CBOX เสรีชน

15 เมษายน, 2552

ภาพบรรยากาศภายหลังประกาศ พรก ฯ ฉุกเฉิน

ภาพบรรยากาศ กรุงเทพมหานคร ภายหลังที่รัฐบาลประกาศ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ตามจุดต่างๆจะมีทหารนำรถถังไปจอดประจำการอยู่  และแต่ละจุดดังกล่าวจะมีประชาชนเสื้อแดงออกไปคุมเชิงอยู่ห่างๆ

ที่ การไฟฟ้าบางกรวย

 

 

 ภาพที่ สถานีดาวเทียมไทคม

 



ภาพทหารสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดง หากใช้กระสุนจริงเป็นไปตามแบบสากลหรือ

CBN Press

เมื่อช่วงประมาณตี 4 ของวันที่ 13 เมษายน 2552 กองกำลังทหารติดอาวุธครบมือ เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมกันอยู่บริเวณ สามเหลี่ยมดินแดง โดยมีการใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ผู้ที่ชุมนุมเพื่อการสลายการชุมนุม ซึ่งทำให้มีการบาดเจ็บ นี่คือการสลายการชุมนุมที่เป็นสากลของรัฐบาลอภิสิทธิ์



ผู้ประท้วงไทยได้รับบาดเจ็บจากการยิงของทหาร

กิจกรรม นี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่าง รอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์ วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทหารใช้ก๊าซน้ำตาและการยิงปืนเพื่อเตือน ในขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ลุกลาม

Mark Tran และแหล่งข่าว

13 เมษายน 2552 guardian.co.uk




ภาพ: ทหารไทยเผชิญหน้ากับกลุ่มเสื้อแดงที่ประท้วงรัฐบาลใจกลางกรุงเทพฯ

ทหาร ไทยยิงปืนขึ้นฟ้าที่กรุงเทพฯ และยิงก๊าซน้ำตาเพื่อขับไล่ผู้ประท้วงออกจากท้องถนน ในขณะที่รัฐบาลแสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง ที่แผ่ขยายวงกว้าง

มี การจุดไฟเผากลางถนน ควันไฟจากการเผายางปกคลุมไปทั่วในช่วงเช้าระหว่างการเผชิญหน้าของทหารกับผู้ ประท้วง ในขณะที่รถพยาบาลและรถดับเพลิงรอคำสั่งอยู่ใกล้ ๆ พระภิกษุถือโทรโข่งที่สี่แยกเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความสันติ และบอกกับทหารว่า “อย่ายิง ให้คิดถึงประเทศชาติของเราบ้าง” ตำรวจใช้มอเตอร์ไซค์เพื่อขับขี่ในการเจรจาระหว่างฝ่ายทหารกับผู้ประท้วง

การ ปะทะอย่างรุนแรงสุดครั้งแรกเกิดขึ้นราวตีสี่ถึงตีห้า ทหารที่มีอาวุธครบมือเดินหน้าเข้าขับไล่ผู้ประท้วง มีรายงานข่าวว่าทหารใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงไปในทิศทางเหนือศีรษะของผู้ประท้วงหลายร้อยรอบ

ผู้ ประท้วงได้โยนระเบิดเพลิงใส่อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งไประเบิดที่ด้านหลังแนวทหารในขณะที่มีการขว้างก๊าซน้ำตาข้ามกลับมา ที่โรงแรมเซ็นจูรีพาร์คใกล้ ๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันวิ่งหนีขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังสนามบินนานาชาติ ที่กรุงเทพฯ

การ ปะทะกันแสดงถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากการประท้วงรัฐบาล ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายใหญ่หลวง ฝูงชนได้ทุบตีรถในขบวนของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและผู้ช่วยเมื่อวาน และมีการลากนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีออกจากรถและทุบตี เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและกระดูกซี่โครงหัก

ความ ปั่นป่วนมีแนวโน้มทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลง ภายหลังความพยายามที่จะฝ่าวิกฤตการเมืองที่เรื้อรังและวิกฤตการเงินโลก มีความกลัวว่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศจะได้รับผลกระทบ รุนแรง

พลเอกทรงกิตติ จักรบาตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าทหารจะใช้ “ทุกวิถีทางเพื่อยุติความวุ่นวาย” แต่จะใช้อาวุธกรณีที่เป็นการป้องกันตัวเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเกินขอบเขต”

ตรง ข้ามกับสภาพที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแสดงความอ่อนแอในช่วงสุดสัปดาห์ที่ ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ผู้ประท้วงสามารถบุกเข้าไปยังโรงแรมที่ประชุมและทำให้ต้องมี การเลื่อนประชุมระดับภูมิภาคออกไป ในขณะนี้ทหารใช้กำลังอย่างเต็มที่

โฆษก กองทัพบกกล่าวว่าจนถึงช่วงบ่าย จากการยิงปืนใส่ฝูงชนทำให้กองทัพสามารถขับไล่ผู้ประท้วงออกจากพื้นที่สำคัญ หลายแห่งรวมทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสี่แยกสำคัญอีกสองแห่ง

“กระสุนปืนที่ยิงใส่ฝูงชนเป็นกระสุนเปล่า” โฆษกกองทัพบกกล่าว “หัว กระสุนทำจากกระดาษ มีแต่เสียงดัง เราจะยิงก็ต่อเมื่อผู้ประท้วงเดินหน้าเข้าหาทหาร เป็นการขู่ให้ถอยร่น ส่วนกระสุนจริงจะยิงใส่อากาศ” มีรายงานข่าวว่าผู้ประท้วงอย่างน้อย 74 คนได้รับบาดเจ็บ

ในสภาพความโกลาหลก่อนหน้า ผู้ประท้วงได้ยึดรถเมล์ประมาณ 30 คัน และมีการบุกยึดรถทหารจนทำให้ต้องหยุดวิ่ง

นายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้องให้ผู้ประท้วงกลับบ้าน บอกว่ารัฐบาลกำลังใช้ “มาตรการนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“สิ่ง ที่ผมกำลังทำไม่ใช่ทำให้เกิดความกลัวหรือกดดันใคร หรือเป็นการทำร้ายคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นมาตรการเป็นขั้นตอนเพื่อช่วยให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยกลับคืนมา และเพื่อยุติความรุนแรง” เขากล่าวในการแถลงทางโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดไปทั่วประเทศ

“ผมเชื่อว่า เรายังไม่ถึงวันที่มืดมิดสุดในประวัติศาสตร์ไทย แม้ว่าเรายังไม่เห็นทางออกต่อความแบ่งแยกที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน” ปริญญ์ พานิชภักดิ์ นักวิเคราะห์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกกล่าว

นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศสภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ เมื่อวานนี้หลังจากผู้สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกโค่นล้มจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 กดดันจนเป็นเหตุให้มีการยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียนที่โรงแรมริมหาดแห่ง หนึ่งในพัทยา

ผู้ สนับสนุนทักษิณบอกว่า อภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เพราะว่ามีส.ส.ที่แปรพักตร์ตามการจัดการของทหาร ผู้สนับสนุนทักษิณต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเชื่อว่าตัวเองจะชนะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นนโยบายประชานิยมหลบหนีออกจากประเทศเมื่อปีที่ แล้ว ก่อนที่ศาลจะตัดสินลงโทษในคดีเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน และมีการอ่านคำตัดสินลับหลัง เขากล่าวว่า “ถึงเวลาที่ประชาชนต้องออกมาปฏิวัติ” แม้จะเป็นผู้สร้างให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง แต่ทักษิณเป็นที่นิยมในบรรดาคนยากจนในชนบท ซึ่งเป็นที่ชิงชังรังเกียจของคนเมืองในไทย

ใน ช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีสี่คน ไม่มีคนใดที่สามารถแก้ไขความแตกแยกทางการเมืองของประเทศได้เลย ความรุนแรงจากการแตกแยกล่าสุด เตือนให้ผู้สังเกตการณ์ทราบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “อธิปไตยของม็อบ”

วิกฤต การเมืองในไทยรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่มีความขัดแย้งมากขึ้นเกี่ยวกับระบบการเมืองที่ควรจะเป็นภายหลังการ ปฏิวัติในปี 2549 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติหนึ่งใน 18 ครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้

เมื่อ ปีที่ผ่านมา ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาสองเดือน และยังปิดสนามบินสองแห่ง

http://www.guardian.co.uk/world/2009/apr/13/thailand-bangkok-protests

ทหารประชิดจากฝั่งพระบรมรูปทรงม้า-สนามม้านางเลิ้ง เสียงปืนดังเป็นระยะๆ

เวลาประมาณ 17.00 น.แยก มิสกวัน ทหารเข้าประชิดแล้ว รายงานจากพื้นที่ระบุว่า กองกำลังทหารกำลังดาเข้าประชิดผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ใน 2 ทาง โดยตั้งขบวนเข้ามาจากฝั่งพระบรมรูปทรงม้า และทางแยกสนามม้านางเลิ้ง มีเสียงปืนดังเป็นระยะๆ

ปฏิกิริยาจากผู้ชุมนุมต่างกรูเข้าไปเพื่อจะตอบโต้ แต่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำบนเวทีประกาศให้สงบอารมณ์และถอยกลับเข้ามาสู่ที่ตั้ง

นอกจากนี้ แกนนำ นปช. ได้เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมขยับเข้ามารวมตัวกันที่บริเวณทำเนียบ ไม่ให้ออกไปเผชิญหน้า โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณแยกมิสกวัน และยังได้บอกกับผู้ชุมนุมว่านายประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะจะเป็นตัวแทนร่วมกับผู้หญิงอีก 30 คน ไปเจรจากับทหาร เพื่อแสดงว่าผู้ชุมนุมมีทั้งผู้หญิง เด็ก คนแก่ ซึ่งไม่ได้มีอาวุธ และได้รับอาสาสมัครผู้หญิง 30 คนซึ่งก็ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ได้ผู้อาสาครบ และดีมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับอาสาสมัคร

จากนั้นนายณัฐวุฒิ และนายวีระ มุสิกพงศ์ ได้สลับผู้ปราศรัยนำผู้ชุมนุมร่วมร้องเพลง เพื่อสร้างบรรยากาศในการชุมนุมให้ผ่อนคลายความตึงเครียด

ประกาศเครือข่ายพิทักษ์เจตนาพฤษภา ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก

คำประกาศเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535

เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก,

ยกเลิกการใช้ พรก.ฉุกเฉิน

และหยุดใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชน


ตามที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารต่อประชาชนในวันที่ 13 เมษายน และมีแนวโน้มจะใช้กำลังในพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา 2535 และ บุคคลผู้มีรายชื่อท้ายแถลงการณ์ ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งยุติการใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามปราบปราม ประชาชน ยกเลิกการใช้พระราชกำหนด และยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. แม้ รัฐบาลจะมีหน้าที่รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย แต่รัฐบาลต้องเข้าใจว่าการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลครั้งนี้ เป็นผลของความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมเป็นเวลานาน มีประชาชนจำนวนมากเกี่ยวข้อง มีการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง การประกาศ พรก.ฉุกเฉินและการใช้กำลังทหาร จึงไม่มีทางยุติความไม่พอใจที่ผู้ชุมนุมมีต่อรัฐบาลได้ ซ้ำยังสุ่มเสี่ยงต่อการยกระดับสถานการณ์ให้เดินไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้สูง ยิ่งขึ้นไป

2. พร ก.สถานการณ์ฉุกเฉินให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่ในการใช้กำลังทหาร ควบคุมข่าวสาร ตลอดจนสั่งสลายการชุมนุมของประชาชน ฯลฯ แต่ไม่ให้นายกมีอำนาจโดยปราศจากขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงของกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้ จึงยากที่จะเชื่อได้ว่านายกจะไม่ใช้อำนาจเพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองของตน โดยทุกวิถีทาง รวมทั้งใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับประชาชน

3. การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน และหลังจากนั้น เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจโดยพลการที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ขึ้น เนื่องจากมีการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าสลายผู้ชุมนุม มีปฏิบัติการทางทหารยามวิกาล มีการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ มีการใช้กำลังประทุษร้ายโดยไม่แจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้า มีประชาชนบาดเจ็บจากการปะทะของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีการปิดกั้นโอกาสในการรับรู้ข้อมูลจากปากคำของผู้ชุมนุม จึงเป็น การสลายการชุมนุมที่มุ่งกำจัดฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล ไม่ใช่การกระทำเพื่อความสงบของบ้านเมือง

อนึ่ง ตลอดวันที่ 13 เมษายน ก็เกิดการสลายการชุมนุมอีกหลายครั้งโดยกระสุนจริง ไม่มีรัฐบาลประชาธิปไตยที่ไหนในโลกใช้วิธีนี้สลายการชุมนุมของประชาชน

4. ไม่ มีผู้นำประชาธิปไตยรายใดบริหารบ้านเมืองบนความร้าวฉานของคนในชาติลักษณะ นี้ ไม่มีสังคมอารยะใดยอมรับการปราบประชาชนเพื่ออำนาจของนักการเมือง จึงเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบโดยขจัดเงื่อนไขของการเผชิญ หน้าระหว่างประชาชนกับรัฐบาลทั้งหมด 4 ข้อ กล่าวคือหยุดการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามจริงปราบปรามประชาชนทันที , ยกเลิกการใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน , ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จนกว่าสถานการณ์จะยุติ และคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการเลือกตั้ง

สุด ท้ายเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และบุคคลผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ เห็นว่าหนทางที่จะยุติความรุนแรงคือการนำหลักนิติรัฐ กลับคืนมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว นั่นคือรัฐบาลจะต้องไม่ใช้สองมาตรฐานในการดำเนินคดีกับกลุ่มที่ต่อต้าน รัฐบาลในขณะนี้ แต่เพิกเฉยกลับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะการบังคับใช้กฎหมายและกำลังในสถานการณ์แบบนี้รังแต่จะทำให้ประชาชนอีก ฝ่ายรู้สึกถึงความอยุติธรรมมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในระยะยาว

ประกาศ ณ วันที่ 13 เมษายน 2552

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
สุชาติ เศรษฐมาลินี
ชลิตา บัณฑุวงศ์
ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว
พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์
พฤกษ์ เถาถวิล
เนตรดาว เถาถวิล
บารมี ชัยรัตน์
ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล
ภาวิณี ไชยภาค
จุฑิมาศ สุกใส
วิทยากร บุญเรือง
ธนาพล อิ๋วสกุล
ชัยธวัช ตุลาฑล
วราภรณ์ แช่มสนิท
จิระวัฒน์ แสงทอง
ทวีลักษณ์ พลราชม
ธิกานต์ ศรีนารา
เฉลิมชัย ทองสุข
วรดุลย์ ตุลารักษ์
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
พิชิต พิทักษ์
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
อนุสรณ์ อุณโณ
ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา
ศรัณย์ วงศ์ขจิตร
ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
อุเชนทร์ เชียงแสน
สมาวิษฐ์ เอี่ยมโอภาส
ศิริโชค นำสงฆ์
อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา
นวลจันทร์ สิงห์กราญ
กิตติพล สรัคคานนท์


จับทหารแฝงในม็อบเสื้อแดง แกนนำระบุแยกอุรุพงษ์บาดเจ็บ 4

พบเสื้อแดงใช้ ว. สื่อสาร จับได้เป็นสายทหารแฝงตัวเข้ามาในที่ชุมนุม

เมื่อเวลา 16.20 น. ผู้ สื่อข่าวรายงานจากบริเวณที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า มีผู้ชุมนุมพบว่ามีสายของทหารแฝงตัวเข้ามาในที่ชุมนุม โดยจับสังเกตได้จากการใช้วิทยุสื่อสาร จึงแจ้งการ์ดและคุมตัวมาได้จากบริเวณวัดเบญจมพิตร

ทั้ง นี้ ชายคนดังกล่าว แต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีแดง กางเกงขาสั้นสีดำ และรองเท้าผ้าใบสีแดง เมื่อการ์ดควบคุมตัวมา สอบถามได้ความว่าเป็นสายของทหาร รอ. พัน 1 และล่าสุด นายทหารคนดังกล่าว (ยังไม่ยอมเปิดเผยชื่อ) ถูกคุมตัวมาสอบถามข้อมูลหลังเวที โดยระหว่างการสืบสวนนั้นมีการโวยวายและชกต่อยจนได้รับบาดเจ็บปากแตกระหว่างการควบคุมตัว

แยกอุรุพงษ์ ปชช.ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 บาดเจ็บ 4 คน

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ประกาศบนเวทีถึงสถานการณ์การปะทะที่แยกอุรุ พงษ์ว่า มีประชาชนถูกยิงด้วยเอ็ม 16 บาดเจ็บ 4 คน คือ

๑. นายณรงค์ วิเศษศรี อายุ 33 ปี ถูกยิงที่คอ ขณะนี้อยู่ที่ รพ.วชิระ

๒. นางวรัสยา ผลญาณ อายุ 24 ปี ถูกยิงที่แขนขวา ขณะนี้อยู่ที่ รพ.รามา

๓. นายวิเชียร (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 38 ถูกยิงที่ขาซ้าย ขณะนี้อยู่ที่ รพ.วชิระ

๔. นายณัฐพล (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 28ข้อมือซ้าย ขณะนี้อยู่ที่ รพ.รามา

นอก จากนี้ นายณัฐวุฒิได้ประกาศเรียกให้ประชาชนจากทุกจุดมารวมตัวกันที่ทำเนียบ เพื่อปรับยุทธวิธี และขอให้การ์ดรอบทำเนียบสำรวจความแข็งแรงของจุดตรวจและให้รายงานทันที

“เราเจ็บปวดมามากแล้ว เสียสละมามากแล้ว ถ้าไม่ชนะ จะเป็นเรื่องน่าเศร้าของประชาชน” นายณัฐวุฒิกล่าว

เขากล่าวต่อไปว่า ในขณะที่ ผบ.ทบ.ออกมาประกาศสงวนสิทธิ์การใช้อาวุธ แต่ผู้ชุมนุมขอประกาศจะสงวนสิทธิ์การไม่ใช้อาวุธ และใช้สันติ อหิงสา

“เราจะติดอาวุธ โดยการไม่ใช้อาวุธ แล้วจะสู้กับอาวุธหมื่นแสน”

ด้าน นายจตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงเพียงว่า มีทหารถูกยิงสี่คน แต่ไม่เคยบอกเลยว่า มีประชาชนถูกยิงจำนวนร่วมร้อยแล้ว และยังมีผู้เสียชีวิตนับสิบ ซึ่งไม่สามารถหาศพได้ เพราะทหารเป็นคนนำศพไป


บีบีซีพาดหัวข่าว “ทหารไทยเปิดฉากยิงใส่ฝูงชน”

กิจกรรม นี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่าง รอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์ วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ


บีบีซี (สำนักข่าวต้นแบบของไทยพีบีเอส) พาดหัวข่าวว่า “ทหารไทยเปิดฉากยิงใส่ฝูงชน” และโปรยข่าวเน้นว่า กองกำลังทหารไทยเข้าชาร์จผู้ประท้วงเสื้อแดงในกรุงเทพ โดย ทหารไทยได้เปิดฉากยิงอาวุธเข้าไปสู่ฝูงชนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ณ ใจกลางเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ประท้วงได้วิ่งหนีลูกปืน

นัก ข่าวบีบีซี ผู้อยู่ในเหตุการณ์การเข้าประทะในเวลาเที่ยงวันซึ่งเกิดขึ้นหลังจากความตึง เครียดจากการที่กองกำลังทหารเข้าสลายผู้ประท้วงที่ปิดถนนเมื่อคืนนี้

ประชาชนอย่างน้อย 70 คน บาดเจ็บในเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในคืนก่อนหน้าวันนี้ แก๊สน้ำตาและลูกปืนถูกยิงออกไป พร้อมกับการขว้างก้อนหินและระเบิดขวดน้ำมันกลับมา ทันทีทันใดทหารเคลื่อนเข้าไปข้างหน้าพร้อมกับปืนอัดน้ำแรงดันสูงในขณะเดียว กัน รถบัสคันหนึ่งถูกเผา ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงาน

ทันใดนั้น กองกำลังทหารได้เข้าชาร์จ และเปิดฉากยิงอีกรอบหนึ่งเข้าไปในทิศทางที่กลุ่มผู้ชุมนุมรวมกันอยู่

ส่วนข่าวจากเอพี ผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าวกับเอพีว่า กองกำลังทหารรุกคืบในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกดินแดงระหว่างเวลา ตี 4 ถึงตี 5

“ทหารยิงปืนเอ็มสิบหกเป็นร้อยรอบ, แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ทหารยิงตรงเข้าใส่ผู้ประท้วง หรือว่ายิงขึ้นไปเหนือหัวกลุ่มผุ้ชุมนุม” ผู้สื่อข่าวกล่าว

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในกรุงเทพกล่าวกลับบีบีซีว่า ประชาชน 74 คนถูกนำเข้าส่งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่บาดเจ็บไม่มากนัก แต่บางส่วนบาดเจ็บจากการถูกยิง

เนิ้อหาบางส่วนจาก “Thai soldiers open fire on crowd” BBC News, Monday, 13 April 2009 http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7996241.stm

“อัลจาซีรา” รายงาน: กองทัพไทยบุกเข้าสลายผู้ชุมนุม

กิจกรรม นี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่าง รอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์ วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ

ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ


13 เม.ย. 52 - ประชาชนหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่กองทัพบุกเข้าสลายผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลในกรุงเทพฯ

มีการยิงปืน โยนก้อนหินและระเบิดเพลิงใส่กัน ขณะที่กองทหารและผู้ประท้วงปะทะกันในช่วงย่ำรุ่งของวันจันทร์ใกล้ทางแยกของถนนสายสำคัญในตัวเมือง (สามเหลี่ยมดินแดง) ในขณะที่รัฐบาลประกาศที่จะ “เพิ่มความแข็งกร้าว” ในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม

นายพีรพงษ์ สายเชื้อ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์กรุงเทพฯ กล่าวว่า มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 77 ราย มี 19 รายที่ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล

เขาเสริมว่า มี 4 รายถูกยิงบาดเจ็บ 2 รายเป็นพลเรือน อีก 2 รายเป็นทหาร

โฆษกของกองทัพผู้หนึ่งกล่าวว่า ทหารพยายามเข้าเคลียร์พื้นที่สามเหลี่ยมดินแดงและถูกฝ่ายผู้ประท้วงยิงเข้าใส่ก่อนในช่วงย่ำรุ่ง ทหารจึงต้องยิงตอบโต้

ทหารยิงปืนกลเอ็ม-16 ออกไปหลายร้อยชุดขณะที่รุกคืบหน้า แต่ไม่ชัดเจนว่าทหารยิงขึ้นฟ้าหรือยิงเข้าใส่ผู้ประท้วง

พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด กล่าวกับวิทยุชุมชนว่า กองทัพยิงขึ้นฟ้าเพื่อตอบโต้แก๊สน้ำตาและระเบิดควันที่ผู้ประท้วงโยนเข้าใส่ทหาร ก่อนที่เริ่มจะยิงไปทางผู้ชุมนุม

“เราเริ่มจากมาตรการละมุนละม่อมก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มเป็นมาตรการที่รุนแรงขึ้น เราจะหลีกเลี่ยงการสูญเสียเลือดเนื้อตามคำสั่งของรัฐบาล” เขากล่าว

เสียงประณามกองทัพ

ฌอน บุญประคอง (Sean Boonpracong) โฆษกฝ่ายต่างประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่เป็นแกนนำการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง วิจารณ์กองทัพว่า “ใช้ยุทธวิธีป่าเถื่อน....โดยยิงเข้าใส่พลเรือนไร้อาวุธ”

แต่เขายอมรับต่ออัลจาซีราว่า “มีพวกเราบางคนใช้ปืนสั้นยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว”

โฆษกผู้นี้เรียกร้องให้กองทัพยุติปฏิบัติการทั้งหมดทันทีและนายอภิสิทธิ์ควรลาออก ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

“ถ้าสถานการณ์เลวร้ายลง จะมีการนองเลือดมากกว่านี้และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” เขากล่าว พลางเสริมว่า ถ้ากองทัพเริ่มยิงใส่ผู้ประท้วงอีก พวกเขาอาจต้องบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเพื่อ “ความปลอดภัย” ของตนเอง

ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น

นายโทนี เฉิง (Tony Cheng) นักข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากสถานที่เกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมงหลังการปะทะว่า สถานการณ์ยังคงตึงเครียดอย่างยิ่ง

แทนที่การบุกเข้าสลายของกองทัพจะทำลายกำลังใจของผู้ประท้วง ฝ่ายเสื้อแดงกลับแสดงความกล้าท้าทายมากกว่าเดิมและบอกว่า พวกเขาพร้อมหลั่งเลือดในการประท้วงครั้งนี้

แกนนำพยายามเรียกผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมืองหลวงให้มารวมพลที่ทำเนียบรัฐบาลในตอนสายของวันจันทร์

การปะทะกันในช่วงย่ำรุ่งดูเหมือนยังไม่ลุกลามไปถึงที่ชุมนุมหลักของผู้ประท้วงที่ปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร ฝ่ายรัฐบาลเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบุกเข้าไปเคลียร์พื้นที่ตรงนั้น ซึ่งมีผู้ชุมนุมอยู่หลายหมื่นคน

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ให้ข้อมูลว่า มีผู้ประท้วงราว 30,000 คนกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ

ผู้ ประท้วงยึดรถประจำทางและกระโดดขึ้นยานพาหนะของกองทัพเพื่อท้าทายการประกาศ พระราชกำหนดฉุกเฉินที่นายอภิสิทธิ์ประกาศใช้เมื่อวันอาทิตย์

นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า กองทัพประสบความสำเร็จในการเคลียร์พื้นที่สี่แยกที่มีการจราจรหนาแน่นใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีประชาชนประมาณ 100,000 คนชุมนุมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลาออก

“ปฏิบัติการลุล่วงโดยสมบูรณ์ มีผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งถูกคุมขังไว้ในสถานที่ปลอดภัย ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใสและมีเหตุผล” นายปณิธานกล่าวทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติหลังจากกองทัพสลายผู้ชุมนุมได้ไม่นาน

แต่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประท้วงย้อนกลับมาที่สี่แยกนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังการปะทะและปิดถนนอีกครั้ง ในขณะที่ทหารแสดง “ท่าทีแข็งกร้าว” แต่ไม่เคลื่อนเข้าหาผู้ประท้วงอีก

“ไม่ประกาศกฎอัยการศึก”

นายปณิธานกล่าวแก่สำนักข่าวอัลจาซีราว่า นายอภิสิทธิ์ยังคงมีอำนาจเต็มในการควบคุมประเทศและยังไม่มี “การประกาศกฎอัยการศึก” เพียงแต่นายกรัฐมนตรีได้ “มอบหมายอำนาจควบคุมการปฏิบัติงาน” ให้แก่คณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยนายทหารหลายคน ซึ่งกำลัง “จัดการต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน”

ฝ่ายตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องความจงรักภักดีต่อนายอภิสิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้เห็นตำรวจหลายนายใส่เสื้อแดงสนับสนุนทักษิณและเข้าร่วมการประท้วง ต่อประเด็นนี้ นายปณิธานอธิบายว่า ตำรวจจะ “ร่วมสนธิกำลัง โดยมีกองทัพเป็นผู้นำ”

เขาเสริมว่า กองกำลังฝ่ายรัฐบาลจะ “เพิ่มความแข็งกร้าว” ในการจัดการต่อผู้ประท้วงและเคลื่อนเข้าสลายผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง

นายปณิธานยังกล่าวด้วยว่า กองทัพได้รับอนุญาตให้ใช้กระสุนจริง แต่ “อยู่ภายใต้คำสั่งเข้มงวดไม่ให้เล็งเป้าไปที่ประชาชนหรือยิงใส่ประชาชน” แต่จะใช้ในการป้องกันตัวเท่านั้น



ภาพถ่ายของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนได้รับบาดเจ็บถูกลำเลียงออกไปหลังจากการปะทะเมื่อหัวรุ่งของวันจันทร์ ขณะที่ทหารเข้ายึดพื้นที่ใกล้กับฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นฝ่ายผู้ประท้วง

เสียงเรียกร้องหาการปฏิวัติ

การปะทะกันนานนับชั่วโมงที่เริ่มประมาณตีสี่ เป็นการปะทะครั้งร้ายแรงครั้งแรกระหว่างผู้ชุมนุมกับกองกำลังฝ่ายรัฐบาล หลังจากการประท้วงต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ของกลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกกองทัพทำรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2549

ทักษิณยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองไม่น้อยในประเทศไทย แม้ตัวเขาเองอยู่ในสภาพลี้ภัยเกือบตลอดเวลามาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนโค่นล้มรัฐบาล โดยสัญญาว่าจะกลับประเทศหากรัฐบาลบุกสลายผู้ประท้วง

เสียงเรียกหาการปฏิวัติของทักษิณมีขึ้นหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ประกาศ พรก. ฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากการประท้วงในวันเสาร์ที่ทำให้ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยา

นายอภิสิทธิ์เตือนผู้ประท้วงให้กลับบ้าน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับมาตรการรุนแรง ขณะเดียวกัน รถถังและกองทัพก็เคลื่อนเข้าสู่จุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

“รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงมาตลอด แต่การประท้วงกลับยกระดับความรุนแรงขึ้นและมีการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

รัฐบาลดิ้นรนเพื่อควบคุมสถานการณ์

มีสัญญาณบ่งบอกว่า รัฐบาลกำลังสูญเสียการควบคุมมาตั้งแต่วันอาทิตย์ เมื่อผู้ประท้วงหลั่งไหลเข้าไปรุมล้อมรถถังสองคันหน้าห้างสยามพารากอน ก่อนที่จะสั่งให้ทหารขับรถถังกลับไปค่ายทหาร

ก่อนหน้านี้ รถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ถูกทุบด้วยท่อนไม้ บันไดและกระถางต้นไม้หน้ากระทรวงมหาดไทย

มีคนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 คนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี 2 นาย เลขาธิการของนายกฯ และคนขับ ขณะที่ตำรวจที่ยืนอยู่แถวนั้นไม่ทำอะไรเลย

เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขายังมีอำนาจควบคุมและได้รับความจงรักภักดีจากกองทัพ นายอภิสิทธิ์ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ในเช้าวันจันทร์ ขนาบข้างด้วยผู้บัญชาการกองทัพบก กองทัพเรือ ทหารอากาศและรองผู้บัญชาการกรมตำรวจ

“ผมยืนยันว่า รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดยังคงจับมือกันอย่างแนบแน่น ท่านได้เห็นแล้วว่าผู้บัญชาการกองกำลังทั้งหมดอยู่ข้างกายผมในขณะนี้” เขากล่าว

ท. กุมาร (T Kumar) ผู้อำนวยการองค์กรนิรโทษกรรมสากลสำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บอกต่ออัลจาซีราว่า การที่กองทัพปฏิบัติการสลายผู้ประท้วงที่สนับสนุนทักษิณในวันจันทร์ เป็นภาพที่ขัดแย้งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการที่กองทัพนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลยต่อผู้ประท้วงที่ต่อต้านทักษิณ ซึ่งชุมนุมประท้วงรัฐบาลสองชุดที่ผ่านมา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับทักษิณ

“กองทัพมีการเคลื่อนไหวที่คิดคำนวณล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่กองทัพไม่ทำอย่างนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีคนนี้ยังเป็นฝ่ายค้าน” เขาตั้งข้อสังเกต

การประท้วงครั้งก่อน ๆ นำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลที่เพิกถอนรัฐบาลฝ่ายทักษิณและดันรัฐบาลของอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจ

กุมารกล่าวว่า มีความหวาดกลัวกันว่า กองทัพจะออกล่าผู้ประท้วงและกวาดจับมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งนำไปสู่การประท้วงที่รุนแรงกว่าเดิม การปกครองของทหารและ “ความแตกแยกที่ร้าวลึกยิ่งขึ้น” ระหว่างชนชั้นนำที่เป็นคนรวยในเมืองกับคนจนในชนบท

“วิธีการที่ดีที่สุดในการควบคุมสถานการณ์คือ จัดการเลือกตั้งใหม่ทันที” เขากล่าวและเตือนว่า ถ้าประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประชาคมโลกไม่กดดันรัฐบาลให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ประเทศไทยจะ “ดิ่งลงเหว”

ที่มา: Al Jazeera and agencies
http://english.aljazeera.net/news/asia-pacific/2009/04/200941303054537847.html ; 13 เมษายน 2552

14 เมษายน, 2552

แถลงการณ์เครือข่ายสันติประชาธรรม

แถลงการณ์เครือข่ายสันติประชาธรรม

ประณามการใช้ความรุนแรง ยุติการสร้างเงื่อนไขที่จะนำประเทศชาติไปสู่ภาวะไร้กฎหมาย

ใช้แนวทางประชาธิปไตยโดยปราศจากการใช้ความรุนแรง


นายกรัฐมนตรีได้พยายามโน้มน้าวให้ผู้คนเข้าใจว่า รัฐบาล จะนำความสงบเรียบร้อยมาสู่สังคมไทย แต่ทั้งเจตนาและการกระทำที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้ามกับการโฆษณาโดยสิ้นเชิง การกล่าวอ้างทั้งหลายนั้น มาจากการคิดคำนวณทางการเมืองเพื่อรักษาอำนาจที่ได้มาด้วยชั้นเชิง

บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลกำลังบิดเบือนความเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ ให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ศัตรูของประเทศชาติ” กับ “รัฐบาล” ดังคำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลไม่ควรผลักไส ป้ายสีให้ผู้มีความเห็นแตกต่างทางการเมืองกลายเป็นศัตรูของรัฐ จนเป็นเหตุที่จะสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง

ใน ส่วนของผู้ชุมนุม ซึ่งอาศัยแนวทางการชุมนุมโดยสงบและสันติมาโดยตลอด ควรยึดมั่นในการดำเนินการทางการเมืองตามแนวทางที่ตนเองยึดมั่นและประกาศเสมอ มา แทนที่จะเผชิญหน้าเพื่อเอาชนะคะคาน ผู้ชุมนุมควรหาหนทางช่วยลดเงื่อนไข เพื่อตัดชนวนความรุนแรง โดยคำนึงถึงความสูญเสียของประชาชนไม่ว่าจะฝ่ายใดเป็นหลัก

พวกเรากลุ่มนักวิชาการตามรายชื่อท้ายจดหมายนี้มีความเห็นดังต่อไปนี้

1. ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐ โดยการออกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน จนนำไปสู่การปะทะกันของทหารกับมวลชนนปช. เมื่อเช้าวันที่ 13 เมษายน ที่สามแยกดินแดง กรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลให้ทหารใช้กระสุนจริงในการสลายฝูงชน การสลายการชุมนุมยามวิกาล การไม่แจ้งล่วงหน้า การคุมข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ จนเกิดการสูญเสียของประชาชน และทวีความเจ็บแค้นให้กับผู้ชุมนุ,

ประวัติ ศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยได้พิสูจน์มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ว่า การแก้ปัญหาทางการเมืองไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้อำนาจความรุนแรงทางการท หาร สังคมทั่วโลกและประชาชนในประเทศไทยตระหนักดีว่า ความขัดแย้งในขณะนี้เป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความมั่นคงของรัฐ การแสดงออกทางการเมืองของประชาชนไม่ได้เป็นไปเพื่อทำลายความมั่นคงของรัฐ ดังนั้น รัฐบาลต้องยกเลิก พรก.ฉุกเฉินที่มิได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาการเมืองโดยเร็วที่สุด รัฐบาลต้องสั่งการให้ทหารยุติการใช้กระสุนจริงและอาวุธสงครามใดๆโดยเด็ดขาด

2. ประณามการใช้ความรุนแรงโดยกลุ่มคนที่สังคมกำลังสงสัยว่าเป็นกองกำลังหรือกลุ่มคนของรัฐ เช่น “กลุ่มเสื้อน้ำเงิน” เมื่อ วันที่ 11 เมษายนที่เมืองพัทยา และโดยการ์ดของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีบางคน เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่กระทรวงมหาดไทย หากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงและความเกี่ยวข้องของรัฐบาลกับกับกอง กำลังหรือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นได้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยปละละเลย หรืออาจถึงขั้นสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรง

3. เรียก ร้องให้ผู้ชุมนุมพยายามหาทางหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยฝ่ายประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมวลชนกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลหรือต่อต้านรัฐบาล ขอให้ผู้ชุมนุมดำเนินอยู่ในแนวทางการชุมนุมที่เคารพกฎหมาย ในกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ไม่ยั่วยุหรือริเริ่มการกระทำใดๆที่จะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง

4. ส่วน หนึ่งของปัญหาความรุนแรงในขณะนี้มาจากการที่ สื่อไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข่าวอย่างเป็นกลางและรอบด้าน พวกเราเรียกร้องให้สื่อมวลชนเคารพต่อความจริง นำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ไม่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเงื่อนไขความรุนแรง และยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ในภาวการณ์ซึ่งสังคมต้องการทางเลือกที่ปราศจากการใช้ความรุนแรง สื่อต้องเปิดพื้นที่รณรงค์ขอประชามติประชาชนเกี่ยวกับทางออกต่อสถานการณ์ใน ขณะนี้ เช่นให้มีการถกเถียงเรื่องการยุบสภาหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี

พวก เรานักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักสันติธรรม ได้แก่การคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองโดยปราศจากความรุนแรง และเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาในระบอบประชาธิปไตย หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิถีทางทางการเมืองได้ รัฐบาลต้องกล้าหาญตัดสินใจลาออกหรือยุบสภา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมต้องมีสติ และคำนึงถึงความสูญเสียของประชาชนไม่ว่าจะฝ่ายใดเป็นหลัก

เครือข่ายสันติประชาธรรม
13 เมษายน 2552

เกษม เพ็ญภินันท์
ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร
คู่บุญ จารุมณี
จีรพล เกตุจุมพล
ฉลอง สุนทราวาณิชย์
ไชยันต์ รัชชกูล
ดารณี แสงนิล
ทวีศักดิ์ เผือกสม
ธนาพล ลิ่มอภิชาติ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์
พิศาล มุกดารัศมี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วีระศักดิ์ กีรติวรนันท์
สังกมา สารวัตร
ศิวพล ละอองสกุล
ศรีประภา เพชรมีศรี
อภิชาต สถิตนิรามัย
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

แถลงการณ์ กป.อพช. : พรก.ฉุกเฉินไม่ใช่ใบอนุญาตใช้ความรุนแรง

แถลงการณ์

เรื่องขอให้ทุกฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง

ด้วยวิถีทางประชาธิปไตยและให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง


สถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการขยายความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และมีการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จ การ (นปช.) และสถานการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนยากที่จะ แก้ไขเยียวยานั้น

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและขอเรียกร้องต่อทุกฝ่ายดังนี้


1. ขอ ให้รัฐบาลใช้มาตรการตามขั้นตอนของกฎหมายและตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดใน การยับยั้งการชุมนุมที่เป็นการคุกคามสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชน และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่ใบอนุญาตให้มีการใช้อำนาจด้วยความ รุนแรงได้ตามอำเภอใจ

2. ขอ ให้แกนนำของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ยุติการใช้แนวทางการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงโดยไม่คำนึงชีวิตของประชาชนผู้ เข้าร่วมการชุมนุมและชีวิตของประชาชนทั่วไป

3. ขอ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านเร่งรัดให้มีการประชุมร่วม ของรัฐสภาฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ เพราะรัฐสภาเป็นสถาบันสำคัญที่ต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วย กระบวนการประชาธิปไตย

4. ขอให้องค์กรประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน นักวิชาการ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นายแพทย์ นาย ทหาร นายตำรวจ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง ยุติการสร้างความเกลียดชัง ยุติการยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง และประณามทุกฝ่ายที่ส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขความขัดแย้งทาง การเมืองที่ดำรงอยู่ในขณะนี้

แถลง ณ วันที่ 13 เมษายน 2552

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)