CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด

08 กุมภาพันธ์, 2552

“สาทิตย์” ตั้งกก.ปฏิรูปสื่อรัฐ พร้อมดันช่อง 11 ให้พื้นที่สาธารณะ-ประชาสัมพันธ์รัฐ

ประชาไท

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ก.พ.52 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน กลุ่มวิชาการสื่อสารทางการเมือง คณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนา “รัฐบาลกับการปฏิรูปสื่อไทย” โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการสัมมนาว่า แนวทางการปฏิรูปสื่อรัฐของรัฐบาลชุดนี้ จะเริ่มที่กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ที่กำหนดแนวทางไว้ 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเปลี่ยนโลโก้สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที



ส่วนระยะยาวในช่วง 7-8 เดือนข้างหน้า เป็นการเปลี่ยนเนื้อหารายการช่อง 11 โดยกำหนดสัดส่วน 50% จะ เปิดพื้นที่สาธารณะให้กับผู้ผลิตคุณภาพและภาคประชาชน ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นสร้างสรรค์สังคม แต่จะไม่ใช่ “ทีวีสาธารณะ” เหมือนทีวีไทย สำหรับสัดส่วนอีก 50% จะเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดี ระหว่างภาครัฐ และประชาชน


นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา กรมประชาสัมพันธ์ อ่อนแอมากในเรื่องกำลังคน ส่วนช่อง 11 เรียกว่าอยู่ในฐานะติดลบจากการดำเนินงาน เพราะไม่มีรายได้จากการขายโฆษณาเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐมักขอใช้พื้นที่ฟรี โดยมีบุคลากรกว่า 100 คนที่บริษัทเอกชนร่วมผลิตดูแล และจ่ายเงินเดือนให้



“วันนี้ช่อง 11 ไม่สามารถผลิตรายการเองได้ทั้งหมด ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการปฏิรูปสื่อรัฐ” นายสาทิตย์กล่าว พร้อมเสริมว่าอย่าง ไรก็ตาม การให้ช่อง 11 เป็นสื่อนำเสนอเนื้อหาสาธารณะ และประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เป็นเรื่องที่มีความยากลำบาก ในการหารายได้เลี้ยงตัวเอง ดังนั้น แนวทางที่รัฐจะต้องดำเนินการ คือ ให้งบประมาณสนับสนุน ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาว่าหากช่อง 11 จะต้องปฏิรูปตามแนวคิดของรัฐบาล จะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งอาจจะนำเสนอของบประมาณเพิ่มเติมให้ช่อง 11 ในการจัดทำงบประมาณปี 2553


นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อภาครัฐ ทำหน้าที่ศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสื่อรัฐใน 3 ประเด็น คือ 1.ศึกษาโครงสร้างกรมประชาสัมพันธ์ว่า ควรจะเป็นแบบใดและการนำสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) และสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ออกมาจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ที่ปลอดจากการแทรกแซงของรัฐ 2.ศึกษา โครงสร้างการบริหารคลื่นความถี่ของ อสมท.ในอนาคต และแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ของหน่วยงานต่างๆ หลังประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับแก้ไขปี 2543 และ 3.ทำให้เกิดคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ กสทช.ว่าจะดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ของหน่วยงานต่างๆ อย่างไร


“คณะกรรมการชุดนี้ จะมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ และผม เป็นที่ปรึกษา และมีคณะกรรมการอีกกว่า 10 คน จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์, นักวิชาชีพสื่อ, องค์กรภาคประชาชน ฯลฯ โดยมีบุคคลทาบทามแล้ว เช่น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากทีดีอาร์ไอ, นายภัทระ คำพิทักษ์, ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ, ดร.พิรงรอง รามสูตร รณะนันท์, ดร.วิลาสินี พิพิธกุล, นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์” นายสาทิตย์ กล่าว

30 มกราคม, 2552

คปส.ย้ำชัดล้างบางวิทยุชุมขัดรธน.ชี้3ทางออกรัฐบาล!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คปส.สุดทน!เสนอ 3 ทางออก!ให้รัฐบาลยุติส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน-เปิดโอกาสให้กลไกอิสระทำ หน้าที่ปราศจากฝ่ายการเมืองแทรกแซง-พร้อมสนับสนุนให้กำกับดูแลกันเอง ย้ำชัดขัดรธน.-นโยบายแถลงต่อรัฐสภา

จากกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จ้องปิดสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างว่ามีการร้องเรียนและมีหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของ วิทยุชุมชนจำนวน 5 แห่ง ที่อยู่ใน 3-4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และอุดรธานี พร้อมทั้งมอบให้เลขาฯกทช.ประชุมเพื่อพิจารณาร่างระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อดำเนินการเอาผิดกับวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจังนั้น

วันนี้ (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้เรียกร้องให้หยุดส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของรัฐในอันที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับ สิทธิพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น การที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลเรื่องสื่อได้ออกมาส่งสัญญาณให้มีการจับกุมวิทยุชุมชนที่มีความคิด เห็นแตกต่าง หรือคัดค้านการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) เห็นว่าเป็นท่าทีผิดปกติของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลนี้มีนโยบายสำคัญแถลงต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และจะจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองให้สื่อมีเสรีภาพ ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบกับสังคมตลอดจนจะดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายอย่าง ถูกต้องเป็นธรรม

ซึ่งประการสำคัญ คือ ในขณะนี้มีกลไกที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือ อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุ ชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อวิทยุและโทรทัศน์โดยตรง แต่เป็นหน้าที่ของกลไกอิสระตามกฎหมาย ซึ่งไม่ควรถูกแทรกแซงการทำหน้าที่จากทุกภาคส่วน

ดังนั้นคปส. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลยุติการส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน และมีความอดทน อดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การทำงานของรัฐบาล โดยให้คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานในการสื่อสารของประชาชนภายใต้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย

2.ให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้กลไกอิสระได้ทำหน้าที่ โดยไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ไม่สามารถใช้สิทธิที่ จะสื่อสารความเห็นที่แตกต่างได้ และกระบวนการในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นให้เป็นหน้าที่ของกลไก อิสระตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.ให้รัฐบาลสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองในกลุ่มวิทยุขนาดเล็ก โดยเปิดเวทีให้วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจท้องถิ่น ทุกกลุ่มได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา จรรยาบรรณ ในการกำกับดูแลกันเอง หากรัฐบาลวิตกกังวลว่าจะมีการใช้สิทธิการสื่อสารที่กระทบต่อความมั่นคงของ สังคมหรือเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญรองรับ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (คปส.) ในฐานะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ ประกาศกวาดล้างวิทยุชุมชนที่มีปัญหา ว่า เข้าใจว่าไม่ว่าพรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลย่อมต้องการจัดการกับสื่อ แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการปิดสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เนื่องจากหลังจากที่สนช.ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้อำนาจที่เคยอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์และสำนักนายกรัฐมนตรีถูกโอนย้ายไป อยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยมีอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทำหน้าที่วางขอบเขต หลักเกณฑ์กติกา ในการดูแลวิทยุชุมชนระหว่างรอการจัดตั้งคณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ(กสช.)ที่ จะรับช่วงต่อในอนาคต

“รัฐบาลปิดวิทยุชุมชนเองไม่ได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ม.47 ดังนั้นรัฐบาลอาจจะทำโดยใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือใช้กฎหมายอาญา เข้าไปจัดการซึ่งก็ต้องตีความว่ามาตรการเหล่านี้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.45 ที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นหรือไม่” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ส่วนที่นายสาทิตย์จะหารือกับอนุกรรมการฯนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า อนุกรรมการฯชุดดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระ อยู่ภายใต้กทช.ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นแม้ว่าสามารถทำได้แต่ก็ต้อง ระวังว่าจะไม่เป็นการแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของอนุกรรมการฯ

29 มกราคม, 2552

เสื้อแดงเชียงใหม่ลั่น ปิดสถานีวิทยุเมื่อใดจะออกมาลุกฮือทันที

โดย generalwill
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
29 มกราคม 2552



หลัง รายงานข่าวจากสถานีช่อง 7 ภาคบ่ายวานนี้ (28 ม.ค.) กรณีนายสาทิต วงค์หนองเตยให้สัมภาษณ์ว่าจะพิจารณาปิดสถานีวิทยุของประชาชนจำนวน 4 แห่ง คือ ที่อุดร เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ฐานปลุกปั่นประชาชนให้เกลียดรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลเทพประทาน

คน เชียงใหม่เดือดดาลขึ้นทันที เพิ่มความเกลียดและชิงชังรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาอีกเป็นทวีคูณ โดยมีผู้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชุมชน FM 92.5 Mhz. และคลื่นอื่น ๆ จำนวนมาก โดยแสดงความรู้สึกว่า

- เำหตุใดจึงไม่ปิดสถานีเอเอสทีวีก่อน เพราะนั่นก็ปลุกระดม ใส่ร้าย ใส่ความ หยาบคาย ทำลายชาติยิ่งกว่า
- ทำไมละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
- นายสาทิต วงศ์หนองเตยเป็นคนที่เลวมาก ทำตัวรับใช้อำนาจเผด็จการ
- รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ทำไมประชาชนวิจารณ์ไม่ได้ ทำไมจะขับไล่ไม่ได้
- เป็นสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่จะวิจารณ์และขับไล่รัฐบาล
- รัฐบาลชุดนี้บริหารห่วย คอร์รับชั่น กำลังจะพาประเทศลงเหวแห่งหายนะ เช่น การกู้หนี้ยืมสิน การใช้กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน การไม่จัดการอย่างจริงจังต่อการประพฤติมิชอบหรือคอร์รัปชั่นของรัฐมนตรีชุด นี้ การไม่ได้รับการยอมรับจากอารยะประเทศ และการขาดวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของชาติ ฯลฯ
- สั่งปิดสถานีเมื่อใด บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนพร้อมออกมาแข็งข้อต่ออำนาจรัฐ


ผู้ นำเสนอข่าวแสดงความเห็นว่า สถานการณ์จะไปกันใหญ่ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาปลดนายสาทิตย์ เนื่องจากบุคคลนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ รังแต่จะทำให้ประชาชนเกลียด และจะทำให้รัฐบาลนี้อายุสั้นลง รูปร่างอัปลักษณ์ยังไม่พอ คำพูดก็ชวนให้เพิ่มศัตรู แถมความคิดก็ล้าหลัง "เป็นนักการเมืองยุคโลกาภิวัฒน์ แต่วิสัยทัศน์ยุคจอมพลสฤษดิ์"

16 มกราคม, 2552

‘สาทิตย์’ใบ้กินสางASTVกลืนน้ำลาย!ไม่คิดปิดสื่อ

แผนเช็กบิล"วิทยุชุมชน-ทีวีดาวเทียม-เว็บไซต์"พ่นพิษ "สาทิตย์" ถึงกับใบ้กินปัดตอบจัดการ "เอเอสทีวี" กลับลำยังไม่คิดตั้งแท่นเชือดหรือใช้กฎหมายมั่นคงเป็นเครื่องมือ ด้านนักวิชาการสับแหลกแนวคิดปฏิรูป NBT จี้ตอบให้ได้ก่อนว่าจะทำเพื่ออะไร ชี้แค่ปรับปรุงการนำเสนอให้รวดเร็วฉับไวก็เพียงพอแล้ว สอนมวยเป็นรัฐบาลต้องมองในภาพใหญ่ ไม่ใช่มาคิดเรื่องเล็กน้อยไร้สาระอย่างการเปลี่ยนโลโก้ ด้านก.ยุติธรรม คาดโทษ 3 ระดับจัดการมือโพสต์เว็บหมิ่นสถาบัน

จากกรณีที่กลุ่มนักวิชาการออกมาคัดค้านแนวคิดรัฐบาลในการเอากฎหมายความมั่น คงมาสั่งปิดวิทยุชุมชนและเว็บที่มีการหมิ่นสถาบัน รวมทั้งมีการตั้งคำถามย้อนถึงการพิจารณาการออกอากาศที่ไม่เหมาะสมของสถานี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ด้วยหรือไม่นั้น

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวโดยเลี่ยงตอบคำถาม ระบุแต่เพียงหลักการดำเนินการว่า ขอยืนยันยังไม่มีการสั่งปิดอะไรเลย เนื่องจากรัฐบาลเคยบอกว่าอำนาจเรื่องการดูแลเรื่องสื่อสารมวลชนมีกฎหมายดูแล อยู่แล้ว เนื่องจากมีกฎหมายดูแลอยู่ 2 เรื่อง อย่างเรื่องเปิด – ปิดสถานีต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ส่วนเรื่องของเนื้อหา ใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดูแล

ฉะนั้นหากมีการเสนอเนื้อหาข่าวอยู่ในกรอบไม่ต้องกังวล รัฐบาลต้องสนับสนุนในเรื่องของเสรีภาพของสื่ออยู่แล้ว แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่มีความรับผิดชอบ ทั้งนี้หากเนื้อหาพาดพิงเกี่ยวเนื่องในเรื่องใดที่ผิดกฎหมายหรือมีการละเมิด สิทธิส่วนบุคคลก็ต้องมีการใช้สิทธิตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เอากฎหมายความมั่นคงไปเลือกปฏิบัติหรือ กลั่นแกล้งใคร

ขณะที่นายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการ NBT เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าส่วนใหญ่เป็นการหารือถึงรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งจะออกอากาศครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมนี้
ส่วนนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะปฏิรูปสื่อของรัฐ ให้อิสระจากการเมืองนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาพัฒนาเอ็นบีทีให้สามารถบริการสาธารณะ และตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง 2 แนวทาง คือ 1.ทำให้เป็นองค์การมหาชน หรือ 2.ทำในรูปแบบของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะและมีการออกกฎหมายเฉพาะ อย่างไรก็ตาม รูปแบบหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (เอสดียู) ซึ่งเป็นแนวทางมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดผ่านๆ มา และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับแล้ว ยังไม่มีการนำมาพูดถึง

ต่อกรณีดังกล่าว รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเปลี่ยนรูปแบบของสถานีโทรทัศน์ NBT เนื่องจากต้นกำเนิดของสถานีนี้คือสถานีของภาครัฐ ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชน หรือทีวีสาธารณะแล้ว รัฐจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เพราะรายการทุกวันนี้ของสถานีดังกล่าว ภาครัฐเองก็มีอำนาจจะให้ทำหรือไม่ให้ทำรายการใดก็ได้ ดังนั้น รัฐจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการเสนอข่าวสารข้อมูลของรัฐ
การบริหารงานของสถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม มีจุดประสงค์ก็เพื่อเผยแพร่งานของภาครัฐ ทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงไม่ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ให้ระบบหรือเนื้อหาของรายการดึงคนดูจากเอกชนได้ พิจารณาโดยกำเนิดของสถานีก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปที่รัฐบาลจะให้มีขึ้นนั้นผลที่เกิดขึ้นดีอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วมีอะไรดีขึ้น รัฐบาลต้องตอบให้ได้เสียก่อน

หากจะปรับให้เป็นภาคมหาชน ต้องคำนึงว่าคนจะมีสิทธิมากขึ้น ต้องมีคนถือหุ้นมากขึ้น แล้วรายการที่เกิดขึ้นจะคุ้มกับภาพลักษณ์ของรัฐได้อย่างไร เพราะเดิมที่สถานีนี้ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ต้องทำแข่งขันกับใคร

หากจะเปลี่ยนมาเป็นทีวีสาธารณะ ก็ต้องถามกลับไปยังคนคิดของรัฐบาลว่าคำว่าทีวีสาธารณะคืออะไร เวลาที่เขาพูดกันก็ดูดี แต่กรมประชาสัมพันธ์ก็เป็นสาธารณะอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ทำให้เป็นทีวีสาธารณะไม่ได้

อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) ถามว่าเป็นสาธารณะแล้วหรือ แต่แรกก็ตั้งมั่นทำท่าจะอยู่รอดปลอดภัย ก็ไปเปลี่ยนเนื้อหาของสถานี ตอนนี้เลยต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหาจุดยืนให้กับตัวเอง

“ถามหน่อยว่าจะไปทำให้ใครดู ปัจจุบันมันไม่เป็นสาธารณะหรืออย่างไร คำว่าทีวีสาธารณะเวลาพูดมันก็ดูโก้ แต่ถ้าสนใจทำขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องบอกได้ชัดเจนว่ารูปแบบต่อไปนี้เป็นอย่างไร ไม่ใช่มาบอกคำๆหนึ่งว่าทีวีสาธารณะ มันต้องมีนิยาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นมีใครจะบอกได้ ชี้ไปเลยว่าจะมีเนื้อหาสาระกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีบันเทิงหรืออะไรยังไง แต่นี่มันไม่มีคำชัดเจน ฟังแล้วดูเก๋ ดูเป็นของส่วนรวม แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้หรอก”

รศ.อรุณีประภา กล่าวต่อไปว่ายกตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ BBC เองก็ยังไม่ค่อยจะเป็นทีวีสาธารณะเลย ยังใช้ทุนสนับสนุนของรัฐเพื่อมาทำรายการเสนอข่าวการทำงานให้รัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลไทยจัดทำทีวีสาธารณะได้แล้วก็ขอให้บอกว่าความหมายที่ให้เป็นอย่าง ไร จะได้วิจารณ์ถูกว่าดีหรือไม่ดี

หน้าที่ของรัฐบาลควรพัฒนาให้สถานีโทรทัศน์ NBT ดีขึ้น ดูแลว่าข่าวสารดีขึ้นหรือไม่ เสนอข่าวรวดเร็วทันใจขึ้นหรือยัง จริงๆ ช่องนี้น่าจะได้เปรียบด้านการเสนอข่าวสารและข้อมูลมากกว่าช่องอื่น ไม่ว่าจะเรื่องความรวดเร็วและความถูกต้อง แต่ทุกวันนี้กลับทำได้ช้ากว่าที่อื่น ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นของกรมประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรพัฒนาระบบให้ทันสมัย เนื่องจากเป็นสื่อโทรทัศน์ต้องมีความรวดเร็ว ข่าวสารต้องแม่นยำ ดังนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นอะไร ดูแลเรื่องระบบจะดีกว่า รัฐบาลต้องมองโครงการใหญ่ๆ ไม่ใช่มานั่งดูอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องของโลโก้ของสถานีโทรทัศน์ NBT

ในวันเดียวกันนี้ ทางด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันว่า ได้แบ่งความผิดไว้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงผิด เข้าใจผิดในข้อมูล ก็จะเป็นการว่ากล่าวตักเตือน ระดับ 2 คือ จงใจทำผิดโดยมีการถูกจ้างหรือเจตนาไม่ดีอย่างจริงจัง และระดับ 3 เป็นการตั้งใจทำอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบ

"เรื่องนี้ไม่เหมือนในหลายประเทศ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นยิ่งกว่าสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นสถาบันที่ทำให้ชาติไทยเป็นชาติไทยได้ทุกวันนี้ ดังนั้นจึงได้จัดความผิดไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ขณะที่ประเทศอื่นๆ จัดไว้ในหมวดหมิ่นประมาท เพราะสำหรับประเทศไทยเป็นการกระทำที่กระทบความมั่นคงอย่างรุนแรง"

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาได้สั่งปิดเว็บไซต์ไปกว่า 2,000 เว็บ แต่การจับกุมคนทำเว็บไซต์ สามารถทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ระบุความผิดไว้โดยเฉพาะ และมีหลายจุดไม่ชัดเจน ซึ่งต่อไปจึงต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าอีกสักระยะหนึ่ง เว็บหมิ่นเบื้องสูงจะลดน้อยหรือไม่มีเลย

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html

14 มกราคม, 2552

หยุดคุกคามประชาชน!

รัฐบาลประชาธิปัตย์ ในเวลานี้กำลังเดินเข้าไปสู่การเผชิญหน้ากับกลุ่มคนรักประชาธิปไตย

เพราะ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกหนักใจปัญหาวิทยุชุมชน ที่มีการปลุกระดมคนออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ แต่การเข้าไปดูแลนั้นติดปัญหา เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจจัดการ ดังนั้น การป้องกันเบื้องต้นจึงทำได้เพียงอาศัยกฎหมายด้านความมั่นคง และขณะนี้ตำรวจคงดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะบางคลื่นที่ปลุกระดมคนให้โค่นล้มรัฐบาล ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับคลื่นวิทยุชุมชนที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งอาจเข้าข่ายมีความผิดด้านความมั่นคง ได้แก่ คลื่นคนรักอุดร และสถานีวิทยุของเครือข่ายกลุ่มคนรักเชียงใหม่ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการออกอากาศให้ประชาชน จ.เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ออกมาต่อต้าน นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ
นี่คือ วิสัยทัศน์อันเลวร้ายของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกำกับสื่อมวลชน และชวนให้คิดไปได้ว่า
นี่คือแผนการของรัฐบาล ปชป. ที่ต้องการทำลายพลังของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

การปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน โดยเฉพาะฝั่งที่ตัวเองมองว่าเป็นศัตรู โดยใช้กลไกรัฐที่ตนควบคุมมาเป็นเครืองมือทำลายล้าง สมควรแล้วหรือ?

สุภาษิตโบราณกล่าวว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด ยิ่งปิดยิ่งทำให้เกิดความอยากรู้โดยเฉพาะโลกในยุคปัจจุบันที่เป็นการไหล เวียนของข้อมูลข่าวสารนั้น คงเป็นเรื่องที่ทำยากมาก

เพราะอย่าลืมว่า การตื่นตัวของประชาชน ในการรับรู้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและขยายตัวไปทั่ว
การปิดกั้นไม่ใช่ทางออกของปัญหา

ควรจะตระหนักไว้ด้วยว่า ประชาชน ไม่ได้กินหญ้า เพราะฉะนั้นเขามีสิทธิเลือกที่จะเชื่อ หรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยอัตวินิจฉัยแห่งตน
หากรัฐบาลต้องการที่จะสร้างการยอมรับต่อประชาชน อย่างที่พร่ำบอกว่าขอโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองนั้น
ต้องไม่ใช้ท่าทีและปฏิบัติต่อประชาชนฝั่งประชาธิปไตย ว่าเป็นศัตรูทางการเมืองที่พวกตนต้องสลายและทำลาย
แต่ต้องเคารพความคิด การแสดงออกที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่แท้จริง

การปิดกั้นหนทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เข้าข่ายคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนใช่หรือไม่?

อย่าลืมว่า การจัดตั้งวิทยุชุมชนของประชาชน แม้จะมีการให้ข้อมูลที่คัดค้านรัฐบาล แต่ก็เป็นสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมิใช่หรือ?

มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยประเทศไหนบ้าง ที่บอกประชาชนของตัวเองว่าต้องคิด ทำ และมีความเห็นเหมือนกับรัฐบาล

ห้ามไม่ให้ประชาชนคิดต่าง และมีความพยายามที่จะใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อใช้จัดการกับปัญหา ระดับใหญ่ของประเทศ และเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง มาใช้จัดการกับคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อปิดปากเสียงที่เห็นต่างไปจากพวกตน
หรือว่า รัฐบาลไร้น้ำยาที่จะให้ข้อมูลข่าวสารอีกด้านที่ตนเห็นว่าดีกว่า ต่อประชาชน
หรือว่า เกรงและกลัว สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกล่าวโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องจริงที่หาข้อเท็จจริงมาโต้แย้งไม่ได้
แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน สร้างผลงานให้เป็นที่ปรากฏเพื่อล้างคะแนน “ติดลบ” ที่ประชาชนตราหน้าไว้
กลับทำตัวเป็นหน่วยไล่ล่าสังหารประชาชน คุกคามสื่อของประชาชน ไปเสียนี่

และเมื่อเทียบกรณี วิทยุชุมชน หรือแม้กระทั่งการปาไข่ของคนเสื้อแดง กับ การใส่ร้ายป้ายสีผ่านเอเอสทีวี การยึดสถานที่ราชการ และปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรฯ
เรื่องไหนที่ทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติมากกว่ากัน?

ถ้าไปถามเด็กๆ ให้เปรียบเทียบความรุนแรงและความเลวร้ายของปัญหา ยังตอบได้เลยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในปัจจุบันยังเบาหวิวนักเมื่อเทียบกับการ กระทำของพันธมิตรฯ
ไหนๆ ก็จะพยายามจะงัด “ก.ม.ความมั่นคง” มาจัดการกับคนเสื้อแดงเสียเต็มประดา
ลองเอา ก.ม.ความมั่นคง ฉบับเดียวกัน จัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ เสียก่อน
กล้าพอไหม?

เตือน‘สาทิตย์’ปิดวิทยุชุมชนส่อขัดรธน.

“อภิสิทธิ์-สาทิตย์” แบะท่าเดินหน้าแทรกแซงสื่อของรัฐ ยอมรับมีแนวคิดจะรื้อเอ็นบีทีใหม่ให้ตอบสนองการแจงผลงานของรัฐบาลมากขึ้น ขณะเดียวกันเร่งหาช่องกฎหมายใช้จัดการวิทยุชุมชน แสลง “สีแดง” จ่อเปลี่ยนโลโก NBT อ้างมั่วแบบเก่าเหมือนฝักใฝ่ขั้วการเมือง ด้านนักวิชาการติงระวังขัด รธน. ที่ปิดกั้นสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงออก ขณะที่ คปส. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ค้านใช้กฎหมายมั่นคงเล่นงานสื่อ พร้อมขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมหากมีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุชุมชน

จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดในการปิดเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ด้วยข้ออ้างเรื่องความมั่นคงและจะมีการนำเอากฎหมายฮิตเลอร์ เข้ามาเป็นเครื่องมือนั้น ส่งผลให้นักวิชาการต่างลงความเห็นว่ารัฐพยายามใช้อำนาจที่จะเข้ามาแทรกแซง สื่อ และสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อมวลชน ตอบโต้ข้อกล่าวหาปิดวิทยุชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่าตนทราบดีว่าอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนของรัฐบาลมีมากน้อยแค่ ไหน และที่ผ่านก็ยังไม่เคยมีคำสั่งให้ปิดเลย

“สภาพของสังคมขณะนี้เป็นสภาพอนาธิปไตยที่มีปัญหากันอยู่ ทั้งนี้กฎหมายประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์เป็นอำนาจของ กทช.ดูแลร่วมกับอนุกรรมการ เท่าที่ทราบขณะนี้อนุกรรมการเองก็มีปัญหามากเพราะมีการทำผิดกฎหมายหลายส่วน ซึ่งได้ประสานไปยัง กทช. เพื่อดูว่ามีหลักเกณฑ์ดำเนินการอย่างไร และกำลังให้กฤษฎีกาดูข้อกฎหมายว่า หน่วยงานที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ ได้นั้นสามารถดำเนินการได้เช่นไร”

ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันมีวิทยุชุมชนทั้งหมดกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งมีไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เป็นปัญหา ได้มีการตักเตือนไปบ้างแล้วแต่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข คงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผล อย่างไร เพราะหากปล่อยไปสภาพเช่นจะกระทบต่อสังคมโดยรวมและคนที่ทำดีอยู่แล้วด้วย

เมื่อถามว่า กฎหมายที่ระบุสามารถนำไปใช้ดำเนินการปิดวิทยุชุมชนนั้นๆ ได้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรบ.วิทยุ คมนาคมซึ่งคนทำวิทยุชุมชนต้องของอนุญาต กทช.นั้นสามารถดำเนินการตรวจยึดเครื่องได้เลย

นอกจากนี้ยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายปรับปรุงกลไกสื่อของรัฐให้ตอบสนองการสร้างสมดุลของข่าว สาร โดยในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ได้ให้นโยบายไปแล้ว ทางผู้บริหารจะเสนอแผนกลับมาและมีความชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ขณะที่สถานีโทรทัศน์วิทยุแห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที ได้ปรับในแง่ของการเสนอข่าวสารในสัดส่วน 40% ต้องมีความสมดุล ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง สำหรับโลโก้ของเอ็นบีที ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะที่ผ่านมาโลโก้สะท้อนความเป็น ฝักฝ่ายทางการเมือง แต่จะปรับอย่างไร ขอใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ต้องทำให้ช่อง 11 สะท้อนความเป็นสื่อสาธารณะของประชาชนอีกช่องหนึ่ง โดยระยะยาวจะปรับสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินการในรูปแบบขององค์การ มหาชน เพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะที่ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับ อสมท. อำนาจ รมต. มีหน้าที่เพียงกำกับดูแลและให้นโยบายผ่านคณะกรรมการ ซึ่งจะเน้น 3 เรื่องหลัก คือ ความโปร่งใสในการบริหารงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน กำกับดูแลการทำงานของบอร์ด โดยเฉพาะกระบวนการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อทั้งหมด ทั้งแก้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และออกกฎหมายที่มาดูแลสื่อใหม่ เช่น โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และวิทยุชุมชน

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนนหึ่งในการบรรยายเรื่องนโยบายและการผลักดันปฏิรูปสื่อของรัฐบาล อภิสิทธิ์1 ว่า ปัจจุบันสื่อมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งซึ่งต้องทำงานบนหลักประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งสะท้อนข้อมูลความเห็นและมุมมองต่างๆ อย่างเป็นกลาง

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดปฏิรูปรูปแบบสถานีโทรทัศน์ NBT ให้กลับมาเป็นสถานีสาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้รัฐบาลชี้แจงการทำงาน โดยยืนยันจะไม่มีการหาผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งจะมีการจัดสรรเวลาให้กับฝ่ายค้านด้วย

พร้อมกันนี้ยังตอบคำถามถึงแนวทางจัดสรรสื่อของส่วนราชการ ว่า ต้องพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา และดูกันตามความเป็นจริงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยต้องดูว่ารัฐมีคลื่นที่ใช้เพื่อความมั่นคงอยู่ในมือมากน้อยเพียงใด สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งตนแน่ใจว่าไม่สอดคล้อง ดังนั้น ควรดึงกลับมาพิจารณาให้ความเป็นธรรม โดยหน่วยงานเดิมจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่การดูแลวิทยุชุมชนนั้น ต้องทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์เดิม คือเป็นสื่อของชุมชน อีกทางเลือกหนึ่ง หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสื่อกระแสหลักได้

ทางด้าน รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสช. ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องดังกล่าวว่าการที่จะใช้กฎหมายเข้ามากำกับดูแลใน ส่วนของวิทยุชุมชนที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องขององค์กรที่จะดูแล หรือกฎหมายนั้น ตนมองว่าการจะมาอ้างเรื่องการเกิดปัญหาของการดำเนินของทั้งวิทยุชุมชนหรือ เว็บไซต์โดยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

ตนมองว่าประเด็นดังกล่าว จะเลือกใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งคงจะทำได้ยาก เนื่องจากว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็จะดูแลในส่วนของความมั่นคงเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะจะต้องคำนึงว่าเมื่อไม่มีกฎหมายรองรับ หรือไม่มีหน่วยงานที่ชัดเจนเข้ามาดูแล การประกอบการก็อาจะไปคาบเกี่ยวในส่วนของคลื่นเอกชนที่เคยมีปัญหากันมาก่อน หน้านี้ ในส่วนของการแทรกคลื่น

ในส่วนนี้เราก็อาจจะพิจารณาในเรื่องของ พ.ร.บ.คลื่นความถี่เข้ามาจัดสรรคลื่น เพื่อไม่ได้คลื่นของวิทยุชุมชนไปทับซ่อนคลื่นของเอกชนที่ได้มีการเปิดทำการ มาก่อนหน้านี้ เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายกับคลื่นของเอกชน
นอกจากนี้รศ.อรุณีประภา กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้เราต้องดูในส่วนของรัฐธรรมนูญด้วย ที่ได้ร่างไว้ในเรื่องของสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงออกใน สิทธิของตนเองเพื่อนำมาประกอบในการพิจารณาต่างๆ

“การจะมาอ้างกฎหมาย พ.ร.บ.ฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นคงทำไม่ได้ เพราะว่ามีหลายส่วนที่เราต้องพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับอื่น หรือกฎหมายข้ออื่นๆด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณาสั่งปิดวิทยุชุมชน ก็เป็นได้”
ทั้งนี้ รศ.อรุณีประภาได้ให้ความชัดเจน ในเรื่องของกฎหมายลูกเกี่ยวกับวิทยุชุมชน ว่าในปัจจุบันมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่าตอนนี้เรายังไม่มีหน่วยงานหรือองคืกรที่จะเข้ามาดูมาดูแลกฎหมาย ลูกตรงนั้นเพื่อพัฒนาให้ทุกภาคส่วนมีกลไกในการทำงานหรือระเบียบในการดำเนิน งานกิจการอย่างเท่าเทียมกัน

“ทุกวันนี้ที่ยังไม่มีองค์กร กสช.เข้ามาดูแลกำกับในส่วนของวิทยุชุมชนทำให้เป็นปัยหาอย่างมากในปัจจุบัน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นความพยายามที่ทางภาครัฐจะเข้ามาแทรแซง หรือต้องการกำกับดูแล มันเป็นเรื่องปกติมากสำหรับเรื่องดังกล่าว หากเรามีหน่วยงาน มีกฎหมายให้ปฏิบัติและยึดหลักตามกฎหมาย รัฐก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงในองค์กรดังกล่าวได้”

รศ.อรุณีประภาได้กล่าวไว้ในตอนท้ายว่า ตอนนี้ถ้ามีการเร่งพิจารณการสรรหาคณะกรรมการ กสช.ปัญหาดังกล่าวก็น่าจะมีความขัดแย้งน้อยลง แต่ว่าก็อาจจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ตนเชื่อว่าตอนนี้หากใครก็ตามที่ได้รับการสรรหาเข้ามา ขอให้มีความชัดเจน และมีความเป็นกลาง เรื่องปัญหาความพยายามในการแทรกแซงน่าจะหมดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) พร้อมด้วยเครือข่ายพลเมืองเน็ต และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT) เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจนกรณีที่รัฐบาลเตรียมจะใช้ข้ออ้างเรื่องหมื่นสถาบันและความ มั่นคงเข้ามาจัดการอินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน ถึงขนาดจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง 2551 ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงคัดค้านการประกาศสงครามกับวิทยุชุมชนและอินเตอร์เน็ต หรือวอร์รูม โดยจะใช้งบ 80 ล้านบาท เพื่อจัดการ เพราะเป็นการละเมิดนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลและสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของ ประชาชน

นายอภิสิทธิ์ ได้ออกมารับหนังสือพร้อมชี้แจงว่า รัฐบาลจะพยายามสร้างความสมดุลระหว่างเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความมั่นคงใน การเข้าไปจัดการเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าหากจะมีการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิทยุชุมชน ก็ขอให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม และอยากให้นายกฯ เดินทางไปรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนเช่นเดียวกับที่ไปรับฟังข้อเสนอแนะ จากภาคธุรกิจด้วย