CBOX เสรีชน

02 มีนาคม, 2552

"ใจ" ร่อนสารถึงทูตไทยในอังกฤษ ท้าดีเบตแสดงจุดยืนวิชาการสองต่อสอง

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มีนาคม 2552

ใจ อึ้งภากรณ์ ร่อนสารเปิดผนึกถึงทูตไทยในอังกฤษในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ท้าโต้วาทีเชิงวิชาการพร้อมแลกเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองสองต่อสองในสถานที่ ที่เป็นกลาง พร้อมเขียนตบท้าย อย่ากลัวที่จะตอบรับคำท้า!!

ร. ศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้กำลังพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญในการทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพและต่อ ต้านกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ได้ออกจดหมายเปิดผนึกผ่านทางอินเตอร์เน็ต ลงนามถึงสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนวันนี้ โดยมีรายละเอียดของจดหมายทั้งหมดดังนี้



Call for open academic debate with
Thai Ambassador to UK

จดหมายถึงทูตไทยประจำลอนดอน
Open Letter to Thai Embassy in London

ผม ยินดีที่สถานทูตไทยพร้อมจะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากจุดยืนผม และผมยินดีที่มีการจัดประชุมที่สามัคคีสมาคมเพื่อให้ทูตไทยแสดงความเห็นของ ฝ่ายรัฐบาล

เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนและการใช้ปัญญาต่อไป ผมจึงขอเชิญทูตไทยประจำลอนดอน ร่วมโต้วาทีวิชาการ สองต่อสอง กับผมในเวทีสาธารณะ เรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย โดยมีผู้ดำเนินการที่เป็นกลาง อาจจัดที่ลอนดอนในเดือนเมษายน

หวังว่าจะมีการตอบรับมาจากสถานทูต เพื่อแสดงความจริงใจและความเปิดกว้างทางวิชาการ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
๑ มีนาคม ๒๕๕๒

I am happy that the Thai Ambassador is taking a keen interest in public discussions concerning the Thai political situation. His talk at Sammagi Samakom shows this. Therefore may I suggest as a next step that the Ambassador and I debate the issue of Thai Democracy publically sometime in April. We can ensure a neutral chair person. I hope that the Ambassador will agree to this public debate in a spirit of open-minded academic freedom.

Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
1 March 2009

22 กุมภาพันธ์, 2552

คนงานตก ถังสารเคมี "ฟอกหนัง" สยอง2ศพ

ข่าวสด
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552



สลด คนงานโรงงานฟอกหนังปากน้ำจมถังผสมสารเค มีเสียชีวิตอนาถ 2 ศพ ขณะเทสารเคมีผสมลงไปในถัง ถุงหล่น จึงลงไปเก็บ ก่อนจะหายไป เพื่อนอีกคนพยายามช่วยเหลือ ก่อนจะหายไปทั้งสองคน คาดสูดพิษจนขาดอากาศหายใจ

เมื่อ เวลา 08.30 น. วันที่ 21 ก.พ. ร.ต.ท.สุนทราพร จาตูม ร้อยเวร สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งพบศพคนงานในถังปั่นหนัง ภายในโรงงาน บริษัท ทวีชัยแทนเนอรี่ จำกัด เลขที่ 182 ม.1 ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการรุดไปยังที่เกิดเหตุ

ภาย ในโรงงาน ที่บริเวณถังปั่นหนังแบบกลมที่มีอยู่ด้วยกันจำนวน 7 ถัง ที่ทำด้วยไม้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร ถังที่ 3 เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อนายทวีป ศิริอ่อน อายุ 36 ปี บ้านเดิมเลขที่ 48 ม.2 ต.หนองแซง อ.หันคา จ.ชัยนาท สภาพศพนุ่งกางเกงในตัวเดียว และนายสิทธิโชติ ฝอดสูงเนิน อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 842 ม.3 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สภาพนุ่งกางเกงในตัวเดียวเช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงนำศพทั้ง 2 ออกมาจากถัง ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลทั้ง 2 คน

จากการสอบสวนนายอารี คนทองเมือง อายุ 44 ปี หัวหน้าคนงานซึ่งพบศพคนแรกให้การว่า ถังดังกล่าวเป็นถังที่ใช้ผสมสารเคมีเพื่อทำการฟอกหนัง เมื่อตอนเช้าวันนี้ ตนมาตรวจตามถังจนมาถึงถังดังกล่าว พบศพคนงานทั้ง 2 คนที่ตกไปในถังดังกล่าว จึงรีบแจ้งโรงงาน

พบว่าในโรงงานมีกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิด พบว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา นายทวีป ผู้เสียชีวิตคนแรก นำสารเคมีมาเทใส่ในถัง ขณะกำลังใส่สารเคมีอยู่นั้น ถุงสารเคมีหล่นลงไปในถัง นายทวีปจึงลงไปเก็บถุงสารเคมี ทำให้หล่นลงไปในถัง ขณะเดียวกัน นายสิทธิโชติเดินมาพบจึงลงไปช่วยนายทวีป แต่ภายในถังไม่มีอากาศหายใจ ทำให้นายสิทธิโชติหล่นลงไปเสียชีวิตด้วยกัน

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติเวช เพื่อผ่าศพตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

โอเพนซอร์สของไทยทำไมไปไม่ถึงไหน





เผลอเดี๋ยวเดียวก็เข้ามาอยู่ในวงการโอเพนซอร์สบ้านเราก็เกือบ 10 ปีเข้าไปแล้ว ที่ผ่านมาก็ได้เห็นได้เจออะไรมากมาย ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ใครรู้จักโอเพนซอร์สเลย เรื่อยมาจนถึงสมัยที่โอเพนซอร์สโด่งดังทำท่าว่าจะมีอนาคตอันสดใส แต่จนแล้วจนรอดมันก็กลายเป็นแค่พลุที่ลอยขึ้นสูงแตกออกแล้วก็จางหายไป เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากหากจะยังปล่อยวางเอาไว้แบบนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเสียเงินไปซื้อพลุมาจุดอีกมากเท่าไร หรือจะต้องรอจุดเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ (หรือไม่ก็ลอยกระทง)

เรามาลองค้นหาคำตอบด้วยกันไหมว่าทำไมโอเพนซอร์สในบ้านเราเป็นได้แค่ “พลุ” หนึ่งในคำตอบก็คงจะเป็นเรื่องของความเข้าใจผิดตั้งแต่แรกว่าโอเพนซอร์สนั้น เป็นของฟรีไม่เสียเงิน แทนที่จะมองว่าโอเพนซอร์สเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมหรือการให้ (contribute) หลายคนบอกว่าเรื่องนี้ต้องไปโทษหน่วยงานที่ทำการโปรโมทให้ใช้โอเพนซอร์สที่ เอะอะก็ยกเรื่องฟรีขึ้นมาเป็นตัวนำ ทำเอาหลายคนเข้าใจว่านี่คือของฟรีที่ดีที่สุดในโลก พอเอาเข้าจริงๆ ก็กลายเป็นของฟรีที่ไม่ดีจริงไปซะอย่างนั้น

จะโทษหน่วยงานที่โปรโมทก็ไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่าข้อความแบบนี้มันส่งผลเร็วทันใจ คนจำนวนไม่น้อยที่พากันเฮโลเข้ามาลองของกันมากมาย แต่ด้วยความคาดหวังที่สูงมากๆ ทำให้ต้องผิดหวังแรงๆ เช่นกัน ก็โอเพนซอร์สไม่ใช่ของวิเศษที่จะแก้ปัญหาหรือทำงานให้ถูกใจใครไปได้ทั้งหมด แท้จริงแล้วมันเป็นสังคมของการแบ่งปันและมีส่วนร่วม ยกตัวอย่างเช่นหากใช้งานแล้วพบว่ามีข้อผิดพลาดหรือ errror คนใช้งานที่เข้าใจโอเพนซอร์สก็จะทำการรายงานข้อผิดพลาดกลับไปยังทีมพัฒนา เพื่อทำการแก้ไข (และคนอื่นที่มาใช้ทีหลังจะได้ไม่ต้องเจอปัญหาแบบนี้อีก) ยิ่งทำซอฟต์แวร์ก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้น แต่เสียดายที่คนไทยน้อยคนนักที่จะทำแบบนี้ ตรงกันข้ามเวลาที่เจอปัญหานอกจากจะไม่ทำการแจ้งข้อผิดพลาดเท่านั้นยังไม่พอ ยังทำการเมาท์ทูเมาท์กันไปอีกว่า "ห่วย" ซึ่งการกระทำแบบนี้มันไม่แฟร์กับโอเพนซอร์สเลย ในสถานะการณ์เดียวกันถ้าเรื่องแบบนี้เกิดกลับซอฟต์แวร์ชื่อดังจาก Redmond การไม่แจ้งข้อผิดพลาดกลับก็เป็นสิ่งที่ทำเหมือนกัน แต่ไม่มีการเมาท์ทูเมาท์ต่อแต่อย่างไร หรือถ้าเกิดไปปรับทุกข์เรื่องนี้กับคนรอบข้างก็จะได้คำตอบว่า "ธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา" เฮ้อ...คิดแล้วเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก

นั่นคงจะเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมเรื่องโอเพนซอร์สในบ้านเราถึงไม่แพร่หลาย มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มทีหลังแต่ก็ดูแล้วก้าวหน้าเป็นหลักเป็นฐานมากกว่า บ้านเรานัก พอถามความเห็นเรื่องนี้หลายคนก็ให้คำตอบคล้ายๆ จะโยนความผิดไปให้ระบบการปกครองกันเลยทีเดียว บอกว่าเวียดนามถ้านายพลสั่งว่าลีนุกซ์ก็ลีนุกซ์กันทั้งประเทศ แม้แต่จีนกับคิวบาก็ว่ากันไปว่าระบบการปกครองเอื้ออำนวย (น่าตกใจไหมครับว่าซอฟต์แวร์แห่งเสรีภาพที่เกิดจากชุมชนกลับไปเบ่งบานที่ ระบบสังคมนิยม)

แต่ประเทศในยุโรปที่เป็นประชาธิปไตยโอเพนซอร์ส์ก็ได้รับการยอมรับอย่าง มากมาย นี่คงพอจะตอบได้ว่าเรื่องของระบบการปกครองประเทศไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้... แล้วมันอยู่ที่ตรงไหนดีละ เอาเป็นว่าเปิดใจกันอย่างแฟร์ๆ ผมว่าคนไทยหลายคนยังไม่พร้อมที่จะรับโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ไปใช้ ส่วนใครที่เข้าใจและพร้อมใช้งานแล้วก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนใครที่ยังไม่เข้าใจคงต้องรอให้ซอฟต์แวร์เถื่อนหมดไปจากประเทศหรือไม่ก็ รอให้ BSA ไปจับ แล้วคุณหละคิดว่าทำไมโอเพนซอร์สบ้านเราถึงไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น...

มาดู Go-OO! กัน



Go-OO เป็น Open Office ที่นำเอาคุณสมบัติอย่าง OpenXML และการใช้งานไฟล์เอกสารเพื่อให้ Open Office ทำงานกับไฟล์เอกสารของ Microsoft Office ได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่นการใช้ field นอกจากจะทำงานได้ดีกับไฟล์เอกสารตระกูล Office แล้วการเปิดใช้รูปภาพรจาก WordPerfect ก้อทำได้ดียิ่งขึ้นด้วย อ้อและที่สำคัญหากไฟล์ Excel ของคุณมีมาโคร VBA Go-OO ก้อสามารถรันมาโครนั้นได้ทันที หาคุณกำลังคาดหวังกับการเปลี่ยนมาใช้ Open Office และยังกังกลกับการคำนวนบน Excel หรือกังวลกับเอกสารที่มีไฟล์ Visio พ่วงอยู่ในเอกสารแล้วจะทำงานบน Open Office ไม่ได้ Go-OO คือทางออกของคุณครับ :)

Go-OO มาพร้อมกับหน้าจอโปรแกรมที่คล้ายกับ Open Office แตกต่างกันเพียงนิดหน่อย ซึ่งจากจากจะแก้ปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ของเอกสาร Go-OO ยังสามารถใส่มัลติมีเดียที่ใช้งานกันบน Linux ได้อย่างง่ายดาย เช่น ไฟล์มัลติมีเดียบน GStreamer, SVG, 3D trasitions เป็นต้น การแสดงผลเอกสารภาษาจีนที่ถูกต้องสมบูรณ์ และยังไม่หมดเพียงแค่นี้ Go-OO ยังทำงานได้กับ file selector บน Linux ได้เป็นอย่างดี ทำให้คุณไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในการใช้งานโปรแกรม

Go-OO ทำงานได้เร็วตั้งแต่โหลดโปรแกรมมีโปรแกรมฝังตัวใน System Tray เพื่อให้ง่านในการเรียกใช้โปรแกรม ซึ่งโดยปกติบน Linux ไม่มี ทำให้การทำงานของ Go-OO ทำงานบน Linux ได้เร็วมากขึ้น ใช้ memory น้อยลง ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น หากคุณเป็น Contributor ต้องการพัฒนาคุณสมบัติใหม่ๆ หรือแก้ไขบักใน Go-OO ก้อสามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซึ่ง Go-OO มีทีมงาทคอยจัดการเรื่อง code review เพียงแค่ส่ง patch ผ่านทางระบบ mailling list เท่านั้น ไม่ต้องกังวนเรื่อง patch ไม่ดีเรามีทีมงานคอยช่วยเหลือในการปรับปรุง patch ของคุณ Go-OO เลือกใช้ LGPLv3 และ CDDL เป็นสัญญาอนุญาติทำให้โค้ดยังคงอยู่มีการพัฒนาเพิ่มเติมได้และมีการปรับปรุง ได้ง่ายและที่สำคัญสามารถพัฒนาให้สามารถทำงานได้กับ ชุดโปรแกรม Office อื่นๆ ได้

มาดูคุณสมบัติเด่นใน Go-OO กัน

SVG Support



3D transitions



Rich fields support


Startup performance


Unix systray quick-starter


Calc solver


Excel interoperability


VBA support


Mono integration


GStreamer integration


Text Grid rendering


EMF rendering


MS-Work import


WordPerfect Graphics import


ที่มา - Go-OO

Openoffice 3.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว




10/14/2008

ในวันนี้ ทีมงาน OpenOffice.org ออกมาประกาศว่าสามารถ OpenOffice.org 3.0 รุ่นเต็มได้แล้วจากหน้าเว็บไซต์
โอเพนออฟฟิศดอตอ็อก (OpenOffice.org หรือ OO.o) เป็นชุดซอฟต์แวร์สำนักงาน ซึ่งใช้เตรียมเอกสาร และงานทั่วไปในสำนักงาน นอกจากนี้ โอเพนออฟฟิศดอตอ็อก ก็ยังเป็นชื่อขององค์กรที่ตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลและพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวนี้อีกด้วย
โอเพนออฟฟิศดอตอ็อก เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส คือ เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมพัฒนาได้ในประเทศไทย มีการนำ โอเพนออฟฟิศดอตอ็อกมาพัฒนาต่อเพื่อให้ใช้งานภาษาไทยได้ โดยสองตัวหลักที่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง คือ ปลาดาวออฟฟิศ ที่สนับสนุนโดย ซัน ไมโครซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) และ ออฟฟิศทะเล ที่พัฒนาโดยเนคเทค


โอเพนออฟฟิศดอตอ็อกตั้งแต่รุ่น 2.0 เป็นต้นไป จะจัดเก็บเอกสารตามมาตรฐาน OpenDocument ซึ่งเป็นมาตรฐานเอกสารแบบเปิด และไม่ขึ้นกับโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง (สามารถเปิดแก้ไขด้วยโปรแกรมอื่นนอกเหนือจากโอเพนออฟฟิศดอตอ็อกได้)
และตอนนี้ OpenOffice ได้ปล่อยเวอร์ชั่น 3.0 รองรับทั้ง Windows Mac Linux หน้าตาการใช้งานที่ง่ายขึ้น และรองรับภาษาไทย จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่อยากจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงครับ



โปรแกรมในชุดมีดังนี้...
- Writer โปรแกรมประมวลผลคำ คุณภาพเทียบเท่ากับ Microsoft Word หรือ WordPerfect อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ export ไฟล์ เป็น PDF ได้ทันที
- Calc สเปรดชีต คุณภาพเทียบเท่า Microsoft Excel หรือ Lotus 1-2-3
- Impress โปรแกรมนำเสนอ คุณภาพเทียบเท่า Microsoft PowerPoint และมันยัง export presentations to Adobe Flash ได้อีกด้วย
- Draw โปรแกรมวาดภาพแบบเวกเตอร์ คุณภาพเทียบเท่า CorelDRAW ครับ
- Base' โปรแกรมฐานข้อมูล คุณภาพเทียบเท่า Microsoft Access

ใน OpenOffice.org 3.0 นั้นได้เปลี่ยน Graphic ไปมากมายหลายจุด ตั้งแต่หน้า Splash จนถึงไอคอนต่างๆ ซึ่งธีมชุดใหม่นี้มืีชื่อว่า Galaxy และยังได้เพิ่ม Start Screen
ขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งในโปรแกรมต่างๆก้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย ดังนี้

- Writer - มี Slider สำหรับซูมเอกสารที่ดีกว่าเดิม (จากจดหมายข่าวบอกมาอย่างนั้น) ผู้ใช้สามารถแสดงเอกสารหลายๆหน้าในระหว่างแก้ไขเอกสารได้ และมีการรองรับการทำงานแบบหลายภาษาที่ดีขึ้น

- Calc - เพิ่มคอลัมน์ ให้รองมากขึ้นถึง 1024 คอลัมน์ มีระบบการแก้สมการที่ดีขึ้น และมีการเพิ่มคุณสมบัติบางประการเกี่ยวกับการใช้งานหลายคน

- Draw - สามารถใช้วาดภาพขนาดโปสเตอร์ได้แล้ว (ขนาดสูงสึุดคือ 3 ตารางเมตร)

- Impress - สามารถแสดง Presentation ในหลายๆจอได้ และแก้ไข Chart ให้ดูสบายตากว่าเดิม

ฟังก์การส่งออกเอกสารเป็น PDF ก็ได้รับการปรับปรุง โดยจะสนับสนุนเอกสารแบบ PDF/A เพิ่มเข้ามา และผู้ใช้สามารถปรับออพชั่นของเอกสารได้

นอกจากนี้ OOo3.0 ยังถูกออกแบยบให้ดูเป็นชิ้นเดียวกับ OSX แล้ว (สำหรับรุ่น Mac) ทำให้ผู้ใช้แมคไม่รู้สึกว่า OOo เป้นสิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป (แต่ผมไม่มี Mac ให้ทดสอบ
ใครมีช่วยทดสอบทีครับ)

ในด้านการทำงานกับ Microsoft Office ก็ถูกพัฒนาขึ้นไปด้วยเช่นกัน โดยใน OOo 3.0 ได้เพิ่มการสนับสนุนไฟล์ฟอร์แมต OOXML ของ Microsoft Office และยังสนับสนุน
ไฟล์ของ MS Access 2007 ที่เป็น accdb อีกด้วย


Download


ปล.รู้สึกตอนนี้เว็บจะเข้าไมได้แล้ว (ผมเข้าไมได้เลย) หลังจากออกจดหมายข่าวมาเมื่อชั่วโมงก่อน คาดว่าคนคงแห่ดาวน์โหลดจนเว็บล่ม

การติดตั้ง Remote Desktop Web Connection ใน Windows XP

คุณสามารถใช้ Remote Desktop Web Connection เพื่อเริ่มใช้งานการเชื่อมต่อรีโมทเดสก์ทอปจากเว็บเบราเซอร์ของคุณได้ ซึ่งทำได้โดยการกำหนดเบราเซอร์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับการกำหนดค่าคอนฟิก ด้วย Remote Desktop Web Connection ดาวน์โหลด ActiveX control และเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ Windows XP ด้วยรีโมทเดสก์ทอป คอมพิวเตอร์ไคลเอ็นต์อาจเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Windows 2000 หรือกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Microsoft Windows NT 4.0 Terminal Server Edition

การเปิด Remote Desktop Web Connection ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:

1. คลิก Start แล้วคลิก Control Panel
2. ดับเบิลคลิก Add/Remove Programs
3. คลิก Add/Remove Windows Components
4. คลิก Internet Information Services แล้วคลิก Details
5. คลิกที่ World Wide Web Service แล้วคลิก Details
6. เลือกช่องทำเครื่องหมาย Remote Desktop Web Connection แล้วคลิก OK
7. คลิก OK ที่หน้าจอ Internet Information Services
8. คลิก Next ที่หน้าจอ Windows Components Wizard

หมายเหตุ หากคุณไม่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ระยะไกลได้หลังจากทำตามขั้นตอนต่างๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ตรวจดูให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้ Remote Desktop แล้ว โดยให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:

1. คลิกขวาที่ไอคอน My Computer บนเดสก์ทอป แล้วคลิก Properties
2. คลิกแท็บRemote
3. ตรวจดูให้แน่ใจว่าเลือกเช็คบ็อกซ์ Allow users to connect remotely to this computer ไว้แล้ว และคลิก OK
4. ลองเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ระยะไกลอีกครั้ง

ไฟล์ต่างๆ ควรจะได้รับการติดตั้งแล้ว การเริ่ม Remote Desktop Web Connection ให้พิมพ์ URL ต่อไปนี้ลงในอินเตอร์เน็ตเบราเซอร์ของไคลเอ็นต์คอมพิวเตอร์ โดยที่ servername คือชื่อเซิร์ฟเวอร์ของคุณ:
http://servername/tsweb
หมายเหตุ เมื่อคุณอัปเกรด Windows XP โปรแกรม Remote Desktop Web Connection Control จะไม่ได้รับการอัพเดทไปด้วย การอัพเดท ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:

1. คลิก Start คลิก Control Panel และคลิก Add or Remove Programs
2. คลิก Add/Remove Windows Components
3. คลิก Details
4. เลือกเช็คบ็อกซ์ World Wide Web Service คลิก Details จากนั้นคลิกเช็คบ็อกซ์ Remote Desktop Connection
5. คลิก OK

จะปรากฏเวอร์ชันใหม่ล่าสุดขึ้น

ใช้กับ

* Microsoft Windows XP Professional Edition

http://support.microsoft.com/kb/284931/th

15 กุมภาพันธ์, 2552

ภาษีทรัพย์สิน: ภาษีเพื่อประโยชน์ของทุกคน

เสรีชน บ้านผมเองก๊าบ

ภาษีทรัพย์สิน: ภาษีเพื่อประโยชน์ของทุกคน

ดร.โสภณ พรโชคชัย*

นับแต่ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีดำริเรื่องเกี่ยวกับภาษี ทรัพย์สินและภาษีมรดก ประชาชนบางส่วนอาจตื่นตระหนก แต่ผมใคร่ขอเรียนว่า การมีภาษีทรัพย์สินนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่การสร้างปัญหาให้กับใคร แม้แต่กับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ก็ตาม

ทำไมระบอบประชาธิปไตยไทยจึงล้มลุกคลุกคลานแม้จะมีอายุถึง 76 ปีแล้ว คำตอบง่าย ๆ ก็คือ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เรามักเข้าใจว่าการมีส่วนร่วมหมายถึงแค่การไปออกเสียงเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงหมายถึงการมีส่วนให้หรือส่วนเกื้อหนุนในฐานะสมาชิกของ สังคมหรือของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้แก่การเสียภาษี

คงไม่มีประเทศใดจะอยู่รอดได้หากประชาชนของประเทศไม่ได้เสียภาษี และภาษีที่ผมหมายถึงก็คือภาษีทรัพย์สิน การที่ประชาชนได้เสียภาษีโดยตรงจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ จะร่วมกันดูแลภาษีของตน และปิดโอกาสที่จะให้นักการเมืองหรือข้าราชการประจำรายใด มาแสวงหาผลประโยชน์

ภาษีทรัพย์สินเป็นอย่างไร
ภาษีทรัพย์สินนี้หมายถึงภาษีที่ประชาชนผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ (รถ เรือ ฯลฯ) และโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ต้องเสียให้กับท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองโดยตรง ระบบภาษีทรัพย์สินจะทำให้ผู้เสียภาษีเล็งเห็นถึงประโยชน์ของภาษีที่ตนเองจะ ได้รับ และตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการเสียภาษี

ในเมืองเกือบทุกแห่งของประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ประชาชนต้องเสียภาษีทรัพย์สินเป็นเงินประมาณ 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของ เช่น หากเรามีบ้านราคา 1 ล้านบาทในเขตเทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี เราต้องเสียภาษีทรัพย์สินประมาณ 15,000 บาท หรือ 1.5% โดยภาษีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อการจัดการศึกษา จัดสร้างสาธารณูปโภค และการพัฒนาอื่น ๆ ในเขตเทศบาลดังกล่าว ภาษีเพียงเท่านี้ก็พอ ๆ กับค่าเก็บขยะ ค่าดูแลทรัพย์สินส่วนกลางเท่านั้น ไม่ได้มากกว่ากันเลย การใช้ภาษีทรัพย์สินยังจะทำให้รัฐบาลยกเลิกภาษีที่ซ้ำซ้อนอื่น คือ ภาษีบำรุงท้องที่

อย่างไรก็ตามในกรณีของประเทศไทย ทางรัฐบาลยังจะลดหย่อนให้มากกว่าในต่างประเทศ เช่น จะจัดเก็บ ณ อัตราเพียง 0.5% สำหรับกรณีเกษตรกรรมยังอาจเป็นเพียง 0.05% ของมูลค่าทรัพย์สิน นอกจากนั้นยังจะจัดเก็บสำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าตั้งแต่กี่ล้านขึ้นไป (ยังไม่ระบุในขณะนี้) รวมทั้งคาดว่าจะใช้จริงในราวปี 2554 ไม่ใช่ในปัจจุบัน เพราะยังต้องเตรียมการให้เรียบร้อยก่อนนั่นเอง

ประโยชน์ของภาษีทรัพย์สิน
จะเห็นได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ เทศบาลนั้น ๆ ยิ่งเจริญ ท้องถิ่นนำไปปรับปรุงถนน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น พอท้องถิ่นนั้นเจริญ มูลค่าทรัพย์สินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้ประโยชน์ เข้าทำนอง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้ก็เพื่อการพัฒนาในพื้นที่เท่านั้น ประชาชนจึงรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตามอาจมีชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนไม่อยากเสียภาษีนี้บ้าง เช่น คนโสด เพราะตนเองอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาแก่เด็ก เป็นต้น แต่การมีโรงเรียนคุณภาพในท้องถิ่นจะทำให้มีคนสนใจย้ายเข้าท้องถิ่นของตนเอง มากขึ้น ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

โดยที่ภาษีทรัพย์สินเป็นภาษีสำหรับท้องถิ่นซึ่งมีขนาดเล็กและเป็นภาษีทางตรง จึงทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถช่วยดูแล ควบคุมเป็นอย่างดี ต่างจากในสถานการณ์ปัจจุบันของไทย ที่รัฐบาลกลางส่งเงินมาให้ส่วนท้องถิ่นใช้ คนในท้องถิ่นจึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” กลายเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบไป

ภาคปฏิบัติของภาษีทรัพย์สิน
ในแต่ละปี เทศบาลหรือ อบต. จะเป็นผู้ประเมินว่าเรามีทรัพย์สินราคาเท่าไหร่ โดยในบางกรณีเจ้าของบ้านอาจให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพื่อประเมินได้ ถูกต้อง จะได้ไม่เสียภาษีมากหรือน้อยเกินไป หลังจากนั้น เทศบาลก็จะแจ้งราคาทรัพย์สินของเราและอัตราภาษีที่เราต้องเสีย ประเด็นสำคัญอยู่ที่แต่ละเทศบาลต้องทำทะเบียนทรัพย์สินที่จะประเมินและ สามารถประเมินให้ทันสมัย ถูกต้องเป็นรายปี เพื่อความเป็นธรรมของผู้เสียภาษี ผู้ที่ไม่ยอมเสียภาษีอาจถูกยึดบ้านมาขายทอดตลาดเพื่อเสียภาษีได้

ภาษีทรัพย์สินนี้อาจยกเว้นหรือเสียแต่น้อยในกรณีที่ดินที่ทำการเกษตร (รายย่อย) ในพื้นที่เกษตรกรรมของผังเมือง (หรือผังชนบท) หรืออาจเป็นที่ดินที่ทำการเกษตรนอกพื้นที่เกษตรกรรมแต่ทำการเกษตรจริงเป็น เวลานานเท่าที่กำหนด เช่น ตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันพวกแสร้งทำการเกษตรบนที่ดินเปล่าเพื่อเลี่ยงภาษี การมีข้อยกเว้นสำหรับที่ดินเพื่อการเกษตรก็เพื่อเป็นการส่งเสริมเกษตรกรไม่ ให้ได้รับความเดือดร้อน แต่สำหรับพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่มักไม่มีข้อยกเว้นการเสียภาษี การคำนวณภาษีของที่ดินเพื่อการเกษตรทุกประเภทมักคำนวณจากประโยชน์ที่ที่ดิน นั้นได้รับจากสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เป็นต้น

กระดูกสันหลังประชาธิปไตย
ในประเทศตะวันตก ไม่เฉพาะนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักการศึกษา การสาธารณูปโภค การประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการเสียภาษี และอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวหรือในรูปคณะกรรมการ ก็จะต้องผ่านการเลือกตั้งเช่นกัน มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเท่านั้น ที่เป็นข้าราชการประจำของเมืองหรือเทศบาล

การเลือกตั้งผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้การบริหารเทศบาลเป็นไปตามความต้องการของคนในท้องถิ่น โดยมีประชาชนในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ผู้ที่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม จึงอาจเป็นระดับชาวบ้านธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองมืออาชีพเขี้ยวโง้ง หรือไม่ นี่จึงเป็นผลดีของภาษีทรัพย์สินที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น จนทำให้คนดี ๆ ในท้องถิ่นอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวมจริง ๆ มากขึ้น เป็นการปิดโอกาสที่นักการเมืองและข้าราชการประจำจะกระทำทุจริตและประพฤติมิ ชอบ

ผลร้ายของการไม่มีภาษีทรัพย์สิน
ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่สามารถมีระบบภาษีทรัพย์สินได้มาช้านานแล้ว ระบบภาษีบำรุงท้องที่ก็ยังใช้ราคาประเมินของทางราชการที่เก่ามากแล้ว ไม่สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน เก็บภาษีก็ได้เพียงน้อยนิด เทศบาลส่วนมากก็ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ให้พอเพียงกับค่าใช้จ่าย รัฐบาลส่วนกลางก็ต้องส่งงบประมาณมาให้ใช้สอย จนทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ข้างต้นนี้เป็นภาพที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

ที่ดินเปล่าใจกลางกรุงมากมายปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะไม่ต้อง เสียภาษี ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อุปทานที่ดินก็จำกัด เมืองก็ต้องขยายออกไปในแนวราบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต้นทุนการขยายสาธารณูปโภคออกสู่ชานเมืองก็สูงขึ้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระแก่ส่วนรวม

เราควรคิดใหม่ว่าการที่รัฐจัดหาระบบไฟฟ้า ประปา ระบายน้ำ ฯลฯ ผ่านหน้าที่ดินของเราโดยเราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรนั้น เราก็ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับที่ปัจจุบัน ใครมีห้องชุดอยู่ในอาคารชุด มีบ้านอยู่ในโครงการจัดสรร ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แม้ตนจะอยู่หรือไม่ก็ตาม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการถือครองทรัพย์สิน ถ้าท้องถิ่นของไทยมีภาษีไม่พอ เราก็ต้องขึ้นภาษีทางอ้อม กลายเป็นความบิดเบี้ยวไปอีกต่างหาก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนก็จะถูกบิดเบือนให้แปลกแยกกับระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีส่วน ร่วม มีส่วนได้ มีส่วนเสียเพื่อรดน้ำพรวนดินระบอบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้เสียภาษี เพียงแต่ไม่ได้เสียภาษีทางตรงจากทรัพย์สินที่ครอบครอง จึงทำให้ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของเท่าที่ควร และกลายเป็นว่าท้องถิ่นเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลส่วนกลางอีกต่างหาก (แต่บางที่ ๆ กันดาร ไม่ควรไปตั้งถิ่นฐานตั้งแต่แรก ก็อาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้อย่างเพียงพอ)

การเตรียมการระบบข้อมูล
โดยพื้นฐานแล้ว ภาษีทรัพย์สินจะสร้างประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่เป็นภาระกับใครแต่ช่วยเพิ่มมูลค่า แต่ภาษีทรัพย์สินจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อมีระบบข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดี ในปัจจุบัน ข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เป็นที่เปิดเผย โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่เพื่อความโปร่งใส ป้องกันอาชญากรมาฟอกเงิน และเป็นการให้สังคมได้ตรวจสอบการเสียภาษีที่ถูกต้อง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รู้กันให้แน่ชัดว่ามีการซื้อขายทรัพย์สิน ณ ราคาเท่าไหร่บ้าง

ในความเข้าใจผิดของบุคคลทั่วไป มักเชื่อว่า ราคาซื้อขายที่แจ้ง ณ สำนักงานที่ดินส่วนใหญ่ แจ้งผิดจากความเป็นจริง แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า มีข้อมูลถึงสองในสามแจ้งตามจริง หากข้อมูลมีการเปิดเผย ก็จะผลักดันให้เกิดการแจ้งจริงมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการตั้งราคาซื้อ-ขายทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมและ อย่างรอบรู้ในหมู่ประชาชน

การที่จะให้ทางราชการประเมินค่าทรัพย์สินทั่วประเทศ คงเป็นได้ยาก และไม่อาจปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ การมีระบบการเปิดเผยข้อมูลซื้อขายทรัพย์สิน จะช่วยให้เกิดการสร้างฐานข้อมูลเพื่อการประเมินค่าทรัพย์สินที่เป็นธรรมต่อ ทุกฝ่ายโดยเฉพาะเพื่อการเสียภาษีทรัพย์สิน

นอกจากนี้รัฐบาลควรมีการตรวจสอบการแจ้งาราคาเท็จ โดยเริ่มต้นที่ทรัพย์สินที่มีราคา เช่น เกินกว่า 5 ล้านบาทก่อน ควรมีมาตรการลงโทษปรับผู้ที่แจ้งราคาที่เป็นเท็จ และควรมีการลดภาษีและค่าธรรมเนียมโอนให้ต่ำเพื่อให้ผู้ที่คิดหลบเลี่ยงภาษี หมดแรงจูงใจที่จะดำเนินการดังกล่าว เพราะรัฐบาลจะได้รับภาษีทรัพย์สินรายปีแทน เป็นต้น

ติดขัดอยู่ที่ใคร
ผมเชื่อว่า ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ อันได้แก่ นักการเมือง ข้าราชการใหญ่ ตระกูลพ่อค้า หรือตระกูลขุนนางใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพล ผู้มีบารมี คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่มีสถานะที่ได้เปรียบในสังคม และอื่นๆ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขัดขวางระบบภาษีทรัพย์สินนั่นเอง ท่านเหล่านี้อาจมีความปริวิตกในระยะเฉพาะหน้า ลำพังชาวบ้านทั่วไปที่ต้องถูกกะเกณฑ์ให้เสียภาษีปีละ 1-2% นั้น ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมาก แต่ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คงไม่คิดเช่นนั้น การมีที่ดินมาก ต้องเสียภาษีมาก ย่อมทำให้ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ เสียประโยชน์เป็นอย่างมาก

ถ้ามีระบบภาษีทรัพย์สิน ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีการสำรวจว่าใครคือ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ บ้าง ซึ่งพวกนี้อาจไม่ต้องการเปิดเผยตัว จึงพยายามทำให้ข้อมูลการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นความลับ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่นำพาว่าการปกปิดข้อมูลการซื้อขาย ครอบครองทรัพย์สินเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการฟอกเงินของอาชญากร (เศรษฐกิจ)

ผมเชื่อว่ารัฐบาลหากเอาจริง จะสามารถทำการนี้ได้สำเร็จ แม้แต่กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งกระทบประชาชนทั่วประเทศ รัฐาลก็ยังทำได้สำเร็จ อยู่ที่รัฐบาลต้องให้ความรู้แก่ประชาชนว่า ภาษีนี้เป็นผลดีต่อประชาชนโดยรวม ไม่ใช่ผลเสีย และรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลของประชาชนส่วนใหญ่ ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย (รัฐบาลไหนก็ได้) ที่หวังจะสถาปนาระบอบนี้ให้คงทนและเพื่ออนาคตของรัฐบาลเอง ต้องทำให้กฎหมายภาษีทรัพย์สินออกมาใช้ให้ได้ในประเทศไทย


* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและ ภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) และยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่ง ตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org

FW: วิธีปิดบัญชีธนาคารอันชาญฉลาดที่ถูกปกปิดมานาน

ที่มาบอกเนี่ยเพราะเป็นวิธีที่ธนาคารปกปิดมาตลอด
เคยมีหนังสือพิมพ์ออกมาขายแต่ธนาคารสั่งเก็บหมด
โปรด..อ่าน..ช้า ช้า.......
..ห้ามเบิกเงินแค่ที่มีในบัญชี ให้ใช้วิธี....ไม่กรอกตัวเลข...แต่..เขียน..ปิดบัญชี
เพียงเท่านี้..ธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ยคุณ 6 เดือน


วิธีนี้..เป็นวิธีที่ธนาคารไม่พยายามบอกคนฝากเงิน เพราะธนาคารมันเสียเปรียบ...

แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นบัญชีออมทรัพย์นะ ถ้าเป็นบัญชี ฝากประจำเราจะไม่ได้ดอก เพราะถือว่าฝากไม่ครบตามกำหนด
แต่ถ้าบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ หรือที่เรียกว่า savings (สะสมทรัพย์)
ธนาคา ร จะคิดดอกให้ทุวันตามยอดเงินที่มี...เข้าๆออก ครบ6 เดือนทีหนึ่งก็จะมีดอกเข้ามาให้ ดังนั้นถ้าใครปิดบัญชี เขาก็ต้องคิดดอกมาให้ด้วย
ส่วนมากประชาชนจะไม่รู้ ก็จะถอนแค่จำนวนเงินที่มีในบัญชี
แล้วก็ทิ้งสมุดไว้..ตรงนี้แหละที่ธนาคารได้กำไร
เพราะสมุดนั้นพอทิ้งไว้นานเกินก็จะปิดไปเอง
และเดี๋ยวนี้ธนาคารส่วนมากจะกำหนดให้ บัญชีต้องมีเงินเหลือติดอยู่
อย่างน้อยๆ 500 บาท หากขาดการเคลื่อนไหวนานเกิน 3-6 เดือน ก็จะเริ่มหักค่ารักษาบัญชี
รายละประมาณ 50 บาทหรือไงเนี่ยแหละ

ที่บอกนี่เป็นผลประโยชน์ของผู้บริโภคน่ะ
แต่ส่วนมากมักจะไม่ชอบไปธนาคาร ถอนทางเอทีเอ็ม
แล้วก็คิดว่าที่เหลือแค่เศษสตางค์ช่างมัน..
พอเราขาดการติดต่อธนาคาร เขาก็หักค่ารักษาบัญชี
เงินไม่พอเขาก็ปิด บช เองตามกฎ
เมื่อรู้วิธีแล้ว...ช่วยกันเผยแพร่นะ


Fw : ก - ฮ เพื่อนฉัน

ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ

ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า

ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า

ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด

จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ

ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า

ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า

ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ

ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า

ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า

ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข

ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป

ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า

น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า

บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า

ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ

ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ

ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า

พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า

ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ

ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า

ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า

ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า

ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า

ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า

ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า

ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า

ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า

ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า

อ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ

ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า

FW: ต้องอ่านน๊ะอย่าเพิ่งลบ เตือนภัยคนมีรถ‏

อ่านให้จบ เรื่องสำคัญมากๆ

เรื่องที่ 1 21.00 ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ผม เป็นคนที่สังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ ดังนั้นหากมองเผินๆเหมือนกับว่าผมเดินไปดื่มน้ำในมือไปเรื่อยเปื่อย สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ รู้สึกว่ามีคนเดินตามผมห่างๆแต่ผมยังไม่คิดอะไรในทีแรก เพราะคงเป็นผู้มาใช้บริการที่จอดอยู่ชั้นเดียวกัน อีกอย่างที่รถที่จอดชั้นเดียวกับผมนี้ยังค่อนข้างเยอะ บังเอิญว่าผมอยากจะทิ้งแก้วน้ำในมือก็เลยมองหาถังขยะซึ่งมันไม่ค่อยมีหรอก ตามที่จอดรถ เพราะทางศูนย์การค้าพวกนี้เค้ากลัวเรื่องการรอบวางระเบิด ระหว่างที่ผมเดินหาที่ทิ้งในดวงใจอยู่นั้น ผมก็เดินเลยที่จอดรถตัวเองไปหลายคันเหมือนกัน แต่ก็ไม่มี จะทิ้งมั่วๆมันก็น่าเกลียด ก็ตัดสินใจว่าเอาไปไว้ตรงที่วางแก้วในรถก่อนก็ได้( ซึ่งตลอดเวลาไอ้บ้านี่ก็ยังเดินตามผมอยู่) พอหมุนตัวจะกลับมาที่รถตัวเอง ไอ้บ้านี่มันก็ทำเป็นเดินให้เลยผมไปก่อน แล้วก็หยุดเหมือนมองหารถมันว่าจอดไหน ไอ้ช่วงที่หมุนตัวกลับมานี่เอง ที่ผมเห็นมันชัดๆว่า สภาพมันไม่ใช่ลักษณะคนขับรถเก๋งแน่นอน

คือมันมีสายร้อยกุญแจแบบ Flex (สายที่วนๆ คล้ายสปริง) กับกุญแจดอกเดียว
ใส่แจ๊คเก็ตสีดำ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็นผู้ไม่หวังดีรึเปล่า

ก็ เลยแกล้งทำเป็นเดินเลยรถตัวเองอีกสักสี่ห้าคัน แล้วไปหยุดทำท่าทางจะไขกุญแจรถคันหนึ่ง ซึ่งมันก็รีบเดินตามกลับมาคงกลัวว่าจะไม่ทันเดี๋ยวผมขึ้นรถไปเสียก่อน แต่ผมก็ทำทางเป็นเปลี่ยนใจอีกครั้งมองหาที่ทิ้งแก้วน้ำ แล้วเดินสวนกับมันในระยะที่ปลอดภัยสำหรับผมเอง แต่เป็นอันตรายสำหรับมันเพราะผมก็พร้อมอยู่แล้ว แน่นอนว่าผมเดินกลับไปหารถผเองอย่างแท้จริง ซึ่งคราวนี้มันหลงกลผมเต็มๆ เพราะมันไปยืนอยู่ท้ายรถคันที่ผมทำท่าจะไขประตู มันไปยืนแบบแอบๆเพราะเดี๋ยวผมต้องกลับมาแน่นอน แต่คราวนี้ผมเดินไปปั๊บ กดรีโมทปุ๊บ ขึ้นรถได้ผมก็สตาร์ทเครื่อง กดเซ็นทรัลล็อค

ขณะ ที่ผมขับออกไป ผมมองไปที่มันซึ่งกำลังทำหน้างงๆ แต่ไม่กล้ามองแบบเต็มๆนัก เห็นหน้าตามันเหวอๆ ผมก็เลยคิดว่ายังไงต้องแจ้ง ร.ป.ภ. ไว้ก่อน ไม่ว่ามันจะใช่อย่างที่ผมคิดหรือไม่ก็ตามแต่เพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ

ผมขับเลยไปจอดตรงที่คืนบัตรจอดรถ แล้วแจ้งทางเจ้าหน้าที่ห้าง รวมทั้งนำเจ้าหน้าที่ 4 คนไปเองด้วย เพราะผมรู้อยู่คนเดียวนินา ไปเจอมันผลุ๊บๆโผล่ๆอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงตรงเข้าไปสอบถามว่า ทำอะไร
มัน ตอบว่าไงรู้ไหมครับ......มันมาซื้อของแต่จำไม่ได้ว่าจอดรถไว้ตรงไหน แต่พอซักไปซักมาว่ารถยี่ห้ออะไร ทะเบียนอะไร มันก็อึกอักตอบมาว่า มันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เอามอเตอร์ไซด์มา มั่วๆแล้วก็แถ พอเจ้าหน้าค้นตัวก็พบมีดปอกผลไม้หนึ่งเล่ม ทีนี้หน้ามันซีดอย่างชัดเจน
ที่จริงหน้าผมก็ซีดครับ ผมก็เลยบอกให้เจ้าหน้าที่คุมตัวแล้วแจ้งตำรวจเพื่อขยายผลต่อไป......

ต้องระวังนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด ถ้าเป็นสุภาพสตรี อย่าลีลาอย่างผม เพราะไม่คุ้มแน่นอนถ้าเราพลาด

เป็นห่วงทุกคนนะครับ


เรื่องที่ 2 อ่านเรื่องข้างล่างแล้วระวังตัวให้มากๆนะคะ
เพราะพี่ต่อก็เคยโดนลักษณะเดียวกัน โดยขับรถกลับบ้านตนเดียวประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ
พอ เข้าซอยรู้สึกว่ามีรถมอเตอร์ไซด์ขับตามมา และเลี้ยวเข้าซอยเดียวกัน และตามมาเรื่อยๆ พอพี่ต่อจอดรถหน้าบ้านเขาก็ขับเลยเข้าไปในซอยซึ่งเป็นซอยตัน และเลี้ยวกลับมาจอดอยู่ใกล้ๆ และลงมาเปิดประตูข้างคนขับที่พี่ต่อนั่งอยู่ พอดีคอยระวังอยู่แล้วและคอยมองอยู่ และรถก็ล็อคอยู่ เขาจึงเปิดไม่ได้ แต่ทำท่าบุ้ยใบ้ให้เราเปิดประตูเหมือนจะถามอะไร พี่ต่อก็เลยบีบแตรดังมากๆหลายครั้ง แล้วโบกมือให้รู้ว่าไม่เปิด พอดีแม่บ้านเดินมาที่ประตู เขาก็รีบเดินไปขึ้นรถขับออกไป
ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเร็วมากนับจากที่จอดรถหน้าประตูบ้าน ประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น
ปกติ เมื่อถึงบ้านพี่ต่อจะบีบแตร แล้วเปิดประตูรถ เพื่อส่งกุญแจประตูใหญ่ให้แม่บ้านไขประตูบ้านให้ พอดีวันนั้นมองเห็นรถมอเตอร์ไซด์คันนี้อยู่ เลยยังไม่ได้กดแตร
เขา อาจจะคิดว่าเราจะลงจากรถมาเปิดประตูบ้านเองก็ได้ ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้ารถไม่ได้ล็อคอยู่จะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้หน้าบ้านเราเอง พวกมิจฉาชีพพวกนี้จะลงมือเร็วมาก คนมาช่วยก็อาจช่วยไม่ทัน ดังนั้น ขอย้ำให้ระมัดระวังมากๆ เพราะเหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก และขอให้ทุกคนปลอดภัยนะคะ




เรื่องที่ 3 ระหว่างที่รถผมหยุดรอไฟเขียว มีชาย 2 คนเดินมาข้างหลัง ทั้งคู่กระตุกประตูหลังคนละข้าง โชคดีที่ประตูล๊อกอยู่ 1 ใน 2 คนนั้นพยายามดึงแรงขึ้นอีก
แล้วทั้งคู่ก็เดินเร็วผ่านรถผม แล้วปนไปในฝูงชน เดี๋ยวนี้ เหตุร้ายเกิดได้ตลอดไม่ว่ามืดหรือสว่าง เราคงต้องระวังอย่าเผลอเชียวละ



เรื่องที่ 4 ภรรยาผม จะมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วต้องกดเซนทรัลล๊อคทั้งก่อนสตาร์ทเครื่องและก่อนดับเครื่อง
มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถแล้วก็เดินมาที่รถของเราอย่างสุภาพ
ขณะ ที่ภรรยาผมกำลังเล่นกั บลูกอยู่ เพลินๆ ก็ได้ยินเสียงตึ๊กจากข้างหลัง ภรรยาผมก็ตกใจรู้สึกตัวว่ามีคนพยายามเปิดประตูหลังของรถเรา แต่เพราะรถล๊อคพวกเขาก็เดินกลับ ไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนที่ภรรยาผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ผมคิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ กลางวันแสกๆ แท้ๆ
ถ้าหากบังเอิญรถไม่ได้ ล๊อค ผมไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยากจะให้ทุกคนมีนิสัย ขึ้นรถต้องล๊อครถ
พวกผู้ร้ายมักจะลงมือจากเบาะหลัง เพราะจะ ควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย



เรื่องที่ 5 หลังจาก จ่ายเงินค่าจอดรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล ก็จอดติดไฟแดง ขณะนั้น ( ยังไม่ ถึง 3 นาที ระบบล๊อคอัตโนมัติคงยังไม่ทำงาน ) ชายหนุ่ม สองคนก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถ โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่อง ดึงกุญแจออกแล้วออกมายืนนอกรถโดยเร็ว คนทั้งสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย จนกระทั่งคุณแม่ของผมตะโกนใส่พวกเขาว่า พวกเรายังมีเพื่อนฝูงอยู่ในโรงพยาบาลอีกเยอะ จะให้ เรียกพวกเขาลงมาคุยกับพวกแกไหม ?
พวก เขาจึงออกมาจากรถแล้วบอกว่าขอโทษขึ้นผิดคัน (นี่มันปล้นกันชัดๆ) แล้วรถคันข้างหลัง ( มีคนอยู่ในรถสองคน) ก็ขับมารับพวกเขาจากไป น่ากลัวที่สุด




เรื่องที่ 6 ตอน รถจอดติดไฟแดง รถของผมอยู่ห่างจากทางแยกประมาณคันที่สามหรือสี่ สักครู่ หนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ท้ายรถผม บนรถมีชายหนุ่มอายุ ประมาณ 20 กว่า สองคน แล้วที่น่าสงสัยก็คือ พวกเขาพยายามมอ งเข้ามาในรถของผม ผมจึงจ้องพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง พอไฟเขียวก็ออกรถพร้อมมัน ผมบังเอิญได้ยินหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า 'รถมันล๊อคหมด' แล้วก็ขับเลย ไป