส่วนประกอบภายในเครื่อง ATLAS

1) Inner Detector ซึ่งเป็นเลเยอร์ชั้นในสุด และอยู่ใกล้กับ จุดปะทะของโปรตรอนมากที่สุด ประกอบไปด้วยเลเยอร์แบ่งย่อยลงไปอีก 3 เลเยอร์ได้แก่ Pixel Detector, Transition Radiation Tracker, และ Semiconductor Tracker ทั้ง 3 เลเยอร์ดังกล่าวของ Inner Detector มีหน้าที่หลักเหมือนกัน ซึ่งก็คือ การวัดเส้นทางการเดินทาง (track) ของอนุภาคต่างๆ ที่พวยพุ่งมาราวกับสายฝน ให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะส่งผลไปถึงการคำนวณหาค่าโมเมนตัมได้อย่างแม่นยำ ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว ข้างต้น


2) ส่วนเลเยอร์ถัดมาเรียกว่า Electromagnetic Calorimeter ซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นเหล็กแสตนเลสและแผ่นตะกั่ว บางๆ รูปทรงเหมือนเครื่องดนตรีอัคคอร์เดียน วางซ้อนทับกัน ระหว่างแผ่นจะแทรกไปด้วยอาร์กอนเหลว
เลเยอร์นี้มีหน้าที่หลักคือ ทำหน้าที่วัดพลังงานอนุภาคที่ทำอันตรกิริยาแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic interaction) โดยแผ่นเหล็กแสตนเลสและแผ่นตะกั่วจะทำปฏิกิริยาไอออไนเซชั่นกับอนุภาคที่ วิ่งเข้ามาจาก LHC ก่อให้เกิดอิเล็กตรอนอิสระที่จะลอยตัว (drift) ไปทำอันตรกิริยากับอาร์กอนเหลว ก่อให้เกิดอิเล็กตรอนทุติยภูมิ (secondary ionized electron) อีกครั้งหนึ่ง ที่จะลอยตัวไปยังแผงวงจรทองแดงที่เชื่อมต่อกับระบบบันทึกผล ที่จะแปลงปริมาณต่างๆ เป็นตัวเลขและบันทึกลงไปในคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักฟิสิกส์นำไปศึกษาวิเคราะห์ ต่อไป

3) ถัดออกมาจาก Electromagnetic Calorimeter เป็นเลเยอร์ที่ชื่อว่า Hadronic Calorimeter ซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นเหล็กกล้าและวัสดุไวแสง (scintillating material) เรียงตัวซ้อนทับกัน
เลเยอร์นี้มีหน้าที่เดียวกันกับ Electromagnetic Calorimeter นั่นก็คือ วัดพลังงาน แต่ว่า เป็นพลังงานของอนุภาคที่ทำอันตรกิริยานิวเคลียร์แบบเข้ม (Strong interaction หรือ Hadronic interaction) เท่านั้น ซึ่งได้แก่ โปรตรอน นิวตรอน เมซอน
อนุภาคที่พวยพุ่งออกมาจาก LHC เมื่อผ่านเข้ามาในชั้น Hadronic Calorimeter จะทำอันตรกิริยากับนิวเคลียสของอะตอมของแผ่นเหล็ก ก่อให้เกิดอนุภาคทุติยภูมิที่ไปทำอันตรกิริยากับวัสดุไวแสง ส่งผลให้เกิดอนุภาคของแสง ซึ่งก็คือ โฟตอน ที่จะวิ่งเข้าผ่าน สายใยนำแสง (fiber optics) ที่เชื่อมต่อกับระบบบันทึกผลของเครื่อง ATLAS เพื่อให้นักฟิสิกส์นำค่าที่ได้ไปศึกษาวิเคราะห์ต่อไป




ภาพแสดงหน้าจอแสดงผลในห้องควบคุม ATLAS

4) เลเยอร์สุดท้าย เป็นเลเยอร์ภายนอกสุดของเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS มีชื่อว่า Muon Spectrometer ซึ่งมีโครงสร้างเป็นหลอดหลายพันหลอดเรียงตัวกัน ภายในหลอดจะบรรจุก๊าสเอาไว้ และตรงแกนกลางของหลอดจะเป็นสายไฟที่ต่อกับระบบบันทึกผล
เมื่อ มิวออนที่พุ่งออกมาจาก LHC ผ่านเข้ามาในเลเยอร์นี้ มันจะทำปฏิกิริยาไอออไนเซชั่นกับก๊าสภายในหลอด ก่อให้เกิดอิเล็กตรอนอิสระ ที่พร้อมจะเคลื่อนที่ไปยังสายไฟที่อยู่ตรงแกนกลางของหลอดที่มีศักย์เป็นบวก จำนวนและตำแหน่งของอิเล็กตรอนอิสระเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับพลังงานและโมเมนตัม ของอนุภาคมิวออนที่ผ่านเข้ามา ช่วยให้นักฟิสิกส์สามารถวิเคราะห์ คำนวณ หาคุณสมบัติของอนุภาคชนิดใหม่ได้
มิวออนเป็นอนุภาคที่สำคัญที่สุดที่นักฟิสิกส์ที่ CERN คาดหวังไว้ว่า มันจะนำไปสู่การค้นพบครั้งสำคัญ


** สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดู animation แสดงการประกอบเป็นเครื่อง และการตรวจจับอนุภาคได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้

1. Animation แสดงส่วนประกอบต่างๆ ของ ATLAS
2. Animation แสดงการตรวจจับอนุภาคของ ATLAS






มาถึงตรงนี้ เราพร้อมที่จะรู้แล้วว่า นักฟิสิกส์จะสามารถมองย้อนเวลา ไปสู่ห้วงเศษเสี้ยววินาทีที่ใกล้เคียงกับจุดกำเนิดของจักรวาล เพื่อศึกษาองค์ประกอบพื้นฐานและวัดคุณสมบัติต่างๆ ของมัน ด้วยเครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS ได้อย่างไร





สมมติว่าที่สภาวะการทดลองของ LHC ซึ่งเป็นสภาวะในห้วงเสี้ยววินาทีหลังจากการเกิด Big Bang อนุภาคฮิกส์ ซึ่งเป็นอนุภาคที่นักฟิสิกส์เชื่อว่า เป็นตัวก่อให้เกิดกระบวนการของการได้มาซึ่ง “มวล” ของอนุภาคตัวอื่นๆ ได้ปรากฏตัวให้เห็น จริง
ด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์อนุภาค นักฟิสิกส์ที่ CERN ได้คำนวณไว้ว่า หนึ่งในหลายช่องทาง ฮิกส์จะสลายตัวให้ อนุภาค Z โบซอนสองตัวโดยตัวหนึ่งอยู่ในสภาวะกระตุ้น และจากนั้น อนุภาค Z ทั้งสองตัวนั้น จะสลายตัวให้อนุภาค อิเล็กตรอนและโพซิตรอน อย่างละ 2 ตัว เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ตามข้างล่างนี้




อิเล็กตรอน (e-) และโพซิตรอน (e+) ที่เป็นผลผลิตสุดท้าย จะถูกตรวจจับด้วย ATLAS ค่าพลังงานจะถูกวัดได้ด้วย Electromagnetic Calorimeter และ โมเมนตัมก็วัดได้จาก Inner Detector และคุณสมบัติต่างๆ ก็จะถูกบันทึกไว้ด้วย ATLAS
อาศัยปริมาณทางฟิสิกส์เหล่านี้ นักฟิสิกส์จะสามารถนำมาคำนวณกลับไปหา พลังงาน โมเมนตัม และคุณสมบัติต่างๆ ของอนุภาคฮิกส์ได้ และช่วยให้พวกเขาสามารถไขกุญแจปริศนาอีกบทหนึ่งของการก่อ กำเนิดจักรวาล



ภาพแสดง CG จำลองการเกิดอนุภาคฮิกส์ที่เครื่องตรวจจับอนุภาค ATLAS


หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติว่า ที่สภาวะพลังงานของ LHC อนุภาค supersymmetry ที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายต้องสงสัยว่า จะเป็นองค์ประกอบของสสารมืด (dark matter) ปรากฏตัวให้เห็นตามที่คาดไว้จริง

นักฟิสิกส์ที่ CERN ได้คำนวณไว้ว่า หนึ่งในหลายวิถีทางที่เป็นไปได้ มันจะสลายตัวให้อนุภาคอิเล็กตรอนหรือมิวออนในผลผลิตสุดท้าย ซึ่งเขียนได้เป็นสัญลักษณ์




ด้วยวิธีการลักษณะเดียวกัน เมื่อนักฟิสิกส์รู้ค่า พลังงาน และโมเมนตัม และ ค่าต่างๆ ทางกายภาพของอิเล็กตรอนกับโพซิตรอนแล้ว พวกเขาก็จะสามารถคำนวณกลับไปได้ เพื่อหาคุณสมบัติต่างๆ ของ อนุภาค supersymmetry ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงการไขปริศนาของ dark matter และการขยายตัวด้วยอัตราเร่งของจักรวาลได้อีกด้วย


ภาพแสดง Feynman's Diagram ของการเกิดอนุภาค supersymmetry ที่ LHC

หรือไม่ว่าจะเป็น mini black holes ที่หลายๆคนหวาดระแวงกัน ถ้ามันปรากฎตัวให้เห็นจริงที่เครื่อง LHC (ซึ่งมีโอกาสน้อยมากๆ ) มันจะคงสภาพอยู่ได้เพียงเศษเสี้ยววินาที ( ห้วงเวลาน้อยมากๆ ในระดับ 10^{-26} วินาที ไม่นานพอ ที่จะดูดกลืนโลกของเราไปได้หรอกครับ) ก่อนจะสลายตัวด้วยกระบวนการ Hawing Radiation ให้อนุภาคอิเล็กตรอน โฟตอน มิวออน หรือ ควาร์ก ที่ ATLAS สามารถตรวจวัดและทำการบันทึกเพื่อใช้ในการศึกษาได้ เช่นเดียวกัน (อ้างอิงจาก The Case of Mini Black Holes)



ภาพจำลองการเกิด mini black hole ที่ ATLAS


นักฟิสิกส์ได้คาดหวังไว้ว่า ปรากฏการณ์ต่างที่เกิดขึ้นที่เครื่อง LHC จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงข้อพิสูจน์ ของทฤษฎีหลายทฤษฎีทางฟิสิกส์ ที่กว่า 30-40 ปีที่ผ่านมา ได้เพียงแต่ล่องลอยอยู่ในจินตนาการหรือละอองหมึกที่พ่นจากเครื่องปริ๊นเตอร์ ลงบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการได้มาซึ่ง "มวล" ของอนุภาคหรือ Higgs mechanism, ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (Supersymmetry), หรือ การไขปัญหาของความไม่สมดุลของสสารและปฏิสสารในจักรวาล หรือ ทฤษฎีการมีมิติเสริม (Extra Dimensions) นอกจากนี้ ผลการทดลองที่จะออกมา จะเป็นตัวบ่งชี้ ถึงทิศทาง แนวทาง และกรอบ ในการค้นคว้าวิจัย ของนักฟิสิกส์ในสาขานี้ในอีก สิบหรือยี่สิบปีข้างหน้าเลยทีเดียว
การทดลองของ LHC ถ้าหากประสบความสำเร็จ จะเป็นการก้าวข้ามกรอบของความไม่รู้อีกครั้งและจะบอกนักฟิสิกส์ในสาขานี้ ว่า สิ่งที่พวกเขาได้คิด ถกเถียง ตีพิมพ์กันมาหลายสิบปีที่ผ่านมา ถูกหรือผิดอย่างไร และที่แท้จริงแล้ว ธรรมชาติ นั้นได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิดกันหรือไม่ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ LHC จะเป็นตัวบ่งบอก





หลายคนคงมีคำถามยอดฮิต ว่า ผลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยของเครื่อง LHC จะนำมาประยุกต์ทำอะไรได้ สามารถนำมาปรับปรุงคุณภาพชีวิต รักษาสิ่งแวดล้อม ในแง่ไหน อย่างไร ในช่วงเวลาที่ โลกของเรากำลังเผชิญปัญหาโลกร้อน อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง ทรัพยากรพลังงานและทรัพยากรน้ำก็กำลังจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติ ทำไมเราไม่เอามันสมองและสติปัญญา ของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย มาช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ดีกว่าหรือ

คนที่ถาม คำถามเหล่านี้ อย่าลืมว่า อิเล็กตรอน ไม่ได้ถูกค้นพบ เพราะ J.J. Thompson มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปสร้าง iPod หรือโทรทัศน์ หรือทฤษฎีที่ใช้อธิบายพฤติกรรมเชิงควอนตัมของแสง ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น เพราะ Einstein คิดไว้ก่อนว่าจะไปทำแสงเลเซอร์หรือสร้างเครื่องเล่นดีวีดี หรือ ไม่ว่าจะเป็น World Wide Web ก็ไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา เพราะ Tim Berners-Lee ต้องการสร้างระบบขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตหรือต้องการสร้างระบบจองตั๋ว เครื่องบินออนไลน์

หากแต่ องค์ความรู้และนวัตกรรม ที่ได้จากงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ที่มุ่งตอบคำถามเชิงปรัชญาทางธรรมชาติในขึ้นพื้นฐานที่สุด บ่อยครั้ง จะมาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ อย่างที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ และคุณค่าเพิ่มที่ได้จาก ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นผลิตผลของงานวิจัยด้านนี้ หลายอย่าง มีคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้เลย ( ยกตัวอย่าง World Wide Web ที่ มูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การแพทย์และการศึกษา ที่ได้จากนวัตกรรมชิ้นนี้ ประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้เลย หรือว่ามีนักเศรษฐศาสตร์คนไหน สามารถคิดออกมาเป็นตัวเลขได้ จะช่วยชี้แนะ จักขอบคุณมากครับ) และ ถ้าหากมีคนคิดออกมาว่า จะสร้างโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร โดยไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ อิเล็กตรอนเลยว่า มีประจุเท่าไร มวลเท่าไร มีสปินรอบตัวเองอย่างไร คงไม่มีทาง จะเราจะได้โทรศัพท์มือถือ มาอำนวยความสะดวกสบายกับเราอย่างทุกวันนี้

มันจึงไม่แน่เลยว่า การทดลองที่ LHC จะก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือว่า เราอาจจะได้แหล่งพลังงานชนิดใหม่ ที่ไม่มีใครสามารถคาดคิด คาดเดาได้ เลย

การลงทุนค้นคว้าวิจัยและพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ จึงเป็นการลงทุนในระยะยาว เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ที่จะเป็นรากฐานของเทคโนโลยี ในอนาคต สร้างทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ ที่มีความ สนใจ ใคร่รู้ ในธรรมชาติ มีความคิดวิเคราะห์ อย่างเป็นระบบ มีทักษะในการทำงานร่วมมือวิจัย กับนานาชาติ พร้อมร่วมงานกับนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก ในการเผชิญปัญหาในอนาคต ที่นับวันจะท้าทายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากเมืองไทยจะได้ รากฐานที่แข็งแกร่งของเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่บนฐานขององค์ความรู้ทางวิทยา ศาสตร์แล้ว บุคลากรที่เป็นผลผลิตจากงานวิจัยด้านนี้ ก็จะเข้าไปผสานอยู่ในสังคม วัฒนธรรมและความคิดของคนไทย ที่จะช่วยให้คนไทยที่ นอกจากจะมีบุคลิกด้านความมีน้ำใจ โอบอ้อม อารีย์ เป็นที่ประทับใจของชาวโลกแล้ว อาจจะยังมีการวิวัฒน์ไปเป็นคนที่ สนใจ ใคร่รู้ ในธรรมชาติ มีความคิดวิเคราะห์ เป็นระบบ และพร้อมจะล้มเลิกความคิดเดิมและยอมรับความคิดใหม่ เมื่อมีผลการพิสูจน์ มีข้อเท็จจริงสนับสนุน (evidence based) แน่ชัด หาใช่ตัดสินใจ ใตร่ตรองกันบนพื้นฐานของอารมณ์ ความรู้สึก ความเกรงใจเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของข้อเท็จจริงหรือองค์ความรู้ที่มากจากการศึกษา อย่างเป็นระบบแต่อย่างใด

** ในงานวิจัยสาขานี้ มวล กับ พลังงาน ของอนุภาค มีหน่วยเดียวกัน เพราะนักฟิสิกส์ได้ให้ค่าความเร็วแสง c = 1 เพื่อความสะดวก ไม่ต้องเขียนค่า c เอาไว้ทุกสมการ และจากความสัมพันธ์ของมวลกับพลังงานของไอน์สไตน์ E = mc2 จะได้ว่า E = m)


ภาพจาก:
- ATLAS Photos
อ้างอิง:
- ATLAS Proposal and Technical Design Report
- ATLAS Notes
- ATLAS Scientific Notes
- The Case of Mini Black Holes, Aurélien Barrau and Julien Grain
- Black Holes in Theories with Large Extra Dimensions: a Review, Panagiota Kanti
- The end of the world at Large Hadron Collider, Michael E. Peskin

วิชาการ.คอม


19 มีนาคม, 2552

การตรวจสอบอุปกรณ์ Remote

การตรวจสอบอุปกรณ์ Remote Control แบบง่าย ๆ
อุปกรณ์ Remote Control ของเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไป เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานในการสั่งให้เครื่องรับโทรทัศน์ปิดหรือเปิดเครื่อง เปลี่ยนช่องรายการโทรทัศน์ปรับความดังของเสียงหรือปรับค่าคุณภาพของภาพ เกี่ยวกับความชัดเจน สี และแสงสว่าง การทํางานของเครื่อง Remote Control คือตัวเครื่องจะมีปุ่มสั่งงาน และ มี LED : Light Emitting Diode ซึ่งสร้างแสง Infrared เป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ความถี่ของแสง Infrared ต่ำกว่าความถี่ของแสงที่มองเห็น)



เครื่อง Remote Control ที่ใช้งานทุกวันนี้มีโอกาสเสียใช้งานไม่ได้ จากสาเหตุดังต่อไปนี้ คือ
1. เครื่องจมน้ำ จากความเพลอนําเสื้อผ้าที่มี Remote Control ใส่เครื่องซักผ้าโดยไมได้ตรวจสอบก่อน จากสาเหตุนี้เครื่องเสียซ่อมไม่ได้ อย่าทิ้งเก็บทําอะไหล่ได้
2. ลืมเปลี่ยนถ่านแบตเตอรี่ น้ำกรดในถ่านกัดลายเส้นทองแดงบนแผ่นปริ้นท์ขาด อาจใช้ลวดสายไฟต่อได้บางจุด แต่ถ้ากรดกัดตัว IC ก็ซ่อมไม่ได้
3. ทําตกกับพื้น เครื่องเสียไม่ทํางาน พบบ่อยมาก สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องจากตัวอุปกรณ์แร่ความถี่วิทยุ (Crystal) แตกหัก ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนซ่อมได้ส่วนมาก Crystal ที่ใช้งาความถี่ 455 KHz
การ ซ่อมอุปกรณ์ เครื่อง Remote Control ปกติหากซื้อใหม่มาเปลี่ยน ถ้าเป็นเครื่อปลอม หมายถึงรูปร่างเหมือนกันแต่จะไม่มียี่ห้อหรือตราอักษรแสดงบริษัทผู้ผลิต รุ่น ที่ชัดเจนราคาประมาณ 50-100 บาท แต่ถ้าเป็นแบบแท้รูปร่างก็จะเหมือนของจริงทุกอย่าง ราคตั้งแต่ 100-200 บาท และของแท้ราคาตั้งแต่ 200-500 บาท จะเห็นได้ว่าถ้าจะจ้างซ่อมก็จะไม่คุ้มค่าซ่อม จะต้องซ่อมเอง และวิสัยช่างเทคนิคที่มีจิตวิญญาณที่เป็นช่างก็อดไม่ได้ที่จะต้องลื้อ อุปกรณ์พยายามที่จะซ่อมเอง ซึ่งการตรวจซ่อมก็ต้องพยายามหาจุดเสียก่อน
มีวิธีตรวจสอบหลายวิธี ดังนี้ คือ
1. ตรวจวัดการทํางานของเครื่องว่าส่งแสง Infrared ได้หรือไม่ก็โดยการนํามิเตอร์มาวัดที่ขา LEDจะพบว่าโวลท์ที่ตกคล่อม LED จะเปลี่ยนค่าเล็กน้อยเมื่อกดปุ่มที่ Remote ปุ่มใดก็ได้ แต่อย่าลืมใส่ถ่านด้วยนะครับ



วิธีการตรวจสอบแบบนี้เป็นการตรวจเช็คว่าเครื่องทํางานหรือไม่ และตรวจสอบอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เห็นได้ง่าย เช่น ทรานซิสเตอร์ LED อาจจะมี Diode และ Resistors สําหรับบางรุ่น IC ตรวจวัดได้ยากมากและแร่ความถี่ (Crystal) ตรวจวัดไม่ได้ส่วนมากจะแตกหักภายใน วิธีการก็ทดลองนําตัวใหม่มาเปลี่ยนส่วนมากถ้าทําตกลงพื้นก็พบว่า Crystal เสียเปลี่ยนแล้วใช้งานได้
2. ตรวจสอบอุปกรณ์ Remote Control ด้วยเครื่องรับวิทยุ ระบบ AM ซึ่งเครื่องรัวิทยุนี้จะใช้ความถี่ของ IF : Intermediate Frequency คือ 455 KHz เมื่อนํอุปกรณ์ Remote Control ที่ใช้ความถี่ในการส่งสัญญาณความถี่เดียวกัน 455 KHz ไปใกล้เครื่องรับวิทยุ AM ที่เปิดเครื่องแต่ไม่ตรงกับสถานีวิทยุใด ๆ เมื่อกดปุ่ม Remote Control จะพบว่ามีเสียงแค๊ก (เหมือนเสียงกดปุ่มเครื่องส่งวิทยุมือถือ) แสดงว่าเครื่องทํางานปกติ



3. วิธีสุดท้ายเป็นสุดยอดของการตรวจสอบ Remote Control อย่างง่าย ๆ คือ เครื่อง Remote Control ของเครื่องรับโทรทัศน์ของผมเสีย และผมพบกับช่างเทคนิคของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ คือ นายรพีพงษ์ เป๊กทอง นายช่างไฟฟ้าสื่อสาร 5 หรือเพื่อน ๆ เรียกว่าคุณเป๊ก บอกว่าใช้โทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูปสามารถตรวจสอบการทํางานของ Remote ได้



เพราะกล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์มือถือสามารถมองเห็นแสง Infrared ได้ และแจ้งว่าอนุญาตให้นําไปเขียนเป็นบทความได้ ผมจึงขอขอบคุณด้วยที่ให้ความอนุเคราะห์ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและตรวจสอบได้ทุกรุ่น ทุกแบบ ของอุปกรณ์ Remote Control ทุกชนิด การใช้งานสะดวกข้อเสนอแนะไม่ควรทดสอบในที่ที่มีแสงสว่างมาก ๆ ควรทดสอบในที่ร่ม เมื่อกดปุ่ม Remoteแล้วมองดูภาพจากกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์มือถือจะเห็นรูปของ Remote มีแสงเมื่อกดปุ่ม
..........................................

วีระศักดิ์ เชิงเชาว์
ส่วน เทคโนโลยี สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

พลังงานไฮโดรเจนจะช่วยโลก

ผู้เขียนโดย
ดร.ธรรมนูญ ศรีทะวงศ์
วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


บทที่ 1 - พลังงานไฮโดรเจน
ประเทศ ไทยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จากเดิมระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาผลผลิตจากภาคการเกษตรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผลผลิตส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจากการขยายตัวในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศ ได้ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียมมากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่ง พลังงานซึ่งนับวันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ความต้องการด้านพลังงานในภาคเศรษฐกิจ สังคมรวมถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานในประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดนโยบายการประหยัดพลังงานควบคู่กันไปด้วย
พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen, H2) ซึ่งถือได้ว่าเป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง, สะอาด, และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับการคาดหมายและยอมรับว่าจะเป็นแหล่งของพลังงานเชื้อเพลิงที่สำคัญอย่าง มากในอนาคต ในปัจจุบันนี้กระบวนการเปลี่ยนรูปสารไฮโครคาร์บอนด้วยไอน้ำ (Steam reforming of hydrocarbons) เป็นกระบวนการที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการผลิตพลังงานไฮโดรเจน แต่ปัญหาหลักที่สำคัญมากของกระบวนการนี้คือ การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากซึ่งเป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก นอกจากนี้แล้วยังประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งของไฮโดรคาร์บอนที่นำมาใช้ใน กระบวนการอีกด้วย ดังนั้นกระบวนการอื่นซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัย และสามารถผลิตพลังงานไฮโดรเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงานไฮโดรเจนในอนาคต



รูปที่ 1 คุณสมบัติของก๊าซไฮโดรเจน

(ที่มา: http://www.enaa.or.jp/WE-NET/suiso/suiso1_e.html)

ก๊าซ ไฮโดรเจนถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดการเผาไหม้กับก๊าซ ออกซิเจน โดยจะมีเพียงไอน้ำเป็นผลพลอยได้ ซึ่งแตกต่างจากเชื้อเพลิงอื่นๆที่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลพลอยได้ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำให้โลกร้อนขึ้น (Global warming) นอกจากนี้ยังสามารถนำก๊าซไฮโดรเจนไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ซึ่งขณะนี้นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการพัฒนาเซลล์เชื้อ เพลิงมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เนื่องจากประสิทธิ ภาพของเซลล์เชื้อเพลิงมีค่าสูงกว่าอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าแบบอื่นๆมาก ดังนั้นพลังงานไฮโดรเจนจึงเป็นอีกทาง เลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานดั้งเดิมได้

เนื่องจากคุณประโยชน์ในด้านต่างๆโดยสรุปดังนี้
1. แหล่งพลังงานดั้งเดิมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก๊าซชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกโดยเฉพาะก๊าซ คาร์บอนมอนออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการสันดาป (Combustion) ของสารประกอบอินทรีย์ เช่น น้ำมัน แต่พลังงานไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นจึงไม่ส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจก
2. การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงดั้งเดิม ไม่ว่าจะมาจากยานพาหนะหรือแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อให้ เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละออง แต่พลังงานไฮโดรเจนไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเหล่านี้
3. พลังงานไฮโดรเจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่ต้องใช้พลังงานดั้งเดิมได้ เช่น ใช้เป็นเชื้อ เพลิงสำหรับครัวเรือน เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องกังหัน และเครื่องไอพ่น
4. ค่าพลังงานเชื้อเพลิงที่ได้จากไฮโดรเจนจะมากกว่าค่าพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดร คาร์บอน และเชื้อ เพลิงจากแอลกอฮอร์ เช่น เมทานอลและเอทานอลถึง 2.5 และ 5 เท่า ตามลำดับ
5. ก๊าซไฮโดรเจนสามารถนำไปใช้กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและคาดว่าจะนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอนาคต



รูปที่ 2 การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (แสดงในรูปของคาร์บอน) จากยานพาหนะที่ใช้การสันดาปภายในด้วยน้ำมันเบนซีนเปรียบเทียบกับยานพาหนะที่ ใช้เซลล์เชื้อเพลิงเป็นแหล่งของพลังงาน
(ที่มา: Bak T, Nowotny J, Rekas M, Sorrell C C, Int. J. Hydrogen Energy, 27 (2002) 991)

บทที่ 2 - แนวคิดเกี่ยวกับการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน
แนวความคิดของกระบวนการแยกโมเลกุลน้ำ (Water splitting reaction) เพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจน ได้ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องมาจากความมั่นใจที่ว่า กระบวนการนี้สามารถเป็นแหล่งของพลังงานไฮโดรเจนที่ยั่งยืน (Sustainable energy) แหล่งของสารตั้งต้นที่นำมาใช้ในการผลิตพลังงานในกระบวนการนี้ซึ่งได้แก่ แหล่งน้ำ ก็เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถหาได้อย่างไม่จำกัด นอกจากนี้พลังงานไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากกระบวนการนี้ก็ไม่มีสารผลิตภัณฑ์อื่น ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเจอปนอีกด้วย
แต่เนื่องจากปฏิกิริยานี้เป็น ปฏิกิริยาที่ดูดความร้อนสูงเพื่อใช้ในการผลิตไฮโดรเจน แหล่งของพลังงานความร้อนในอุดมคติที่สามารถจะนำมาใช้งานได้ต้องเป็นแหล่งที่ สามารถหาได้ในปริมาณมากเพียงพอและไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Renewable resource) มีความเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับนำมาใช้งานในกระบวนแยกโมเลกุลน้ำนี้ นอกจากนี้การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตพลังงานไฮโดรเจนจากกระบวนการ แยกโมเลกุลน้ำ ยังเป็นวิธีการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในมุมมองของการเปลี่ยนพลังงานแสง อาทิตย์เป็นพลังงานเคมี



รูปที่ 3 แนวความคิดในการแยกโมเลกุลน้ำด้วยแสงอาทิตย์และสารกึ่งตัวนำเพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจน
(ที่มา: http://www2.slac.stanford.edu/tip/2003/mar21/hydrogen.htm )

นับ จากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาระบบทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับพลังงานรังสีแม่เหล็ก ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยสารเคมีที่เราเรียกกันว่าสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ซึ่งทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาที่สามารถแยกโมเลกุลน้ำขึ้นได้ กระบวนบวนการผลิตไฮโดรเจนด้วยวิธีดังกล่าวโดยใช้สารกึ่งตัวนำทั้งแบบโลหะ เดี่ยวและโลหะผสมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยานี้ มีข้อดีหลายประการได้แก่ ประหยัดค่าใช้จ่าย, ทนทานต่อการเสื่อมสภาพ, ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม, และสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย

บทที่ 3 - การเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน
ในกลุ่มของสารกึ่งตัวนำที่ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แสงร่วม ไททาเนีย (TiO2) ได้รับความสนใจมากที่สุดในการนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการกำจัดสารพิษที่ส่ง ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและในกระบวนการเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แสงร่วมต่าง ๆ นับจากมีการริเริ่มคิดค้นการนำไททาเนียอิเล็คโทรด (TiO2 electrode) มาใช้ในกระบวนการเคมีไฟฟ้าที่เหนี่ยวนำด้วยแสง (Photoelectrochemical process) สำหรับการแยกโมเลกุลน้ำโดยกลุ่มนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แก่ Fujishima และ Honda ในปี 1972 ทำให้จนถึงปัจจุบันนี้มีความสนใจอย่างต่อเนื่องในการนำไททาเนียมาใช้เป็นตัว เร่งปฏิกิริยาในปฏิกิริยาการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจนภายใน ระบบที่มีการฉายแสง
เมื่อไททาเนียทำการดูดซับโฟตอน (Photon) ที่มีพลังงานเท่ากับหรือมากกว่าค่าความแตกต่างระหว่างค่าพลังงานในระดับคอนดัคชันแบนด์ (Conduction band, CB) และวาเลนซ์แบนด์ (Valence band, VB) หรือเป็นที่รู้จักกันว่าพลังงานแบนด์แกป (Energy band gap) จะทำให้เกิดการกระตุ้นให้อิเลคตรอนในระดับชั้นพลังงานวาเลนซ์แบนด์เคลื่อน ที่ไปอยู่ในระดับชั้นพลังงานคอนดัคชันแบนด์ ทำให้เกิดคอนดัคชันแบนด์อิเลคตรอน (Conduction band electron, e-cb) และวาเลนซ์แบนด์โฮล (Valence band hole, h+vb) ขึ้น
แต่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว ไฮโดรเจนไม่สามารถถูกผลิตขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นผิวของไททาเนียที่ ยังไม่ได้รับการปรับแต่ง เนื่อง จากพลังงานแบนด์แกปของไททาเนียมีค่าสูงคือ 3.2 eV สำหรับไททาเนียชนิดอนาเทส (Anatase) และ 3.0 eV สำหรับไททาเนียชนิดรูไทล์ (Rutile) ทำให้เกิดการรวมตัวกลับของอิเลคตรอนและโฮลได้ง่าย การแก้ไขข้อจำกัดนี้อย่างมีประสิทธิภาพทำได้โดยการใช้สารที่เอื้อให้เกิดปฏิกิริยา (Sacrificial reagent) เช่น เมทานอล ซึ่งสารนี้จะเข้าร่วมในปฏิกิริยาโดยการกำจัดโฮลด้วยกระบวนการออกซิเดชันที่ วาเลนซ์แบนด์ ในขณะที่ปฏิกิริยาการเกิดไฮโดรเจนสามารถเกิดที่คอนดันชันแบนด์ด้วยกระบวนการ รีดัคชันของน้ำด้วยอิเลคตรอน
นอกจากนี้ การแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่งคือการใส่ตัวเร่ง ปฏิกิริยาร่วม ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นโลหะทรานซิชันเช่น นิกเกิล (Ni) แพลตินัม (Pt) เป็นต้น ลงไปบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาหลักไททาเนีย โดยตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมเหล่านี้จะทำหน้าที่เร่งการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอน จากเวเลนซ์แบนด์หลังจากการดูดซับแสงและกระตุ้นด้วยแสงแล้วให้ไปสู่นอกระบบ ซึ่งก็คือการเกิดปฏิกิริยาการเกิดไฮโดรเจนที่คอนดัคชันแบนด์ได้เร็วขึ้น อย่างมาก
โดยสรุป กระบวนการการเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำเมื่อทำการแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ สามารถแสดงได้ดังรูปที่ 4



รูปที่ 4 กระบวนการการเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำ


เอกสารอ้างอิง
1. Legrini O, Oliveros E, Braun A M, Chem. Rev. 93 (1993) 671.
2. Hoffmann M R, Martin S T, Choi W, Bahnemann D W, Chem. Rev. 95 (1995) 69.
3. Linsebigler A L, Lu G, Yates, Jr. J T, Chem. Rev. 95 (1995) 735.
4. Mills A, Hunte S L, J. Photochem. Photobiol. A: Chem. 108 (1997) 1.
5. Fujishima A, Honda K, Nature 238 (1972) 37.


ขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้
เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร.ธรรมนูญ ศรีทะวงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีจาก วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์พลังงานจาก Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์และนักวิจัยของ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาและวิจัยด้าน Photocatalysis and Catalysis, Solar Energy Utilization, Sol-Gel Synthesis of Oxide Semiconductors, Nanoporous/Mesoporous Materials, Plasmas for Chemical Conversion, และ Biohydrogen Production

สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ppc.chula.ac.th/thammanoon.html
แหล่งที่มาข้อมูล : วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

26 มกราคม, 2552

สุริยะคราสเห็นเด่นชัดในกทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชมภาพปรากฎการณ์สุริยุปราคา เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่จะเห็นแค่เพียงบางส่วน ได้ตั้งแต่เวลา 15.53 โดยช่วงที่กินลึกที่สุดที่บ้านเราจะมองเห็นได้คือเวลา 16.52 น. และจะค่อยๆ เคลื่อนออก ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จนถึง 18.00 น. โดยประมาณ สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular Solar Ecplise) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.52 นี้ โดย ในส่วนของประเทศไทย จะได้เห็นแค่เพียงบางส่วนของปรากฎการณ์ แต่การได้สังเกตปรากฎการณ์ที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อยอยู่เนืองๆ

25 มกราคม, 2552

ไขปรากฎการณ์‘สุริยคราส’โหรส.ว.ชี้ดวงนายกฯวิกฤติ-สูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง



ประชาทรรศน์
25 ม.ค. 2009

โหร ส.ว. ‘บุญเลิศ ไพรินทร์’ ไขปรากฎการณ์สุริยคราส 26 ม.ค.นี้ ระบุให้ระวังภัยธรรมชาติ-จะสูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ชี้ดวงนายกฯปีนี้ยังวิกฤติ!! โหรฟันธงพ้นกันยายนนี้ดวง ‘อภิสิทธิ์’ กระเตื้องในทางดี ขณะที่ประชาชนแห่จองพื้นที่แน่นขนัด เฝ้าดู ‘สุริยุปราคา’ แพทย์เตือน!! จ้องนานอาจตาบอดได้

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) จะเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคาบางส่วน ซึ่งเป็นสุริยุปราคาแบบวงแหวน โดยจะมองเห็นได้ตามเส้นทางที่พาดผ่านมหาสมุทรอินเดียและด้านตะวันตกของ ประเทศอินโอนีเซีย ซึ่งประเทศไทยจะเห็นแบบบางส่วนในทั่วทุกภูมิภาค และจังหวัดเชียงใหม่จะเริ่มเห็นการบังกันของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ตั้งแต่ เวลา 16.05 น. เป็นต้นไป และจะเห็นจัดบังกันมากที่สุดในเวลา 17.02 น. โดยจะสิ้นสุดการบังในเวลา 17.53 น. รวมแล้วจะเกิดการบังทั้งสิ้น 18.8%

ทั้งนี้ การเกิดสุริยุปราคาครั้งนี้ถือเป็นสุริยุปราคาครั้งแรกของปีดาราศาสตร์สากล และคาดว่าจะเกิดสุริยุปราคาครั้งต่อไปในวันที่ 22 ก.ค.อีกครั้ง แต่จะเกิดเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง สังเกตเห็นตามแนวคราส พาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ สำหรับจ.เชียงใหม่ จะสังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ในเวลา 07.02 - 09.11 น. และสังเกตเห็นการบังกันทั้งสิ้น 63.4%

‘โหร ส.ว.’ชี้ดวงนายกฯยังวิกฤติ-จะสูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือโหร ส.ว. กล่าวถึงปรากฏการณ์สุริยคราสวงแหวน ที่มองเห็นในประเทศอินโดนิเซีย และบางส่วนในประเทศไทยนั้น ในทางโหราศาสตร์จะเกิดปัญหา เพราะว่าในช่วงที่เกิดสุริยคราสนั้นเกิดดาวจันทร์ดับและดาวพฤหัสบดีดับ ในราศีมังกรขึ้นพร้อมๆกันกับการเกิดสุริยคราสด้านใต้ของโลก และเว้าแหว่งเห็นมากทางทิศใต้ของประเทศไทย

“ให้ระวังภัยธรรมชาติและอาจจะสูญเสียผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หลังเกิดสุริยคราสนี้เป็นต้นไป ในผลของการเกิดสุริยคราส พร้อมจันทร์ดับและดาวพฤหัสบดีดับในเวลาเดียวกัน ในราศีมังกรนี้ ประการต่อมาคือ ราศีมังกรเป็นราศีการงาน หรือกรรมมะของดวงเมืองดวงโลก จะเกิดปัญหาเรื่องการงาน มีปัญหาการงานของโลก จะไม่รุ่งเรืองมีปัญหามาก ธุรกิจทั้งหลายจะปิดตัวลงมากมาย ไม่ว่าด้านอุตสาหกรรม หรือด้านพาณิชยกรรมต่างๆ จะมีปัญหา”

ฉะนั้นจะเกิดการว่างงาน และการเคลื่อนตัว เคลื่อนย้ายแรงงานทั่วประเทศ ทั่วโลกการงานทั้งหลายจะไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วในช่วงนี้ คนจะว่างงานมากและปัญหาที่ตามมาคือ อาชญากรรม และเป็นอาชญากรรมที่ภายใต้สุริคราส ก็คือ ไม่เปิดเผย อาญากรรมที่ซ่อนรูปมองเห็นได้ยาก พวกอาชญากรรมในพวกนี้เป็นการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ ของนักการเมือง รวมทั้งอาชญากรรมธุรกิจ ที่เกี่ยวกับเรื่องลับๆ เช่น ยาบ้า ยาเสพติดทั้งหลายจะแพร่กระจายมาก และรวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมายระหว่างประเทศจะมีมากขึ้น เป็นประเด็นที่น่าห่วงมาก

โหร ส.ว.กล่าวว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.52 วันที่สุริยคราสเกิดขึ้น จะวุ่นวายไปถึงเดือนสิ้นเดือน ก.ย.52 แต่หลังสิ้นเดือน ก.ย. วิกฤติจะลดน้อยถอยลงจะดีขึ้น เศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 จะมีปัญหาแน่นอน จะโงหัวดีขึ้นหลัง 30 ก.ย.52 ไปแล้ว

ด้านการเมือง ดวงผู้นำประเทศก็วิกฤติอยู่ สุริยคราสอยู่ในราศีที่ให้โทษอภิสิทธิ์ได้ไม่เต็ม เพราะอยู่ในราศีอริ แต่ว่าดาวมฤตยูกับดาวเสาร์เป็นดาวบาปเคราะห์ ที่ตรึงดวงคุณอภิสิทธิ์อยู่ ถ้าจะให้ดีจะต้องให้พ้น 30 ก.ย.52 เช่นกันดวงคุณอภิสิทธิ์จะดีขึ้น แต่ในช่วงนี้ยังปั่นป่วนอยู่ แต่มันจะคลี่คลายไปดีขึ้น เริ่มวันที่ 2 มี.ค.52 เป็นต้นไป แต่ก็ยังดีไม่เต็มที่ เพราะว่าดาวเสาร์ยังตรึงดวงคุณอภิสิทธิ์อยู่ แต่วันที่ 30 ก.ย. ดาวเสาร์ จะย้ายจากราศีสิงห์ สู่ ราศีกันย์ และมฤตยูย้ายจากราศีกุมภ์ สู่ราศีมีน จะให้โทษดวงคุณอภิสิทธิ์ได้น้อยลง ถ้ารักษาสถานการณ์ให้อยู่ได้ถึง 30 ก.ย. 52 จะบริหารได้สะดวกดีขึ้น

แพทย์ชี้‘สุริยุปราคา’อันตราย!!จ้องนานอาจตาบอด

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี แนะนำวิธีการชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ว่า ผู้ชมต้องระมัดระวังอันตรายจากแสงของดวงอาทิตย์ที่มีความร้อนสูงและมีรังสี อัลตราไวโอเลต สามารถทำลายเซลล์ในจอประสาทตาบริเวณจุดรับภาพได้

ทั้งนี้ ควรดูเฉพาะช่วงที่แสงจ้าน้อยที่สุด ใช้เวลาดูครั้งละไม่เกิน 10 วินาที และไม่ควรดูขณะเงามืดคลายออก ไม่เช่นนั้นอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม มีอาการตาพร่ามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นจุดดำกลางภาพ สู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะบริเวณหว่างคิ้วหรือหลังลูกตา ซึ่งจะมีอาการหลังดู 1 ชั่วโมง และจะดีขึ้นภายใน 1 เดือน หรืออาจนานถึงครึ่งปี ในระยะยาวจอประสาทตาอาจเสื่อมไวกว่าปกติ หรืออาจถึงขั้นตาบอดได้ ผู้ที่มีโรคสายตา เช่น ต้อกระจก ตาแห้ง เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ห้ามดูเด็ดขาด แม้จะใช้อุปกรณ์มาตรฐาน เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การชมให้มองผ่านแผ่นฟิล์มพิเศษที่ใช้ในการมองดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ การดูผ่านฟิล์มเอกซเรย์ ฟิล์มขาวดำ หรือกระจกรมควัน ควรเพิ่มเป็น 2 ชั้น เพื่อกรองแสงให้มากที่สุด ไม่ควรใช้แว่นกันแดด เพราะเข้มไม่พอ และห้ามใช้กล้องส่องทางไกลเพราะเป็นการรวมแสงเข้าสู่ตาโดยตรง หากมีอาการผิดปกติขอให้รีบพบแพทย์ทันที

นักเที่ยวแห่จองพื้นที่!! รอดูสุริยุปราคา

จากกรณีที่นักดาราศาสตร์ คาดคะเนถึงการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาไม่เต็มดวง ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 26 มกราคม ที่จะถึงนี้ โดยประชาชนสามารถมองเห็นได้เกือบทั่วประเทศนั้น

นายสุชิน อินสา รองอธิบการบดี ม.ราชภัฏเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ทางสาขาโปรแกรมฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้เตรียมจัดกิจกรรมนำนักศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวไปเฝ้าชม และสังเกตการณ์การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาดังกล่าว ที่บริเวณศูนย์วิทยาศาสตร์ หนองนารี ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

นอกจากนี้ ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์พร้อมรับฟังคำบรรยายให้ความรู้ถึงการเกิด ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในครั้งนี้ด้วย

นายสุชิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับ จ.เพชรบูรณ์ จะเริ่มปรากฏการณ์ ตั้งแต่เวลา 15.59 น. เป็นต้นไป และพระอาทิตย์จะถูกบดบังเต็มที่ เวลาราว 17.01 น. โดยจะไปสิ้นสุดเมื่อเวลา ราว 17.57 น. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำแนะนำว่าไม่ควรมองด้วยตาเปล่าก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงสัมผัสแรกแต่หลังจากพระอาทิตย์ถูกบดบังอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน และลับขอบฟ้าทำให้เป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม และดูแปลกตา ซึ่งเชื่อว่าจะมีบรรดาช่างภาพให้ความสนใจถ่ายบันทึกภาพปรากฏการณ์ดังกล่าว เก็บไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่างๆ อาทิ ที่ภูกระดึง จ.เลย เป็นต้น