CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาชน แสดงบทความทั้งหมด

16 มกราคม, 2552

เสื้อแดงนัดชุมนุมคู่ขนานถกอาเซียนบี้รัฐบาลเด้ง‘กษิต’

“คนเสื้อแดง” ประกาศนัดชุมนุมที่สุวรรณภูมิรอรับผู้นำอาเซียน ตามด้วยการเปิดเวทีคู่ขนาน พร้อมทำหนังสือถึง 10 ชาติอาเซียนยื่นผ่านสถานทูต ฟ้องว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยและมีการนำเอาแกนนำยึดสนามบินมาเป็น รัฐมนตรี ยืนยันไม่คิดขวางการประชุมสำคัญและไม่ทำผิดกฎหมายเพราะไม่มีเส้น แต่คัดค้านการที่รัฐบาลตั้ง “กษิต” เข้าไปร่วมเจรจาในฐานะตัวแทนคนไทย ด้าน “ดีทีวี” เปิดตัวพร้อมแจงผังรายการ ก่อนเริ่มออกอากาศจริง 19 มกราคมนี้

เมื่อช่วงสายวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท ดีสเตชั่น จำกัด ได้แถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดี สเตชั่น พร้อมด้วยผู้ร่วมจัดรายการของสถานี โดยมีอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและแกนนำพรรคพลังประชาชนไปให้กำลังใจคับคั่ง

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีสเตชั่น จำกัด กล่าวว่า ได้รวบรวมทุนจากพรรคพวกพี่น้องมาได้เบื้องต้นล้านกว่าบาท เพื่อตั้งบริษัทขึ้นมาทำสถานีโทรทัศน์เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและต่อไปจะมีการขายหุ้นให้กับประชาชน ให้เป็นผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์นี้เลย เพราะขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทร แผ่นดินก็ไม่มีอยู่จนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว พวกเราเลยไม่กล้าที่จะไปรบกวน

แต่เราตั้งใจที่จะสร้างสถานีนี้เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาชนที่มีจานดาวเทียมเรียกว่าจานดำสามารถรับชมได้ฟรีเพื่อรับความจริงอีก รูปแบบหนึ่ง โดยในการออกอากาศ ตนจะเป็นผู้ดำเนินรายการ "คุยกับอดิศร" นอกจากนั้นจะมีรายการ “สถานีประชาธิปไตย” โดย น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ

รายการ "ห้องเรียนประชาธิปไตย" มีนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช. และ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ผู้เขียนหนังสือทักษิณ แว อาร์ ยู ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินรายการ ด้านรายการ“ทนายชาวบ้าน" ดำเนินรายการโดยนายธนา เบญจาธิกุล อดีตทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนี้ ยังมี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ “สายตาโลก” ส่วนรายการ “ความจริงวันนี้" มี นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำผู้จัดรายการความจริงวันนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นร่วมกันดำเนินรายการ

ส่วนรายการ "บ้านเลขที่ 111" ดำเนินรายการโดยนายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมทั้ง นายนพดล ปัทมะ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะเข้ามาช่วยจัดรายการกฎหมายระหว่างประเทศและภาษาต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ยังอาจจะได้พบกับ พระราชธรรมนิเทศ หรือพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วที่จะมาสอนธรรมะยามเช้าทุกวัน

“ขอโอกาสทุกท่านให้เราได้ออกอากาศ เพราะเราไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร และเราก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศัตรูกับรัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งแต่เดิมนั้นเราได้เตรียมการที่จะออกอากาศในวันที่ 1 มีนาคม แต่สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป ทำให้เราต้องเร่งออกอากาศตั้งแต่ช่วงนี้ แม้หลายๆอย่างจะยังไม่พร้อม แต่เราเชื่อว่าการดำเนินการไประยะหนึ่งจะทำให้ทุกอย่างพร้อมได้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ นายอดิศร ยังได้กล่าวอีกด้วยว่ากลุ่มผู้จัดจะไม่ปิดกั้นความเห็น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีใดก็ตาม สามารถติชมรายการได้

ทางด้านนายจตุพร กล่าวว่า ถือว่าได้มีการเปิดตัวผู้บริหารสถานีอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะทดลองออกอากาศในวันที่ 19 มกราคม ส่วนพวกตนมาร่วมงานในนามของผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผังรายการของสถานีเท่านั้น นอกจากจะมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหลายคนรวมงานแถลงเปิดตัวดีทีวี ด้วย

ขณะที่นายจักรภพ กล่าวถึงการเปิดสถานีโทรทัศน์ประชาธิปไตย ว่าไม่สนใจว่าจะเป็นสื่อแท้หรือ สื่อเทียม เนื่องจากอยู่ที่ประชาชนจะสนับสนุน หากประชาชนสนับสนุนจากสื่อเทียม ก็จะเป็นสื่อแท้ได้

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวว่า เรื่องเปิด DTV เข้าใจว่าเป็นการนำสถานีเดิมที่มีอยู่มาเปิด ซึ่งสามารถดำเนินการต่อไปได้ หากสามารถเปิดได้อย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องเนื้อหาที่นำเสนอก็ต้องดูอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะเรียกร้องให้สื่อทุกฝ่ายดูแลเรื่องความสงบของบ้าน เมือง เนื่องจากสื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและ ความคิดของคน ฉะนั้นควรนำเสนอข่าวด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ซ้ำเติมวิกฤติความขัดแย้งในขณะนี้

อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเนื้อหาที่นำเสนอได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซง แต่ต้องเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ดำเนินรายการ หากเกินเลยขอบเขตของกฎหมายก็ถูกดำเนินการได้ ทั้งนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้ามาก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ ส่วนเนื้อหาของรายการจะเป็นอย่างไรต้องตั้งคระกรรมการกขึ้นมาตรวจสอบอย่าง ใกล้ชิด หากพบว่ามีเนื้อหาเกินขอบเขตก็จะเข้าตรวจสอบทันที เพื่อให้ดำเนินการอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย

ขณะที่เย็นวันเดียวกัน ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้นัดพบปะพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศประมาณ 30 จังหวัด เพื่อหาแนวทางต่อสู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และจะกดดันให้นายกษิต ภิรมย์ พ้นจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ได้ออกแถลงการณ์ยื นยันว่าสนับสนุนและเห็นความสำคัญของการประชุมอาเซียนซัมมิต และได้ยื่นข้อเรียกร้องรวม 5 ข้อ
1.รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา พร้อมทั้งทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
2.รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯโดยเร็ว
3.รัฐบาลต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รมต.ต่างประเทศ ที่พูดสนับสนุนการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนับสนุนการกระทำที่รุนแรงและเป็น การฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง
4. หยุดการกระทำให้เป็นภัยต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติ ที่รัฐบาลจะนำเอาเงินคงคลังมาใช้ ถึง 7.44 ล้านล้านบาท แบบเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกถึง 5.22 ล้านล้านบาท และจะเหลือเงินคงคลังเพียง 2.2 ล้านล้านบาท ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศชาติพังพินาศย่อยยับกว่าเดิม และ เสียดุลเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดกระทำการเช่นนี้มาก่อน
5. รัฐบาลปัจจุบันนี้บริหารประเทศชาติสภาวะเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกงบเสียดุลการค้าไป 5.2 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังได้แถลงการณ์ต่อสาธารณชนแต่ไม่มีการเสนอข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายกับการบริหารประเทศชาติที่ปิดบังประชาชน

พร้อมกันนี้ได้เตรียมมาตรการเคลื่อนไหวโดยจะ ชุมนุมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ผ่านสถานทูตไทยเปิดโปงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เคยสนับสนุนการยึดสนามบิน จัดการชุมนุมโดยสงบ สันติที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่รัฐบาลอาเซียนเดินทางมาประชุม จัดการชุมนุมใหญ่คู่ขนาน ระหว่างวันเวลาของการประชุมสุดยอดอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.กล่าวถึงการเตรียมชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม ที่หัวหิน ว่า ไม่ใช่เป็นการคัดค้านการประชุม แต่คัดค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้ง นายกษิต ภิรมย์ คนของพันธมิตรฯ มาเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่มีคนอื่นที่เหมาะสมกว่า

นายจตุพร กล่าวว่า ใน 1-2 วันนี้ จะออกเดินสายยื่นหนังสือต่อทูตประเทศสมาชิกอาเซียนให้รับทราบข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นกับประเทศไทยว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมีการตั้งคนของพันธมิตรฯ ซึ่งมาจากระบอบเผด็จการเข้ามาทำงานให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวจะอยู่ในกรอบของกระบวนการยุติธรรม เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีเส้นสาย

ประชาธิปัตย์ตบหน้าคนไทย

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจวันนี้ พูดได้เต็มปากว่า ถ้าธุรกิจเล็กๆ อยู่ไม่ได้ ที่ใหญ่ๆ ก็อย่าหวังเลยครับ เพราะทุกอย่างต้องโยงใยประสานกัน เหมือนฟันเฟืองที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ตราบใดที่คนในระดับรากหญ้า ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์กระโดดไปไหนได้เหมือนกัน

ถ้าจะปล่อยโอกาสไป ด้วยการเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ต้องหลุดมือไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่ประเทศของเราจะฟื้นตัว มีสูงกว่าหลายๆ ประเทศนัก

การท่องเที่ยว การส่งออก ยังเป็นความหวังที่อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ เพราะเรามีปัจจัยที่สำคัญ จะมาเอื้ออำนวยผลักดัน ช่วยให้สามารถฟันฝ่าพลิกผันสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ไปได้

หากเป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ ประเทศไทยจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดอย่างหนักหนาสาหัส จะมีคนงานที่เคยมีเงินเดือนไว้กินใช้ต้องตกงาน ไร้เงินเดือนมากถึง 1.63 ล้านคน

ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าคนที่ตกงาน 1.63 ล้านคน เคยได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนสร้างอัตราการขยายตัวจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จากการตกงานของคนเหล่านี้ 16,300 ล้านบาท และถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้ที่เคยรับมาจ่ายไปหมุนยังส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจได้สัก 3 รอบ เม็ดเงินที่หายไปจะทวีคูณเป็น 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้ ที่จะหายไปจากยอดขายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000 ล้านบาท และรายรับจากการท่องเที่ยวซึ่งคาดกันว่าจะลดลง 140,000 ล้านบาท

ดังนั้น ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ระบุว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในสิ้นเดือน มกราคมนี้ ในความคาดหวังของนักวิชาการและภาคเอกชน คือนอกจากจะต้องมีเงินพร้อมที่จะกดปุ่มจ่ายทันที
ไม่ใช่มาแค่ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายเท่านั้น

จะต้องมีความชัดเจนของโครงการ มีกำหนดเวลาของการขับเคลื่อน รวมทั้งการติดตามงานอย่างชัดเจน แม้จะเป็นมาตรการประคับประคอง เพื่อการเยียวยา ลดความเจ็บปวดและเสียหายให้ลดเหลือน้อยที่สุดเท่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างงานเพิ่มเสริมรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะโครงการที่อนุมัติได้เร็ว เริ่มก่อสร้างและทำงานได้เร็วและกระจายเม็ดเงินไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตรงๆ ชัดๆ ลงไปยังชนบทและภาคที่ได้รับความเดือดร้อน ประเทศไทยของเราก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในหลายรัฐบาล

ต้องมาดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยทำกันมา อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แค่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ครั้งแรกสมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบกว่า 2,500 ล้านบาท ทำโครงการที่โด่งดังที่สุดโครงการหนึ่ง "เงินผัน" ว่าจ้างแรงงานในท้องถิ่น
ครั้งที่ 2 ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โครงการสร้างงานในชนบท
ครั้งที่ 3 ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างงานภาคฤดูร้อน
ครั้งที่ 4 โครงการมิยาซาว่ายุค นายชวน หลีกภัย
ล่าสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล

เชื่อว่า รัฐบาลนี้คงจะศึกษาข้อดี ข้อด้อย และจุดรั่วไหลของโครงการเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว รวมทั้งได้ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เรื่องดีที่ทั้งคนที่เคยทำและคนที่เคยติดตามตรวจสอบแล้ว นำมาปรับปรุงต่อยอดให้สามารถสร้างงาน วางรากฐานประเทศ และลดผลกระทบจากวิกฤติไปพร้อมๆ กัน
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

จึงไม่แปลกที่คนในภาคอุตสาหกรรม อย่าง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้นโยบาย “ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเงินกระตุ้นระดับ “รากหญ้า” ให้ถึงชาวบ้านโดยเร็ว
เพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น

สำหรับเม็ดเงินที่ลงสู่รากหญ้านั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ง่ายต่อการเบิกจ่าย และต้องให้ท้องถิ่นนำเงินมาใช้ในการจ้างงานคล้ายกับงบมิยาซาว่าเดิม แต่รัฐต้องปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้มากขึ้น แบ่งเป็นนำมาเป็นค่าจ้างชั่วคราวแก่นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ว่างงานให้กับ องค์กรระดับท้องถิ่น เช่น พนักงานการพัฒนาท้องถิ่น บัญชี การวิจัย การอบรมวิชาชีพแก่ชาวบ้าน เป็นต้น โดยอาจเป็นการจ้างงานระยะสั้น 6 เดือน-1 ปี เพราะเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกและบริษัทหลายแห่งสามารถวางแผนขยาย กิจการต่อไปได้
ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสริมท้องถิ่นให้ก่อสร้างโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น
สร้างถนน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการและแรงงานระดับล่าง หรือ โครง การจ้างงานบัณฑิตใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาแล้ว

ส่วนภาคธุรกิจนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ในช่วงของครึ่งปีแรกไม่ให้ บริษัทปิดกิจการหรือลดคนงานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขาดสภาพคล่องและยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง
แต่หากประคองกิจการได้อีก 6 เดือน เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

เช่นเดียวกับ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยรอการกระตุ้นจากงบกลาง 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินลงสู่ระบบได้ในเดือนเมษายน 2552 จะส่งผลให้เกิดการบริโภคและผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีสามารถ จำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานตามมา
การจะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในวันนี้ไปได้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

กลางปีนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนา จะมีงานใหญ่เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสากลสำคัญของโลก จะมี 70 ประเทศมาร่วม ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2552 จะพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์ ถ้าคนไทยยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ บ้านเมืองมีสันติสุข ก็จะเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง

แต่ที่ยังป็นห่วงกันมาก นอกจากผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คือ “การเมือง” จากการแตกแยก แบ่งสี แบ่งขั้ว ทั้งๆ ที่ทุกคนร้อง “เพลงชาติ” เพลงเดียวกัน ที่มีเนื้อร้องระบุไว้ชัดว่า “รักสามัคคี”

ถ้าความขัดแย้งยังมีอยู่ ย่อมส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดไว้ โอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมีสิทธิ์ติดลบก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงครับ

ที่น่าห่วงพอๆ กัน คือ “ม็อบพันธมาร” ตัวการทำลายเศรษฐกิจ จนวันนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของประเทศเสีย หายย่อยยับ กับรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” ที่เข้ามาฟื้นฟูกอบกู้ ดูแล้วมันแยกกันไม่ออกครับ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอา ส.ส. สอบตก ที่เป็นหัวหอกสำคัญของ “ม็อบพันธมาร” มานั่งเป็นที่ปรึกษา มามีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล ถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งชาติฉาดใหญ่ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

14 มกราคม, 2552

เตือน‘สาทิตย์’ปิดวิทยุชุมชนส่อขัดรธน.

“อภิสิทธิ์-สาทิตย์” แบะท่าเดินหน้าแทรกแซงสื่อของรัฐ ยอมรับมีแนวคิดจะรื้อเอ็นบีทีใหม่ให้ตอบสนองการแจงผลงานของรัฐบาลมากขึ้น ขณะเดียวกันเร่งหาช่องกฎหมายใช้จัดการวิทยุชุมชน แสลง “สีแดง” จ่อเปลี่ยนโลโก NBT อ้างมั่วแบบเก่าเหมือนฝักใฝ่ขั้วการเมือง ด้านนักวิชาการติงระวังขัด รธน. ที่ปิดกั้นสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงออก ขณะที่ คปส. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ค้านใช้กฎหมายมั่นคงเล่นงานสื่อ พร้อมขอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมหากมีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุชุมชน

จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดในการปิดเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ด้วยข้ออ้างเรื่องความมั่นคงและจะมีการนำเอากฎหมายฮิตเลอร์ เข้ามาเป็นเครื่องมือนั้น ส่งผลให้นักวิชาการต่างลงความเห็นว่ารัฐพยายามใช้อำนาจที่จะเข้ามาแทรกแซง สื่อ และสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อมวลชน ตอบโต้ข้อกล่าวหาปิดวิทยุชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่าตนทราบดีว่าอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนของรัฐบาลมีมากน้อยแค่ ไหน และที่ผ่านก็ยังไม่เคยมีคำสั่งให้ปิดเลย

“สภาพของสังคมขณะนี้เป็นสภาพอนาธิปไตยที่มีปัญหากันอยู่ ทั้งนี้กฎหมายประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์เป็นอำนาจของ กทช.ดูแลร่วมกับอนุกรรมการ เท่าที่ทราบขณะนี้อนุกรรมการเองก็มีปัญหามากเพราะมีการทำผิดกฎหมายหลายส่วน ซึ่งได้ประสานไปยัง กทช. เพื่อดูว่ามีหลักเกณฑ์ดำเนินการอย่างไร และกำลังให้กฤษฎีกาดูข้อกฎหมายว่า หน่วยงานที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ ได้นั้นสามารถดำเนินการได้เช่นไร”

ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันมีวิทยุชุมชนทั้งหมดกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งมีไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เป็นปัญหา ได้มีการตักเตือนไปบ้างแล้วแต่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข คงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นผล อย่างไร เพราะหากปล่อยไปสภาพเช่นจะกระทบต่อสังคมโดยรวมและคนที่ทำดีอยู่แล้วด้วย

เมื่อถามว่า กฎหมายที่ระบุสามารถนำไปใช้ดำเนินการปิดวิทยุชุมชนนั้นๆ ได้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรบ.วิทยุ คมนาคมซึ่งคนทำวิทยุชุมชนต้องของอนุญาต กทช.นั้นสามารถดำเนินการตรวจยึดเครื่องได้เลย

นอกจากนี้ยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายปรับปรุงกลไกสื่อของรัฐให้ตอบสนองการสร้างสมดุลของข่าว สาร โดยในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ได้ให้นโยบายไปแล้ว ทางผู้บริหารจะเสนอแผนกลับมาและมีความชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ขณะที่สถานีโทรทัศน์วิทยุแห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที ได้ปรับในแง่ของการเสนอข่าวสารในสัดส่วน 40% ต้องมีความสมดุล ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง สำหรับโลโก้ของเอ็นบีที ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะที่ผ่านมาโลโก้สะท้อนความเป็น ฝักฝ่ายทางการเมือง แต่จะปรับอย่างไร ขอใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ต้องทำให้ช่อง 11 สะท้อนความเป็นสื่อสาธารณะของประชาชนอีกช่องหนึ่ง โดยระยะยาวจะปรับสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินการในรูปแบบขององค์การ มหาชน เพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะที่ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับ อสมท. อำนาจ รมต. มีหน้าที่เพียงกำกับดูแลและให้นโยบายผ่านคณะกรรมการ ซึ่งจะเน้น 3 เรื่องหลัก คือ ความโปร่งใสในการบริหารงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน กำกับดูแลการทำงานของบอร์ด โดยเฉพาะกระบวนการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อทั้งหมด ทั้งแก้กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และออกกฎหมายที่มาดูแลสื่อใหม่ เช่น โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และวิทยุชุมชน

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนนหึ่งในการบรรยายเรื่องนโยบายและการผลักดันปฏิรูปสื่อของรัฐบาล อภิสิทธิ์1 ว่า ปัจจุบันสื่อมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งซึ่งต้องทำงานบนหลักประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งสะท้อนข้อมูลความเห็นและมุมมองต่างๆ อย่างเป็นกลาง

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดปฏิรูปรูปแบบสถานีโทรทัศน์ NBT ให้กลับมาเป็นสถานีสาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้รัฐบาลชี้แจงการทำงาน โดยยืนยันจะไม่มีการหาผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งจะมีการจัดสรรเวลาให้กับฝ่ายค้านด้วย

พร้อมกันนี้ยังตอบคำถามถึงแนวทางจัดสรรสื่อของส่วนราชการ ว่า ต้องพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา และดูกันตามความเป็นจริงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยต้องดูว่ารัฐมีคลื่นที่ใช้เพื่อความมั่นคงอยู่ในมือมากน้อยเพียงใด สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งตนแน่ใจว่าไม่สอดคล้อง ดังนั้น ควรดึงกลับมาพิจารณาให้ความเป็นธรรม โดยหน่วยงานเดิมจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่การดูแลวิทยุชุมชนนั้น ต้องทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์เดิม คือเป็นสื่อของชุมชน อีกทางเลือกหนึ่ง หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสื่อกระแสหลักได้

ทางด้าน รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสช. ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องดังกล่าวว่าการที่จะใช้กฎหมายเข้ามากำกับดูแลใน ส่วนของวิทยุชุมชนที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องขององค์กรที่จะดูแล หรือกฎหมายนั้น ตนมองว่าการจะมาอ้างเรื่องการเกิดปัญหาของการดำเนินของทั้งวิทยุชุมชนหรือ เว็บไซต์โดยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

ตนมองว่าประเด็นดังกล่าว จะเลือกใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งคงจะทำได้ยาก เนื่องจากว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็จะดูแลในส่วนของความมั่นคงเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะจะต้องคำนึงว่าเมื่อไม่มีกฎหมายรองรับ หรือไม่มีหน่วยงานที่ชัดเจนเข้ามาดูแล การประกอบการก็อาจะไปคาบเกี่ยวในส่วนของคลื่นเอกชนที่เคยมีปัญหากันมาก่อน หน้านี้ ในส่วนของการแทรกคลื่น

ในส่วนนี้เราก็อาจจะพิจารณาในเรื่องของ พ.ร.บ.คลื่นความถี่เข้ามาจัดสรรคลื่น เพื่อไม่ได้คลื่นของวิทยุชุมชนไปทับซ่อนคลื่นของเอกชนที่ได้มีการเปิดทำการ มาก่อนหน้านี้ เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายกับคลื่นของเอกชน
นอกจากนี้รศ.อรุณีประภา กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้เราต้องดูในส่วนของรัฐธรรมนูญด้วย ที่ได้ร่างไว้ในเรื่องของสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือการแสดงออกใน สิทธิของตนเองเพื่อนำมาประกอบในการพิจารณาต่างๆ

“การจะมาอ้างกฎหมาย พ.ร.บ.ฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นคงทำไม่ได้ เพราะว่ามีหลายส่วนที่เราต้องพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับอื่น หรือกฎหมายข้ออื่นๆด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณาสั่งปิดวิทยุชุมชน ก็เป็นได้”
ทั้งนี้ รศ.อรุณีประภาได้ให้ความชัดเจน ในเรื่องของกฎหมายลูกเกี่ยวกับวิทยุชุมชน ว่าในปัจจุบันมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่าตอนนี้เรายังไม่มีหน่วยงานหรือองคืกรที่จะเข้ามาดูมาดูแลกฎหมาย ลูกตรงนั้นเพื่อพัฒนาให้ทุกภาคส่วนมีกลไกในการทำงานหรือระเบียบในการดำเนิน งานกิจการอย่างเท่าเทียมกัน

“ทุกวันนี้ที่ยังไม่มีองค์กร กสช.เข้ามาดูแลกำกับในส่วนของวิทยุชุมชนทำให้เป็นปัยหาอย่างมากในปัจจุบัน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นความพยายามที่ทางภาครัฐจะเข้ามาแทรแซง หรือต้องการกำกับดูแล มันเป็นเรื่องปกติมากสำหรับเรื่องดังกล่าว หากเรามีหน่วยงาน มีกฎหมายให้ปฏิบัติและยึดหลักตามกฎหมาย รัฐก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงในองค์กรดังกล่าวได้”

รศ.อรุณีประภาได้กล่าวไว้ในตอนท้ายว่า ตอนนี้ถ้ามีการเร่งพิจารณการสรรหาคณะกรรมการ กสช.ปัญหาดังกล่าวก็น่าจะมีความขัดแย้งน้อยลง แต่ว่าก็อาจจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ตนเชื่อว่าตอนนี้หากใครก็ตามที่ได้รับการสรรหาเข้ามา ขอให้มีความชัดเจน และมีความเป็นกลาง เรื่องปัญหาความพยายามในการแทรกแซงน่าจะหมดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) พร้อมด้วยเครือข่ายพลเมืองเน็ต และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT) เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจนกรณีที่รัฐบาลเตรียมจะใช้ข้ออ้างเรื่องหมื่นสถาบันและความ มั่นคงเข้ามาจัดการอินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน ถึงขนาดจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง 2551 ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงคัดค้านการประกาศสงครามกับวิทยุชุมชนและอินเตอร์เน็ต หรือวอร์รูม โดยจะใช้งบ 80 ล้านบาท เพื่อจัดการ เพราะเป็นการละเมิดนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลและสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของ ประชาชน

นายอภิสิทธิ์ ได้ออกมารับหนังสือพร้อมชี้แจงว่า รัฐบาลจะพยายามสร้างความสมดุลระหว่างเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความมั่นคงใน การเข้าไปจัดการเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กล่าวว่าหากจะมีการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิทยุชุมชน ก็ขอให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม และอยากให้นายกฯ เดินทางไปรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนเช่นเดียวกับที่ไปรับฟังข้อเสนอแนะ จากภาคธุรกิจด้วย

อันธพาล: ก่อกวนไม่เลือกที่

คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง ประชาทรรศน์

สังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คนสองจำพวกดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ไม่ขยายวงแห่งความขัดแย้งไปสู่การรบราฆ่าฟันกัน แต่พวกเขาสามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะสังคมประชาธิปไตยมีกฎกติกาที่พวกเขาจะต้องเคารพ นั่นก็คือ กฎหมายของบ้านเมือง

ประชาธิปไตย เขาถือว่า อำนาจเป็นของประชาชน ประชาชนจะใช้อำนาจนั้นเอง หรือว่าจะมอบให้ผู้ใดไปใช้อำนาจแทนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกติกาของบ้านเมืองกำหนดไว้เป็นประการใด

เมื่อกฎกติกาประชาธิปไตยใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นวิธีการเลือกสรรบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน นั่นย่อมต้องมีการแข่งขันกันในคราวเลือกตั้ง

เมื่อทุกคน ทุกพรรคการเมือง เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นประการใดทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
คนที่ชนะก็เข้าไปทำหน้าที่ คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ เมื่อรวมคะแนนเสียงทั้งหมด ใครได้มากกว่า คนนั้น ฝ่ายนั้น ก็เข้าไปทำหน้าที่บริหาร ควบคุมเสียงข้างมากในสภาเอาไว้ อีกฝ่ายที่ได้คะแนนน้อยกว่าถือเป็นเสียงข้างน้อย มีไว้คอยควบคุมฝ่ายเสียงข้างมาก

กติกาประชาธิปไตยมีไว้ให้ทุกคนเคารพ ไม่ใช่มีไว้ให้คนละเมิดกฎหมาย มีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้เพื่อละเมิด เพื่อดื้อแพ่ง

เมื่อเป็นรัฐบาล มีตำแหน่งแห่งหนในคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประเทศประชาธิปไตยจะต้องให้ความเคารพ ไม่ละลาบละล้วง ทำอะไรเป็นการดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยาม นั่นคือการไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพการเลือกตั้ง ไม่เคารพทุกอย่างที่ก่อให้เกิดตำแหน่งเหล่านี้ขึ้นมา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช มีกลุ่มคนที่เรียกว่า พันธมิตรฯ มาต่อต้าน จนไม่สามารถทำการทำงานได้

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วประเทศ ว่าเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายชัย ชิดชอบ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง จึงดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้
ถ้าไม่ชอบ นายชัย ชิดชอบ เป็นการส่วนตัว ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะขับไล่ เพราะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ

คนใต้เองก็เคยดำรงตำแหน่งนี้อย่างน้อย 2 คน คือ นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคราว 2 คนนี้ดำรงตำแหน่ง ท่านจะไปไหนมาไหนทำหน้าที่ของท่านทั่วประเทศไทย ไม่มีใครหน้าไหนออกมาขับไล่ เพราะ คนไทยเขาทราบดีว่าตำแหน่งนี้มีเกียรติ จะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แล้วต้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

ไม่เข้าใจว่าขณะนี้บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว ความก้าวร้าวเกะกะระราน แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดินไทย การกระทำของคนเพียงไม่กี่คนทำให้คนไทยมองไปยัง “นครศรีธรรมราช” มองไปยังภาคใต้ ด้วยความรู้สึกหดหู่ รู้สึกสมเพชเวทนากับการกระทำที่แสดงถึง “ความเป็นอันธพาล” ก่อกวนไม่เลือกที่ แสดงถึงภูมิปัญญาที่ต่ำทรามของพวกเขา ผมไม่อยากเห็นพี่น้องคนไทยไม่ว่าภาคไหนจังหวัดไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ มันอับอายเขา

ถ้ามีคนคิดว่า ถ้าภาคใต้ทำได้ หากนักการเมืองภาคใต้ไม่ว่าผู้ใดขึ้นไปทำงานภาคอีสาน ทางเหนือบ้าง แล้วเจอการต่อต้านเช่นนี้ ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ว่าความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นการตอบแทนก็ได้

สงครามแบ่งพรรคเป็นเรื่องธรรมดา แต่สงครามแบ่งภาคมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

จึงขอเรียกร้องให้คนใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่การกระทำของคนใต้ทั้งหมด

และอยากขอถาม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ทุกคนว่า ท่านเห็นด้วยกับการกระทำของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ หรือไม่

หรือว่าท่านจะนิ่งเสีย ไม่เดือดร้อนอะไร

หากไม่ตอบคำถามนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องรับกรรม เพราะภาคนี้เป็นของพวกท่าน ท่านสามารถควบคุมได้

ท่านจะไม่รู้เลยหรือว่าใครเป็นคนทำ

หรือว่าท่านไม่กล้าพูด เพราะเรื่องมันจุกอยู่ในคอท่าน

ไม่กล้าพูด ไม่ว่าอะไร แต่อย่าอยู่เบื้องหลังเสียเองล่ะ...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้ฝ่ายเผด็จการกุมอำนาจไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปอีกจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์
(ถ้าไม่โดนยิงตายเสียก่อน ผมพูดจริงๆไม่ได้มุข)

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น
การช่วงชิงอำนาจ 3 ปีที่ผ่านมาบวกกับ 5 ปีที่ทักษิณบริหารประเทศ
ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป
จะให้อำนาจหลุดมือไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด

การช่วงชิงอำนาจจากทักษิณเผด็จการทุ่มสรรพกำลังทุกส่วน
เทหมดหน้าตักเพื่อที่จะเอาอำนาจกลับคืน
ทำถึงขนาดเสด็จไปงานศพ !
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าพวกเขาอยากได้อำนาจกลับคืนมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ ขนาดเป็นรัฐบาลอยู่แท้ๆ
อำนาจหลายอย่างกลับถูกยึดไปก่อนที่จะถูกยึดอำนาจเสียอีก
มีการใช้อำนาจตุลาการเข้ามาแทรกแซง
ใช้อำนาจทหารเข้ามากดดันไม่ให้สมัครจัดรายการทีวี
แม้ไปจัดรายการที่เคเบิลทีวี ทหารยังสามารถสั่งให้ถอดรายการได้

หลังรัฐประหาร
ผ่านจนถึงการคลอดรัฐธรรมนวยฉบับหัวคูนปี 50
ฝ่ายเผด็จการคิดผิด
นึกว่าหลังเลือกตั้งจะสามารถกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ผ่านการเลือกตั้งเพื่อให้ภาพออกมาดูดี
ถึงขนาดทุ่มเทกำลัง ทั้งทหาร ตุลาการ กกต ช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์
ให้ได้เป็นรัฐบาล
แต่ก็ฝ่ากระแสความต้องการที่แท้จริงของประชาชนไปไม่ได้
นี่คือการวางแผนอันผิดพลาดของเผด็จการ
ที่ประเมินเสียงประชาชนต่ำเกินไป
แต่ความผิดพลาดข้อนี้ก็เป็นบทเรียนที่มีค่าให้ฝ่ายเผด็จการ
ทำให้พวกเขารู้ว่าจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้

เมื่อถึงรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย
ฝ่ายเผด็จการจึงทุ่มเททุกสรรพกำลัง
ในการแย่งชิงอำนาจกลับคืนให้จงได้
ว่าที่จริงทุกอำนาจกก็อยู่ในมือเผด็จการหมดแล้ว
นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีอำนาจแค่เชิงสัญญลักษณ์เท่านั้น
ทุกฝ่ายไม่มีใครเชื่อฟัง
เพราะกลัวอำนาจฝ่ายเผด็จการที่มีสถาบันถือหางอยู่

จนเมื่อถึงจุดแตกหัก
ก็หน้าด้านใช้อำนาจตุลาการในองค์กรอิสระหักดิบเอาดื้อๆ
รวบรัดยุบพรรคอย่างรวดเร็ว

เท่าที่เล่ามานี้
กว่าเขาจะได้อำนาจคืนไปจากมือประชาชน
คิดดูว่ามันยากแค่ไหน
แล้วเขาจะคืนมาง่ายๆอย่างนั้นหรือ

ลองคิดดูขนาดฝ่ายประชาธิปไตยที่มาถูกต้องตามกฎหมาย
มีอำนาจอยู่ในมือแท้ๆ
ยังรักษาไว้ไม่ได้ ยังถูกช่วงชิงบังคับเอาไปได้
ถึงตอนนี้อำนาจอยู่ในมือพวกเขาครบถ้วน
รวมทั้งศาล ตุลาการ ทหาร ตำรวจ ก็เป็นของพวกเขาหมดสิ้น
แล้วเขาจะคืนให้เราง่ายๆนั้นหรือ

ผมขอบอกแบบไม่ปลอบใจกันเองว่าไม่มีทาง
ยิ่งถ้าว่ากันตามระเบียบเรียบร้อยแบบที่ฝ่ายประชาธิปไตย
ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยา
ผมยิ่งมั่นใจว่าไม่มีทาง

นอกเสียจากว่า
ประชาชนที่ถูกลิดรอนอำนาจไปตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา
จะรู้สึกอัดอั้นจนทนไม่ไหวระเบิดออกมาในจำนวนที่มากพอ
หรือมีใครที่ทนไม่ไหวมากๆ ตั้งขบวนการใต้ดิน
ลอบสังหารแบบการเมืองต่างประเทศ
นั่นแหละจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งดูจากนิสัยคนไทยแล้วเป็นไปได้ยาก

เพราะฉนั้นผมจึงคิดว่า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จะเป็นตัวแทนเผด็จการศักดินาครองอำนาจยาวนานถึงแปดปี
ยุบสภาหรือหมดวาระเลือกตั้งใหม่
ก็ใช้วิธีไหนก็ได้ให้ชนะเลือกตั้งหรือมีเสียงในสภามากที่สุด
โดยไม่ต้องกลัวผิดกฎหมายหรือคุณธรรม
เพราะทุกอย่างเขาควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
ตราบใดที่ยังเอาใจและแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทหาร สถาบันและพันธมิตรอย่างลงตัว

ก๊อปมาจากเวปแห่งหนิ่ง.................. หุหุ

แถลงข่าวโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กรณีคดีหมิ่นเดชานุภาพ

อย่างที่ทราบ กัน ผมได้รับหมายเรียกพบตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. คดีนี้มาจากหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษของผมชื่อ “A Coup for the Rich” ซึ่งตีพิมพ์ในต้นปี ๒๕๕๐
มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน ประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพทาง วิชาการ แต่สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง
1. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นอุปสรรคในการทำงานของสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและห้ามไม่ให้พลเมืองตรวจสอบ สถาบันกษัต
ริย์ด้วยความโปร่งใส พลเมืองไทยถูกชักชวนให้เชื่อว่าเราดำรงอยู่ในระบบกษัตริย์แบบโบราณ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบศักดินา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข

2. การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นการพยายามจำกัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา เป็นการพยายามที่จะห้ามการคิดเองเพื่อส่งเสิรมระบบท่องจำในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่ดีคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเมื่อมีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชวัง มีความคาดหวังในสังคมว่าเราจะชื่นชมและยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่การล้างสมองแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะสังคมใดที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องในโยบายเศรษฐกิจและการเมืองไม่ ได้ ย่อมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา

3. กองทัพมักจะอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ แต่ทหารไทยมีประวัติอันยาวนานในการทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการทำรัฐประหาร บ่อยครั้งรัฐประหารดังกล่าวจะอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ รัฐประหารหาร 19 กันยา เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการอ้างถึงสถาบันกษัตริย์เพื่ออ้างความชอบธรรมกับการปฏิบัติของทหาร ดังนั้นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้โดยทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา การสร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมกับตนเองโดยทหารและกลุ่มอื่นๆ

4. ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายประชาธิปไตยทั่วโลกมีเสถียรภาพ ในขณะที่ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ ดั้งนั้นเราจะต้องสรุปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพกับสถาบันกษัตริย์แต่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ อื่น

5. ผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาผมเพราะผมมีจุดยืนและอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ นักเคลื่อนไหวอื่นหลายคนถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน และเราไม่ควรจะลืมกรณีของพวกเขา เราจะต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในสังคมไทยและเวทีสากล

หนังสือ A coup for the rich
ผม เขียนหนังสือเล่มนี้ หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อเป็นการวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยในเชิงวิชาการจากจุดยืนที่สนับสนุน ประชาธิปไ
ตย ในขณะที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด ผมได้เสนอว่าการทำรัฐประหารขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผมเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารประกอบไปด้วย ทหาร พันธมิตรฯ นักธุรกิจบางส่วน นักเสรีนิยมสุดขั้ว และข้าราชการอนุรักษ์นิยม กลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมในการดูถูกคนจน เขาไม่ชื่นชมในระบบประชาธิปไตย เพราะเขามองว่าคนจนไม่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง และเขาเกลียดชังพรรคการเมืองของทักษิณเพราะมีความสามารถในการชนะการเลือก ตั้งในขณะที
่เขาเองชนะการเลือกตั้งไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในหนังสือของผม เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อในสังคมไทยว่าวิกฤตินี้มาจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันก
ษัตริย์ กับทักษิณ ประเด็นนี้อาจจะสร้างความโกรธแค้นในหมู่ทหาร คมช. เพราะเขาต้องการสร้างความชอบธรรมจากพระราชวังในการทำรัฐประหาร ในประเด็นนี้ผมพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยการตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยควรจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิ
ปไตยหรือไม่ ในบทที่สองของหนังสือ ผมพยายามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ในยุคนี้เป็นสถาบันสมัยใหม่ ไม่ใช่สถาบันศักดินา
ผม ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงข้อกล่าวหาว่าผมได้ก่ออาชญากรรมด้วยการเขียนหนังสือเล่ม นี้ และผมพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ

13 มกราคม 2552

แผ่นดินนี้ของใคร

มีการกล่าวอ้างกันนักหนาว่าแผ่นดินนี้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง

จากความรู้สึกแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน

บรรพบุรุษเสียเลือดเสียเนื้อปกป้องแผ่นดินมาในอดีต

ในปัจจุบันก็ทำหน้าที่พลเมืองดีของประเทศชาติด้วยการเสียภาษี

บ้านที่อยู่อาศัยยก็จากเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ทำไมจะต้องรู้คุณคนใดคนหนึ่งที่ชอบอ้างกันนักหนาว่าเป็นเจ้าของแผ่นดิน

แล้วคนคนนั้นที่ชอบอ้างกันนักหนาเคยทำหน้ที่พลเมืองที่ดีของประเทศหรือไม่

เคยเสียภาษีให้แผ่นดินหรือไม่ เคยปกป้องประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่

หรือเพียงปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องโดยอาศัยการสร้างภาพเท่านั้น

แผ่นดินนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน มิใช่ของใครหรือตระกูลใดโดยเฉพาะเท่านั้น