CBOX เสรีชน

12 สิงหาคม, 2552

พระราชินีให้ศิลปินพันธมิตรเข้าเฝ้าฯ ถวายพระสาทิสลักษณ์วันแม่ ตรัสชื่นชมตี๋ชิงชัย"เก่งมาก"


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการASTV
12 สิงหาคม 2552

เวบไซต์ผู้จัดการASTVนำเสนอข่าวเรื่อง พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระ บรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลนอมินีระบอบ ทักษิณเมื่อปี 2551 ในเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาและลานพระ บรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูป ขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้กล่าวหาใส่ร้ายนายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อ ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว


นักวิชาการดังตั้งกระทู้แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ แสดงความคิดเห็นในบอร์ดประชาไท หัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวนี้ แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ ผมอ่านข่าวนี้ ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่เห็นข่าวในลักษณะนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

ผม ขอย้ำก่อน ว่า โดยส่วนตัว ผมเห็นใจและเสียใจแทนคุณ "ตี๋" ที่พิการนะครับ ไม่ว่าในแง่การเมือง ผมจะเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คุณตี๋เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพันธมิตร เช่นเดียวกับกรณี "น้องโบว์" เสียชีวิต ผมไม่ชอบเห็นการตาย การบาดเจ็บ พิการ ไม่ว่าฝ่ายไหน ซี่งผมแยกออกจากความไม่เห็นด้วยต่อการเมืองของพวกเขา

แต่ ผมก็ยังแปลกใจที่ สมเด็จฯทรงโปรดเกล้าฯให้ คุณตี๋ และภรรรยา เข้าเฝ้าฯถวายภาพ ในครั้งนี้ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจนั้น คงยากจะเรียกว่า เป็นเรืองที่ไม่มีนัยยะในเชิงทางสังคมหรือการเมืองเลย เพราะท่านคงไม่สามารถโปรดเกล้าฯให้ ทุกคนที่บาดเจ็บพิการ เข้าเฝ้าได้ พูดอีกอย่างคือ นี่คงต้องเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นเฉพาะกรณีพิเศษ

ผมก็เลยแปลกใจน่ะครับ


ส่วนประโยคที่ "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ที่ตั้งเป็นชื่อกระทู้ คงพอจำได้ว่า เอามาจากคำบอกเล่า คุณจินดา พ่อ"น้องโบว์" ทีว่า สมเด็จฯทรงมีรับสั่งกับครอบครัวน้องโบว์อย่างไรบ้าง ในวันที่ 13 ตุลาคม ปีกลาย

ทั้งนี้ข่าวในวันดังกล่าวเวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงชม “น้องโบว์” เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีรายละเอียดตอนหนึ่งในข่าวว่า

นาย จินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดา นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบว์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชม ว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนได้กราบทูลฯกลับไปว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา นอกจากนี้ท่านยังตรัสอีกว่า "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร"


ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมกษัตริย์ของสเปญจึงทรงต่อต้านการรัฐประหาร

พระบารมีปกเกล้า-กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส แห่งราชอาณาจักรสเปญ ทรงแถลงทางโทรทัศน์ไม่สนับสนุนการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 และทรงเรียกร้องให้กองทัพ และประชาชนร่วมมือกันปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

โดย Pegasus
11 สิงหาคม 2552

Thai E-news

รัฐ ธรรมนูญสเปญในส่วนของพระมหากษัตริย์นั้นกำหนดไว้ว่า ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรงต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่า พระองค์จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน



ในข้อ เขียนของผู้ใช้นามปากกาว่า socialism ได้ยกประเด็นที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ของสเปญทรงแสดงพระองค์ไม่สนับสนุนการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร ทำให้การรัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว และทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นรุ่งเรืองในประเทศ สเปญนับแต่นั้นมา ในความคิดคำนึงของ socialism ดูเหมือนจะมีความรู้สึกว่าในประเทศอื่นๆที่มีระบอบการปกครองคล้ายคลึงกัน นั้น พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยพระองค์อื่นจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจใน ลักษณะเดียวกันได้หรือไม่

ก่อนอื่นขอนำข้อเขียนของ socialism เฉพาะที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ทรงยุติการยึดอำนาจด้วยพระองค์เองดังนี้

ฯลฯ
การ ก่อการร้ายของกลุ่ม ETA ที่เรียกร้องเอกราชแก่แคว้นบาสก์ วิกฤตเศรษฐกิจ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับแคว้นปกครองตนเอง ตลอดจนกรณีเหล่าขุนศึกสมัยฟรังโก้ไม่เต็มใจปรับตัวตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่ ประชาธิปไตย ปัจจัยเหล่านี้เป็นชนวนให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อระบอบฟรังโก้คิดก่อ การรัฐประหาร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑

ในขณะที่ Leopoldo Calvo Sotelo นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังแถลงนโยบายต่อสภาโดยมีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์ กองกำลังทหารราว ๒๐๐ นายนำโดยพันโท Antonio Tejero ได้เข้ายึดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเอาปืนยิงขึ้นฟ้าและสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสภาหมอบลงกับพื้น

ความ ตั้งใจเดิม คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งมีพลเอก Alfonso Armada อดีตเลขานุการของฆวน คาร์ลอส เป็นมันสมอง และพันโท Antonio Tejero เป็นฝ่ายคุมกำลัง ต้องการยึดอำนาจและจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อความสมานฉันท์” เพื่อจัดการปัญหาก่อการร้ายของกลุ่ม ETA โดยเชิญชวนนักการเมืองระดับแกนนำทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเป็นรัฐมนตรี

แต่ พันโท Antonio Tejero รับไม่ได้กับโผรายชื่อที่มีฝ่ายซ้ายรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายคน ในระหว่างการเจรจาต่อรอง พันโท Antonio Tejero ก็ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจทันที จากนั้นไม่นาน พลโท Jaime Milans del Bosch แม่ทัพภาคที่ ๓ ก็นำกองกำลังออกมาบนท้องถนนในเมืองบาเลนเซียและประกาศกฎอัยการศึก

ราว สามทุ่ม โฆษกคณะรัฐประหารแถลงว่ากำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การสนับสนุนของ กษัตริย์ ตี ๑ ของวันถัดไป การแทรกแซงทางการเมืองครั้งสำคัญของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์สเปนก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจแถลงผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ไม่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้และเรียกร้องให้กองทัพและประชาชนร่วมมือกัน ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘

พระองค์ยืนยันว่าทหารมีหน้าที่ ป้องกันรัฐบาลที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่มี เงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น เมื่อขาดแรงสนับสนุนจากฆวน คาร์ลอส รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าร่วมกลายเป็นกบฏโดนลงโทษจำคุก โดยเฉพาะแกนนำอย่างพลเอก Alfonso Armada และพันโท Antonio Tejero ศาลตัดสินให้จำคุก ๓๐ ปี
ฯลฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2008, 09:55:13 AM โดย Socialism »


ประเทศสเปญ เป็นประเทศที่อยู่ในระบอบการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมานาน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาเมื่อเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิตที่จำเป็นสำหรับการทำมาหา กินและการทำธุรกิจสมัยใหม่ของประชากรภายในประเทศแล้ว การทำให้ผ่านพ้นระบอบเผด็จการจึงกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สเปญก็ไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อ กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงเห็นว่าการกลับไปสู่การใช้อำนาจเผด็จการอีก จะทำให้ประเทศล้มละลาย พระองค์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ทรงสนับสนุนวิถีทางเช่นนี้เป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญของสเปญและประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศได้มีการ บัญญัติในประเด็นสำคัญที่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิบัติพระองค์เช่นไร สำหรับการรักษาและจรรโลงระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็น เหตุผลสำคัญที่ทำให้กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงออกมาต่อต้านการยึดอำนาจในครั้งนั้นและทำให้ความพยายามยึดอำนาจเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยไปเป็นระบอบเผด็จการไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก ต่อไปในสเปญ โดยเหตุผลดังกล่าวมีบัญญัติไว้ดังที่คัดเลือกมาจากรัฐธรรมนูญของสเปญแล้วโดย จะขอแสดงภาษาอังกฤษไว้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนจากนั้นจะอธิบายความใน ภายหลัง ดังนี้

Spain - Constitution
Title II The Crown
Article 56 [Head of State]


(1) The King is the Head of State, the symbol of its unity and permanence. He arbitrates and moderates the regular functioning of the institutions, assumes the highest representation of the Spanish State in international relations, especially with the nations of its historical community, and exercises the functions expressly attributed to him by the Constitution and the laws.

(2) His title is that of "King of Spain" and he may use the others which belong to the Crown.

(3) The person of the King is inviolable and is not subject to responsibility. His acts shall always be in the manner established in Article 64 and shall lack validity without that countersignature, except as provided for by Article 65 (2).

Article 61 [Oath]

(1) The King, on being proclaimed before the Parliament, will swear to faithfully carry out his functions, to obey the Constitution and the laws and ensure that they are obeyed, and to respect the rights of citizens and the Autonomous Communities.

(2) The Prince heir, when coming of age, and the Regent or Regents when they assume their functions, will swear the same oath as well as that of loyalty to the King.
Article 62 [Competences]

It is incumbent upon the King:

a) to approve and promulgate laws;
b) to convoke and dissolve the Parliament and to call elections under the terms provided for in the Constitution;
c) to convoke a referendum in the cases provided for in the Constitution;
d) to propose the candidate for the President of the Government and to appoint him, or when required, to terminate his functions under the terms provided in the Constitution;
e) to appoint and dismiss the members of the Government at the proposal of its President;
f) to issue the decrees approved in the Council of Ministers, confer civilian and military positions, and award honors and distinctions in accordance with the law;
g) to be informed of the affairs of state and for this purpose preside over the sessions of the Council of Ministers when he
deems it appropriate at the request of the President of the Government;
h) to exercise supreme command of the Armed Forces;
i) to exercise the right of clemency pursuant to a law, which cannot authorize general pardons;
j) to be the High Patron of the Royal Academies.

Article 64 [Countersignature]

(1) The actions of the King shall be countersigned by the President of the Government and, when appropriate, by the competent ministers. The nomination and appointment of the President of the Government and the dissolution provided for in Article 93 shall be countersigned by the President of the House of Representatives.

(2) The persons who countersign the acts of the King shall be responsible for them.


กฎหมายรัฐธรรมนูญสเปญที่เลือกมานี้ จะปรากฎในรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น มีผิดแผกแตกต่างกันก็เพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน

ก็ เนื่องจากรัฐธรรมนูญของไทยทุกครั้งมาจะร่างโดยนักกฎหมายคนเดิมๆหรือกลุ่ม เดิมๆที่ไม่ได้เป็นการร่างขึ้นจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แม้แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ก็ตามที

โดยเฉพาะในหมวดสำคัญได้แต่ เรื่องของระบอบการปกครองทั้งที่เกี่ยวกับอำนาจของประชาชนและสถาบันพระมหา กษัตริย์ แต่เนื่องจากเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความนี้จึงเพียงแต่นำมาพูดถึง ให้ระลึกได้เท่านั้น

เฉพาะในส่วนของพระมหากษัตริย์สเปญนั้น ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด รวมถึงการเคารพต่อสิทธิของพลเมืองและชุมชนที่เป็นอิสระในการปกครองตนเอง

และ แม้ว่ากษัตริย์ของสเปญจะมีการระบุไว้ชัดเจนว่าทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่า นั้นแต่ก็ทรงได้รับมอบหมายพระราชกรณียกิจหลายประการเหมือนประเทศอื่นๆที่ เป็นระบบ constitutional monarchy ไม่ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นแบบของอังกฤษและญี่ปุ่นที่จะไป ในทาง limited monarchy มากกว่า

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ ทุกการกระทำของพระองค์จะต้องมีนายกรัฐมนตรี(หัวหน้าฝ่ายบริหาร) หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงนามร่วมด้วยและรับผิดชอบแทนพระองค์ในกิจกรรม นั้นๆ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาต้องมีลายมือชื่อของประธานรัฐสภากำกับ ด้วยเสมอ

ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงรายมือชื่อร่วมในทุกพระราชกรณียกิจไม่ว่าจะทรงงานใดๆก็ตาม ก็เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงพ้นจากการว่าร้ายและการกล่าวโทษ โดยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานรัฐสภาจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน ในขณะเดียวกันถ้าพระมหากษัตริย์ทรงงานหลุดออกไปจากวิถีทางของประชาธิปไตย หรือนโยบายของรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็จะไม่ลงชื่อร่วมทำให้การนั้นๆเป็นโมฆะไม่มีผล อะไร เป็นหลักประกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และจะทรงงานตามความต้องการของประชาชน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะถูกตรวจสอบโดยฝ่ายค้านใน รัฐสภา และอาจถูกลงโทษทางการเมืองได้หากดำเนินการไม่ถูกต้อง การทักท้วงจากฝ่ายการเมืองต่อพระมหากษัตริย์ในเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกัน จึงเกิดขึ้นได้และเป็นทางออกที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้ยืนนานตาม ความเห็นของคนยุโรป

ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรง ต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่าพระองค์จะเคารพต่อรัฐ ธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน

ส่วนคำถามต่อไปคือพระมหา กษัตริย์ในประเทศอื่นๆจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบก็คงจะเป็นที่ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ มีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบเดียวกันมาก น้อยเพียงใด

ถ้ารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราช กรณียกิจต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์พระองค์ใดก็คงจะทรงงานเช่นเดียวกับกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส เพราะปกติพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่เคยคืนคำ เป็นราชประเพณีของทุกๆประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้น socialism ผู้เขียนบทความข้างต้นก็ควรไปศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆว่าได้มีการ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ก่อนขึ้นครองราชต้องให้คำสัตย์ ปฏิญานที่จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อหน้าประชาชนได้แก่ รัฐสภาไว้ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญของสเปญยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายประการ โดยเฉพาะสเปญเป็นประเทศที่อาจถือได้ว่ามีระบอบการปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน สมควรที่จะได้ทำความเข้าใจกับเรื่องของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ลงในประเทศนี้

นอกเหนือจากพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เข้มแข็ง และเป็นแบบอย่างสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขไว้อย่างดียิ่ง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้
00000000
อ่านบทความเกี่ยวข้อง:
-บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
-เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

จับตาอภิสิทธิ์ .. จะตายแบบ active หรือ passive euthanasia !!!


โดย คุณ เรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพโดย Ingrid jousta
11 สิงหาคม 2552

Euthanasia หมายถึงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ที่ไม่มีหนทางพ้นไปจากความตายได้ โดยการช่วยเหลือของผู้อื่น หรืออาจเรียกเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) คือ เป็นรายการที่ผู้ป่วยยินยอมให้ผู้อื่นฆ่าโดยความเมตตา...

ผมคิดถึง เรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อมองไปยังรูปภาพของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาสถานการณ์รวมๆ ผมยังมองไม่เห็นทางรอดของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพร่ำบ่นเช้า-ค่ำว่า รู้สึกพึงพอใจต่อผลงานของตัวเองก็ตาม ...

ผม ว่าในตอนนี้ น่าจะมีบางฝ่ายเริ่มคิดบ้างเหมือนกันว่า อย่าได้ไปขับไล่รัฐบาลชุดนี้เลย ปล่อยท่านเอาไว้เถอะ เพราะไงๆเ ฉาคาต้น ไร้ปัญญาจะอยู่อย่างมีผลงาน หรือไปแก้ไขปัญหาอะไรใดๆ ให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้?

ฟัง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ท่านให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จะทรุดตัวหนักกว่าครึ่งปีแรก และแถมครึ่งปีแรกของ 2553 ยังจะหนักหน่วงกว่าครึ่งปีหลังของ 2552 นี้อีก ...เพราะพิจารณาโดยภาพรวม ก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเ ศรษฐกิจจะฟื้นตัว ... แล้วเศรษฐกิจไทยในยุคเด็กๆ ดู ยังไม่ดิ่งถึงพื้นด้วยซ้ำไป?

ลองคนระดับ “ดร.โกร่ง” พูดออกมาอย่างนี้ ใครๆ รับฟังแล้วก็ชักหนาวหัวใจสั่นยะเยือกทั้งนั้นครับ?

การ ส่งออกก็ติดลบมาเรื่อยๆ ติดคามาต่อเนื่องร่วม 9 เดือนเข้าไปแล้ว ทั้งเชื่อว่า ครบปี เห็นจะติดลบเข้าไปอีก ยิ่งเป็นตัวเลขของการนำเข้า มันลดต่ำเสียยิ่งกว่าตัวเลขส่งออก ...ครับ ... เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจน ถึงสภาวะของการตกต่ำในการผลิตที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก ซ้ำสินค้าส่งออกภาคการเกษตรก็ ลดลงเรื่อยๆ ด้านภาคการลงทุน แทบจะไม่มี ส่วนการท่องเที่ยวซึ่งถูกกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศไทย แถมถูกบดบี้ด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ นี่เป็นผลกระทบสำคัญในบัญชีเดินสะพัด ...หนักทั้งนั้น!

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สวนทางกับความจริงชุดเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เหวี่ยงแถลงไปอีกข้าง ...

เมื่อ ต้นเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรียังบอกว่า งานวิจัยอย่างน้อย 3 ชิ้น ยืนยันความจริงว่า ในครึ่งปีหลัง 2552 เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้น?

ครับ... ลองรับฟังดู แต่ส่วนตัวนั้น ผมมีคำถามกึ่งโน้มไปข้างไม่เชื่อ เหมือนอย่างตัวเลขของคนว่างงาน ซึ่งรัฐบาลประเมินเอาไว้ที่ 800,000 คน แต่ยังเห็นคุณศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองตัวเลขแตกต่างไปลิบลับ เห็นว่า ถ้าหากใช้วิธีการประเมินตามมาตรฐานสากล ตัวเลขคนว่างงานอาจเป็น 6 ล้านคน!

ปัญหา เศรษฐกิจ ยังมีมุมถกได้อีกแยะนัก ล้วนเห็นต่างไปจากรัฐบาล ผมคิดว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์กำลังเดินทางมาถึงจุดโค้ง ที่ท้ารบกับความเป็นและตายเข้าแล้ว

เรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นของจริงทางปฏิบัติ คงมิอาจใช้สงครามข่าว หรือวาทกรรมเข้ามากลบได้ มักแตกต่างไปจากความขัดแย้งเรื่องแง่มุมกฎหมาย หรือการเมือง ตรงนั้นความชำนาญการ หรือสไตล์การเมืองแบบโต้วาที ช่วยได้ ... ปัญหาในเชิงนามธรรมนั้น ย่อมพลิกลิ้น แถกไถหาเหตุผลไปได้ง่ายๆ

แต่ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องคือรูปธรรมของจริงทางปฏิบัติ เหมือนอย่างเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สภาวะเงินฝืด ระบบการเงินเข้าสู่กับดักสภาพคล่อง คือมีสภาพคล่องในระบบ แต่ไม่มีใครใช้ หรือใช้ไม่ได้? ...

ผมไม่เชื่อว่า ของจริงภาคปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้ อาจไม่จำเป็นออกแรงไล่มากนัก สำหรับรัฐบาลศักยภาพแบบนี้ ต่อให้เป็นชนิดอย่างหนา ก็อยู่ไม่ได้แน่นอน ... เอาให้ถึงเวลานั้น ประชาธิปัตย์มีสิทธิเหี่ยวเฉาคาต้น ตายซากจริงๆ จนไม่มีสิทธิฟื้น

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสิทธิเรื่อง Right to life หรือ The Right to die อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า ควรเลือกรักษาพรรคเอาไว้ หรือจะยอมสิ้นสภาพตายตามไปกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...

เชื่อว่านี่เป็นการบ้านใหญ่ คนในประชาธิปัตย์เอง ก็ชักจะถกกันหนักแล้ว ไม่มีใครไม่กลัวหรอกครับ มัจจุราชกวักมือโบกไหวๆอ ยู่เบื้องหน้า?

คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้ ยังไงก็ตายเด็ดๆ เพียงแต่จะเป็นแบบ Active Euthanasia คือมีคนลงมือฉีดยาให้ตาย หรือจะเป็นแบบ Passive Euthanasia ไม่ได้ฉีดยาให้ตาย ปล่อยให้ตายไปเอง โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ...

คุณอภิสิทธิ์จะเลือกแบบไหนก็เชิญตามสบายเถอะครับ?

หรือจะพ่วงเอาพรรคตายตามก็ยังได้... เชิญ? ถึงจุดนั้นแล้ว อาจต้องร้องโวยวายกันว่า ช่วยไล่หน่อยเถอะ ฉันอยากไปเต็มทีแล้วโว้ย!!

ดูมันทำ!แมงสาบเลขากรณ์ถ่อยใส่Facebookแม้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2552

คนประ ชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเคยมีวีรกรรมยัดไส้ส่งข้อความSMSเข้าไปรบกวนชาวบ้านทั่วประเทศช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯหมาดๆ จนนำมาสู่การออกกฎหมายห้ามส่งSMSขยะมารบกวนชาวบ้าน ได้สร้างวีรกรรมใหม่อีกครั้งด้วยการโพสต์ภาพตัดต่อนำรองเท้าตบหน้าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในสื่อเฟสบุ๊ค คาดหมั่นไส้แม้วที่ได้รับการโหวตขึ้นเป็นอันดับ1ของไทยและเอเชียแซงหน้าลูก พี่มาร์ค


ผู้เล่นในเฟสบุ๊คแจ้งข่าวว่า ในfacebookของคุณทักษิณมีคนๆ นึงท่าทางจะไม่ชอบ หรือพูดง่ายๆ ว่าเกลียดคุณทักษิณโพสภาพไม่เหมาะสมลงไป เดี๋ยวดูภาพประกอบกันนะ


แล้วมีคนไปขุดคุ้ยมาอีกว่า คนที่โพสคือ Joey Tulyanond หรือ โจอี้ (http://www.facebook.com/tulyanond)หรือ นาย จิรายุ ตุลยานนท์ เลขานุการส่วนตัว นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


พอ โจอี้โพสภาพไปแล้ว ก็มีคนมา comment ถึงความไม่เหมาะสม แต่แล้วโจอี้, เลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรีกรณ์ฯ ก็กลับตอบโต้ไปว่า "You may not like what I say, but you should defend with your life my right to say it. That is the essense of democracy my friend..."


นี่คือมาตรฐาน การกระทำของคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมตามแบบแผนของพรรคประชาธิปัตย์ และคือพฤติกรรมของบุคคลที่ใกล้ชิดรัฐมนตรี พฤติกรรมแบบนี้คงไม่แปลกถ้านายโจอี้เป็นไม่มีการศึกษา หรือเป็นกุ๊ย แต่นี่โจอี้เป็นคนการศึกษาดี และที่สำคัญ คือเป็นถึง "เลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ฯ" สงสารประเทศชาติที่คนใกล้ชิดรัฐมนตรีมีพฤติกรรมเช่นนี้


ป.ล. โจอี้คนนี้คือเจ้าของไอเดียที่ส่ง SMS เข้ามือถือในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกใหม่ๆ ( อ่านลิ้งค์ข่าวเกี่ยวข้อง คลิ้ก)

ข้อมูลของโจอี้ ในface book

เพศ:ชายวันเกิด:25 กรกฎาคม 1976
บ้านเกิด:Bangkok, Thailand
มุมมองด้านการเมือง:Democrat Party (Thailand)
ศาสนา:Religion is the opiate of the masses

ข้อมูลส่วนบุคคล
รายการทีวีโปรด:West Wing, Heroes, Roots, 60 Minutes
หนังสือโปรด:The Lexus and the Olive Tree, Free to Choose, Humanure Handbook


การศึกษาและการทำงาน

บัณฑิตวิทยาลัย:Johns Hopkins - SAIS '02 MA, SE Asia Studies
มหาวิทยาลัย:Chulalongkorn University '99 Pol Sci
โรงเรียนมัธยม:Ruamrudee International School '95

นายจ้าง:Democrat Party (Thailand)


เพราะเก่งจึงเฮง กับชีวิตต้องสู้ของสส.การุณ โหสกุล

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

 

ชื่อ “ การุณ โหสกุล “ เป็นที่รู้จักมักคุ้นกับประชาชนทุกเพศทุกวัยในเขตดอนเมืองเป็นอย่างดีในฐานะ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)หลายสมัย แต่ที่ทำให้เป็นรู้จักกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนกลายเป็นเอกลักษณ์กล่าวขานไปทุกหย่อมหญ้าทั่วผืนแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2551  ในฐานะที่เขาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน  โดยได้ก่อเหตุภายในรัฐสภาด้วยการเหวี่ยงเท้าเข้าไปตรงเป้าหมายสำคัญของนาย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและสส.พรรคประชาธิปัตย์ จนกลายเป็นคดีความฟ้องร้องต่อกันอย่างครึกโครม

 

เหตุการณ์นี้มีผู้คนมากมายที่แซ่ซ้อง สรรเสริญเขา เพราะในยามนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ชุมนุมปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาลเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช  จนทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความรู้สึกเหมือนถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อสนองความ ต้องการที่ไร้เหตุผลของกลุ่มโจรพันธมิตรฯจึงแสดงออกซึ่งความยินดีต่อการ กระทำของนายการุณ โหสกุลในครั้งนั้น  แต่สำหรับฝ่ายตรงกันข้าม  ย่อมที่จะต้องประณามก่นด่าและกระทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายชื่อเสียง ภาพพจน์ของนายการุณ โหสกุลให้ป่นปี้ย่อยยับเป็นผุยผง

 

การกระทำของนายการุณ โหสกุล แม้ว่าเป็นที่น่าพอใจของผู้คนจำนวนมาก และไม่ใช่คดีร้ายแรง หรือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บเลือดตกยางออก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามปกติวิสัยอันเกิดจากอารมณ์ขุ่นมัวของผู้คนใน สังคมที่ไม่อาจอดทน อดกลั้นต่อการกระทำเยี่ยงมหาโจรของกลุ่มพันธมิตรฯเพราะก่อเหตุวุ่นวายขึ้นมา อย่างไม่รู้จักจบสิ้นสักที    การุณ โหสกุล เป็นหนึ่งในกลุ่มคนในสังคมไทยที่สะสมความรู้สึกขุ่นมัวแบบนี้ จึงต้องแสดงออกมาตอบโต้อย่างเปิดเผย  แต่แน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสมด้วยฐานะของการเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แต่ทว่าฝ่ายตรงกันข้าม ได้โหมกระหน่ำ โจมตีนายการุณ โหสกุล แบบสาดเสียเทเสีย จนทำให้จริงกลายเป็นเท็จและเท็จกลายเป็นจริง

 

สื่อมวลชนจากค่ายผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล โจมตีเขาอย่างรุนแรง ด้วยการใช้ถ้อยคำเรียก การุณ ว่า เป็น   สส.ถ่อย บ้าง เป็นนักเลงหัวไม้ บ้าง กระทั่งพยายามขุดคุ้ยหาเรื่องราวของเขาแบบจับแพะชนแกะ นำเสนอเรื่องราวของการุณในลักษณะเป็นเพียงข้อมูลด้านเดียวที่เต็มไปด้วยอคติ

 

เขาตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองระดับ ชาติ ลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2548 แต่ต้องถูกพิษภัยเล่ห์กลสกปรกเล่นงานตัวเขาอย่างหนัก จนคู่ต่อสู้ของเขานางจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ จากพรรคชาติไทยได้รับการเลือกตั้งไปอย่างง่ายดาย เพราะการุณถูกเตะตัดขาไปเสียก่อน

 

การุณ  ถูกกระหน่ำ ถูกโจมตี อย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม เขาถูกบิดเบือนความจริงและถูกให้ร้ายป้ายสี จนไม่มีโอกาสที่จะพูดความจริงให้สังคมได้รับรู้แม้แต่เศษเสี้ยวหนึ่งของ เรื่องจริงทั้งหมด เป็นความเจ็บปวดบาดลึกอยู่ภายในใจของลูกผู้ชายที่ชื่อการุณ โหสกุล แต่เขาสะกดความรู้สึกเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี ไม่ออกมาตอบโต้ เพียงเพื่อที่จะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

 

“ผมยึดมั่นความจริง เพราะความจริง คือความจริง  ความดีคือความดีจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งความจริงย่อมปรากฏ ความดีย่อมชนะความชั่ว  ผมจะเอาชนะความเท็จด้วยความจริงและด้วยความดีเท่านั้นด้วยการรอคอยให้ถึง เวลานั้นเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงที่ใช้ได้เสมอ” การุณกล่าว

 

เวลาผ่านพ้นมาแล้ว ได้พิสูจน์ความจริงที่เป็นตัวตนของเขาอย่างถูกต้องชัดเจนแล้วว่าเขาคือ ผู้บริสุทธิ์ และด้วยความเก่ง เขาจึงเฮงได้จนถึงทุกวันนี้  เพราะด้วยความอดทน อดกลั้น เขาจึงยืนหยัดอยู่ได้อย่างทระนงองอาจบนถนนสายการเมือง วันนี้การุณ โหสกุลคือนักการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังก้าวเดินสู่ความสำเร็จใกล้แค่เอื้อม มือถึง

 

 

จากรากหญ้าสู่รากไทร

การุณ โหสกุล เกิดวันที่ 4 ธันวาคม 2510 (ปัจจุบันอายุ 42 ปี) บิดาคือ นายสมพรรษา โหสกุล (เสียชีวิตแล้ว) มารดา นางสุบรรณ ถนัดทาง มีพี่ชาย 1 คน คือ นายสุริยา โหสกุล ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ก.เขตดอนเมือง มีพี่สาว 1 คน แต่งงานอยู่กับนางรัชดาวรรณ เกตุสะอาด (โหสกุล) อดีต ส.ก.เขตดอนเมืองแล้ว โดยมีบุตรด้วยกัน 2 คน  จบการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โรงเรียนเทคนิคธุรกิจบัณฑิต

การุณ โหสกุล  เติบโตและใช้ชีวิตอย่างโชกโชนในชุมชนเขตดอนเมืองที่ทำให้เขากล้าพูดด้วยความ ภาคภูมิใจว่าเขาคือคนท้องถิ่นพันธ์แท้ในฐานะที่เป็นลูกหลานของคนในชุมชน ดอนเมืองจนสามารถเดิน-เข้าออกตามตรอกตามซอยได้คล่องแคล่ว เขาจึงรู้เรื่องราวความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของชุมชนดอนเมืองเป็นอย่างดี  แม้ว่าในบางช่วงขณะตัวเขาต้องออกห่างไปจากชุมชนแต่ทว่าเขามักจะไป-มาหมุน เวียนใช้ชีวิตอยู่กับชุมชนในเขตดอนเมืองอยู่เสมอ

การุณ ไม่ได้กำเนิดมาจากตระกูลร่ำรวยมากนัก เพราะความยากจนนี่เองทำให้การุณใช้ชีวิตต่อสู้ดิ้นรนทุกรูปแบบ อาชีพแรกเมื่อการุณอายุ 22 ปีที่เขากล้าประกาศให้สังคมรับรู้ก็คือ  มอเตอร์ไซด์รับจ้าง  ซึ่งมีรายได้ดำรงชีพน้อยมากจนแทบกระอักเลือด แต่ทว่าการุณนั้นมีความใฝ่ฝันแน่วแน่ เขาทำงานหนัก ไม่ย่อท้อ ตื่นแต่เช้าและทำงานขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างยาวนานชั่วโมง โดยใช้เงินอย่างประหยัด อดออม แต่ทว่า เขาไม่เคยหยุดนิ่งที่จะแสวงหาถึงความก้าวหน้าในชีวิต เขาเป็นเด็กหนุ่มไฟแรง ดังนั้นเขาจึงได้มีโอกาสไป ทำงานเป็นแมสเซนเจอร์ หรือพนักงานส่งเอกสารในบริษัทส่งออก-นำเข้าแห่งหนึ่ง  

การได้มีโอกาสมาเป็นพนักงานส่งเอกสารใน บริษัทนำเข้าและส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเป็นเวลาถึง 3ปี ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาหยุดนิ่งอยู่แค่การเป็นพนักงานส่งเอกสาร แต่เขาได้เรียนรู้การดำเนินธุรกิจส่งออก-นำเข้าอย่างลึกซึ้ง เขาใช้เวลาว่างอ่านเอกสาร พิมพ์ดีด และพูดคุยเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำธุรกิจกับทุกคนในที่ทำงาน  จากการเป็นพนักงานส่งเอกสารของเขาทำให้เขาเรียนรู้วงจรธุรกิจและเครือข่าย ธุรกิจส่งออก-นำเข้าจนเชี่ยวชาญ เป็นเสมือนตำราเรียนที่ไม่มีในสถาบันการศึกษา

เขาจึงมีความเชี่ยวชาญและความรู้เป็น พิเศษในแวดวงธุรกิจนำเข้าและส่งออก จนกระทั่งมีผู้คนเข้ามาลงทุนทำธุรกิจนี้มากยิ่งขึ้น เมื่อทีมงานของบริษัทส่งออก-นำเข้าแห่งนี้เกิดสภาพการแตกตัวทางธุรกิจ  เขาจึงมีโอกาสสำคัญของชีวิตที่จะก้าวกระโดดพลิกผันชีวิตตนเอง เขากลายเป็นหุ้นส่วนและเรี่ยวแรงสำคัญของทีมงานธุรกิจที่แยกตัวออกมา  เพราะเหตุที่การุณ รู้ทุกช่องทางของเครือข่ายธุรกิจนำเข้า-ส่งออกนั่นเอง ที่นี่ทำให้ การุณ  กลายเป็นคนร่ำรวยทันตาเห็นในจังหวะก้าวของชีวิต เมื่อช่องทางการส่งออกได้ขยายตัวไปสู่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกกำลังเฟื่อง ฟู

เขาไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักธุรกิจที่ กำลังกลายเป็นคนร่ำรวย แต่ด้วยความเป็นคนใจกว้างและเอื้ออาทร เคยใช้ชีวิตที่ยากจนมาก่อน เขาจึงใช้เงินของเขาสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนในย่านดอนเมือง และกลายเป็นผู้ที่กว้างขวางและมีอิทธิพลคนหนึ่งในดอนเมือง จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ได้ชักชวนเขามาเดินบนถนนการเมืองในปี 2540

การุณ ประสพผลสำเร็จจากการได้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดอนเมือง ของพรรคชาติไทยมา ยาวนาน ซึ่งทางพรรคหวังว่าจะให้นายการุณเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรค ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งทางพรรคไม่มีตัวแทนมานาน แต่ทว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 นายการุณกลับลาออกไปสมัครเข้าพรรคไทยรักไทยแทน ทำให้ทางพรรคชาติไทยต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครในเขตนี้กระทันหัน เป็น นางสาวจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ หรือน้องแบมแทน 

การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม ของพรรคไทยรักไทยเป็นจุดเริ่มต้นที่การุณต้องเผชิญกับความสกปรกโสโครกทางการ เมือง เขาจึงถูกพิษภัยเล่กลการเมืองเล่นงานอย่างหนัก ในเรื่องวุฒิการศึกษา ดังนั้นการเลือกตั้งในปี 2548 การุณ จึงต้องหลีกทางให้กับจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่การุณไม่ได้ท้อถอยหรือยอมศิโรราบกับ ความสกปรกป่าเถื่อนของสนามการเลือกตั้ง เขายังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน พบปะอยู่กับพี่น้องประชาชนที่เป็นเสมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็กของการุณ โหสกุล จนกระทั่งการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 การุณจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การุณ โหสกุล เปิดเผยว่า เขาประทับใจในนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามยาเสพติดและการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่ทำให้คนไทยหลุดพ้นไปจากยาเสพติดและประชาชนมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข  เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันว่า เขาชื่นชอบ  มอบความรัก ความศรัทธาต่อพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และตั้งใจแน่วแน่ที่จะร่วมกับประชาชนต่อสู้ให้ให้พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กลับมาประเทศไทยให้ได้

การุณ โหสกุล  ยึดมั่นในความอดทน มุมานะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จะเอาชนะได้ทุกสิ่ง เขายังเชื่อมั่นอีกว่า หากคนเราไม่เห็นแก่ตัวและแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ   การรู้จักแบ่งปัน จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับจากประชาชนและนี่คือปัจจัยสำคัญนำมาสู่ความสำเร็จใน ชีวิตนักการเมืองของเขา

การเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและการเข้าถึง ประชาชน ทำให้ประชาชนยอมรับการุณ โหสกุลจนไม่มีใครอาจหาญจะเข้ามาเป็นคู่แข่งในสนามการเลือกตั้งทุกสนามไม่ว่า จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งในระดับชาติ

เวลาได้พิสูจน์ความจริงให้กับการุณ โหสกุล ข้อกล่าวหาทั้งหลายทั้งปวงที่มีต่อเขาทั้งในเรื่องหย่าร้างหรือทุบตีกับ ภรรยาเขาไม่ใช่ความจริง เรื่องนักเลงหัวไม้หรือเป็นอันธพาลเป็นเพียงข้อมูลด้านเดียวที่จ้องทำลายทาง การเมือง 

 เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความ โดดเด่นเป็นอย่างมาก ได้ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนและประเทศชาติอย่างจริงจัง   ด้วยผลงานรูปธรรมปรากฏอยู่ในเขตดอนเมือง บ้านเกิดของเขา  ทุกที่ทุกทางชื่อของเขาปรากฏอยู่ให้เห็นเป็นผลงาน  และด้วยผลงานประจักษ์ชัดเจนของการทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจ สอบการทำงานรัฐบาล การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง  กระทั่งการทำหน้าที่สำคัญในระดับแนวหน้าของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน สังคมไทย



26 กรกฎาคม, 2552

19 กรกฎาคม, 2552

จักรภพ เพ็ญแข:ก้าวที่ถูกและผิดของฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
17 กรกฎาคม 2552

เขา รู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ


ผมนั่งดูข่าวการช่วงชิงอำนาจในฮอนดูรัสด้วยความสนใจใกล้ชิด

เมื่อ สัปดาห์ที่แล้วเราคุยกันว่าได้เกิดการรัฐประหารเงียบกลางนครหลวงเตกูสิกัลปา ทหารเกือบ ๓๐๐ คนบุกจี้ตัวประธานาธิบดีและบังคับให้บินออกไปจากประเทศทั้งชุดนอน ประเทศทั่วโลกทั้งมหาอำนาจและไม่ใช่มหาอำนาจประสานเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ยอมรับการกระทำครั้งนี้ของฝ่ายทหารฮอนดูรัส และขู่จะต่อต้านต่างๆ นานา

ตัว ประธานาธิบดีมานูเอล เซเลน่าก็ไม่อยู่เฉย เดินสายขอความสนับสนุนไปทั่วโลก ขณะที่เขียนอยู่นี้ก็ได้ข่าวว่าอยู่ในสาธารณรัฐโดมินิกันและได้รับความสนับ สนุนเต็มที่จากประเทศนั้น

คำถามที่น่าสนใจมีอย่างน้อย ๒ ข้อคือ ๑) เราศึกษาอะไรได้บ้างจากกรณีฮอนดูรัส ๒) จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ถามเพื่อเอาคำตอบมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยนั่นล่ะครับ

ฝ่าย ประชาธิปไตยไทยได้รับประโยชน์ใหญ่อย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เมื่อทั่วโลกวิเคราะห์ถึงวิธีที่เขารวมหัวโค่นฝ่ายประชาธิปไตยในฮอนดูรัส เราก็เกิดสว่างวาบทางปัญญาขึ้นด้วย

ก่อนการรัฐประหาร มานูเอล เซเลน่าคือประธานาธิบดีที่กำลังใช้ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “การหารือสาธารณะโดยไม่มีข้อผูกพัน” หรือ “the non-binding public consultation” กำหนดให้เป็นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒

เรื่อง นี้แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ประธานาธิบดีขอถามประชาชนฮอนดูรัสว่าเราสมควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำสองหรือไม่ ถ้าประชาชนตอบว่าสนใจ ก็ยังไม่เด็ดขาด ต้องจัดการลงประชามติขึ้นในทันที หรือจะรอถามเมื่อวาระตำแหน่งของประธานาธิบดีใกล้จะสิ้นสุดลงในปลายปี ๒๕๕๒ ก็ได้

แต่เซเลน่ากำลังเป็นที่หวาดระแวง หวาดกลัว ไปจนถึงเกลียดชังของ “ฝ่ายอำมาตย์” ในฮอนดูรัสเป็นอย่างยิ่ง

เพราะนโยบายที่ค่อนมาทางสังคมนิยมขึ้นเรื่อยๆ ของเขา แถมประชาชนผู้มีรายได้ขนาดกลางและระดับรากหญ้าพอใจขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ ว่าข้าราชการระดับสูง ทหารใหญ่ ข้าราชการตุลาการ (โดยเฉพาะผู้พิพากษา) จนถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จ้องจะโค่นเขาลงทั้งนั้น เมื่อประชาชนทำท่าว่าจะต่ออายุอำนาจต่อให้เขาอีก โบราณวัตถุเหล่านี้ก็แผลงฤทธิ์ในทันที

เริ่มต้นจากฝ่ายถือปืน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฮอนดูรัสแสดงท่าทีปฏิเสธที่จะจัดกำลังพลและอุปกรณ์ ต่างๆ มาช่วยประธานาธิบดีจัดการหารือสาธารณะฯ ทั้งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่แตกต่างนักจากผู้บัญชาการทหารบกที่ปฏิเสธคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการควบคุม ฝูงชนที่ใช้ความรุนแรง ตลอดจนการคุ้มครองทำเนียบรัฐบาลและท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศ แต่ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งในฮอนดูรัสเขาไม่ต้องเกรงใจหรือเห็นแก่หน้า ใคร ไม่ต้องก่ายหน้าผากวิเคราะห์ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงถูกปลดแบบสายฟ้าแลบเป็นรายแรก

แต่ไม่ทันลงมือในรายที่สอง ศาลฮอนดูรัสกระโดดร่วมวงศ์ไพบูลย์ ออก โรงวินิจฉัยทันทีว่าคำสั่งปลดของประธานาธิบดีไม่ถูกต้องและขัดต่อรัฐธรรมนูญ สั่งให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งนายทหารผู้นี้กลับคืนสู่ตำแหน่งและอำนาจดังเดิม

จากนั้นตุลาการภิวัตน์แกก็เดินหน้าต่อ วินิจฉัยอีกว่าหากประธานาธิบดียังยืนกรานจัดการหารือสาธารณะฯ ต่อไป ให้ถือว่าประธานาธิบดีกระทำการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน แต่เซเลน่าไม่ใส่ใจใดๆ ประกาศเดินหน้าถามประชาชนต่อไปเหมือนเดิม

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารอย่างเงียบๆ ขึ้นในช่วงย่ำรุ่งของวันหารือสาธารณะฯ นั่นเอง

คน ที่ฝ่ายอำมาตย์ฮอนดูรัสเลือกขึ้นมานั่งแป้นรักษาการแทนคือ โรเบอร์โต มิเชลเล็ตติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นลำดับสองในการสืบทอดตำแหน่งอยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเกมนี้ถือเป็นไม้สอง ก็แสดงความสามารถดึงเสียงสมาชิกจำนวนมากมาสนับสนุนการแต่งตั้งตนเอง ส.ส. กลุ่มนี้ได้รับเลือกตั้งโดยตรงและไม่ใช่ฐานเสียงของประธานาธิบดี เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะตัวประธานาธิบดีก็ไม่ได้อยู่หรือไปด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ตามระบอบนี้อยู่ดี

ตัวอย่างนี้บอกเราว่า กลไกของฝ่ายอำมาตย์ที่ไหนก็ตามมักมีองค์ประกอบที่คล้ายกันเสมอ นั่นคือ

๑) กองทัพ
๒) ศาลและผู้พิพากษา
๓) นักการเมืองฝ่ายอำมาตย์




องค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำ หน้าที่เชียร์แขกอยู่แทบเท้าก็ไม่แตกต่างจากรัฐเผด็จการทั่วไปนัก ได้แก่นักวิชาการอนุรักษ์นิยมหรือไม่ก็ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม สื่อมวลชนผู้หลงใหลระบบอุปถัมภ์และการเล่นพวก องค์กรพัฒนาเอกชนที่ แสดงความสำคัญของตนด้วยกิจกรรมเชิงลบและยังชีพตลอดมาด้วยพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนสุดท้ายและเป็นปัจจัยตัดสิน คือมวลชนที่ตกเป็นเหยื่อของการครอบงำทางสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่าย อำนาจเดิมจนสับสน

เพราะประชาชนมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เขาก็เล่มเกมปั่นหัวหนักที่สุด

อด อยากยากจนแทบจะไส้ขาด เขาก็ชวนตั้งชื่อลูกหมีแพนด้าบ้าง ลูกช้างบ้าง อยู่เฉยๆ เขาก็ทำให้เกิดกลัวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จนสังคมแทบเป็นบ้า ทั้งๆ ที่คนไทยตายด้วยไข้หวัดสายพันธุ์เก่าและอุบัติเหตุทางรถยนต์ปีละไม่รู้เท่า ไหร่ นี่ยังไม่รวมประเด็นไร้สาระต่างๆ ที่เข้ามาครองพื้นที่ข่าวอยู่ทุกวัน จนเห็นชัดว่ารัฐบาลของฝ่ายอำมาตย์จะขึ้นครองอำนาจพร้อมข่าวที่ไร้สาระจนไม่ น่าจะเป็นข่าวเสมอ

ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพื่อให้มวลชนลืมปัญหาอันแท้จริงของชาติ นั่นคือเศรษฐกิจที่ไร้อนาคตและความคิดที่จะปิดประเทศไทยของผู้มีอำนาจที่แท้ จริง เพราะความเปลี่ยนแปลงใหญ่ใกล้เข้ามาเต็มที จะยืดเวลาครองอำนาจให้นานที่สุดอย่างไร คิดมาคิดไป รูปแบบเมียนมาร์ก็ปรากฏขึ้น

แต่นั่นก็ยังไม่เด็ดที่สุด

นอก จากวิกฤติฮอนดูรัสเผยว่าใครคือผู้แสดงประจำของฝ่ายอำมาตย์บ้างแล้ว ประโยชน์สำคัญอีกหนึ่งคือทำให้เรารู้ว่าประชาคมระหว่างประเทศเขาก็รู้เท่า ทันวิธีสร้างอำนาจของอำมาตย์เหมือนกัน

เขารู้ครับว่า การเอาศาลมาตัดสินคดีเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองกลายเป็นคนผิด เป็นวิธียึดอำนาจแบบใหม่ที่ใช้แทนรถถังและอาวุธประจำกายของทหารราบ ความหวังว่าสากลโลกเขาจะเออออไปด้วยเหมือนว่าฝ่ายตุลาการมีความศักดิ์สิทธิ์ และแสนจะเที่ยงธรรมนั้น ก็หดหายไปตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นผู้นำทั่วโลกเขาไม่ยืนอยู่ข้างเซเลน่าทั้งๆ ที่ศาลฮอนดูรัสตัดสินแล้วว่ามีความผิดหรอกครับ

แล้วอะไรบ้างที่ถือว่าผิดพลาดในทางยุทธวิธีของฝ่ายประชาธิปไตย?

ประธานาธิบดี มานูเอล เซเลน่า อาจจะมุ่งมั่นชิงอำนาจคืนจนลืมอะไรบางอย่าง เดิมเกมการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาดจนเอาสหรัฐอเมริกามารับรองได้ใน วันที่ ๒๙ มิ.ย. หรือรุ่งขึ้นของการรัฐประหาร ทำให้องค์การรัฐอเมริกา หรือ OAS ลงมติเป็นเอกฉันท์ประณามการยึดอำนาจได้ในวันที่ ๔ ก.ค. ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับองค์กรนี้ คอสตาริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ OAS มอบหมายเป็นประเทศตัวกลางในการเจรจาหย่าศึกระหว่างประธานาธิบดีเซเลน่าที่ ประชาชนเลือกตั้ง และมิเชลเล็ตติที่อำมาตย์รวมหัวกันตั้ง ก็เพิ่งจบรอบแรกไปที่กรุงซานโฮเซ่ โดยฝีมือกรรมการกลางระดับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือประธานาธิบดีออสการ์ อาริอัส ซานเชซ

ถึงยังไม่ได้ความอะไรแต่ก็ยืนยันว่าเซเลน่ายังมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างครบถ้วนอยู่

ทั้ง ที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่แล้ว แต่เจ้าตัวเกิดใจร้อน บินกลับมายังฮอนดูรัสในวันที่ ๕ ก.ค. ๕๒ นัยว่าจะไปเดินขบวนร่วมกับมวลชนในการต่อสู้กับรัฐบาลฝ่ายอำมาตย์ ขนาดปราศรัยสดๆ ลงจากเครื่องบินมาที่สถานีโทรทัศน์ฝ่ายซ้ายคือเทเลซอร์ ปลุกใจเต็มที่ ขนาดใช้สำนวนว่า “เลือดของพระเจ้ากำลังหลั่งไหลเต็มตัวข้าพเจ้า และบัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะแบกไม้กางเขนเดินร่วมไปกับประชาชน”

ฮอนดูรัส เป็นสาธารณรัฐแคธอลิคที่ออกจะเคร่งครัด อ้างอย่างนี้ก็พอเข้าใจได้ คนข้างล่างก็ฮือฮากันอย่างหนัก เหวี่ยงปะทะเข้ากับทหารและตำรวจที่มาสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินของเซเลน่าลง จนเกิดล้มตายและบาดเจ็บกันมาก ในที่สุดเซเลน่าก็ไม่ได้ลง ต้องบินต่อไปเอลซัลวาดอร์ เขาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าความจริงเขาพร้อมสู้ตายแล้ว แต่นักบินปฏิเสธไม่ยอมลง เนื่องจากกลัวอุบัติเหตุจากเครื่องกีดขวางต่างๆ ที่วางอยู่

ข้อคิดก็คือ ผู้นำประชาธิปไตยที่โลกเขามายืนอยู่ข้างตัวจนสามารถสร้างแรงกดดันได้แล้ว อย่าบุ่มบ่ามผลีผลามและเสี่ยงต่อ การทำให้ตัวเองบาดเจ็บล้มตายไปอย่างโง่เขลา ต้องมีศรัทธาต่อมวลชนและปล่อยให้พลังของระบอบประชาธิปไตยโลกได้ทำงาน ตัวเองค่อยเสริมเข้าไปอย่างนิ่มนวลในภายหลังเมื่อถึงจังหวะ เซเลน่าถูกต่อว่าจากผู้นำต่างๆ พอดูในประเด็นนี้

การเมืองไทยจะได้ รับประโยชน์ขนาดไหนจากกรณีฮอนดูรัส ขึ้นอยู่กับความเด็ดเดี่ยวทางความคิด ผู้นำประชาธิปไตยต้องมั่นคงว่าระบอบประชาชนเหนือกว่าอะไรทั้งหมด ความชัดเจนในแง่นี้ต้องมีมากและไม่แปรผัน ต้องท่องไว้เสมอว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น คืบก็ประชาชน ศอกก็ประชาชน

ใครถือตัวว่าไม่ใช่ประชาชน คนนั้นคือส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย.


พลังประชาธิปไตยชนะ TRUEยุติบล๊อกไทยอีนิวส์แล้ว หลังเจอรุมสวดพร้อมขู่เลิกใช้บริการนับล้าน


พลังของผู้บริโภค-หลัง จากที่ท่านผู้อ่านของเรารวมพลังร้องเรียนไปยังเน็ตTrueให้ยกเลิกการบล๊อกเวบ ไทยอีนิวส์และอีก33เวบฝ่ายประชาธิปไตย ช่วงสายวันนี้ท่านผู้อ่านของเรารายงานมาว่าเริ่มเข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ แล้ว หลังจากส่วนใหญ่ได้ร้องเรียนTrueไปทำนองว่าหากไม่ยกเลิกการบล๊อก ก็จะใช้วิธีแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จคือยกเลิกบริการของTrueไปใช้บริการของผู้ให้ บริการรายอื่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กรกฎาคม 2552


ท่าน ผู้อ่านไทยอีนิวส์จำนวนมากได้กรุณาแจ้งเข้ามาว่า ในช่วงเช้าวันนี้ได้ร้องเรียนไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตTrueเพื่อขอให้ ยกเลิกการบล๊อกปิดกั้นเวบไทยอีนิวส์ และอีก33เวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตย โดยเตือนว่าหากไม่ยกเลิกการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายนี้ก็จะยกเลิกการให้บริการ ส่งผลให้ช่วงสายวันนี้สามารถเข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตามยังวางใจไม่ได้ทีเดียว เรายังขอวิงวอนให้ท่านผู้อ่านของเราร่วมพลังร้องเรียนต่อไปเพื่อให้Trueยก เลิกการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และละเมิดสิทธิผู้บริโภค มีพฤติการณ์ปิดกั้นความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาดต่อไป


ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งของการรายงานผลการร้องเรียนของท่านผู้อ่านเข้ามายังไทยอีนิวส์

วันนี้ แหละจะด่าให้หนำใจ ทั้งโทรสาร และโทรสด ด่ากันมาหลายยกแล้วเรื่องตอนกลางคืนปล่อยอ่อน สปีดไม่ถึงที่กำหนด โทรไปถามมันบอกให้แบ่งๆ กันใช้ในพื้นที่นั้น ๆ .. ห่วยแตกจริง/เสื้อแดง


ผมได้ร้องเรียนทรู โดยแนบข่าวไทยอีนิวส์โดนบล๊อกไป และแจ้งร้องเรียนทางอีเมล์ไปดังนี้

บริษัท ของข้าพเจ้าเป็นองค์กรธุรกิจขนาดกลาง ใช้บริการทรูลีดไลน์มานานหลายปี แต่ช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รับความสะดวกในการบริการ เนื่องจากเข้าเวบไทยอีนิวส์ และเวบประชาธิปไตยอื่นๆไม่ได้เลย มาทราบภายหลังว่าทรูได้ปิดกั้นเวบเหล่านี้โดยพลการ ทำให้กระทบต่อธุรกิจของข้าพเจ้าที่ใช้ข้อมูลข่าวสารจากไทยอีนิวส์และเวบ อื่นๆไปประเมินความเสี่ยงและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินธุรกิจที่ สำคัญ การที่ท่านปิดกั้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีคำสั่งศาล ไม่มีคำสั่งจากรัฐบาล แต่ทำไปเองถือเป็นการกระทำที่แย่มาก

จึงขอให้ ท่านยกเลิกการปิดกั้นหรือบล๊อกเวบดังกล่าวเสีย ก่อนที่ข้าพเจ้าและบริษัทของข้าพเจ้าจะยกเลิกการใช้บริการอินเตอร์เน็ตของ ท่านและอาจจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีฐานละเมิดต่อท่านด้วย

หาก ผลพิจารณาเป็นประการใดโปรดแจ้งกล้บมาเป็นการด่วน ด้วยความผิดหวังในบริการของท่านเป็นอย่างยิ่ง/สมชาย กรรมการผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งที่เป็นลูกค้าทรูลีดไลน์มานาน แต่เหลืออดเต็มทนในการนี้


ไทยอีนิวส์กราบขอบพระคุณท่าน ผู้อ่านของเราที่กรุณาเสียสละเวลาของท่านแสดงพลังในการนี้ อย่างไรก็ตามยังวางใจไม่ได้นัก จึงขอเรียนเชิญร่วมพลังร้องเรียนต่อไป เพื่อให้Trueยกเลิกการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และละเมิดสิทธิผู้บริโภค มีพฤติการณ์ปิดกั้นความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาดต่อไป

เมื่อ เช้าวันนี้ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าวว่า เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์มาแล้วที่มีผู้อ่านของเราได้ร้องเรียนเข้ามา และมีการแจ้งข่าวร้องทุกข์ตามเวบบอร์ดต่างๆเช่น ประชาไท พันทิป ฟ้าเดียวกัน เป็นต้นว่า เมื่อคลิ้กเข้าชมเวบบล็อกของไทยอีนิวส์ ตามลิ้งค์www.thaienews.blogspot.com หรือhttp://thaienews.blogspot.comแล้วไม่สามารถเข้าได้ เพราะจะลิ้งค์ไปที่เวบไซต์ของictโดยอัตโนมัติที่ http://58.97.5.29/ict.html

เหตุการณ์ นี้เกิดขึ้นกับกรณีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของTRUE เป็นหลัก ถือว่าเป็นวิธีบล๊อคเวบแบบใหม่ของคนที่ใช้ Internet ของ True คือการ redirect หน้า webpage ไปยังอีกหน้านึง ก็คือหน้าของictที่ขึ้นรูปใบไม้เขียว

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับไทยอีนิวส์ แต่รวมถึงอีก33เวบของฝ่ายประชาธิปไตย(ดูรายชื่อท้ายข่าวนี้)

อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีแก้ไขในระยะนี้ เราแนะนำท่านผู้อ่านของเราที่ประสบปัญหาดังนี้

1.ท่านควรใช้สิทธิร้องเรียนตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง “กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเรื่อง ร้องเรียนของผู้ใช้บริการ” ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2549 โดยท่านสามารถร้องเรียนได้ดังนี้

- ทางโทรศัพท์ (Call Center) (ไม่คิดค่าบริการ)
ผ่านเลขหมาย 0-2900-8088
เวลาทำการ: ทุกวัน เวลา 08.00น.-20.00น. ไม่มีเวลาพัก
- ทางโทรสาร (Fax) (คิดอัตราค่าใช้จ่ายตามอัตราปกติ)
ผ่านเลขหมาย 0-2699-4338
- ทางจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (Email) Email Address: voc@truecorp.co.th
- ทางเว็บไซต์ (Website) www.truecorp.co.th
- ทางจดหมาย (Mail) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1252 ชั้น10 อาคารธญาณ ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวงเขตสวนหลวงกทม.10250


หากการร้องเรียนเป็นผล คือTrueยกเลิกการบล๊อก ท่านควรให้โอกาสเขาได้แก้ไข แต่หากท่านร้องเรียนแล้วไม่เกิดผล เราแนะนำให้ใช้วิธีการแก้ไขเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือยกเลิก และเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่บล๊อกไทยอีนิวส์ หรือเวบของฝ่ายประชาธิปไตย

2. หากท่านไม่ได้ดำเนินการตามข้อ1 คือไม่ขอร้องเรียน และหรือไม่ยกเลิกอินเตอร์เน็ตTRUEไปใช้บริการอื่น ก็ยอมทนรำคาญเสียเวลาอีกหน่อย ด้วยการเปิดหน้าwww.google.co.thก่อน จากนั้นคีย์คำว่าthaienewsลงไปในช่องค้นหาและคลิ้ก ก็จะเข้ามาหน้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ

3.หากท่านไม่ร้องเรียน และหรือไม่ยกเลิกอินเตอร์เน็ตTRUEไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตอื่น และไม่อยากรำคาญทำตามข้อ2 ก็ขอรบกวนให้ท่านเข้าเยี่ยมชมผ่านทางเวบพร็อกซี่ต่างๆ โดยเข้าไปที่www.proxy.org จากนั้นเลือกเวบพร็อกซี่ที่ท่านต้องการ เช่น www.hidemyass.com เป็นต้น เมื่อเข้าไปในเวบพร็อกซี่เหล่านี้ได้แล้ว ก็นำชื่อurlของไทยอีนิวส์ คือwww.thaienews.blogspot.comหรือhttp://thaienews.blogspot.comไปวางใน ช่องค้นหา แล้วกดenter เพียงแค่นี้ท่านก็สามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ แต่อาจไม่ได้รับความสะดวกนัก

ในการนี้เราใคร่ขอวิงวอนให้ ท่านผู้อ่านของเรากรุณาสละเวลาเพียงเล็กน้อยด้วยการ โทรศัพท์ หรืออีเมล์ไปร้องเรียนกับTrueเพื่อให้พวกเขาทราบถึงปัญหาของท่านผู้อ่าน และกรุณาเตือนเขาว่าหากยังไม่ยกเลิกการบล๊อกไทยอีนิวส์ และเวบฝ่ายประชาธิปไตยอีก33เวบ ก็อาจทำให้Trueต้องสูญเสียลูกค้าที่ทรงคุณค่าอย่างท่าน และท่านอื่นๆที่เป็นผู้อ่านไทยอีนิวส์อีกนับล้านคนได้ เมื่อร้องเรียนไปแล้วผลเป็นประการใดกรุณาแจ้งมาให้เราทราบทางอีเมล์
thaienews@googlegroups.com จะเป็นพระคุณอย่างสูง


ไทย อีนิวส์เป็น1ในจำนวน63เวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถูกรัฐบาลบล็อกเวบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการคนเสื้อแดงในช่วง สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อบล็อกหรือปิดกั้นเวบ อย่างไรก็ตามแม้เวลาต่อมารัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสามารถควบคุม สถานการณ์ได้แล้วก็ไม่ยกเลิกการปิดกั้นเวบบล็อกของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด และยังได้ปิดกั้นหนักขึ้นในระยะ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าเยี่ยมชมก็จะลิ้งค์ไปยังเวบไซต์ของictขึ้นรูปใบไม้ เขียว โดยไม่ต้องมีพฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้นแบบที่เคยทำตั้งแต่หลังสงกานต์เลือดอีก แล้ว แต่ictก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่า ทำไมต้องปิดกั้นเวบบล็อกนี้

แต่ ผู้อ่านของเราได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้ง บางวัน บางช่วงเวลาก็เข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ ไม่ต้องผ่านพร็อกซี่ ขึ้นกับว่า รัฐบาลหรือict และหรือTRUEกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนเป็นหลัก

ไทยอีนิวส์ เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549เพื่อรายงานข่าว และบทความ ตลอดถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย เปิดโปงความชั่วช้าของเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกระแสหลักไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ

ไทยอีนิวส์มียอดผู้เข้าอ่านถึงขณะนี้ 10,850,397 คลิ้ก โดยเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 เป็นต้นมา
(อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:ฝ่าวงล้อมสื่อกระแสหลัก ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์ทะลุ10ล้านคลิ้ก )

รายชื่อเว็บไซต์ทั้ง 33 แห่งที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของTrueเจอปัญหา เมื่อคลิ้กเข้ามาแล้วจะredirectไปที่ictใบไม้เขียว

01. http://www.justin.tv/nationsiam (Blocked)
02 http://www.konthai.org (Blocked)
03. http://www.thaifreenews.com (Blocked)
04. http://www.thairedshirt-democracy.org/cbox/s1.html (Blocked)
05. [url]http://www.democracytoday.tv [/url](OK)
06. http://www.thaipeoplevoice.org (OK)
07. http://freethais.com/update_13apr09.php (OK)
08. http://www.wered.net (Blocked)
09. http://www.redplus.org (N/A)
10. http://thaienews.blogspot.com (Blocked)
11. http://www.prachachonthai.com (Blocked)
12. http://www.cbnpress.com (OK)
13. http://uddtoday.ning.com (Blocked)
14. http://www.thaireduk.com (N/A)
15. http://www.nocoup.net (OK)
16. http://downmerng.blogspot.com (Blocked)
17. http://www.jakrapob.net (Blocked)
18. http://www.truethaksin.com (Blocked)
19. http://www.chupong.com (Blocked)
20. http://www.rednon.com (Blocked)
21. http://www.chupong.org (Blocked)
22. http://www.serichon.com (Blocked)
23. http://www.nationsiam.com (OK)
24. http://www.gmm2008.com/index.php (OK)
25. http://thaksin.wordpress.com (Blocked)
26. http://thaipresslog.blogspot.com (Blocked)
27. http://thaiopinions.blogspot.com (Blocked)
28. http://www.newskythailand.com (Blocked)
29. http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home (Blocked)
30. http://siamfreedom.blogspot.com (Blocked)
31. http://www.priority-radio.com (Blocked)
32. http://www.cbox.ws (Blocked)
33. http://www.sameskyboard.org


ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น อะไรมันจะซวยขนาดนี้ สองวรนุช !!

โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 กรกฎาคม 2552

ทำไปทำมา ปลาใหญ่กำลังจะตายน้ำตื้น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นแหละครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน

นักเรียนนอก ออกซ์ฟอร์ด หน้าใส ปัญญาดี ฝีปากเด่น ตกหลุมพราง “เนรวิน” ถิ่นบุรีรัมย์เข้าจังเบอร์ คล้ายต้องมนต์ดำเมืองเขมร

หลง ดีใจได้ปลื้ม ที่เนรวินอุ้มเข้าสะเอว กระเตงไปแถลงพื้นที่อีสานได้ ลบคำสบประมาทของนักการเมืองทั้งปวง แต่แล้วก็พลาด ไปติดบ่วง “ความประจบสอพลอ” ของรัฐมนตรีในรัฐบาลตัวเอง บวกกับความเผลอไผลเคลิบเคลิ้มในบุญบารมี ปลื้มปีติรับเอาของกำนัลมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ไปหลายแสน

งาช้างครับ งาช้างแท้ๆ งาช้างประจำตระกูลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสียด้วย คู่หนึ่งราคาหลายแสนบาท

ผู้ สื่อข่าวไร้สำนัก เขารายงานว่า ในการมอบของกำนัลกันครั้งนี้ ท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ได้กล่าวสุนทรพจน์หวานจับใจ (ประมาณว่า รัฐมนตรีต่างประเทศกษิต ภิรมย์ ที่ใช้ลิ้นทูตยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลของประเทศไทยได้อายไปเลย)

รัฐมนตรี คมนาคมโสภณกล่าวว่า งาช้างนี้เป็นสมบัติประจำตระกูล ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษซึ่งเคยเลี้ยงช้าง เป็นของมีค่าที่หวงแหนหนักหนา แต่การที่นายกรัฐมนตรีให้เกียรติเสี่ยงภัย (จากคนเสื้อแดง) มาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน นับเป็นเกียรติและเป็นสิริมงคลอย่างสูง ไม่มีสิ่งใดจะเป็นเครื่องตอบแทน จึงขอมอบงาช้างประจำตระกูลคู่นี้ให้

เรื่อง มันจะไพเราะเพราะพริ้งกว่านี้เพียงใด เกินสติปัญญาที่ผู้เขียนจะบรรยายได้ จึงขอสรุปว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็รับเอาของกำนัลนั้นกลับกรุงเทพฯ ด้วยความสุขเปี่ยมล้นหัวใจ

สิทธิการิยะ ท่านว่า คนเราเมื่อถึงกาลแห่งความวิบัติ พุทธิปัญญาก็ดับไปเสีย นายอภิสิทธิ์ลืมไปว่า คนที่มีตำแหน่งทางการเมืองนั้น ประกาศของ ป.ป.ช. เขาห้ามไว้ว่า จะรับของกำนัลมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทมิได้ ผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดต้องโดนปรับอาบัติขั้นปาราชิก คือหลุดจากตำแหน่งทันที

คราวนี้แหละครับที่ผู้เขียนบอกว่า ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น เพราะเหตุว่า คนเสื้อแดงจะกล่าวหาด้วยเรื่องราวใดๆ นายอภิสิทธิ์ก็ทำเป็นเฉยเสีย

เป็นต้นว่า กล่าวหาว่าตั้งรัฐบาลนอกครรลองประชาธิปไตย ก็เฉยเสีย
กล่าวหาว่า ตั้งรัฐบาลแล้วไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ก็เฉยเสีย
กล่าวหาว่า หนีการเกณฑ์ทหารและใช้เอกสารราชการปลอม ก็เฉยเสีย

ทำท่าเหมือนกับว่า จะอยู่ในตำแหน่งไปได้โดยไม่มีใครสามารถทำอะไรให้ระคายผิว

แต่แล้ววันดีคืนดี ก็รับของกำนัลกันง่ายๆ กลางหมู่คนที่อ้างว่ามีเกียรติสูง มีความน่าเชื่อถือทางศีลธรรมและจริยธรรม

นั่นเท่ากับเป็นการทำผิดต่อหน้าพยานบุคคลผู้มีเกียรติจำนวนมาก และความผิดก็สำเร็จแล้ว

เรื่องมันง่ายๆ อย่างนี้แหละครับท่านผู้อ่าน

ปัญหา มันอยู่ที่ว่า ป.ป.ช. ผู้มีหน้าที่ที่จะต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะว่าอย่างไร จะปกป้องกันต่อไปตามระบอบ 2 มาตรฐาน หรือว่า จะตรงไปตรงมาสักครั้งหนึ่ง พอให้คนเห็นว่า ป.ป.ช. ยังมีความใฝ่ดีอยู่บ้างเหมือนกัน อันนี้สุดแท้แต่จะเลือกเดิน

ป.ล. สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ นั้น มีปัญหาว่า งาช้างอันเป็นทรัพย์สินมีค่านั้น มิได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. แต่อย่างใด จึงมีความผิดฐานซุกทรัพย์สินอันมีค่า ต้องอาบัติปาราชิกเหมือนกัน

อะไรมันจะซวยขนาดนี้ละวุ้ย

Thai E-News

'สื่อ' : เครือข่ายโล่มนุษย์ เกราะกำบัง 'ผู้มีอำนาจ'


ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
17 กรกฎาคม 2552


กรณี เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่ชี้ให้เห็นว่า ...ผู้มีอำนาจต้องการ “ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร” ไม่ให้ประชาชนรับรู้ในสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ ไทยอีนิวส์เป็นเว็บไซต์การเมืองอันดับต้นๆ ของไทย ที่ “ถูกบล็อก” ไม่ให้เยี่ยมชม ซึ่งเรื่องนี้ เป็นผลลัพธ์ที่ไปกระทบผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเจ้าหนึ่งโดยตรง เรื่องนี้เกิดความวุ่นวาย ...ถึงขั้นผู้ใช้บริการ ที่เข้ามาดูข่าวการเมืองในเว็บไซต์การเมืองแห่งนี้เป็นประจำ ร้องเรียนขอ “ยกเลิกบริการ” หากไม่ยกเลิกการบล็อกเว็บไซต์ไทยอีนิวส์

ซึ่งผลสุด ท้าย ...ทางบริษัทจึงต้องยกเลิกการบล็อกเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ เพราะหากยังกระทำตามคำสั่งของ “ผู้มีอำนาจ” ทางบริษัทอาจ “สูญเสียรายได้” จำนวนมหาศาล...


เร่งปฏิกิริยาให้รุนแรงเร็วขึ้น?

ยุทธวิธี รูปแบบปฏิบัติการของชนชั้นปกครอง ที่เรียกว่า เหล่าเสนาธิการ “อมาตย์” ที่ต้องการพยายาม “ควบคุมอำนาจ” ไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทุก ช่องทางการสื่อสารถูก “แทรกแซง” โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่ต้องการหวังผลประโยชน์ทางการเมือง อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “ประเทศไทย” ไม่เจริญ... เพราะมีการกดดันความเจริญให้มันย่ำอยู่กับที่

โดย เฉพาะด้าน “เทคโนโลยี” การสื่อสาร ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ ซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการใช้ ด้วยความเท่าเทียมและเสมอภาค

วิธีคิด ...การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็น “สงครามสื่อ” เพื่อการแย่งชิงมวลชน
ประชาชน “ถูกกดดัน” ไม่ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน

เหรียญ มี 2 ด้าน แต่ผู้มีอำนาจ กลับกรอกหูให้ประชาชนซึมซับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ซ้ำร้ายบางเรื่องราวยังมีการ “ปรุงแต่ง” เติมสี เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้งมากขึ้น...

คนเสพ ก็เสพด้วยอาการขาดสติ ไม่รู้จักนึกคิด ตรึกตรอง

กรณี ล่าสุด คงเป็นที่ เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ เว็บไซต์การเมืองอันดับต้นๆ ของไทย ที่ “ถูกบล็อก” ไม่ให้เยี่ยมชม... พูดตามตรงว่า ไทยอีนิวส์ เป็นเว็บไซต์แหล่งข้อมูลทางการเมืองที่อยู่ “ตรงกันข้าม” กับทางรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ เป็นผลลัพธ์ที่ไปกระทบผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเจ้าหนึ่งโดยตรง

เหตุการณ์ นี้ถือว่า เป็นวิธีบล็อกเว็บแบบใหม่ ของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต คือการ redirect หน้า webpageไปยังอีกหน้าหนึ่ง ซึ่งก็คือหน้าของ ict ที่ขึ้นให้เห็นรูป ใบไม้เขียว

เรื่องนี้เกิดความ วุ่นวาย ...ถึงขั้นผู้ใช้บริการ ที่เข้ามาดูข่าวการเมืองในเว็บไซต์การเมืองแห่งนี้เป็นประจำ ร้องเรียนขอ “ยกเลิกบริการ” หากไม่ยกเลิกการบล็อกเว็บไซต์ไทยอีนิวส์

ซึ่ง ผลสุดท้าย ...ทางบริษัทจึงต้องยกเลิกการบล็อกเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ เพราะหากยังกระทำตามคำสั่งของ “ผู้มีอำนาจ” ทางบริษัทอาจ “สูญเสียรายได้” จำนวนมหาศาล...

เพราะนั่นถือเป็นการไป “ละเมิดสิทธิผู้บริโภค”

กรณี เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่ชี้ให้เห็นว่า ...ผู้มีอำนาจต้องการ “ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร” ไม่ให้ประชาชนรับรู้ในสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์

การปิดหูปิดตาประชาชน ...เกิดขึ้นทั่วไปในทุกหย่อมหญ้า ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย ...

อย่าง ที่ “ประเทศจีน” ศึกวิวาทะระหว่าง ชาวฮั่น และ ชาวอุยกูร์ ที่มณฑลกวางตุ้ง แม้ภาพเหตุการณ์จะไม่ปรากฏตามสื่อทั่วไปมากนัก แต่ก็เป็นภาพที่มีการ “แพร่หลาย” อยู่ในอินเตอร์เน็ตประเทศจีน เป็นประเทศที่รัฐบาลมีการควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด

“อินเตอร์ เน็ต” จึงถือเป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพล ประชาชนสามารถเข้าถึงได้รวดเร็ว พร้อมกับมีการส่งต่อข้อมูลผ่านถึงกัน ด้วยความแม่นยำในความเป็นจริง ประชาชนคนไทยที่อยู่ในกลุ่มแต่ละกลุ่ม ....ทุกคนล้วนหวังให้ประเทศชาติพัฒนา และเจริญก้าวหน้า

แต่ความคิด ...วิธีการ และแนวทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์นั้น แตกต่างกัน

ปัจจุบัน “ข้อมูลข่าวสาร” จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้มองเห็น “ภาพรวม” ที่แตกฉานต่อการนำมาคิดวินิจฉัยและตรึกตรอง

เสียดายที่ว่า ...ทุกวันนี้ “ทางเลือก” มันไม่มี ...

ผู้ มีอำนาจไม่ยอมเปิดโอกาส คิดถึงแต่การทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ อ้างความชอบธรรมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แต่กลับทำให้ประชาชนคนอื่น เกิดความเดือดร้อน

เหตุการณ์บ้านเมืองที่ความขัดแย้งลุกลามใหญ่โตทุกวันนี้ เกิดจาก ความอิจฉาริษยา และจิตเกินพอ ที่คิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์

โดยเฉพาะ “ธุรกิจ” ทางด้านสื่อ หลายเจ้า ที่ต้องยอม “ก้มหัว” ตกเป็นเบี้ยล่างให้แก่กลุ่มอมาตย์ “เผด็จการ” อย่างไม่มีทางเลือก

ตอน นี้กลาดเกลื่อน ...ไม่มีคุณภาพ วันๆ ได้ยินแต่คำด่าทอ เสียดสี และปลุกระดม หรือไม่ก็เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ...หาสาระความจริงอะไรไม่ได้

ศักดิ์ศรีเลือนหาย ...จริยธรรมไม่หลงเหลือ จรรยาบรรณไร้ค่า

“สื่อ” เป็นเพียงโล่มนุษย์ ที่สร้างเครือข่ายขึ้นมา เพื่อเป็นเกราะกำบังให้ “ผู้มีอำนาจ”

แต่หากวันหนึ่งวันใด คนเหล่านั้น “หมดอำนาจ” และ “วาสนา”

เครือข่าย “โล่มนุษย์” ที่ว่า ...ก็จะเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นแค่ “อากาศ”

ไม่เชื่อลองเอา “ขี้หมา” ปาใส่หน้ามันดู!!

Thai E-News