CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สื่อ แสดงบทความทั้งหมด

25 มกราคม, 2552

'ชาวออนไลน์'ชี้ปชช.ยังปลื้ม'ทักษิณ'

ประชาทรรศน์
25 ม.ค. 2009

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้ (25 ม.ค.) ที่สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล มีการจัดเสวนา หัวข้อ'การเมืองกับโลกออนไลน์' ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ที่สนใจในการนำอินเทอร์เน็ตและ สื่อใหม่มาเป็นเครื่องมือในการช่วยผลักดันนโยบายจากภาคประชาชน การตรวจสอบนักการเมืองและพรรคการเมือง ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยอิน เทอร์เน็ต อีกทั้งรูปแบบงานเป็นการเสวนากลุ่มย่อยระหว่างผู้สนใจโดยเน้นการมีส่วนร่วม ของผู้เสวนา โดยมีหัวข้อนำเสนอด้วยกัน 4 หัวข้อ ดังนี้

1.เสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) 2.การสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย โดย Siam Intelligence Unit) 3. เว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch 4.การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหานคร โดยทีม IdeaBangkok ทั้งนี้ในส่วนสุดท้ายเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรณรงค์ด้านการเมืองผ่าน อินเทอรืเน็ต จากเยาวชนโดยเสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ นั้นเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องสื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 เรื่อง อาทิ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทาง Hi5 การตอบ-โพสต์ ในกระทู้ การแสดงความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งผ่านทางเว็บฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เราไม่สามารถต่อสู้อะไรได้จากความจริงที่มีอยู่ แต่เราสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยในเรื่อง นั้นๆได้ ทั้งนี้การแสดงความเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอินเท อรืเน็ตด้วย เช่น รัฐ ผู้ให้บริการ เว็บโฮส เว็บมาสเตอร์ ผู้ดุแลเว็บบอร์ด/บล็อกเกอร์ที่เปิดพื้นที่คอมเม้นท์ ประชาชนคนใช้เน็ต

อย่างไรก็ตามยังมีพลเมืองเน็ตที่ให้คุณค่ากับการเข้าถึงโดยเสรี เสรีภาพในการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส พรสวรรค์และการคิดค้นนวัตกรรม ความเท่าเทียมทางสังคม การกระจายศูนย์อำนาจ ทั้งนี้เสรีภาพคือการมีส่วนร่วมในอำนาจ อีกทั้งแนวทางการใช้เน็ตไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่คนที่เข้าไปเป็นสมาชิกเป็นความต้องการของแต่ละบุคคล แต่การโพสต์ข้อความหรืออัพโหลดรูปภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น ซึ่งตรงนี้เราไม่สามารถบังคับบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ท่องโลกอินเทอร์เน็ตและโพสต์ข้อความ

ด้านการสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้น นายกานต์ ยืนยง กล่าวว่า เป็นการทำการสำรวจความคิดเห็น ทัศนคติทางการเมืองของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งการสำรวจทางอินเทอร์เน็ตในการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบคนเน็ตยังเลือกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับหนึ่ง โดยเลือกจำนวน 1,281 คน จากผลสำรวจทั้งหมด 4,279 คน หรือคิดเป็น 31% สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรับมนตรีตามมาเป็นลำดับที่ 2 ที่ 636 คน หรือ 15 % ส่วนลำดับที่ 3 เป็นนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรับมนตรีที่ 299 คน หรือ 7%

ทั้งนี้ยังมีการสำรวจในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยสูงถึง 56% และเห็นด้วยเพีบง 15% แต่เห็นด้วยกับการเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรงถึง 56% ขระที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 23% เท่านั้นซึ่งผลสำรวจนี้กระทำผ่านแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 4,279 คน ผ่านเว็บไซต์ขนาดใหญ่ เช่น twitter blognone kapok.com และประชาไท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ทั้งนี้แบบสำรวจ “ทัศนคติการเมืองของผู้ใช้อินเทอรืเน็ต” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ challenge Thailand 2010 ที่มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำทางการเมือง นักวิชาการ ที่มีอิทธิพลกับนโยบายสาธารณะ เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ประเทศไทยในอนาคตและหาทางออกที่เป็นไปได้กับความขัด แย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านรายการทีวีออนไลน์ชื่อ Practical Utopia โดยติดตามชมได้ที่เว็บไซต์ www.siamintelligence.com

ส่วนเว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch กล่าวว่า คือรูปแบบเป็นการเปิดโอกาสให้เข้ามาแชร์ข้อมูลเรื่องของนักการเมืองแต่ละ พรรคการเมือง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาค้นหาข้อมูลเพื่อทำรายงานหรือทำงาน วิจัยต่างๆเกี่ยวกับนักการเมือง ซึ่งทางเว็บมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาโพสต์ในเว็บฯ ว่าข้อมูลนักการเมืองแต่ละคนนั้นเป็นใครมาจากไหน
ทั้งนี้หากใครจะทำวิจัยสามารถเข้ามาดูในเว็บ ThaiWatch.com ได้ เพราะจะมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆที่น่าสนใจ เช่น มีร้านอาหารร้านใดบ้างที่นักการเมืองแต่ละคนใช้เป็นการนัดแนะพูดคุยกับ เพื่อนหรือใช้เป็นที่ประชุมหารือของพรรค รวมทั้งมีรายชื่อกลุ่มคนข้ามชาติด้วย โดยเว็บนี้คนสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่ตนอ่านแล้วไม่เข้าใจได้ด้วย เพราะเว็บเป็บแบบวิกิมิเดียแบบเปิด

ขณะที่การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหา นคร โดยทีม IdeaBangkok กล่าวว่า เป็นการผลักดันโยบายและไอเดียของภาคประชาชนมาบริหารเพื่อให้กรุงเทพมหานครมี ความเจริญก้าวหน้า และสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างมีความสุข เป็นการนำไอเดียจากภาคประชาชนมาปรับปรุงการทำงานของนักการเมืองและเว็บไซต์ ที่มีการโพสต์ข้อความ

17 มกราคม, 2552

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html

16 มกราคม, 2552

องค์กรสื่อ ต้านรัฐบาลทำสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน !


 วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ.2552 เวลา 09.00 น. เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย นำโดยนายกานต์ ยืนยง
นายไกลก้อง ไวทยากร น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล  นายสุเทพ
วิไลเลิศ นายสุนิตย์ เชรษฐา  น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ นายอาทิตย์
สุริยะวงศ์กุล  เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีซึ่งได้มารับหนังสือและเจรจาเป็นเวลา 5
นาทีโดยรับเรื่องและข้อเสนอคัดค้านการจัดตั้งวอร์รูม
หรือการประกาศสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน หลังจากที่ได้เข้าพบ
พบว่ารัฐบาลไม่ได้มีแนวทางการดำเนินการดังกล่าว
ซึ่งอาจจะต้องตั้งคณะทำงานร่วมต่อไป ในหนังสือยื่นต่อนายกฯ
มีรายละเอียดดังนี้



เรียน นายกรัฐมนตรี



     สำเนาถึง รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่งคง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านสื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ
คณะอนุกรรมาธิการกำกับติดตามการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์และการกระทำหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพ คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

เรื่อง ข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน 

       

    
สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มีการปิดกั้นปราบปรามสื่ออินเตอร์เน็ต
และวิทยุชุมชน ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติจนมีการแสดงท่าทีที่จะนำ
พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
มาใช้ในการควบคุมและปราบปรามวิทยุชุมชนนั้น องค์กรที่มีรายชื่อดังนี้คือ
เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)
มีความเห็นว่าวิธีการและนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง
สิทธิทางการเมือง
ทั้งยังไม่ได้ช่วยรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด

            

     การกำกับดูแลสื่อใหม่เช่นอินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชนมีความละเอียดอ่อน
ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน
สอดคล้องกับความเป็นจริงและสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลโดยแท้จริง
ในขณะที่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยพลเมือง
และเพื่อพลเมืองเป็นสำคัญ
ซึ่งหลักการสิทธิเสรีภาพเป็นหลักพื้นฐานและมีกติกาอันเป็นที่ยอมรับโดยสากล
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐไทยจักต้องธำรงมาตรฐานอันสอดคล้องกับกติกาสากล
เพื่อธำรงความเป็นประชาธิปไตย และ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคม 

    

     องค์กรข้างต้นมีจุดยืนร่วมกันว่า
แนวทางที่รัฐบาลประกาศจะจัดตั้งวอร์รูม (War room)
หรือการประกาศสงครามกับสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชนนั้น
จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาความมั่นคงของชาติหรือช่วยปกป้องสถาบันพระมหา
กษัตริย์แต่อย่างใด ในทางกลับกันจะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
และละเมิดพันธะที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในนโยบายว่าด้วยสื่อและการรับรู้ข้อมูล
ข่าวสารในข้อ 8 ซึ่งมีหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องดังนี้ 

    

     8.3.1 ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้
และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะจากทางราชการ
และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง เป็นธรรม และรวดเร็ว
รวมทั้งให้กลไกภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติตามบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย



     8.3.4
จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเพื่อให้สื่อมีเสรี
ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
รวมทั้งยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
และสื่อมวลชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    

     ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และ
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)
จึงขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

     1.ขอให้รัฐบาลหยุดการจัดตั้งวอร์รูมดังกล่าว
และเข้าร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนร่วมกัน
โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงและกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองของทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้
อินเตอร์เน็ต

    
2.ขอให้รัฐบาลทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวกับ
สื่อ ได้ดำเนินการโดยโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลการดำเนินการ
การใช้งบประมาณต่างๆ
เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูล
การดำเนินการเพื่อปิดกั้นเนื้อหาในเว็บไซต์ต่างๆ
ทั้งที่มีและไม่มีคำสั่งศาล
ให้มีการเปิดเผยข้อมูลรวมทั้งชี้แจงกระบวนการในการดำเนินงานให้ประชาชน
ผู้ให้บริการเว็บไซต์
และผู้ประกอบการอินเตอร์เน็ตได้รับรู้และเข้าใจในหลักปฏิบัติดังกล่าว
เพื่อที่จะปฏิบัติตามโดยมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองจากการปฏิบัติงานตาม
กระบวนการยุติธรรมโดยเคร่งครัด

     3.การปรับแก้กฎหมายที่กระทบกับสื่อ
ต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
เป็นระยะเวลาที่เพียงพอ ทั้งการแก้ไข
พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
และกฎหรือระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
กฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและการหมิ่นพระบรมเดชานุ
ภาพ เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ

     4.ขอให้รัฐส่งเสริม ปกป้อง สิทธิพลเมือง ทั้งในและนอกอินเตอร์เน็ต
และ เสรีภาพของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสื่อออนไลน์และวิทยุชุมชน
อีกทั้งปรับปรุงกติกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่ง
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามมาตรา 45, 46, 47
รวมทั้งปฏิญญาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
(Universal Declaration of Human Rights) และ
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International
Covenant on Civil and Political Rights) ในมาตรา 19 (Article 19)
ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัตติ (Accession)
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540

      

       จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

       ขอแสดงความนับถือ

       เครือข่ายพลเมืองเน็ต

       คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

        เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)



‘สาทิตย์’ใบ้กินสางASTVกลืนน้ำลาย!ไม่คิดปิดสื่อ

แผนเช็กบิล"วิทยุชุมชน-ทีวีดาวเทียม-เว็บไซต์"พ่นพิษ "สาทิตย์" ถึงกับใบ้กินปัดตอบจัดการ "เอเอสทีวี" กลับลำยังไม่คิดตั้งแท่นเชือดหรือใช้กฎหมายมั่นคงเป็นเครื่องมือ ด้านนักวิชาการสับแหลกแนวคิดปฏิรูป NBT จี้ตอบให้ได้ก่อนว่าจะทำเพื่ออะไร ชี้แค่ปรับปรุงการนำเสนอให้รวดเร็วฉับไวก็เพียงพอแล้ว สอนมวยเป็นรัฐบาลต้องมองในภาพใหญ่ ไม่ใช่มาคิดเรื่องเล็กน้อยไร้สาระอย่างการเปลี่ยนโลโก้ ด้านก.ยุติธรรม คาดโทษ 3 ระดับจัดการมือโพสต์เว็บหมิ่นสถาบัน

จากกรณีที่กลุ่มนักวิชาการออกมาคัดค้านแนวคิดรัฐบาลในการเอากฎหมายความมั่น คงมาสั่งปิดวิทยุชุมชนและเว็บที่มีการหมิ่นสถาบัน รวมทั้งมีการตั้งคำถามย้อนถึงการพิจารณาการออกอากาศที่ไม่เหมาะสมของสถานี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ด้วยหรือไม่นั้น

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวโดยเลี่ยงตอบคำถาม ระบุแต่เพียงหลักการดำเนินการว่า ขอยืนยันยังไม่มีการสั่งปิดอะไรเลย เนื่องจากรัฐบาลเคยบอกว่าอำนาจเรื่องการดูแลเรื่องสื่อสารมวลชนมีกฎหมายดูแล อยู่แล้ว เนื่องจากมีกฎหมายดูแลอยู่ 2 เรื่อง อย่างเรื่องเปิด – ปิดสถานีต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ส่วนเรื่องของเนื้อหา ใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดูแล

ฉะนั้นหากมีการเสนอเนื้อหาข่าวอยู่ในกรอบไม่ต้องกังวล รัฐบาลต้องสนับสนุนในเรื่องของเสรีภาพของสื่ออยู่แล้ว แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่มีความรับผิดชอบ ทั้งนี้หากเนื้อหาพาดพิงเกี่ยวเนื่องในเรื่องใดที่ผิดกฎหมายหรือมีการละเมิด สิทธิส่วนบุคคลก็ต้องมีการใช้สิทธิตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เอากฎหมายความมั่นคงไปเลือกปฏิบัติหรือ กลั่นแกล้งใคร

ขณะที่นายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการ NBT เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าส่วนใหญ่เป็นการหารือถึงรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งจะออกอากาศครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมนี้
ส่วนนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะปฏิรูปสื่อของรัฐ ให้อิสระจากการเมืองนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาพัฒนาเอ็นบีทีให้สามารถบริการสาธารณะ และตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง 2 แนวทาง คือ 1.ทำให้เป็นองค์การมหาชน หรือ 2.ทำในรูปแบบของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะและมีการออกกฎหมายเฉพาะ อย่างไรก็ตาม รูปแบบหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (เอสดียู) ซึ่งเป็นแนวทางมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดผ่านๆ มา และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับแล้ว ยังไม่มีการนำมาพูดถึง

ต่อกรณีดังกล่าว รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเปลี่ยนรูปแบบของสถานีโทรทัศน์ NBT เนื่องจากต้นกำเนิดของสถานีนี้คือสถานีของภาครัฐ ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชน หรือทีวีสาธารณะแล้ว รัฐจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เพราะรายการทุกวันนี้ของสถานีดังกล่าว ภาครัฐเองก็มีอำนาจจะให้ทำหรือไม่ให้ทำรายการใดก็ได้ ดังนั้น รัฐจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการเสนอข่าวสารข้อมูลของรัฐ
การบริหารงานของสถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม มีจุดประสงค์ก็เพื่อเผยแพร่งานของภาครัฐ ทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงไม่ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ให้ระบบหรือเนื้อหาของรายการดึงคนดูจากเอกชนได้ พิจารณาโดยกำเนิดของสถานีก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปที่รัฐบาลจะให้มีขึ้นนั้นผลที่เกิดขึ้นดีอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วมีอะไรดีขึ้น รัฐบาลต้องตอบให้ได้เสียก่อน

หากจะปรับให้เป็นภาคมหาชน ต้องคำนึงว่าคนจะมีสิทธิมากขึ้น ต้องมีคนถือหุ้นมากขึ้น แล้วรายการที่เกิดขึ้นจะคุ้มกับภาพลักษณ์ของรัฐได้อย่างไร เพราะเดิมที่สถานีนี้ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ต้องทำแข่งขันกับใคร

หากจะเปลี่ยนมาเป็นทีวีสาธารณะ ก็ต้องถามกลับไปยังคนคิดของรัฐบาลว่าคำว่าทีวีสาธารณะคืออะไร เวลาที่เขาพูดกันก็ดูดี แต่กรมประชาสัมพันธ์ก็เป็นสาธารณะอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ทำให้เป็นทีวีสาธารณะไม่ได้

อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) ถามว่าเป็นสาธารณะแล้วหรือ แต่แรกก็ตั้งมั่นทำท่าจะอยู่รอดปลอดภัย ก็ไปเปลี่ยนเนื้อหาของสถานี ตอนนี้เลยต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหาจุดยืนให้กับตัวเอง

“ถามหน่อยว่าจะไปทำให้ใครดู ปัจจุบันมันไม่เป็นสาธารณะหรืออย่างไร คำว่าทีวีสาธารณะเวลาพูดมันก็ดูโก้ แต่ถ้าสนใจทำขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องบอกได้ชัดเจนว่ารูปแบบต่อไปนี้เป็นอย่างไร ไม่ใช่มาบอกคำๆหนึ่งว่าทีวีสาธารณะ มันต้องมีนิยาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นมีใครจะบอกได้ ชี้ไปเลยว่าจะมีเนื้อหาสาระกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีบันเทิงหรืออะไรยังไง แต่นี่มันไม่มีคำชัดเจน ฟังแล้วดูเก๋ ดูเป็นของส่วนรวม แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้หรอก”

รศ.อรุณีประภา กล่าวต่อไปว่ายกตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ BBC เองก็ยังไม่ค่อยจะเป็นทีวีสาธารณะเลย ยังใช้ทุนสนับสนุนของรัฐเพื่อมาทำรายการเสนอข่าวการทำงานให้รัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลไทยจัดทำทีวีสาธารณะได้แล้วก็ขอให้บอกว่าความหมายที่ให้เป็นอย่าง ไร จะได้วิจารณ์ถูกว่าดีหรือไม่ดี

หน้าที่ของรัฐบาลควรพัฒนาให้สถานีโทรทัศน์ NBT ดีขึ้น ดูแลว่าข่าวสารดีขึ้นหรือไม่ เสนอข่าวรวดเร็วทันใจขึ้นหรือยัง จริงๆ ช่องนี้น่าจะได้เปรียบด้านการเสนอข่าวสารและข้อมูลมากกว่าช่องอื่น ไม่ว่าจะเรื่องความรวดเร็วและความถูกต้อง แต่ทุกวันนี้กลับทำได้ช้ากว่าที่อื่น ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นของกรมประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรพัฒนาระบบให้ทันสมัย เนื่องจากเป็นสื่อโทรทัศน์ต้องมีความรวดเร็ว ข่าวสารต้องแม่นยำ ดังนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นอะไร ดูแลเรื่องระบบจะดีกว่า รัฐบาลต้องมองโครงการใหญ่ๆ ไม่ใช่มานั่งดูอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องของโลโก้ของสถานีโทรทัศน์ NBT

ในวันเดียวกันนี้ ทางด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันว่า ได้แบ่งความผิดไว้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงผิด เข้าใจผิดในข้อมูล ก็จะเป็นการว่ากล่าวตักเตือน ระดับ 2 คือ จงใจทำผิดโดยมีการถูกจ้างหรือเจตนาไม่ดีอย่างจริงจัง และระดับ 3 เป็นการตั้งใจทำอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบ

"เรื่องนี้ไม่เหมือนในหลายประเทศ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นยิ่งกว่าสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นสถาบันที่ทำให้ชาติไทยเป็นชาติไทยได้ทุกวันนี้ ดังนั้นจึงได้จัดความผิดไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ขณะที่ประเทศอื่นๆ จัดไว้ในหมวดหมิ่นประมาท เพราะสำหรับประเทศไทยเป็นการกระทำที่กระทบความมั่นคงอย่างรุนแรง"

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาได้สั่งปิดเว็บไซต์ไปกว่า 2,000 เว็บ แต่การจับกุมคนทำเว็บไซต์ สามารถทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ระบุความผิดไว้โดยเฉพาะ และมีหลายจุดไม่ชัดเจน ซึ่งต่อไปจึงต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าอีกสักระยะหนึ่ง เว็บหมิ่นเบื้องสูงจะลดน้อยหรือไม่มีเลย

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html

14 มกราคม, 2552

หยุดคุกคามประชาชน!

รัฐบาลประชาธิปัตย์ ในเวลานี้กำลังเดินเข้าไปสู่การเผชิญหน้ากับกลุ่มคนรักประชาธิปไตย

เพราะ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกหนักใจปัญหาวิทยุชุมชน ที่มีการปลุกระดมคนออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ แต่การเข้าไปดูแลนั้นติดปัญหา เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจจัดการ ดังนั้น การป้องกันเบื้องต้นจึงทำได้เพียงอาศัยกฎหมายด้านความมั่นคง และขณะนี้ตำรวจคงดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะบางคลื่นที่ปลุกระดมคนให้โค่นล้มรัฐบาล ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับคลื่นวิทยุชุมชนที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งอาจเข้าข่ายมีความผิดด้านความมั่นคง ได้แก่ คลื่นคนรักอุดร และสถานีวิทยุของเครือข่ายกลุ่มคนรักเชียงใหม่ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการออกอากาศให้ประชาชน จ.เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ออกมาต่อต้าน นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ
นี่คือ วิสัยทัศน์อันเลวร้ายของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกำกับสื่อมวลชน และชวนให้คิดไปได้ว่า
นี่คือแผนการของรัฐบาล ปชป. ที่ต้องการทำลายพลังของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

การปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน โดยเฉพาะฝั่งที่ตัวเองมองว่าเป็นศัตรู โดยใช้กลไกรัฐที่ตนควบคุมมาเป็นเครืองมือทำลายล้าง สมควรแล้วหรือ?

สุภาษิตโบราณกล่าวว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด ยิ่งปิดยิ่งทำให้เกิดความอยากรู้โดยเฉพาะโลกในยุคปัจจุบันที่เป็นการไหล เวียนของข้อมูลข่าวสารนั้น คงเป็นเรื่องที่ทำยากมาก

เพราะอย่าลืมว่า การตื่นตัวของประชาชน ในการรับรู้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและขยายตัวไปทั่ว
การปิดกั้นไม่ใช่ทางออกของปัญหา

ควรจะตระหนักไว้ด้วยว่า ประชาชน ไม่ได้กินหญ้า เพราะฉะนั้นเขามีสิทธิเลือกที่จะเชื่อ หรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยอัตวินิจฉัยแห่งตน
หากรัฐบาลต้องการที่จะสร้างการยอมรับต่อประชาชน อย่างที่พร่ำบอกว่าขอโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองนั้น
ต้องไม่ใช้ท่าทีและปฏิบัติต่อประชาชนฝั่งประชาธิปไตย ว่าเป็นศัตรูทางการเมืองที่พวกตนต้องสลายและทำลาย
แต่ต้องเคารพความคิด การแสดงออกที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่แท้จริง

การปิดกั้นหนทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เข้าข่ายคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนใช่หรือไม่?

อย่าลืมว่า การจัดตั้งวิทยุชุมชนของประชาชน แม้จะมีการให้ข้อมูลที่คัดค้านรัฐบาล แต่ก็เป็นสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมิใช่หรือ?

มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยประเทศไหนบ้าง ที่บอกประชาชนของตัวเองว่าต้องคิด ทำ และมีความเห็นเหมือนกับรัฐบาล

ห้ามไม่ให้ประชาชนคิดต่าง และมีความพยายามที่จะใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อใช้จัดการกับปัญหา ระดับใหญ่ของประเทศ และเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง มาใช้จัดการกับคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อปิดปากเสียงที่เห็นต่างไปจากพวกตน
หรือว่า รัฐบาลไร้น้ำยาที่จะให้ข้อมูลข่าวสารอีกด้านที่ตนเห็นว่าดีกว่า ต่อประชาชน
หรือว่า เกรงและกลัว สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกล่าวโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องจริงที่หาข้อเท็จจริงมาโต้แย้งไม่ได้
แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สร้างผลงานให้เป็นที่ปรากฏเพื่อล้างคะแนน “ติดลบ” ที่ประชาชนตราหน้าไว้
กลับทำตัวเป็นหน่วยไล่ล่าสังหารประชาชน คุกคามสื่อของประชาชน ไปเสียนี่

และเมื่อเทียบกรณี วิทยุชุมชน หรือแม้กระทั่งการปาไข่ของคนเสื้อแดง กับ การใส่ร้ายป้ายสีผ่านเอเอสทีวี การยึดสถานที่ราชการ และปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรฯ
เรื่องไหนที่ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติมากกว่ากัน?

ถ้าไปถามเด็กๆ ให้เปรียบเทียบความรุนแรงและความเลวร้ายของปัญหา ยังตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในปัจจุบันยังเบาหวิวนักเมื่อเทียบกับการ กระทำของพันธมิตรฯ
ไหนๆ ก็จะพยายามจะงัด “ก.ม.ความมั่นคง” มาจัดการกับคนเสื้อแดงเสียเต็มประดา
ลองเอา ก.ม.ความมั่นคง ฉบับเดียวกัน จัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ เสียก่อน
กล้าพอไหม?