CBOX เสรีชน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทความทั้งหมด

22 พฤศจิกายน, 2552

ฮาลั่นเวบเสธ.แดง พธม.แหลใส่นางพยาบาลเล่นเน็ตกับDJแคมฟร็อกเป็นมือบึ้มM79ถล่มพันธมิตร


ผงะ-สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกโจรก่อการร้ายหนีหมายเรียกคดียึดสนามบินถึงกับผงะในช่วงมีระเบิดM79ลง หลังเวที ขณะกล่าวปราศรัยปลุกความคลั่งชาติ เสธ.แดงระบุถูกบึ้มเพราะชอบดึงเบื้องสูงลงมาเกลือกกลั้วการเมืองโสโครกของ พันธมิตรเป็นประจำ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤศจิกายน 2552

ฮา กันสนั่นเวบเสธ.แดง เมื่อนักท่องเน็ตที่เป็นนางพยาบาลรายหนึ่งต้องถูกมั่วนิ่มให้กลายเป็น ผู้ร้ายใจทมิฬ ร่วมมือกับดีเจห้องแคมฟร็อกเป็นคนคุมทีมยิงระเบิดM79สังหารใส่เวทีพันธมิตร ตามที่เวบไซต์ผู้จัดการกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรใส่ไคล้แบบสะตอบอ แหลสดๆ


ผู้ที่ถูกพาดพิงจากเวบผู้จัดการASTVกระบอกเสียง ของผู้ก่อการร้ายพันธมิตรว่า เป็นขบวนการยิงระเบิดM79ใส่เวทีพันธมิตรในขณะที่หัวโจกโจรก่อการร้ายหนีหมาย จับ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังปราศรัย ได้ออกมาเขียนกระทู้โต้กลับในเวบเสธ.แดงด้วยความครื้นเครงว่า เวบไซต์กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายมั่วนิ่มสุดขีด

ทั้งนี้เวบไซต์โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้พาดหัวข่าวว่า ฟันธง “เสธ.แดง” ทาสรับใช้ “แม้ว” ยิงถล่มพันธมิตรฯ โดย อ้างแหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยถึงเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่หลังเวทีชุมนุมพันธมิตรที่สนามหลวง เมื่อคืนวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า
ทางข่าวเชิงลึกตนรู้ตัวบุคคลที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 ก่อความรุนแรงกับพันธมิตรฯมาตลอด ซึ่ง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เป็นผู้ก่อเหตุทั้งนั้น

แหล่งข่าวระดับสูง กล่าวต่อว่า คนคุมทีมยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มพันธมิตรฯ ทุกครั้งคือ "เค ทอง" กับฉายาหมวกขาว และฉายากำลังไม่ทราบฝ่าย โดยทุกครั้งที่มีการก่อเหตุ เค ทอง จะไปแชตยังห้องแชตรูมของ เสธ.แดง ซึ่งการข่าวทุกครั้งจะดักจับและดักฟังได้


ทั้งนี้คน ในเวบเสธ.แดงต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า เวบไซต์ผู้จัดการASTVมั่วตลอดทั้งข่าว เนื่องจากเวบเสธ.แดงไม่มีห้องแช็ต(chat room) มีแต่กระดานสนทนา(webboard)จึงไม่มีการแช็ตหรือสนทนาสดๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเหตุการณ์ตามที่เวบผู้จัดการมั่วข่าว และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ว่าจะดักฟังได้ เพราะไม่มีห้องchat roomแบบที่คุยกันทางเสียงในเวบเสธ.แดงเลย

ผู้ใช้นามว่า"หมวกขาว"ได้เขียนในกระทู้เกี่ยวกับข่าวนี้(ดูลิ้งค์)ด้วยความตลกขบขันว่า
"ตื่น นอนมา กลายเป็น"ผู้นำ" ของ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย "ค่ะ กับคู่หู "อ.เคทอง "...พากันไปถล่ม พันธมิตร แหล่งข่าวระดับสูงของ "ควายเหลือง " รายงานมาว่าง้านนน เฮ้อ...ข่าว...ควายๆ..ไม่แปลกใจเล๊ยยย ทำไม "เหลือง " จึงดักดานกันจริงๆ...เฮ้อ..."


ผู้ใช้นามแฝง"หมวกขาว"ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นผู้หญิง และเป็นนางพยาบาล( ดูลิ้งค์ ) กล่าวในกระทู้อย่างขบขันด้วยว่า
"ฮือๆๆๆ...แงๆๆๆๆ....เสธ.แดงช่วยนู๋ด้วย พานู๋ไปฟ้องหมิ่นประมาทมันที ไอ้พวกนี้...ทำนู๋ฮา...ขี้แตกขี้แตน...!!!"


ขณะเดียวกันเสธ.แดงได้ตั้งกระทู้หัวข้อเรื่อง ถึง ไอ้เจ็กลิ้ม-สาวกควายเหลืองและไอ้การ์ดพันธมิตร มหาจำลองช่วยชีวิตมึงไว้ที่เอาเด็กนั่งตักตลอด พวกมึงซ้อมประชาชนทำไม มึงปิดเวทีช้าอีก 10 นาที ตายเรียบ! เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยปฏิเสธว่า เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

มึง ยังเหี้ยเหมือนเดิมแต่กูไม่เกี่ยวงานนี้ กูเตือนมึงเหมือนปีที่แล้วที่ทำเนียบ+สนามบิน แต่ทำคุณบูชาโทษ เสือกหาว่ากูยิง แถมเนรคุณให้เบอร์โทรศัพท์พวกควายเหลืองโดยเฉพาะพวกผู้หญิงมาด่ากูอีก หน้าหนังxxx หนังxxx ทั้งคืน จนกูต้องลุกมาส่องกระจก ดีที่ผิด 2 ตัวหลัง ไม่งั้นกูคงไม่ได้นอนทั้งคืน คอยแต่ลูบหน้าว่าเหมือนxxxหรือเปล่า วันนี้กูเลยนอนหลับไม่ต้องมาด่ากับพวกควายโง่ อย่างพวกมึง


ส่วนรายละเอียดของกระทู้มีดังต่อไปนี้


ไอ้เจ็กลิ้ม...ณ บนเวที 15 นาที เดี๋ยวนี้กลัวตาย

มึงพูดอ้างแต่ในหลวงตลอดเวลา ปราสาทแดกซิพอมีเสียงบึ้ม...หลังเวที มึงโดดลงเวทีแทบไม่ทัน แล้วย่องขึ้นมานั่งใหม่กลัวสะเก็ดลงกระบาลที่เดิมใช่ไหม

ดูคำพูดมึงแต่ละคำทำไมจะไม่โดนอาวุธสงคราม ถ้ามึงยังปากดีแบบนี้และยังไม่เข็ดเดี๋ยวพวกกระเทยก็ยิงกระบาลมึงอีก ให้กูเดาล่วงหน้า

หนึ่ง...มึงบอกว่าในหลวงมีพวกเราเท่านั้นเป็นที่พึ่งสุดท้าย!
(มีแต่ท่านเป็นที่พึ่งสุดท้ายของพวกเรา สมองมึงตั้งแต่ถูกยิงเป็นหัวพลาสติก มึงคิดกลับทางหมด)

สอง...มึงบอกว่ามึงยอมเอาหัวที่ถูกยิงเพื่อรักษาในหลวงไว้
(มีคนในวังเขาขอมึงไว้กับพวก 3 ป. ว่าขอแค่นี้อย่าทำเลย เขาสู้เราไม่ได้หรอก มึงยังไม่รู้สึกตัวอีก)

สาม...ใครต้องการปกป้องในหลวงให้มาอยู่หลังมึง (แสดงว่าทั้งประเทศมีมึงคนเดียวที่ปกป้องในหลวง ไอ้เหี้ย)

ไอ้สัตว์..ตกลงคนอื่นทั้งประเทศที่ไม่ใช่สาวกควายเหลืองของมึง ไม่รักในหลวงใช่ไหม มึงควรจะพูดให้ไกลๆในหลวง ทำไมมึงต้องพูดถึงแต่ในหลวง ปีหนึ่งผ่านไปไม่เข็ด ยังดึงฟ้าต่ำเหมือนเดิม

สี่...มึง ก็รู้แก่ใจพวก 3 ป. ยิงกระบาลมึง เพราะด่าองคมนตรีเรื่องเขายายเที่ยง เรื่องเอาโกเต๊กทาฐานพระรูป ร.5 และไปอเมริกาท๊อคโชว์เสือก พูดคำว่า แม่ง...กับสถาบัน นี่คำพูดมึงอยู่ในยูทูป

"แม่งง...พวกในวังโทรมาถามกันใหญ่ผ่านท่านผู้หญิงบุษบาว่า.....ฝากอะไรให้สนธิ คิดถึงสนธิกันใหญ่ อยากรู้แม่ง..."


มึงมันเหิมเกริมเกินความเป็นคนไทยไอ้เจ็กก๊กมินตั๋ง มึงลืมดอยแม่สลองกำพืดมึงที่คนไทยให้ข้าวมึงกินหมดแล้ว

งานเมื่อคืน...มึงต้องก้มลงกราบตีนมหาจำลองไว้ทุกชั่วโมงจากนี้ไป ที่เอาเด็กมานั่งตักตลอดบนเวที...มึงปิดเวทีช้าอีก 10 นาที มึงทำคนตายเป็นเบือ มหาจำลองเขาเป็นทหารอาชีพ เขาอ่านออก แบบทหารปืนใหญ่ เขารู้เรื่องการปรับการยิง...จากนี้ไป ลูก 2 กลางเวที แน่นอน จึงต้องรีบเลิกตามที่มหาจำลองแนะนำ

"ควายโง่ๆอย่างพวกมึง อยู่ไปก็รกแผ่นดิน ควรตายเรียบ..ตายแล้วอย่าเสือกไปเกิดเป็นหมาก็แล้วกัน

มึงยังเหี้ยเหมือนเดิมแต่กูไม่เกี่ยวงานนี้ กูเตือนมึงเหมือนปีที่แล้วที่ทำเนียบ+สนามบิน แต่ทำคุณบูชาโทษ เสือกหาว่ากูยิง แถมเนรคุณให้เบอร์โทรศัพท์พวกควายเหลืองโดยเฉพาะพวกผู้หญิงมาด่ากูอีก หน้าหนังxxx หนังxxx ทั้งคืน จนกูต้องลุกมาส่องกระจก ดีที่ผิด 2 ตัวหลัง ไม่งั้นกูคงไม่ได้นอนทั้งคืนคอยแต่ลูบหน้าว่าเหมือนxxxหรือเปล่า วันนี้กูเลยนอนหลับไม่ต้องมาด่ากับพวกควายโง่ อย่างพวกมึง

ขอให้พวกมึงนอนหลับฝันดี...ฝันเห็นสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายดับกันไปข้างไอ้พวกส้นตีน เสือกกระทืบคนบริสุทธ์อีก ทำกรรมเข้าไป คนยิงเขาจะได้ไม่สงสารมึงเวลาเหนี่ยวไก...
คริ... คริ


เปิดตัว"เคทอง"ดีเจห้องแคมฟร็อกโดนลากไปมั่วด้วย

ส่วน ที่เวบผู้จัดการASTVอ้างถึงอีกรายคือ"เคทอง"ว่าเป็นคนคุมยิงM79ทุกครั้งนั้น คาดว่า น่าจะมั่วจากการที่นักจัดรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ตของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ คนหนึ่งใช้ชื่อแฝง"เคทอง"ซึ่งเป็นคนที่มีบุคลิกสนุกสนาน ถ้าใครเคยเข้าห้องแคมฟรอก การเมือง ห้องVoice_of_change จะเห็นเคทอง จัดรายการคู่กับ เสธ.แดง จัดรายการวิจารณ์การเมือง สดๆใช้คำพูดสไตล์แรงๆ ด่าแป๊ะลิ้ม ด่าพัธมิตร ทำให้เวบผู้จัดการมั่วส่งไปว่าดีเจออนไลน์รายนี้ เป็นคนคุมทีมสังหาร


14 พฤศจิกายน, 2552

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรบัดซบปลุกปั่นซ้ำรอย6ตุลา


(บน)ภาพนัก ศึกษาเล่นละครแขวนคอล้อเลียน กรณีช่างไฟฟ้านครปฐมถูกจับแขวนคอ เพราะไปติดโปสเตอร์ประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจรกลับประเทศ ได้ถูกฝ่ายขวาจัดบิดเบือนว่านักศึกษาเล่นละครแขวนคอพระยุพราช(สมเด็จพระบรมฯ ) แล้วปลุกปั่นมวลชนออกมาล้อมปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์อย่างโหดเหี้ยม ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519


(ล่าง)พิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นขบวนการผู้ก่อการร้ายที่หนีหมายเรียกคดียึดสนามบินได้ เข้าพบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อสมคบคิดกันกรณีกัมพูชาและการจัดชุมนุม15พ.ย.นี้ โดยมีประเด็นปลุกปั่นใช้สถาบันชาติ-กษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เหมือนเคย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท และบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
13 พฤศจิกายน 2552

ดร.สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ตั้งกระทู้เสียดสีบรรดานักราชาชาตินิยม(Royalist)ไทยในหัวข้อ"แขวนคอช่าง ไฟ บอกแขวนคอหุ่นพระยุพราช,พูดจงรักภักดี บอกพูดจาบจ้วง: 33ปีผ่านไปนิสัยโกหกบัดซบของพวกรอยัลลิสต์ไทยไม่เคยเปลี่ยน"ในเวบบอร์ดประชา ไท และเวบบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน

ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า ผมดูคลิปการแถลงข่าวของพันธมิตร นัดชุมนุมวันที่ 15 พย.(ดูรายงานข่าวที่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135201ดูคลิปได้ที่ http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?NewsID=9520000135201&BrowseNewsID=0&Speed=0ฟัง ภาษาที่ใช้ในแถลงการณ์ (สุริยะใสเป็นคนอ่าน) ที่เต็มไปด้วยการกล่าวหาเรื่อง "จาบจ้วงสถาบัน" เรียกร้องให้ชาวไทยมาร่วมชุมนุมแสดงพลัง ต่อต้านการ "จาบจ้วง" ฯลฯ

แล้วอดนึกถึง การประกาศ ทำนองนี้ ผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ ในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ไม่ได้

ภาษาที่ใช้ไม่ได้ห่างกันนัก อ้าง"ในพระปรมาภิไธย" อ้าง"สถาบันพระมหากษัตริย์" แทบทุกวรรค ทุกประโยค ไม่ขาดปาก

และที่ไม่ต่างกันเลย คือ นิสัยขี้โกหกบัดซบ อย่างชนิด หามูลไม่ได้เลย

แขวนคอตัวละครเล่นเป็นช่างไฟฟ้านครปฐม ก็ยกเมฆว่า "แขวนคอหุ่นพระยุพราช" "ย่ำยีหัวใจคนไทย" บลา บลา

พูดแสดงความจงรักภักดี ก็บอกว่า พูดจาบจ้วง "ย่ำยีหัวใจคนไทย" บลา บลา

ผมพยายามมองเรื่องนี้อย่าง"ขำๆ" ว่า

ตอนนี้ 33 ปีผ่านไป ไมมีใครโง่พอจะเชื่อคำโกหกในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ของ ยานเกราะ ดาวสยาม กับพวกแล้ว

คงต้องรออีก 20-30 ปีข้างหน้า ละกระมัง

ถึงตอนนั้น จึงค่อยมาอ่าน คำสัมภาษณ์ทักษิณจริงๆ แล้วจึงเห็นความโกหกหน้าด้านของพวก สนธิ สุริยะใส พิภพ จำลอง

00000000000000
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-คำต่อคำแม้วสัมภาษณ์TIMESฉบับเต็มไม่หมิ่น ความจริงเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก
-ลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519ในกรณีละครแขวนคอ มีเหตุการณ์ดังนี้

-4 ตุลาคม 2519 ตอนเที่ยงมีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าสอบ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้นักศึกษาเลิกชุมนุมและเข้าห้องสอบแต่นักศึกษาไม่ยอม มีการอภิปรายและการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม (ซึ่งพนักงานไฟฟ้าดังกล่าวเป็นผู้สนับสนุนนักศึกษาไปแจกใบปลิวประท้วงถนอม กลับประเทศ และถูกฆ่าแล้วจับแขวนคอ) จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานีวิทยุยานเกราะออกข่าวว่านักศึกษาที่แสดงละครมีใบหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชายถูกแขวนคอ

5 ตุลาคม 2519ใน ตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

10.00 น. สถานีวิทยุยานเกราะเปิดรายการพิเศษ เสียงของ พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ กล่าวเน้นเป็นระยะว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

21.30 น. นายประยูร อัครบวร รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองของ ศนท.ได้แถลงที่ อมธ. พร้อมกับนำ นายอภินันท์ บัวหภักดี นักศึกษาปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ และนายวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ นักศึกษาปีที่ 4 คณะศิลปศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และกล่าวว่าการแสดงดังกล่าวก็เพื่อแสดงให้เห็นความทารุณโหดร้ายอันเนื่องมา จากการฆ่าแขวนคอที่นครปฐม โดยมีการแต่งหน้าให้เหมือนสภาพศพ และการที่เลือกเอาบุคคลทั้งสองก็เพราะเป็นนักแสดงในมหาวิทยาลัย อีกทั้งตัวเล็กมีน้ำหนักเบา ไม่ทำให้กิ่งไม้หักง่าย การแสดงแขวนคอใช้วิธีผูกผ้าขาวม้ารัดรอบอกและผูกเชือกด้านหลังห้อยกับกิ่ง ไม้ จึงต้องใส่เสื้อทหารซึ่งมีตัวใหญ่เพื่อบังร่องรอยผ้าขาวม้าให้ดูสมจริง นายประยูรกล่าวว่า “ทางนักศึกษาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ ดาวสยามจึงให้ร้ายป้ายสีบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่นโดยดึงเอาสถาบันที่เคารพมา เกี่ยวข้อง…”

21.40 น. รัฐบาลเสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธืปัตย์ ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 แจ้งว่า “ตามที่ได้มีการแสดงละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ มีลักษณะเป็นการหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท รัฐบาลได้สั่งให้กรมตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีนี้โดยด่วนแล้ว”

สถานี วิทยุยานเกราะและชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืนเรียกร้องให้ประชาชนและลูก เสือชาวบ้านไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎ ราชกุมารมาลงโทษ

6 ตุลาคม 2519



08.30-10.00 น. หลังจากตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ร่วมกับกองกำลังอันธพาลการเมือง รุมกันใช้อาวุธยิงถล่มนักศึกษาที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์ราว3,000คน ตลอดคืน ช่วงนี้หลายคนแตกตื่นวิ่งหนีวิถีกระสุนที่ ตชด. และกลุ่มคนที่เข้าก่อเหตุได้ยิงเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่ยั้ง ทั้งๆ ที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของนักศึกษามีปืนพกเพียงไม่กี่กระบอก

นัก ศึกษาประชาชนที่แตกตื่นวิ่งหนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มี มากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบ บางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจ ได้ถูกลากออกไปแขวนคอ และแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆ นานา

นัก ศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิต แล้วถูกเปลือยผ้าประจาน โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุ รูดซิปกางเกงออกมาแสดงท่าเหมือนจะข่มขืนหญิงผู้เคราะห์ร้ายนั้น ให้พวกพ้องที่โห่ร้องอยู่ใกล้ๆ ดู มีประชาชนบางส่วนเมื่อเห็นเหตุการณ์ชวนสังเวช ก็จะเดินเลี่ยงไป ด้วยน้ำตาคลอ

ประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คนออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน ตรงข้ามอนุสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวง โดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซิน จุดไฟเผา ศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ

ดาวเมือง: ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรบัดซบปลุกปั่นซ้ำรอย6ตุลา


12 พฤศจิกายน, 2552

ตีแผ่! วิธีการที่แกนนำ พธม. ใช้ในการชี้นำกองเชียร์ เปิดเผยเบื้องลึก แบบที่กองเชียร์ไม่เคยรู้มาก่อน


โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
ท่านเคยสงสัยหรือไม่ เหตุใด บุคคลรอบข้างท่าน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ถึงได้เชื่อ พธม.แบบทุ่มสุดตัว แม้กระทั่งบุคคลระดับที่สามารคเรียกได้ว่าเป็น ปัญญาชน เหตุใดถึงได้คลั่ง พธม. เสียมากมาย

ผมจะตีแผ่ วิธีการ ที่แกนนำ พธม. ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนคนเสื้อเหลือง ให้หลงเชื่อ ถวายตัว ถวายหัว ทุ่มสุดตัว ทุ่มสุดใจ จากประสบการณ์ ที่เฝ้าดูพธม. ติดตามความเคลื่อนไหว และวิธีการที่ใช้ตลอดมา.

สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนโดยหน้าที่ บุคคลคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา เรื่องทฤษฎีการสื่อสารมวลชน เขาได้นำมาใช้แทบทุกแง่มุม
ไม่ เว้นแม้แต่ สิ่งที่เป็นด้านมืดของสื่อมวลชน เขาไม่ลังเลที่จะหยิบมันมาใช้ ถ้ามันเป็นวิธีที่ทำให้ไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ เขาจะใช้มันโดยทันที

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยกล่าวไว้ว่า
"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed."
"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"

นี่คือหลัก นี่คือหัวใจที่ สนธิ ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนมาโดยตลอด จาก นั้นก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda) เพื่อที่จะสร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อชี้นำความคิดมวลบชนไปยังความต้องการของตน

เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda Techniques) อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัว
และ คำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์

ตัวอย่าง เช่น การโจมตีทักษิณว่าต้องการโค่นล้มสถาบัน การลากโยงว่ามีความสัมพันธุ์ในเชิงชู้สาวกับนักร้องรุ่นลูก การว่าเป็น:-) เป็นเทวทัตกลับชาติมาเกิด

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสุถาษิตไทยบทหนึ่งว่า "อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว"

กระบวนการปราศัยของ แกนนำ พธม. จะมีวิธีการหนึ่งเรียกว่า พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก โจมตีจุดเดียวในแต่ละวันที่ขึ้นเวที เดี๋ยวมันก็เชื่อเอง
วิธีการ พธม. จะใช้คนพูดในระดับรองๆ ที่ไม่ได้เด่นดังมากนัก ขึ้นพูดในช่วงเย็นๆก่อน เพื่อหยั่งกระแสดูท่าทีว่ากองเชียร์รู้สึกอย่างไร
ถ้า มีแนวโน้มว่าจะเชื่อเรื่องไหน วันนั้น คนพูดระดับแม่เหล็กคนต่อๆ มา ก็จะพูดเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา กันทุกคน แต่จะทำให้ดูเหมือนมีระบบ ก็คือ แต่ละคนจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละแง่ เช่นในแง่ของสังคม ในแง่ของเศรษฐกิจ ในแง่ของวัฒนธรรม แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ "เป็นการพูดเท็จ ซ้ำไปซ้ำมา" จนกระทั้งทำให้ความคิดของกองเชียร์เปลี่ยนไป เช่น จากคิดว่า "ไม่ใช่" กลายเป็น "ลังเล" เข้าสู่ "ไม่แน่ใจ 50 50" ผันไป "น่าจะใช่ 80 20" สุดท้าย "ใช่แน่ๆ 100%"

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า
"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ
"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"
การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ปฏิญญามือถือ เรื่องที่ฮาสุดคลาสิค "ปฏิญญาฟินแลนด์" เป็นเรื่องที่โกหกได้ยิ่งใหญ่ แต่แหกตากองเชียร์ได้ผลมากมาย เกิดผลกับสังคมได้อย่างรุนแรงพอสมควร กินเวลาอยู่หลายอาทิตย์ กว่าจะมีการออกมาแก้เกมส์ ว่าจริงๆ มันเป็นเรื่อง "โจ๊กใส่ไข่ ใส่ผักชี" ลอง ดูปัจจุบันซิครับ มีใครคนไหนในแกนนำ พธม กล้าเอ่ยเรื่องนี้บ้าง มีกองเชียร์คนไหนกล้าถกเรื่องนี้บ้าง แต่ละคน "ทำเป็นลืม กันเสียหน้า" ว่าพลาดที่ไปเชื่อ

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู
เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง

เช่น ระบอบทักษิณ ทุนนิยมสามานย์ หรือแม้แต่กระทั่งชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ฟังดูดี ฟังว่าทำเพื่อประชาธิปไตย  ทั้งๆ ที่การกระทำนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง


5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูกฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที  ในความเป็นจริงแล้ว เรามีแต่สีเทา จะเทามากหรือเทาน้อย ก็แล้วแต่ว่าเงื่อนไขใด  ในทางอุดมคติเราต่างก็แสวงหาความดี ความถูกต้องตาม หลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อแกนนำให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่แกนนำกล่าวอย่างง่ายดายและอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่แกนนำพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด "เราทำเพื่อพ่อ เราทำเพื่อสถาบัน ใครไม่อยู่ข้างเรา มันผู้นั้น ทรยศต่อชาติ ราชบัลลังค์ ใช่ไม่ใช่พี่น้อง"
ทั้งๆ ที่ไม่เคยอะไรเชิงสร้างสรรค์ ในการแสดงออกเรื่องการรักสถาบัน การรักชาติ ขนาดขบวนเสด็จยังไม่ให้ผ่าน ม๊อบไม่หลีกทางให้

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนว คิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติหรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ แต่ การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน

ตัวอย่าง เช่น สนธิอ้างว่า ได้นั่งทางใน เป็นผู้วิเศษ ปะพรมน้ำมนต์ เพื่อให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูเป็นผู้วิเศษ ตอกย้ำความเชื่อสาวกให้ศรัทธาเลื่อมใส และ แกนนำพธม.มักจะอ้างหลักทางพุทธศาสนา ว่าพวกพธม. เป็นกองทัพธรรมที่สูงส่ง แต่ทักษิณเป็นซาตาน เป็นเทวทัต กลับมาชาติมาเกิด แบบนี้อยู่เนืองๆ


7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน
การ บอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง  ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้" "ก็นักวิชาการท่านโน้น ท่านนี้บอกมาอย่างนี้"

วิธี นี้เป็นวิธีที่ แกนนำ พธม.ใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการบอกไม่ครบ แม้กระทั่งปัจจุบันยังนำมาใช้ในการบิดเบือนข่าวสาร โดยไม่ลงเนื้อหาให้ครบ ทำให้คนเข้าใจผิดแม้กระทั่งในม๊อบ ก็ยังใช้วิธีการบอกต่อ แบบปากต่อปาก ว่าแกนนำได้รับการสนับสนุนจากคนโน้นคนนี้ ว่าทักษิณทำอย่างโน้นอย่างนี้ แบบที่พูดบนเวทีไม่ได้พธม. จะมีหน่วยหน้าม้า กระจายข่าวในกลุ่ม ในหมู่กองเชียร์ เพื่อชี้นำความคิดไปในทิศทางของตน

วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองเชียร์ พธม. ที่หลงเชื่อเป็นอันมาก
มัน ทำให้ตรรกะของกองเชียร์บิดเบี้ยวโดยไม่รู้ตัว กองเชียร์จะเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พธม. ด้วยกัน เป็นคนผิดหมด เป็นคนโง่ รู้ไม่เท่าทันเหมือนตนหนักเข้า กองเชียร์ก็จะโดนแกนนำโน้มน้าวว่าให้ปิดหู ปิดตา ไม่ต้องดูสื่ออื่นๆ นอกจากสื่อที่แกนนำบอกให้ดู ซึ่งกองเชียร์ก็เชื่อ ดูข่าวจากแหล่งเดียวและเชื่อโดยทันที หรือแม้กระทั้งกองเชียร์บางคนกลาย เป็นคนใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยมี พฤติการ หรือนิสัยหยาบคายมาก่อน กองเชียร์พร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับแกนนำ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ให้จนสุดตัว บ้าจนหมัดตัว ทุ่มจนสุดใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัว สิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อนฝูงของกองเชียร์แฟนพันธุ์แท้เหล่านี้ ก็จะเหลือเพียงคนที่เป็นกองเชียร์ด้วยกันเท่านั้น เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ที่เคยคบหากันด้วย ต่างก็หลบลี้หนีหน้า

มันช่างน่าสงสารเสียจริงๆ รักชาติจนป่นปี้ รู้ทันจนบรรลัย...

*ข้อสังเกต บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของ พธม. ที่หลงเหลืออยู่ พวกเหนียวแน่น จะมีคุณสมบัติหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือ เป็นพวก รู้แบบครึ่งๆ กลางๆ รู้ไม่จริง ซะเป็นส่วนมาก และใครแตะต้องวิจารณ์แกนนำไม่ได้เด็ดขาด จะต้องปฏิบัติการโต้ตอบแบบอดรนทนไม่ไหว ตามแต่วิธีการ



พิเศษ! สำหรับแฟนพันธุ์แท้ พธม. กับ ปชป. ผมมีเรื่องลับสุดยอดของแกนนำท่านมาบอกครับ ลับเฉพาะ เจาะใจ!


โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
สิ่งหนึ่งที่แกนนำ ปชป. ปกปิดไว้ตลอดเวลา สิ่งเดียวกัน ที่แกนนำ พธม. ก็ปกปิดไว้ตลอดเวลานั่นคือ แกนนำทั้งปชป. และ พธม. หลงรักทักษิณ อย่างมากครับ รักยิ่งกว่าสิ่งใด!



ทักษิณไอแค่กๆ ก็รีบส่งยาแก้ไออย่างดีไปให้ทันที เกรงว่าสุขภาพจะเสีย เรื่องมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ นะครับ ผมไม่ได้โม้(กรุณาอ่านออกเสียงเหมือน สมรักษ์ จะทำให้ท่านได้อรรครสในการอ่านมากยิ่งขึ้น)



ทุกวันนี้ ทั้ง ปชป. กับ พธม. รวมทั้ง พรรคการเมืองใหม่ ต่างก็อยู่ได้เพราะทักษิณ ทุกลมหายใจเข้าออกก็คิดถึงทักษิณ

ท่าน ลองคิดดูซิครับ ถ้าขาดทักษิณไปเสีย ปชป.จะเป็นอย่างไร รัฐบาลคงแตกกระเจิงไม่มีชิ้นดี แกนนำ พธม.คงอดอยาก ยากเข็ญ ทีวีดาวเทียม คงลำเค็ญแสนสาหัส พรรคการเมืองใหม่ คงเหมือนโครงการต้นกล้าอาชีพ คือตายตั้งแต่ยังเป็นเอ็มบริโอ ยังเป็นแค่ต้นอ่อนก็ตาย




ที่แกนนำทั้งสองทีมนี้ ไม่ส่งเสริมเสื้อแดง และไม่ให้ทักษิณกลับมา แต่การที่พูดตอกย้ำถึงภัยทักษิณ ก็เพียงเพื่อบอกกับ
สาวก กับฐานเสียงว่า ถ้าคุณไม่สนับสนุน  ปชป ถ้าคุณไม่สนับสนุน พธม. ทักษิณก็มีสิทธิกลับมานะ รัฐบาลกับพธม. ก็ปล่อยให้เสื้อแดงเล่นไป มีการปรามบ้าง แต่ยังคงจำเป็นต้องเลี้ยงไว้ ให้ทักษิณกับเสื้อแดงต้องมีอยู่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถอยู่ได้บนความไม่เอาไหนทางการบริหาร เพื่อให้ พธม. ต้องอยู่ได้ กิจการหากินกับบรรดาคนรู้ทันต้องอยู่ ถ้า ทักษิณ กับเสื้อแดง เลิกเคลื่อนไหว
ปชป. กับ พธม. คงจะต้องตาย หมดทางทำมาหากิน



เพราะฉะนั้น ความห่วงใย ของ ปชป กับ พธม. ที่มีต่อทักษิณ ก็เปรียบเหมือน หญิงสาววัยแรกแย้ม
แอบหลงรักชายหนุ่มอย่างหัวปักหัวปำ ยิ่งเวลานี้ ชายหนุ่มเริ่มปันใจให้คนอื่น ตกปากรับคำไปเป็นที่ปรึกษาฮุนเซน
หญิงสาวสองท่านนี้ ยิ่งโมโหโกรธา อิจฉาริษยา



ทักษิณ ทำแบบนี้กับ เราได้ไง ทั้งรักทั้งเป็นห่วงขนาดนี้ นี่ไปอยู่กัมพูชา ฮุนเซนจะดูแลดีไหม คิดแล้วหวั่นใจจริงๆ
อย่า เพิ่งเป็นอะไรไปนะ ทักษิณ รอเราระดมทุนตั้งพรรค ระบายข้าวสาร ผงซักฟอก ปุ๋ยในสต๊อก รอเราทำโครงการโกงเข้มแข็ง ขยันขันแข็งแข่งกันโกงให้เรียบร้อยก่อนนะทักษิณ ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ อากาศเริ่มหนาวแล้ว



รักมากนะตะเอง

จาก แกนนำ ปชป. กับ พธม.



10 พฤศจิกายน, 2552

‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ : กู้ชาติ...งานเข้า

http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26519

วันก่อนผมเจอรุ่นน้องอดีตนักกิจกรรมที่เป็นพันธมิตรแถวหน้า หน้าจริงๆ เพราะลุยที่ไหนเขาเข้าไปก่อน แต่เป็นคนนิสัยดี เปิดกว้าง ไม่คับแคบเหมือนพวกฮาร์ดคอร์ และยังไม่ทิ้งจุดยืนของนักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า
          เขาพูดไปหัวเราะไปถึงปณิธาน วัฒนายากร ที่ออกมาตอบโต้ พล.อ.ชวลิต รับแผนโจรใต้” ว่า อ่านหัวข่าวตอนแรกนึกว่าเทพไท ที่ไหนได้กลายเป็นปณิธาน ไม่น่าเชื่อว่าบิ๊กจิ๋วทำให้ปณิธานเป็นไปได้เพียงนี้
 
          ผมเศร้าหน่อยๆ เมื่อได้ฟัง ผมเคยสัมภาษณ์ปณิธานหลายครั้ง กล้าพูดได้ว่าเป็นคน Nice เป็น สุภาพบุรุษ ผู้ดีมีสกุลที่ไม่ถือตัว นักวิชาการที่รู้กว้าง รู้จริง และวิเคราะห์ได้แม่นยำ เป็นระบบ ถึงจะเห็นต่าง ก็ยังยกย่องนับถือ
 
          ผมขำปณิธานอยู่ครั้งเดียว คือตอนที่เขาตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย เขา เกร็ง’ และระวังตัวแจ จนไม่เป็นกันเองเหมือนเคย นั่งคุยกันที่คณะรัฐศาสตร์ ทุกครั้งเป็นต้องสั่งกาแฟมาเลี้ยง แต่ครั้งนั้นไม่ยอมสั่ง (ไม่เลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว-ฮา)
 
          การเมืองทำให้คนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ แต่ทุกคนที่กระโจนเข้าไปเลือกข้าง ก็ต้อง เล่น การเมือง’ เพื่อเป็นผู้ชนะ ไม่มีใครอยากแพ้ แม้แต่แกนนำพันธมิตรก็ ‘เล่นการเมือง’ เมื่อยามปราศรัยกับพี่น้องเอ๊ยบนเวที แต่ลงมาข้างล่างแล้วพูดกับเพื่อนพ้องน้องพี่อีกอย่าง
 
          เพื่อนพ้องในพันธมิตรมักพูดกับผมว่า ในการต่อสู้คุณจะเรียกร้องให้เราเดินตรงเป๊ะได้ไง มันก็ต้องมีแทคติกมียุทธวิธีบ้าง (เช่นการยืมมือ ศักดินาล้า หลัง’ มาขับไล่ ‘ทุนสามานย์’ อย่างที่อ้างกันบ่อยๆ) ผมก็บอกว่าใช่ มันไม่มีหรอกการต่อสู้ที่แฟร์ๆ แต่อย่างน้อยคุณอย่ากลืนหลักการที่ตัวเองเคยพูดเคยยึดถือ เช่น เคยเชิดชูประชาธิปไตยต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านอภิสิทธิ์ชน (พูดอย่างให้ความเป็นธรรม แกนนำเสื้อแดงก็ ‘เล่นการเมือง’ แต่เขาไม่ได้กลืนหลักการมากเท่า-หรือไม่เคยมีหลักการให้กลืน)
 
          วันนี้เช่นกัน สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมทั้งหลาย ที่(เคย)เป็นฝ่ายก้าวหน้า ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะทิ้งจุดยืนไปปลุกความคลั่งชาติเป็นอาวุธ แบบฝ่ายขวา แบบเทพไท แบบประชาธิปัตย์ อีกหรือเปล่า
 
          บิ๊กจิ๋วชูนโยบายนครปัตตานี อาจพูดได้ว่านี่คือเกมการเมืองเขย่ารัฐ แต่ถามว่าข้อเสนอเขตปกครองพิเศษ การเคารพและยอมรับอัตลักษณ์ ก็มาจากคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีพิภพ ธงไชย เป็นกรรมการ มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มิใช่หรือ
 
          สื่อ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า ต่างสนับสนุนการกระจายอำนาจ และคัดค้านการปลุกชาตินิยมกดกีดกันชนส่วนน้อยมาตลอดมิใช่หรือ
 
          เมื่อครั้งทักษิณปลุกชาตินิยมไปจัดการปัญหาภาคใต้ ชาว เรา’ ก็เคยคัดค้านทักษิณ แต่เมื่อบิ๊กจิ๋วเป็นนอมินีทักษิณไปชูนโยบายกระจายอำนาจ ‘ชาวเรา’ ที่ไปสวมเสื้อเหลืองจะคัดค้านเพียงเพราะเกลียดทักษิณหรือ
 
          ฉะนั้นจะวิพากษ์บิ๊กจิ๋วไม่จริงใจ หรือพูดไม่รู้เรื่อง ก็เชิญว่าไป แต่อย่าร่วมมือกับรัฐปฏิกิริยาฝ่ายขวาปลุกชาตินิยมมาต่อต้านหลักการกระจาย อำนาจ ภราดรภาพ เสมอภาค เคารพอัตลักษณ์และสิทธิชุมชน สิทธิการดูแลตนเองของท้องถิ่นไม่ว่าจะชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มใหญ่
 
          ไม่ร่วมมือไม่พอ ผู้นำชุมชนอย่างบรรจง นะแส สุทธิ อัชฌาสัย หรืออีกหลายๆ คน ยังควรจะต้องออกมาปกป้องหลักการด้วย ถ้าพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี ทหารแก่ทหารเกือกปลุกคลั่งชาติรัฐนิยมจนเลยเถิด
 
          ไม่เช่นนั้นก็จงระวังว่าพวกคลั่งชาติอาจมองว่าทักษิณทำถูกแล้ว ที่จับหมอแวขังยาวข้อหาเจไอ ไม่น่าปล่อยออกมาเล้ย มันรับแผนมาจากโจรใต้ (ฮาไม่ออก)
 
          กระแสคลั่งชาติทางใต้ยังไม่รุนแรงเท่าทางตะวันออก ซึ่งรัฐบาลนิสัยเด็กได้คะแนนนิยมล้นหลาม ไม่แปลกอะไร เพราะคนไทยได้รับการปลูกฝังชาตินิยมโดยไม่ต้องมีเหตุผลมาแต่อ้อนแต่ออก ลูกจีนรักชาติ’ พ่อแม่พูดไทยไม่ชัด ยังคิดเสมือนว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากยุคพระนเรศวรตัดหัวพระยาละแวก
 
          แน่นอนเรื่องนี้ต้องแยกแยะ ผมคงไม่บอกว่าการกระทำของทักษิณและฮุนเซ็นถูกต้อง แต่การตอบโต้ของรัฐบาล การประโคมโหมกระแส ขายชาติ’ ตามสื่อ ก็ชัดเจนว่าเป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติมาช่วงชิงคะแนนนิยม และทำลายล้างทักษิณ
 
          ถามว่าในวิถีการทูต ยังมีวิธีอื่นที่เป็นการประท้วงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเหมาะสมกว่าการเรียก ทูตกลับหรือไม่ ยังมีวิธีที่จะประนีประนอมรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวหรือไม่ ผมเชื่อว่ามี แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เลือก เพราะเห็นว่าการตอบโต้แบบนี้จะเรียก ศักดิ์ศรี’ และคะแนนนิยมได้ท่วมท้น (ก็ไม่ต่างจากตอนทักษิณขึงขังส่งเครื่องบินทหารไปปฏิบัติการเอนเทบเบ้ถึงพนมเปญ)
 
          ศักดิ์ศรี’ อะไร ศักดิ์ศรีของชาติที่ถือว่าตัวเองเหนือกว่า ผู้นำของชาติเคยตัดหัวผู้นำอีกชาติเอาเลือดล้างเท้า อย่างนั้นหรือ
 
          เช่นกัน ใน 2-3 วันที่ผ่านมา เมื่อเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไม่ต้องเปิด ก็มีคนส่งเมล์ว่อนข้อเขียนของคอลัมนิสต์ไดโนเสาร์หลายราย ที่พูดถึงการมีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งทักษิณโดยกษัตริย์เขมร พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคพระยาละแวก ฯลฯ บ้างก็โทษทักษิณว่าสมคบ ศัตรู’ (จะด่าทักษิณก็ด่าไป ทำไมต้องสถาปนาเพื่อนบ้านเป็นศัตรู)
 
          เรียกได้ว่าคึกคัก งานเข้า’ กันจริงๆ สำหรับพวกที่ถนัดการปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ตั้งแต่เทมาเสก มาจนถึงฮุนเซน นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงเป็น ‘กระแช่’ เมื่อปี 19
 
          คำถามว่า ศักดิ์ศรี’ บนพื้นฐานของความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน ค่อนข้างจะหาคำตอบได้ยาก ถ้าดูพฤติกรรมของฮุนเซนแบบตัดตอน ก็สมควรตอบโต้ เพราะการประกาศว่าจะไม่ยอมส่งตัวทักษิณและให้ที่พักพิง มันคือการท้าทายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฮุนเซนจะทำอย่างดูไบโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรก็ได้ แต่พูดทำไม โดยทั่วไปผู้นำประเทศเขาจะไม่ออกมาท้าทายด้วยตัวเองอย่างนี้ (ไม่ใช่เรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไทยวิเศษวิโสอะไร ถึงวิจารณ์ไม่ได้)
 
          แต่อย่าลืมว่าตั้งแต่ทักษิณถูกรัฐประหาร ความสัมพันธ์ระหว่างเขมรกับไทยก็ไม่เคยมีปัญหา ตอนนั้นฮุนเซนมึความชอบธรรมเต็มที่ด้วยซ้ำ หากจะให้ที่พักพิงทักษิณ แต่เขาก็ยังเกรงใจไทย ปัญหามันเกิดตอนไหน ผมว่าทุกคนตอบได้ถ้าย้อนเอาใจเขาใส่ใจเรา ก็การปลุกกระแสคลั่งชาติทวงปราสาทพระวิหาร คัดค้านขึ้นทะเบียนมรดกโลก เล่นเกมการเมืองเอาชนะกันจนกระทบกระเทือนความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน หนำซ้ำ คนที่ยืนยันว่าผืนดินใต้ปราสาทเป็นของไทย ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ด่าฮุนเซนเฮงซวย ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหน้าตาเฉย
 
          เอ้อ ถ้าผมเป็นเขมร ผมมีสิทธิจะไม่พอใจไหมครับ
 
          ฮุนเซนไม่ได้ โง่’ อย่างที่คอลัมนิสต์บางคนคิด ฮุนเซน ‘เขี้ยวลาก’ ต่างหาก คุณปลุกชาตินิยม ฮุนเซนก็ปลุกชาตินิยมเหมือนกัน ในประวัติศาสตร์ชาติเขมร ที่เขาเจ็บช้ำกับการเป็นชาติเล็กผู้ถูกรุกรานอยู่เสมอ (ต้องการอิสรภาพก็หาว่าไม่ซื่อ) การที่ผู้นำกล้าตบหน้าท้าทาย ‘พี่ใหญ่’ จึงเป็นความภาคภูมิใจและเรียกคะแนนนิยมท่วมท้น
 
          ผู้นำทั้งสองประเทศจึงเล่นเกมปลุกชาตินิยมเพื่ออำนาจนิยม โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะรัฐบาล ปชป.ที่ฉวยโอกาสประณามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าขายชาติ ผลักความเห็นต่าง ความอยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม และความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ถูกกลืนไปในกระแสชาตินิยม
 
          ผมไม่แปลกใจกับการเล่นเกมของนักการเมือง หรือทัศนะสุดโต่งของคอลัมนิสต์จารีตนิยม เขาเป็นของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ผมสลดใจกับสื่อรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม พลังที่ เคย’ ก้าวหน้า กลับโดดเข้ามาร่วมปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติกันหน้าตาเฉย ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปีที่แล้ว หรือปีนี้ (ที่บางปู-เฮ)
 
          บางคนอาจจะบอกว่าไม่ได้ร่วม แค่อยู่เฉยๆ ปล่อยไปตามกระแส ปล่อยให้เทพไท (ความภาคภูมิใจของพรรคนักศึกษา 7 คณะ) ออกมาแจกซีดีเพลงย้อนยุค หนักแผ่นดิน’ ก็ไม่ต่างจากแกนนำพันธมิตรที่ยืนกรานจนวันนี้ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐ ประหาร (เพราะไม่ได้ไปช่วยขับรถถัง) หรือหลายคนที่ออกตัวภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรปลุกชาตินิยมทวงปราสาท พระวิหาร (แต่ตอนนั้นนิ่งเงียบ)
 
          ผมเคยสะใจมากที่เห็นอดีตกรรมการสิทธิฯ โต้กับผู้การน้องแน็ตหน้าจอทีวีเรื่องประจานผู้ต้องหา แล้วถูกเชือดกระจุย แพ้กระแสสังคม มันพิสูจน์ว่าจากจุดเริ่มต้นที่คุณต่อสู้กับทักษิณว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ผ่านเวลามาหลายปี คุณไม่ได้ยกระดับความเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยขึ้นเลย นอกจากเปลี่ยนข้างกันเป็นผู้ชนะ แล้วก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกฝ่าย ทักษิณแทรกแซงสื่อ ทักษิณปิดกั้นเสียงข้างน้อย แต่ยุคนี้สมัยนี้หนักหนาสาหัสกว่ายุคทักษิณด้วยซ้ำ
 
          พี่พิภพ ธงไชย เคยคุยกับผมเมื่อปี 50 ว่า สิ่งที่อยากเห็นคือกระบวนการยุติธรรมทำงาน เอาทักษิณขึ้นศาลเป็นแบบอย่างเหมือนเกาหลี ไต้หวัน เพื่อสถาปนาความมีกติกาความเคารพกติกาในสังคมไทย เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาเป็นจริงไหม สังคมไทยเคารพกติกามากขึ้นไหม หรือเราเสื่อมความเชื่อถือในกติกา เสือมเสียจนกระทั่งกรรมการฟีฟ๋า ที่อยู่ในข่ายได้ไปตัดสินบอลโลก ยังลอบวางระเบิดสังหารผู้บังคับบัญชา (ฮาไม่ออก)
 
          มันน่าสมเพชว่าการต่อสู้กับทักษิณ ที่ว่าอำนาจนิยม ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิ แทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ คอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ กลับนำไปสู่ความเสื่อมเสียยิ่งกว่าของหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จรรยาบรรณสื่อ ตุลาการภิวัตน์ หรือแม้กระทั่งการคอรัปชั่นของนักการเมือง และผลประโยชน์แฝงเร้นของชนชั้นนำ
 
          ทักษิณพับนกด่าโจรกระจอก คุณก็ด่าเฮงซวยทวงปราสาทพระวิหาร ก็เอาชนะกันไป บนความเสื่อมและล้าหลังลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้ให้ความคิดที่ถูกต้องกับสังคม


13 กันยายน, 2552

1ประเทศ2มาตรฐาน แก้โทษลิ้มจากคุก2ปีเหลือ6เดือน ส่วนดาไม่ต้องปรานีซ้อมเสร็จยัดขังเดี่ยว



http://thaienews.blogspot.com/2009/09/12-26.html


ความยุติธรรม-ศาลอุทธรณ์ตัดสินแก้โทษให้สนธิ ลิ้มทองกุล จากจำคุก 2 ปีเหลือเพียง 6 เดือน ระบุ"รุนแรงเกินไป" ส่วนดาตอร์ปิโดศาลตัดสินจำคุก 18 ปี เกินกว่าอัตราโทษสูงสุดที่กำหนดไว้ 15 ปี โดยอ้างว่าทำผิด 3 กระทงเลย"ต้องมีตัวคูณเพิ่มโทษ" ล่าสุดดายังเผชิญชะตามืดถูกใช้นักโทษด้วยกันทำร้ายร่างกาย และแยกขังเดี่ยว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กันยายน 2552

ศาลอุทธรณ์แก้โทษสนธิลิ้มจากคุก2ปีเหลือ6เดือน ระบุรุนแรงเกินไป

วันนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินคดีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นประมาทใส่ความว่านายภูมิธรรมไม่จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ และส่งเงินให้เวบไซต์มนุษยะโจมตีสถาบัน โดยได้แสดงความปรานีแก้ไขลดโทษให้นายสนธิ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปีให้เหลือเพียง 6 เดือน

คำตัดสินระบุว่า
"ทั้งนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 5 มีความผิดนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 (นายสนธิ)ตามมาตรา 326 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วย ทั้งที่พิพากษาโทษ ตามมาตรา 328 ฐานหมิ่นผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยสิ่งบันทึกเสียง และภาพ และสื่อสิ่งพิมพ์ไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รุนแรงเกินไป ไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์ เพราะเมื่อลงโทษจำเลยที่ 5 ตามมาตรา 328 แล้ว ก็ไม่จำต้องพิจารณาโทษ ตาม มาตรา 326 อีก จึงพิพากษาแก้โทษนายสนธิ จำเลยที่ 5 เป็นจำคุก 6 เดือน "


นายสนธิกล่าวในช่วงเย็นกับ ASTV กระบอก เสียงของโจรก่อการร้ายพันธมิตรตอนหนึ่งว่า คดีที่เขาถูกตัดสินให้จำคุกมีทั้งหมด 4 คดี รวมถูกตัดสินจำคุก 8 ปี โดยทั้งหมดเป็นคดีตอนที่ทักษิณมีอำนาจอยู่

"ฉะนั้น ศาลก็ตกเป็นเครื่องมือเขา ก็ต้องสู้ เข้าใจว่าถอยไม่ได้แล้ว..คดีอุทธรณ์ครั้งนี้ลดจาก 2 ปี เป็น 6 เดือน เจตนาไม่รอลงอาญาเพื่อจะบีบผม เอาคุกมาขู่ ก็ต้องตัดสินใจเดินหน้า ถ้าถึงฎีกาจะต้องติดก็ติด นักรบต้องไม่กลัวตาย” นายสนธิ กล่าว

ดาตอร์ปิโดถูกขังเดี่ยว-ใช้นักโทษทำร้ายร่างกาย

ขณะ เดียวกันดา ตอร์ปิโด ซึ่งถูกนายสนธิ ลิ้ม กดดันให้มีการดำเนินคดีหมิ่นฯ โดยแม้คดีนี้จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี แต่ศาลตัดสินโดยระบุว่ากระผิด 3 ครั้ง ตัดสินจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมเป็น 18 ปี สูงกว่าอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายอย่างยิ่ง เมื่อกลายเป็นนักโทษในเรือนจำ

"ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณสมชาย สำนักข่าว dpa เล่าให้ฟังว่า สถานการณ์คุณดาแย่มาก ตอนแรกทางเรือนจำออกข่าวทางบวกว่าคุณดาได้รับเลือกในกลุ่มให้เป็นหัวหน้า หรือเป็นประชาสัมพันธ์ให้เรือนจำ แต่ต่อมาถูกทางเรือนจำปลด มีการให้นักโทษมาทำร้ายร่างกาย ขณะนี้ถูกขังเดี่ยว เมื่อญาติไปเยี่ยมและซื้อชุดนอนไปให้ ก็ถูกเรือนจำยึดไป การสนทนาก็มีการดักฟัง"ผู้ทราบเหตุการณ์เปิดเผย

สมาชิกสมัชชาสังคม ก้าวหน้า ซึ่งกำลังรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อให้ปลดปล่อยดารณี เชิงชาญศิลปกุล "ดา ตอร์ปิโด"กล่าวเปิดเผยว่า เท่าที่เขาทราบ ทางเรือนจำใช้วิธีหยาบคาย สกปรก ใช้วิธีการกดดัน นักโทษในเรือนจำ

ขณะนี้สมัชชาฯกำลังจัดทำ โครงการจดหมายรักถึงนักสู้ประชาธิปไตย เพื่อให้ทั้งสังคมตื่นตัวว่า ไม่ควรยินยอมให้คนๆหนึ่งที่เป็นผู้คิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต้อง โดนจำคุกแบบนี้ และไม่ควรปล่อยให้โดดเดี่ยว จึงอยากวิงวอนให้เสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยด้วยการหากระดาษเขียนจดหมาย หรือไปรษณียบัตรเขียนมาร่วมโครงการ แสดงพลังของสังคม "เราจะทำอย่างไรให้คนเสื้อแดงทั้งหมดรับรู้รับทราบ และถือเป็นภารกิจอีกอันของคนเสื้อแดง"

ประชาไทรายงานข่าวเรื่อง ทนาย ‘ดา ตอร์ปิโด’ จี้ราชทัณฑ์แจงการกักเดี่ยว-เลือกปฏิบัติ โดยมีเนื้อหาข่าวดังนี้

ทนาย ความของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำหนังสือร้องเรียนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 4 ฉบับ ขอให้ชี้แจงเหตุผลกรณีสั่งขังเดี่ยว เปลี่ยนบัตรป้ายชื่อเพิ่มข้อหาความผิด พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การหารือ-เอกสาร ระหว่างทนายและลูกความอาจรั่วไหล

11 ก.ย.52 นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (หมายเลขคดีดำที่ อ.3959/2551) ระบุว่า ได้ทำหนังสือเรียกร้องไปยังนายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เรียกร้องให้ยุติการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างไม่เป็นธรรม 4 ฉบับ เนื่องจากได้ข้อมูลการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมภายในเรือนจำหลังจากเข้า เยี่ยมลูกความเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หนังสือทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย

1. สอบถามถึงการลงโทษทางวินัยด้วยการกักเดี่ยวนางสาวดารณี โดยขอให้ชี้แจงถึงการกระทำความผิด เหตุผลของคำสั่ง และกฎหมาย ระเบียบที่รับรองคำสั่งดังกล่าว

2. สอบถามและเรียกร้องให้ยุติ กรณีทีทัณฑสถานได้สั่งเปลี่ยนป้ายชื่อของนางสาวดารณีใหม่ โดยระบุข้อหาที่ถูกดำเนินคดีด้วย
“การ เปลี่ยนบัตรดังกล่าวเป็นการประจานนางสาวดารณี ว่ากระทำการล่วงละเมิดสถาบันอันเป็นที่เคารพของชนทั่วไป ทำให้นางสาวดารณีถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากผู้ต้องขังคนอื่นตลอดจนเจ้าหน้าที่ ของทัณฑสถานหญิงกลาง การเปลี่ยนป้ายชื่อใหม่ดังกล่าวจึงไม่ต่างจากการหมิ่นประมาทนางสาวดารณี ทั้งการกำหนดเครื่องแบบผู้ต้องขังให้แตกต่างกันตามความหนักเบาแห่งข้อหาที่ ผู้ต้องขังแต่ละคนถูกดำเนินคดี ก็เป็นการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ต่างจากเจตนาประจานผู้ต้องขังเช่นกัน”

3. เรียกร้องให้จัดการพบทนายความของผู้ต้องขังให้โปร่งใส โดยจดหมายระบุว่า นายประเวศได้เดินทางเข้าพบนางสาวดารณีซึ่งเป็นลูกความ จากนั้นได้เดินออกมาถ่ายเอกสาร เมื่อเดินกลับไปอีกครั้ง พบเจ้าหน้าที่บางคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ข้อความบางส่วนที่เขาพูดคุยกับนางสาว ดารณี ทั้งที่ทนายจำเลยมีสิทธิพบปะพูดคุยกับจำเลยเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ เขายังเรียกร้องให้จัดแสดงสายโทรศัทพ์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างทนายและลูก ความให้เด่นชัดว่าไม่มีการต่อสายพ่วงเพื่อดักฟัง

4.เรียกร้องให้จัด เก็บเอกสารเกี่ยวกับคดีให้เป็นความลับ โดยจดหมายระบุว่า โดยที่ศาลอาญาได้สั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ พยานหลักฐานต่างๆ ในคดีจึงต้องห้ามมิให้เผยแพร่ตามกฎหมาย และเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ทนายได้ส่งสำเนาพยานเอกสาร พร้อมแผ่นซีดี 3แผ่นให้นางสาวดารณีตรวจสอบความถูกต้อง แต่ด้วยกฎของทัณฑสถานหญิงกลางไม่อนุญาตให้นางสาวดารณีเปิดแผ่นซีดีตรวจ ข้อมูลดังกล่าว แต่กลับปรากฏเหตุการณ์บางอย่างชวนให้สงสัยว่า อาจมีบุคคลอื่นได้ทราบข้อมูลในแผ่นซีดีดังกล่าว และจนปัจจุบันทางทัณฑสถานหญิงกลางก็ยังไม่ได้ส่งมอบคืนซีดีนั้นแก่ทนาย จึงขอเรียกร้องให้วางระเบียบอย่างชัดเจนให้เอกสารที่ทนายส่งมอบให้ผู้ต้อง ขังเป็นความลับ และหากหลักฐานใดที่ตามระเบียบเรือนจำ ผู้ต้องขังไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ขอให้คืนแก่ทนายในทันที

โครงการเขียนจดหมายถึงดารณี:เราจะไม่ทอดทิ้งกัน



“อิสรภาพก็คือคุก ตราบเท่าที่ยังมีคนอยู่เยี่ยงทาสแม้แต่เพียงคนเดียวในโลก”-อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศส


สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยร่วมโครงการ “เขียนจดหมายรักถึงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

ที่มาของโครงการ-สมาชิก ของสมัชชาสังคมก้าวหน้าได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล (ดา ตอร์ปิโด) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่ง ที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ณ เรือนจำคลองเปรม จากนั้นเรามองว่า ควรทำกิจกรรมให้กำลังใจคุณดาต่อไป จึงได้ริเริ่มโครงการ “เขียนจดหมายรักถึงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งมีคำขวัญของโครงการนี้ว่า “เราจะไม่ทอดทิ้งกัน” โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. มนุษย์ตามระบอบประชาธิปไตยย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ควรถูกรังแกและถูกคุมขังในระหว่างที่ถูกกล่าวหา เพราะถือว่าบุคคลนั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ว่ามีความผิดจริง

2. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ถูกนำมาใช้ลงโทษผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีการทบทวนกฎหมาย ดังนั้นผู้ถูกกุมขังในขณะนี้จึงเป็นเพียงเหยื่อทางการเมือง กรณีคุณดา ตอปิโดได้ถูกพิพากษาจำคุกถึง 18ปีไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552

สมัชชา สังคมก้าวหน้าจึงขอเป็นหัวขบวนเปิดโครงการ โดยจะเขียนจดหมายส่งคุณดาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ฉบับอย่างต่อเนื่อง และท่านผู้รักประชาธิปไตยสามารถเขียนจดหมายรักหรือส่งโปสการ์ด ตามเงื่อนไข ดังนี้
1. ห้ามเขียนหรือกล่าวถึงเรื่องการเมืองและห้ามส่งภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูปเนื่องจากเป็นระเบียบของเรือนจำ
2. เขียนด้วยลายมือ เพื่อแสดงมิตรไมตรีระหว่างคนกับคน เพราะคุณดาและผู้ถูกกุมขังอื่นถูกลดฐานะความเป็นมนุษย์ จึงต้องการแสดงออกที่เป็นการคงสถานะความเป็นมนุษย์นี้ไว้
3. ระบุที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ของท่านเพื่อที่เราจะติดต่อกลับไป หากมีจดหมายตอบกลับจากคุณดา
4. สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเปิดจดหมายของท่านก่อนที่จะส่งต่อถึงคุณดา เพื่อถ่ายสำเนาจดหมายของท่านไว้และนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น ในบล็อกประชาไท และให้คุณดาตอบจดหมายท่านผ่านตู้ป.ณ.ของเรา ซึ่งเราก็จะขอเปิดจม.ก่อนนำส่งต่อ เพื่อสำเนาไว้เช่นเดียวกัน

เนื่อง จากเราจะรวบรวมสำเนาจดหมายทั้งหมดไปแสดงนิทรรศการงานศิลปะเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ซึ่งจะประชาสัมพันธ์งานนี้อีกครั้งหนึ่ง

กรุณาส่งจดหมายมายัง ตู้ ปณ. 58 ปณศ. (พ) พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 (ไม่ต้องระบุชื่อผู้รับ)


ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ไชยวัฒน์ 0851883102 คมลักษณ์ 0834430758 หรืออีเมล์patchanee.k@gmail.com


04 เมษายน, 2552

ชัดเจนที่สุด พันธมารผ้าอนามัยเตรียมล้มราชวงศ์ สถาปนาเปรมเป็นเจ้า ?







ฟังคลิบจากยูทูปนี้ เราแทบช็อคตกเก้าอี้ ไอ้นี่มันเห่อเหิมคิดก่อการใหญ่แล้ว

มิน่าพลเอกเปรม ถึงทำตัวเสมอเจ้าทุกด้าน
1 เรียกบ้านตัวเองว่า บ้านไร้กังวล เสมอองค์พระประมุข
2 เวลาจะเดินเหินอะไร ทำตัวเหมือนเจ้า
3 พูดช้าๆ เนิบๆ เหมือนมันมีรับสั่งกับสมุนของมัน
4 ชอบให้คนมาเข้าหามันเหมือนเข้าเฝ้า
5 บริษัทบริวารในวังล้วนพวกพลเอกเปรม นึกจะเฝ้าตอนไหนก็เข้าได้ เที่ยงคืน พระองค์บรรทมแล้ว ก็ปลุกเพื่อให้ทหารปฎิวัติเข้าเฝ้ารายงานการยึดอำนาจ
6 มีการวางแผนยึดอำนาจเสร็จ ทีแรกเห่อเหิม ดีใจแก้มปริ น่าหยิกแก้มนุ้ย บอกกลับบ้านเหอะลูก เรื่องใกล้จะจบแล้ว ตรวจแถวทหารกบฎเสมือนมันบัญชาการ ตีตรายกย่องสุรยุทธ์เป็นเชอร์ชิลล์เมืองไทย ที่แท้ ก็พวกไอ้กร๊วก ทำตัวเป็นนอสตราดามุส เที่ยวทำนาย นายกเด็กเวรว่า นายกคนนี้ดี ประเทศไทยโชคดีที่ได้นายกคนนี้ ผลกู้แหลก โครงการทุกโครงการที่นายกคนดีของเปรม สติเฟื่องพังยับเยิน โอท็อปสนามศุภพินาศ แจกเช็คสองพัน คนด่าที่จัดระบบไม่ดีเอื้อประโยชน์นายทุน คนตกงานทั้งเมือง เศรษฐกิจไทยเลวร้ายทันตา การทูตมีแต่ศัตรูกับเพื่อนบ้านเพราะได้รัฐมนตรีปีสุนัขมาเจรจาให้วิวาทกัน
7 ใช้เจ้านายเป็นที่กำบังตน เวลาคนก่นด่า สมเด็จเปรมจะอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทันที
8 ร่วมมือใกล้ชิดกับแก๊งค์ม็อบผ้าอนามัย และคนในวังบางคน สร้างอำนาจพวกพ้อง ยึดการปกครอง แบ่งทีมคุมประเทศ

เกิดอะไรกันขึ้นในประเทศนี้ มีอะไรลึกๆ ในวังหรือ หรือเป็นแผนเสี้ยมของเจ๊กไหหลำคลั่งดมผ้าอนามัยโสโครก ผมไม่ทราบ

แต่
ชาว เสื้อแดงต้องระแวดระวัง ประเทศนี้มีสถาบันที่เรายึดเหนี่ยวได้คือ สถาบันชาติ โชคดีศรีอยุธยา ชาวเสื้อแดงนับล้านคนมาเกิดทันกู้กรุงจากปีศาจอะแซหวุ่นกี้ของพม่าครองเมือง

และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันที่ 8 เมษา ไปกันมากๆ ตระโกนมันให้กระหึ่มว่า

เปรมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
ออกไปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป

09 กุมภาพันธ์, 2552

แผนลับ หรือ แผนลวง สนธิพาการ์ดนักรบศรีวิชัยบุกตีอุดร

ประชาไท

1. นักรบศรีวิชัย หรือ การ์ดพันธมิตรที่นายกะทิหัวหมูจะพาไปอุดรนั้นไม่ใช่เนื้อแท้พันธมิตรอย่าง แท้จริง พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช่ภาคประชาชน แต่ส่วนใหญ่เป็นทหารที่ปลอมตัวมา ใครๆ ก็รู้
2. ที่นำมาเพื่อยั่วยุให้เกิดการรบราฆ่าฟัน ซึ่งเป็นเป้าหมายของนายกะทิหัวหมูเพื่อให้แผ่นดินปั่นป่วนนองเลือด แล้วใช้สถานการณ์นี้ ประกาศสภาวะฉุกเฉิน ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามเสื้อแดง (สมใจผู้หลักผู้ใหญ่สายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการกำจัดเสื้อแดงอย่างเบ็ดเสร็จ )
3. จุดประสงค์ที่ลึกล้ำกว่ากว่าข้อ 2 คือ ต้องการกำจัดเสื้อแดงให้อ่อนกำลัง รุกคืบทำลายกำลังบางส่วน การรุกเข้าไปครั้งนี้ โปรดจำไว้ว่า ตอนนี้ฝ่ายที่คุมตำรวจคือใคร ทุกคนทราบ เมื่อฝ่ายเหลืองและแดงปะทะกันคราวนี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองจะไม่ถูกแจ้งความดำเนินคดี เพราะที่นี่ประเทศไทย มีแต่ดับเบิ้ลแสตนดาร์ด เป้าหมายสำคัญที่ฝ่ายรัฐ ทหารและเสื้อเหลืองต้องการคือ หาเหตุเพื่อจับกุม คุณขวัญชัย ไพรพนา เมื่อจับหัวขบวนได้แล้ว เสื้อแดงที่เหลือย่อมถูกโยนข้อหาและทางการจะส่งกองกำลังเข้ามาทำลาย ใครขัดขืนก็ถูกจับกุม ใครยอมก็ปล่อย จากนั้น ขบวนการปล่อยข่าวทำลายเสื้อแดงก็จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเครดิตของเสื้อแดงจะถูกลดทอนลงเรื่อยๆ

08 กุมภาพันธ์, 2552

คู่มือตอบโต้เพื่อเอาชนะวาทกรรมอำพรางของพันธมิตร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาท กรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ
A: ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หาก ทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตาม หลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน
A: ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบ ผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอก ลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงิน เดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึง เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้ เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วน ทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคน เสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไป ตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี
A: ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตน เพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของ ประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดี อย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายก รัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้ง สิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควร มีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสีย ที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย
A: ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชน ชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราช ดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป
A: ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด
A: ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และ เวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ
A: ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม
A: ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและ เชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

A: แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ
Q:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

14 มกราคม, 2552

อันธพาล: ก่อกวนไม่เลือกที่

คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง ประชาทรรศน์

สังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คนสองจำพวกดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ไม่ขยายวงแห่งความขัดแย้งไปสู่การรบราฆ่าฟันกัน แต่พวกเขาสามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะสังคมประชาธิปไตยมีกฎกติกาที่พวกเขาจะต้องเคารพ นั่นก็คือ กฎหมายของบ้านเมือง

ประชาธิปไตย เขาถือว่า อำนาจเป็นของประชาชน ประชาชนจะใช้อำนาจนั้นเอง หรือว่าจะมอบให้ผู้ใดไปใช้อำนาจแทนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกติกาของบ้านเมืองกำหนดไว้เป็นประการใด

เมื่อกฎกติกาประชาธิปไตยใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นวิธีการเลือกสรรบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน นั่นย่อมต้องมีการแข่งขันกันในคราวเลือกตั้ง

เมื่อทุกคน ทุกพรรคการเมือง เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นประการใดทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
คนที่ชนะก็เข้าไปทำหน้าที่ คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ เมื่อรวมคะแนนเสียงทั้งหมด ใครได้มากกว่า คนนั้น ฝ่ายนั้น ก็เข้าไปทำหน้าที่บริหาร ควบคุมเสียงข้างมากในสภาเอาไว้ อีกฝ่ายที่ได้คะแนนน้อยกว่าถือเป็นเสียงข้างน้อย มีไว้คอยควบคุมฝ่ายเสียงข้างมาก

กติกาประชาธิปไตยมีไว้ให้ทุกคนเคารพ ไม่ใช่มีไว้ให้คนละเมิดกฎหมาย มีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้เพื่อละเมิด เพื่อดื้อแพ่ง

เมื่อเป็นรัฐบาล มีตำแหน่งแห่งหนในคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประเทศประชาธิปไตยจะต้องให้ความเคารพ ไม่ละลาบละล้วง ทำอะไรเป็นการดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยาม นั่นคือการไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพการเลือกตั้ง ไม่เคารพทุกอย่างที่ก่อให้เกิดตำแหน่งเหล่านี้ขึ้นมา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช มีกลุ่มคนที่เรียกว่า พันธมิตรฯ มาต่อต้าน จนไม่สามารถทำการทำงานได้

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วประเทศ ว่าเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายชัย ชิดชอบ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง จึงดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้
ถ้าไม่ชอบ นายชัย ชิดชอบ เป็นการส่วนตัว ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะขับไล่ เพราะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ

คนใต้เองก็เคยดำรงตำแหน่งนี้อย่างน้อย 2 คน คือ นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคราว 2 คนนี้ดำรงตำแหน่ง ท่านจะไปไหนมาไหนทำหน้าที่ของท่านทั่วประเทศไทย ไม่มีใครหน้าไหนออกมาขับไล่ เพราะ คนไทยเขาทราบดีว่าตำแหน่งนี้มีเกียรติ จะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แล้วต้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

ไม่เข้าใจว่าขณะนี้บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว ความก้าวร้าวเกะกะระราน แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดินไทย การกระทำของคนเพียงไม่กี่คนทำให้คนไทยมองไปยัง “นครศรีธรรมราช” มองไปยังภาคใต้ ด้วยความรู้สึกหดหู่ รู้สึกสมเพชเวทนากับการกระทำที่แสดงถึง “ความเป็นอันธพาล” ก่อกวนไม่เลือกที่ แสดงถึงภูมิปัญญาที่ต่ำทรามของพวกเขา ผมไม่อยากเห็นพี่น้องคนไทยไม่ว่าภาคไหนจังหวัดไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ มันอับอายเขา

ถ้ามีคนคิดว่า ถ้าภาคใต้ทำได้ หากนักการเมืองภาคใต้ไม่ว่าผู้ใดขึ้นไปทำงานภาคอีสาน ทางเหนือบ้าง แล้วเจอการต่อต้านเช่นนี้ ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ว่าความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นการตอบแทนก็ได้

สงครามแบ่งพรรคเป็นเรื่องธรรมดา แต่สงครามแบ่งภาคมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

จึงขอเรียกร้องให้คนใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่การกระทำของคนใต้ทั้งหมด

และอยากขอถาม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ทุกคนว่า ท่านเห็นด้วยกับการกระทำของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ หรือไม่

หรือว่าท่านจะนิ่งเสีย ไม่เดือดร้อนอะไร

หากไม่ตอบคำถามนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องรับกรรม เพราะภาคนี้เป็นของพวกท่าน ท่านสามารถควบคุมได้

ท่านจะไม่รู้เลยหรือว่าใครเป็นคนทำ

หรือว่าท่านไม่กล้าพูด เพราะเรื่องมันจุกอยู่ในคอท่าน

ไม่กล้าพูด ไม่ว่าอะไร แต่อย่าอยู่เบื้องหลังเสียเองล่ะ...

'จงรัก' เรีกยถกเครียดยัน 28 วันสั่งล้างบางม็อบโกเต็กซ์


รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมเครียด เตรียมสั่งซัดคดีม็อบมารยึดสุวรรณภูมิ เผยสั่งอัยการฟ้องกบฎบุกยึดทำเนียบแล้ว ยันไม่เกิน 4 สัปดาห์ออกหมายจับได้แน่ ย้ำไม่มีการเมืองเข้าแทรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอาการศสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้ในส่วนของการบุกรุกทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาแกนนำทั้ง 9 คน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏโดยมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล ซึ่งได้สรุปสำนวนและส่งฟ้องต่ออัยการแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนคดีการบุกยึดท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง มีการสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 300 ปาก คดีมีความคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว คาดว่าอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์จะสามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก 2 หน่วยงาน คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะยื่นฟ้องกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท และการบินไทย ที่กำลังจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 18,000 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจำเป็นจะต้องรอนำคำฟ้องเหล่านั้นมาประกอบสำนวนการสอบสวน เพื่อจะทราบถึงพฤติกรรมและค่าเสียหายทั้งหมดด้วย โดย พล.ต.อ.จงรัก ยืนยันว่า จะดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐานกับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน และไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของตำรวจอย่างแน่นอน

คำถามต่อรัฐบาลบงการโดยทหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์
องค์กรเลี้ยวซ้าย

1. รัฐบาลจะนำแกนนำพันธมิตรฯ มาขึ้นศาลกรณีการละเมิดกฎหมายและการสร้างความเสียหายในการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานา ชาติอย่างไร? จะมีการจับคุมการ์ดพันธมิตรที่พกและใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะอย่างไร? จะมีการจับคุมพันธมิตรที่ขโมยปืนและเครื่องคอมพิวเตอร์จากทำเนียบรัฐบาล อย่างไร? และจะดำเนินการอะไรกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำในการยึดสนามบิน?

2. รัฐบาลจะลงโทษผู้บัญชาการทหารที่ละเลยหน้าที่ในการปกป้องสนามบินอย่างไร? จะลงโทษผู้บัญชาการทหารที่ละเมิดรัฐธรรมนูญโดยการเข้ามาแทรกแซงการ เมืองอย่างไร? รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทหารเพื่อนำประชาธิปไตยเต็มใบกลับมาหรือไม่? หรือรัฐบาลนี้เป็นเพียง “นอมมินี” ของทหารเผด็จการ?

3. ถ้ารัฐบาลไม่กระทำอะไรตามข้อหนึ่งและสอง รัฐบาลยังอ้างได้ไหมว่าปกป้องกฎหมายและนิติรัฐ?

4. รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในการปกป้องคนจนจากวิกฤตเศรษฐกิจ? มีมาตรการอะไรในการปกป้องค่าจ้างสวัสดิการ? มีมาตรการอะไรในการสร้างงาน? มีมาตรการอะไรในการปกป้องประชาชนจากการถูกเลิกจ้าง? จะมีการยกเลิกภาษีมูลค้าเพิ่มและเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวยหรือไม่? หรือจะใช้นโยบายเก่าๆ ในรูปแบบ “วินัยทางการคลัง” และบอกให้คนจนกลับบ้านไปพึ่งครอบครัวและพอเพียง อย่างที่เคยเสนอในวิกฤตปี ๔๐?

5. รัฐบาลจะทำลายระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า(บัตรทอง)โดยเริ่มเก็บค่ารักษาพยาบาล ใช่ไหม? หรือจะปรับปรุงคุณภาพของการรักษาพยาบาลฟรีอย่างถ้วนหน้า โดยเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย?

6. ในฐานะที่รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย รัฐบาลจะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนภายในหนึ่งปีหรือไม่?

7. รัฐบาลจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและก่ออาชญากรรมในกรณีตากใ
บ การหายไปของทนายสมชาย และสงครามปราบยาเสพติด ฯลฯ อย่างไร? หรือรัฐบาลไม่สนใจปกป้องสิทธิมนุษยชน?

8. รัฐบาลจะปกป้องและขยายสิทธิเสรีภาพของสื่อสาธารณะ โดยการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงในสื่อ ให้เท่ากับกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างไร? หรือจะเพิ่มการควบคุมสื่อและการเซ็นเซอร์สื่อในลักษณะเผด็จการ?

9. รัฐบาลจะยกเลิกการคุมสื่อและการหารายได้อย่างคอร์รับชั่นของทหาร ผ่านการคุมสื่อและรัฐวิสาหกิจหรือไม่?

10. รัฐบาลจะยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบและวิจารณ์ศาลตามป
ระเพณีประชาธิปไตยสากลหรือไม่? หรือรัฐบาลจะเดินหน้าปกปิดสิทธิเสรีภาพมากขึ้น?

คำถามเหล่านี้ประชาชนชาวไทยจำนวนมาก และประชาคมโลกรวมถึงสื่อต่างประเทศกำลังรอฟังคำตอบ

13 มกราคม, 2552

ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ!

"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. "
Adolf Hitler, Mein Kampf "Why the second reich collapse"

"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า "เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย"


เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ
เคย สงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้

นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ




บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์
ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหดม ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า "น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน" แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน
สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า " นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์"
หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์
หนสองเริ่มลังเล
หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ
หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ
แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ "เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง"
หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ
หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป "นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า"
ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า "ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ"
แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น......

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า



"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ

"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"

การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง
เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น


ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเล

5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า "If you don't be aside with America, you are with terrorrist."

ใน โลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ



แต่ การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน
เช่น นาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,
ฏอลิบันอ้างกุรอ่าน ว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น

7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี....
ยิ่ง ใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ"



ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ

ปกติ หน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป
รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว
กลาย เป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เอง
รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตาม

เอ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560

.................................................................................................................................................................................

การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว
คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ
คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน
คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว
และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น

War is Peace
Freedom is Slavery
Knowledge is Ignorance

Big Brother is Watching You!



ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน

อ้างอิง

กิติมา สุรสนธิ. การสื่อสารสาธารณมติ. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.
http://en.wikiquote.org
http://en.wikipedia.org/wiki/Propaganda
http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/nazprop.html