CBOX เสรีชน

30 มกราคม, 2552

เผยอีกรายผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ เป็นหญิงสาวอายุ 26

ประชาไท

30 มกราคม 2552 ที่ห้องพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กอง บังคับการปราบปราม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน (สบ2) ตามหมายเรียกพยานในคดีอาญา กรณี “หมิ่นเบื้องสูง” ระหว่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ในฐานะผู้กล่าวหา กับ น.ส....... ผู้ต้องหา (ขอสงวนนาม)



ทั้งนี้ นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ได้เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบครั้งนี้เป็นการให้การตามหมายเรียกพยาน ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของ ส่วนงานต่างๆ ของเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งได้ให้การไปว่า เว็บไซต์ประชาไทได้มีสองส่วนหลักคือส่วนที่ทำหน้าที่เสนอข่าวที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งรับผิดชอบโดยกองบรรณาธิการ และส่วนที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเว็บบอร์ดเพื่อส่งเสริมการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของประชาไทรับผิดชอบในการดูแล มิให้เกิดการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งบุคลากรในประชาไทได้ให้ความสำคัญและระมัดระวังอยู่แล้ว



นอก จากนี้ บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้สอบถามกลับไปเพื่อทำความรู้จักผู้ต้องหาว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากได้รับหมายเรียกให้เป็นพยาน พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่มีชื่ออยู่ตามหมายเรียกดังกล่าวได้เข้ามาโพสต์ในเว็บไซต์ประชา ไทเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ในชื่อว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” ซึ่งได้สืบสวนพบว่าเป็นเพศหญิง อายุ 26 ปี บุคลิกเรียบร้อย ครอบครัวมีฐานะ ต่อมาได้เข้าทำการจับกุม เมื่อนายชูวัสสอบถามความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งในชั้นต้นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์และได้รับการประกันไปในที่สุด



จาก การสอบถามถึงข้อมูลของผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติมกับน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเว็บบอร์ด นางสาวจีรนุช เปิดเผยว่า ในระบบทะเบียนของประชาไทไม่มีผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” เป็นไปได้ว่า ผู้ต้องหาอายุ 26 ปีรายนี้จะเป็นผู้อื่นที่นำข้อความของผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” มาโพสต์ไว้มากกว่า ซึ่งความชัดเจนคงไม่สามารถหาได้ เนื่องจากคดีในลักษณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้สาธารณชนตรวจสอบการดำเนินคดีได้ลำบาก



อย่าง ไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับหมายเรียกพยาน ประชาไทได้พยายามสืบหาผู้ต้องหารายนี้ และได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในทัณฑสถานหญิงกลางว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้

'ณัฐวุฒิ'ของขึ้นจวก'เทือก'อย่าเมินคดีม็อบสามานย์

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009





'ณัฐ วุฒิ' สีบ'เทือก' ไร้ความชอบธรรมสั่งไล่บี้เสื้อแดง ตอกหน้ารบ.เร่งเอาผิดม็อบโกเต็กซ์ 'สุชาติ' เลือดขึ้นหน้าลั่นยอมไม่ได้ม็อบแดงเดือนเข้ายึดทำเนียบ ด้าน'เสื้อ แดงอุดร' ลั่นพร้อมลงกทม.วันนี้ จัดรถทัวร์ 8 คัน สมทบสนามหลวง'ขวัญชัย' ประกาศจุดยืน ไม่ขอสังฆกรรมสนามหลวง ย้ำไม่ขอตามรอยความเลวพันธมิตรฯ 'เทพเทือก'โว ตรึงกำลังเข้ม นปช.บุกทำเนียบไม่ได้แน่ เร่งสังการผบ.ตร.ห้ามเมินหน้าที่ ดำเนินการตามหลักสากล'พัชรวาท'เรียกทุกหน่วยรับมือคุมม๊อบเสื้อแดง 'ทักษิณ' อาสาเป็นกาวใจ ยกหูเคลียร์ ขวัญชัย-จตุพร!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.) ที่ทำเทียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเข้ายึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกเป็นห่วงหรือกังวล แต่ไม่ได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรี กรณีกลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ว่า ได้สั่งการไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ชัดเจนว่า ต้องไประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเพื่อระดมกำลังมาควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฏหมายต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเลย

สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขอกำลังทหารเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กำชับกับทางตำรวจไปแล้ว ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งถ้ากำลังตำรวจไม่พอ ก็ขอกำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้เลย และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้ทรัพย์สิน เอกสารทางราชการได้รับความเสียหาย เหมือนสมัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะไม่สามารถเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลได้ ซึ่งวันนี้ทาง ผบ.ตร.จะนัดฝ่ายตำรวจ ประชุมวางมาตรการดูแลการชุมนุม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลา 14.00 น.

อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ได้กำชับตำรวจให้ทำตามกฎหมาย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งตำรวจจะมีแนวทางการทำงานอยู่ และยืนยันไม่ได้มีการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง และไม่มีการคาดโทษหากผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล แต่จะไม่ยอมให้ตำรวจละเลยไม่รักษากฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกเข้ามาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องไปถามรัฐบาลที่แล้ว เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลก็มีวิธีการของตน ซึ่งถ้ามีอะไรที่ทำผิดกฎหมาตำรวจต้องจับกุม ถ้าไม่จับก็จะจัดการกับตำรวจ

'ณัฐวุฒิ' 'เทพเทือก'จี้เอาผิดม็อบโกเต็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้ร่วมดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวตอบโต้นายสุเทพ ว่าไม่มีความชอบธรรมจะพูดจาหรือดำเนินการใดๆ ต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันนั้น รักประชาธิปไตยและประเทศไทยไม่น้อยไปกว่านายสุเทพ นอกจากนี้ยังกล่าวต่อ ให้นายสุเทพใช้เวลาในการดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดกับกลุ่มคนที่สร้างความ เสียหายให้กับประเทศก่อนหน้านี้จะดีกว่า

อีกทั้งนายณัฐวุฒิยังกล่าวเสริมอีกว่า ได้รับข้อมูลมาว่า หากผู้ประกอบการรถเช่า หรือรถทัวร์ต่างจังหวัด ที่ให้บริการกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ อาจจะมีปัญหาในการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการรถเช่า ทั้งนี้ยังมีการส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เพื่อกดดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงลังเลใจในการเข้าร่วมชุมนุม


'ขวัญชัย'ยันไม่ตามรอยพันธมิตรฯ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรัดอุดร ได้โทรศัพท์สายตรงมาจาก จ.สุพรรณบุรี ผ่านคลื่นชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม97.50เมกะเฮริตซ์ เพื่อแสดงจุดยืน โดยขอสงวนท่าทีไม่นำสมาชิกชมรมคนรักอุดรเข้ากรุงเทพมหานครในวันที่ 31 ม.ค.นี้ พร้อมย้อนถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปยึดและชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วคนเสื้อแดงจะไปเลียนแบบพันธมิตรฯ ทำไม และในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและส.ส. โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้คุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ให้กำลังใจให้รักษาฐานที่ จ.อุดรธานี เอาไว้และรักษามาตรฐานคนเสื้อแดงเหมือนอดีตที่เคยทำมา

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายขวัญชัยจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ขอให้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประจำสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

'ทักษิณ'เป็นกาวใจโทรฯเคลียร์ผสานเสื้อแดง

ขณะนี้ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ออกอากาศผ่านทางคลื่น FM 97.50 เมกกะเฮริตซ์ ทำความเข้าใจกับ สมาชิกชมรมคนรักอุดร ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวระหว่างผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์กับ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่มีการปะทะคารมกันทางสื่อมวลชน ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวมของคนเสื้อแดง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกับ นายขวัญชัย และ นายจตุพร แล้ว

เสื้อแดงอุดรฯยกทัพ 600 คนเข้ากทม.

ฟากชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้ส่งคนเสื้อแดงจาก จ.อุดรธานี เข้ามาสมทบยังกรุงเทพฯแล้ว โดยเป็นรถทัวร์จำนวน 8 คัน บรรจุได้กว่า 400 คน และจะเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในค่ำวันนี้อีก 200 คน เพื่อไปสมทบกับคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ได้ต้องการไปไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะแต่อย่างใด

ท้ายสุดนี้นายวันชัย เงินศรี แกนนำและผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้มีประชาชนลงชื่อเป็นจำนวนมากที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางลงกรุงเทพฯใน ครั้งนี้ ซึ่งหลังเสร็จงานนี้สิ้นแล้วแล้วคนรู้ใจอุดรธานีจะตั้งเวที ที่ สนามทุ่งศรีเมือง โดยจะเชิญ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มาปราศรัยใหญ่ที่ จ.อุดรธานี

ชาวลำปางขนไข่เข้ากรุง

ด้านประชาชนชาวลำปางกว่า 200 คน ได้สวมเสื้อแดงเตรียมขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อจะเดินทางไปกับขบวนรถไฟที่ 102 เชียงใหม่ - กรุงเทพมหานคร เป็นขบวน รถไฟฟรี 6 โบกี้ โดยทุกคนจะสวมเสื้อแดงเพื่อแสดงพลัง และไปร่วมกับชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางมีอายุประมาณ 35 - 45 ปี และ นำสัมภาระเป็นเสื้อผ้า และเครื่องใช้ส่วนตัว ซึ่งสามารถพักค้างแรมได้ประมาณ 3 - 4 วัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามรายงานของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง มีประชาชนชาวลำปางเดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,200 คน สำหรับกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อ ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปที่สถานีรถไฟให้ทราบว่า การเข้าร่วมชุมนุมและเดินทางครั้งนี้ ไม่มีการพกอาวุธ หรือสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ว่าชาวเสื้อแดงลำปางส่วนใหญ่นำไข่ไก่ติดตัวไปด้วย และแกนนำประกาศขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงทุกคน ดูแลรักษาไข่ของตนเองให้ดี เพื่อไม่ให้ไข่เกิดแตก เพื่อจะใช้ในการชุมนุมครั้งนี้

ผบ.ตร.เรียกทุกหน่วยถกด่วนรับมือเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 14.00 น.ของวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จะเข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบ ร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาล ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่นัดรวมพลชุมนุมใหญ่วันเสาร์นี้ ที่ท้องสนามหลวง พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ภายหลัง พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีหนังสือคำสั่งเรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานความมั่นคง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ผู้บังคับการตำรวจจราจร และผู้บังคับการอำนวยการ ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพล เพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นภารกิจหน้าที่ของตำรวจนครบาลโดยตรงในการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ตัวแทนจากกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และปลัด กทม. พร้อมคณะทำงาน เข้าประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารดังกล่าวด้วย

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงจะมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวัน ที่ 31 ม.ค.2551 ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีจริงหรือไม่ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานจากแกนนำ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น.จะมีการประชุมหารือ เพื่อวางมาตรการในดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกทม. ทหาร มาร่วมหารือ ทั้งนี้ การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หากชุมนุมโดยปราศจากอาวุธก็สามารถทำได้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากจะมาปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเราคงยอมไม่ได้ ส่วนกำลังจะใช้จำนวนเท่าไหร่นั้น ต้องรอผลสรุปในที่ประชุม

นปช.บุกสถานฑูตเวียดนาม

นายวีระ มุสิกกพงษ์ พร้อมด้วย นายจักรภพ เพ็ญแข และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ได้ยื่นหนังสือกับ เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเวียดนาม ซึ่งเป็นสถานทูตแห่งสุดท้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดย นายวีระ กล่าวว่า จนและแกนนำคนอื่น ๆ ได้ทำหน้าที่ชี้แจงตามสถานทูตต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อย่างครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากนี้ไป ตนจะกลับไปเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสถานหลวง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ จะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก

กลาโหม แจงทหารไม่แทรกแซง

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ว่า หากตำรวจต้องการให้ทหารช่วยก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานและเดินหน้าไปด้วยดี จึงขอฝากประชาชนทุกฝ่ายช่วยกันทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อยสัก ระยะหนึ่ง ซึ่งหากมีอุปสรรคอะไรค่อยมาว่ากัน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายจตุพร ระบุว่า กองทัพบกส่งทหารเข้าไปแทรกซึมอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงนั้น พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ทหารไม่ทำเช่นนั้น ทหารจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของใคร แต่เรื่องติดตามสถานการณ์ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องดูแลอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสงบในประเทศให้มากที่สุด ต่อข้อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดการปะทะกันหากใช้กฎหมายเข้มงวด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกัน คนไทยด้วยกันต้องพูดจากัน ไม่มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง และคิดว่าไม่น่ามีมือที่สาม

'นกคุ่ม' ยันรบ.ไม่ปรารถนาความรุนแรง

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทางเจ้าหน้าที่คงจะมีการเตรียมการประเมินและมีแผนรองรับสถานการณ์อยู่ แล้ว และรัฐบาลไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ซึ่งมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแล รับผิดชอบ อีกทั้งทางกลุ่มเสื้อแดงเองก็ได้ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวโดยที่จะไม่ทำอะไรให้ ผิดกฎหมาย ดังนั้นการที่จะมีการบุกทำเนียบคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการเข้ามาในทำเนียบเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ซึ่งคนที่เป็นแกนนำก็เคยกล่าวหาคนอื่นว่าบุกรุกทำลายสถานที่ราชการและแจ้ง โทษฐานเป็นกบฎอีกด้วย ฉะนั้นวันนี้แกนนำคงจะรู้ว่าแนวคิดที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้อย่างไรก็คงไม่ทำ อย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการบุกรุกเข้ามาจริงจะมีการสลายการ ชุมนุมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คงมีแผนอยู่แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ความจริงรัฐบาลไม่ปราถนาที่จะใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นและไม่ใช้ความรุนแรงใน การสลายการชุมนุมอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องรักษากฎหมายไว้อย่างเคร่งครัด ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทางแกนนำยังมีเวลาที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่ทำนั้น เป็นประโยชน์ของบ้านเมืองหรือเป็นเพียงตอบสนองความต้องการของคนบางคนเท่า นั้นโดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

ขู่DTVห้ามสร้างแรงกระเพื่อม

เมื่อถามว่า จะมีการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงผ่านดีทีวี และมีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมจะมีการดูแลอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามปกติแล้วการเสนอข่าวสื่อทุกฝ่ายก็ทำอยู่แล้ว แต่หากเป็นไปในลักษณะมีการปลุกระดมกัน ตามที่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงออกมาคือมีวิทยุชุมชนหลายที่ที่กำลังใช้วิธี การปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จในการสร้างความเข้าใจผิดและปลุกระดม ประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามอยู่

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ เนื่องจากขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็อย่าไปทำอะไรที่กระทบกับความสงบเรียบร้อย แต่เรื่องวิทยุชุมชนที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง สัปดาห์หน้าตนได้เชิญทางอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ไว้ แล้ว อีกทั้งเมื่อวานก็ได้มีข้อมูลวิทยุชุมชนที่มีการปลุกระดม และมีเทปให้ฟัง และตนได้ฟังเอง ซึ่งก็มีข้อความชัดเจน ที่ส่งมาจาก จ.อุดรธานี ก็มีข้อมูลมาเรื่อยๆ ส่วนในกรุงเทพฯกับปริมณฑลในตอนนี้มีคนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของ DTV มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมงตรงนี้จะดำเนินการหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากดำเนินการไปโดยไม่มีอะไรผิดกฎหมายคงไม่เป็นไร แต่หากผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายรักษากฎหมายต้องไปดำเนินการ แต่เท่าที่ฟังจากนายอดิศร เพียงเกษ แถลงข่าวเมื่อวาน (29 ม.ค.) ก็พูดว่าจะทำหน้าที่สื่อตามปกติ ซึ่งตนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้มีอะไรแอบแฝงในลักษณะที่ทำให้ก็ไม่ควรที่จะทำให้เกิดความเสีย หายกับบ้านเมืองขึ้นมาก่อน

งบกลางปีติดลบ 'คลัง'ก้มหน้าถังแตก 3แสนล้าน!!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คลังก้มหน้ายอมรับ กระเป๋าใกล้แบน เผยยอดเม็ดเงินรายได้รัฐไม่เข้าเป้าตกฮวบร้อยละ16 ขาดทุนยับ 3 แสนล้าน กรรมาธิการประชาธิปัตย์ ไล่บี้กรณ์แจงตัวเลขให้ชัด ปลัดคลังแนะทางออกเร่งรบ.ใช้มาตรการกระตุ้นเศราฐกิจ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวันนี้(30 ม.ค.) นั้นโดยที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง และคณะเข้าชี้แจง โดยกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ทันในเดือนก.พ. และมี.ค.นี้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจติดลบถึงร้อยละ 3
โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 พบว่ารัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 16 ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์รายได้ตลอดปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 132,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียงร้อยละ7.9 โดยมีการตั้งรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังสำหรับงบกลางปีไว้จำนวน12,900 ล้านบาท จากรายได้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และรายได้จากผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างซักถามถึงสาเหตุของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เช่น งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ที่ผู้รับเหมาต่างยังไม่ได้รับเงิน ขณะที่นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ ในฐานะกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงการคลังชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนทราบ เชื่อว่าเหตุที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ เป็นเพราะประเทศไทยไม่มีเงินคงคลัง มีแต่เพียงตัวเลขลอยๆ เท่านั้น จึงอยากทราบว่าความจริงขณะนี้เงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนเท่าใด


อย่างไรก็ตามนายศุภรัตน์ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้เม็ดเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ดังนั้นการบริหารเงินคงคลังต้องทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งสิ้นเดือนธ.ค. 2551 มีเงินคงคลังเหลืออยู่ 52,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่เงินคงคลังเหลืออยู่ไม่มากเนื่องจากที่ผ่านมาลดการกู้ยืมเงิน จากต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย

ท้ายสุดนี้หากตัวเลขต่างๆ ไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อีก ทั้งนี้กรอบการกู้ยืมเงินมีกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้การขาดดุลงบประมาณทั้งประจำปี และกลางปีมีจำนวนกว่า 340,000 ล้านบาท

คปส.ย้ำชัดล้างบางวิทยุชุมขัดรธน.ชี้3ทางออกรัฐบาล!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คปส.สุดทน!เสนอ 3 ทางออก!ให้รัฐบาลยุติส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน-เปิดโอกาสให้กลไกอิสระทำ หน้าที่ปราศจากฝ่ายการเมืองแทรกแซง-พร้อมสนับสนุนให้กำกับดูแลกันเอง ย้ำชัดขัดรธน.-นโยบายแถลงต่อรัฐสภา

จากกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จ้องปิดสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างว่ามีการร้องเรียนและมีหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของ วิทยุชุมชนจำนวน 5 แห่ง ที่อยู่ใน 3-4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และอุดรธานี พร้อมทั้งมอบให้เลขาฯกทช.ประชุมเพื่อพิจารณาร่างระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อดำเนินการเอาผิดกับวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจังนั้น

วันนี้ (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้เรียกร้องให้หยุดส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของรัฐในอันที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับ สิทธิพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น การที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลเรื่องสื่อได้ออกมาส่งสัญญาณให้มีการจับกุมวิทยุชุมชนที่มีความคิด เห็นแตกต่าง หรือคัดค้านการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) เห็นว่าเป็นท่าทีผิดปกติของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลนี้มีนโยบายสำคัญแถลงต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และจะจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองให้สื่อมีเสรีภาพ ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบกับสังคมตลอดจนจะดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายอย่าง ถูกต้องเป็นธรรม

ซึ่งประการสำคัญ คือ ในขณะนี้มีกลไกที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือ อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุ ชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อวิทยุและโทรทัศน์โดยตรง แต่เป็นหน้าที่ของกลไกอิสระตามกฎหมาย ซึ่งไม่ควรถูกแทรกแซงการทำหน้าที่จากทุกภาคส่วน

ดังนั้นคปส. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลยุติการส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน และมีความอดทน อดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การทำงานของรัฐบาล โดยให้คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานในการสื่อสารของประชาชนภายใต้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย

2.ให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้กลไกอิสระได้ทำหน้าที่ โดยไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ไม่สามารถใช้สิทธิที่ จะสื่อสารความเห็นที่แตกต่างได้ และกระบวนการในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นให้เป็นหน้าที่ของกลไก อิสระตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.ให้รัฐบาลสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองในกลุ่มวิทยุขนาดเล็ก โดยเปิดเวทีให้วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจท้องถิ่น ทุกกลุ่มได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา จรรยาบรรณ ในการกำกับดูแลกันเอง หากรัฐบาลวิตกกังวลว่าจะมีการใช้สิทธิการสื่อสารที่กระทบต่อความมั่นคงของ สังคมหรือเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญรองรับ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (คปส.) ในฐานะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ ประกาศกวาดล้างวิทยุชุมชนที่มีปัญหา ว่า เข้าใจว่าไม่ว่าพรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลย่อมต้องการจัดการกับสื่อ แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการปิดสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เนื่องจากหลังจากที่สนช.ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้อำนาจที่เคยอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์และสำนักนายกรัฐมนตรีถูกโอนย้ายไป อยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยมีอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทำหน้าที่วางขอบเขต หลักเกณฑ์กติกา ในการดูแลวิทยุชุมชนระหว่างรอการจัดตั้งคณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ(กสช.)ที่ จะรับช่วงต่อในอนาคต

“รัฐบาลปิดวิทยุชุมชนเองไม่ได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ม.47 ดังนั้นรัฐบาลอาจจะทำโดยใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือใช้กฎหมายอาญา เข้าไปจัดการซึ่งก็ต้องตีความว่ามาตรการเหล่านี้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.45 ที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นหรือไม่” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ส่วนที่นายสาทิตย์จะหารือกับอนุกรรมการฯนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า อนุกรรมการฯชุดดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระ อยู่ภายใต้กทช.ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นแม้ว่าสามารถทำได้แต่ก็ต้อง ระวังว่าจะไม่เป็นการแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของอนุกรรมการฯ

บิ๊กบัง ย้ำชัด!ไม่คิดเล่นการเมือง

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันยังไม่คิดเล่นการเมืองและตั้งพรรคการเมือง โปรยยาหอมปชป.น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อย ปัด กระแสข่าวคมช.อยู่เบื้องหลังสกัดกั้น'ทักษิณ'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(30มค.)พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปเป็นประธานประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผ่านศึก เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าว ยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้การเมืองไทยดีขึ้น รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นแกนนำที่ดี สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้นเป็นลำดับ ส่วนบทบาทผบ.ทบ.คนปัจจุบัน นั้นตนมองเห็นว่า กองทัพมีความเข้มแข็งดี

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงทราบดีว่า ควรทำอย่างไร เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า ตัดสินใจผิดที่แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมาปฏิวัตินั้น พล.อ.สนธิ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เรื่องผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึง พร้อมปฎิเสธกระแสข่าวว่าคมช.อยู่เบื้องหลังกองทัพเคลื่อนไหวสกัดกั้น พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงกระแสข่าวเดินทางไปพบพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศ

29 มกราคม, 2552

เราก้าวพ้นคุณทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามคุณทักษิณ

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
27 มกราคม 2552

ใน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นสื่อต่างๆ พยายามสร้างกระแสอย่างเหลือเกินว่า ท่านนายกฯทักษิณ หมดเงินแล้ว ไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินหนุนใครอีกแล้ว

ที่ จริงผมขี้เกียจสนใจข่าวนี้ เพราะท่านนายกฯทักษิณ จะหมดเงิน หรือมีเงิน มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยมากนัก เพราะเราไม่ได้ต่อสู้ ด้วยเงินของทักษิณแต่อย่างใด พวกเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้น ที่ตั้งสมมุติฐานเรื่องน้ำเลี้ยง มันจึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะน้ำเลี้ยงมันไม่มีแต่ต้นแล้ว แต่การต่อสู้ของประชาชนก็ขยายตัวไปเรื่อย

ที่ จริง "น้ำเลี้ยงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" คือ เผด็จการต่างหาก ตราบใดที่ประเทศนี้ยังไม่มีความยุติธรรม ผู้ปกครองทั้งหลาย ไม่ได้มีใจเป็นธรรม ไม่ฟังเสียงประชาชน ฝืนมติของมหาชน ตราบนั้นการต่อสู้ของประชาชน ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา

เราก้าวข้ามพ้นเรื่อง นายกฯทักษิณ ไปนานแล้ว เรายกระดับการต่อสู้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อทักษิณแต่อย่างใด มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้น หลังการทำรัฐประหาร 2549 แล้ว

แต่แม้ว่าเราจะก้าวข้ามพ้น การต่อสู้เพื่อ นายกฯทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามนายกฯทักษิณแต่อย่างใด

เรา ยกท่านขึ้นไป สู่ระดับของการเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราเอายุคสมัยของท่านขึ้นมา เป็นการให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่า หากเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ยุคสมัยที่รุ่งโรจน์สำหรับคนรากหญ้า คือ ยุคที่ท่านนายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี มันเป็นยุคทองของคนรากหญ้าอย่างแท้จริง

ท่านนายกฯทักษิณ เป็นขวัญใจของคนรากหญ้า เป็นสัญญลักษณ์ ที่ผู้คนจำนวนมากศรัทธา และให้ความเคารพนับถือ ดังนั้น ผมไม่คิดว่า ผู้นำการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงทั้งหลาย จะพยายามไปตกหลุมฝ่ายตรงข้าม "ด้อยความสำคัญของท่านนายกฯทักษิณ" ไปนะครับ

เรายังจะต้องชูนายกฯ ทักษิณ เป็นผู้นำอย่างเข้มข้นต่อไป เราต้องถือว่า ท่านคือ ธงแห่งประชาธิปไตย และเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยต่อไป

มวลชนใน ระดับรากหญ้าจำนวนมาก อาจไม่สนใจประชาธิปไตยมากนัก ไม่เข้าใจความหมายของมันอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้พัฒนาอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลางครับ

แต่คนรากหญ้านั้น ได้เรียนรู้ว่า "หนึ่งเสียงของเขานั้น" มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา พวกเขาเรียนรู้ที่จะออกเสียงเป็นกลุ่ม และออกเสียงเลือกพรรค แทนที่จะเลือกตัวบุคคลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าคนรากหญ้า จะสนใจประชาธิปไตยหรือไม่ แต่พฤติกรรมทางการเมืองของคนรากหญ้าในขณะนี้ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สิ่งที่คนรากหญ้าตระหนักใน ขณะนี้คือ ยุคทักษิณ คือยุคทองของพวกเขา เป็นยุคที่ให้ความหวัง รวมทั้งทำให้เห็นอย่างแท้จริงว่า คนรากหญ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ดัง นั้น แกนนำคนเสื้อแดง หากต้องการปลุกเร้าทางการเมือง หาแรงสนับสนุนทางการเมืองจากคนรากหญ้า จะต้องชี้ให้เห็นว่า หากเลือกฝ่ายเราที่มี "นายกฯทักษิณเป็นสัญญลักษณ์" ของคนรากหญ้า จะทำให้พวกเขามีความหวังในการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร

การขายประชาธิปไตยอย่างเดียวให้คนรากหญ้านั้น ไม่ได้ผล แต่ต้องขายสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขาเคยสัมผัสอย่างแท้จริง

และที่สำคัญคือ คนรากหญ้า ไม่เชื่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความจริงใจกับพวกเขา

ดังนั้น แม้ว่าเราจะก้าวพ้นกรณีการต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ แต่เราไมได้ก้าวข้ามท่านแต่อย่างไร

อย่าพยายามสร้างกระแสว่า ทักษิณไม่มีความสำคัญ ทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องสร้างกระแสว่า ทักษิณนั้นสำคัญ และเป็นส่วนใหญ่ทีเดียว

คน ชั้นกลางที่เป็นกลาง รักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้รักทักษิณ ที่ขบวนการประชาธิปไตยต้องการดึงเข้ามาร่วมนั้น ไม่ใช่พวกส่วนใหญ่ของสังคมนัก พวกเขาแม้เสียงดัง แต่จำนวนมีไม่มากพอที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้

สุดท้ายแล้ว เรายังต้องพึ่งพามวลชนพื้นฐานเหมือนเดิม และต้องไม่ลืมว่า ชัยชนะขั้นสุดท้ายของการต่อสู้อยู่ที่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่การเมืองข้างถนน หรือการเมืองนอกสภา ไม่ใช่การนำพรรคพวกออกไปชุมนุมเช่นเดียวกับพวกพันธมิตร และอย่าหลงเข้าไปเดินในเส้นทางเดียวกับพันธมิตร

บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้ยึดสนามบินเป็นเหตุจำปีเจ๊ง เทือกเล็งให้คนทั้งชาติรับภาระอุ้ม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
28 มกราคม 2552

เทพเทือกโดดอุ้มการบินไทยไม่ยอมปล่อยให้เจ๊ง คาดให้คนทั้งประเทศแบกรับภาระ ส่อแววโยนขี้ให้บอร์ดเป็นจำเลย โดนบอร์ดสวนกลับแฉข้อเท็จจริงเหตุการณ์ยึดสนามบินเป็นเหตุให้บริษัทขาดเงิน ทุนหมุนเวียน ส่งผลขาดสภาพคล่องเกือบเจ๊ง เผยยังขาดอีกหมื่นล้านมาต่อท่อไม่งั้นล้ม เผยหากไม่มียึดสนามบินจะขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้นไม่กระทบหนักขนาดนี้ พันธมิตรแถด้านๆอดีตนายกฯสมชายต้องรับผิดชอบ ให้ออกดีๆไม่ยอมจนต้องปิดสนามบินไล่เอง เลยช่วยไม่ได้



เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายหารบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

วันนี้(28 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลมองว่า น่ากลัวแต่ทำไมยังเงียบ คณะกรรมการ (บอร์ด) ก็ไม่ยอมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บกพร่องต่อหน้าที่และบริหารงานผิดพลาด ซึ่งนายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ ๆ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

"ต้องยอมรับว่า วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากผมไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ"

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

"รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน และจะขอคุยนอกรอบก่อน เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน"นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามว่าตัวบอร์ดบริหารงานผิดพลาดจะพิจารณาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้เข้าไปล้างบางหรือทำความสะอาดบอร์ดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งๆๆ โธ่ เดี๋ยวเขาก็ล้างตนซะก่อน ใจเย็นๆ

บอร์ดบินไทยตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

นายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาทได้แล้ว จากแผนการดำเนินงานที่จะต้องหาเงินกู้จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท โดยคาดว่าจำนวนเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านบาทจะสามารถจัดหาได้อย่างไม่มี ปัญหา

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า การรับมอบเครื่องบินแอร์บัส 330-300 จำนวน 6 ลำในปีนี้ มีความจำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ไม่ใช่เป็นภาระอย่างที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าใจ ทั้งนี้ การบินไทย ได้จ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสไปแล้ว 30-35% ของค่าเครื่องบินทั้งหมด

"เราคิดว่าอีกหมื่นกว่าล้านจะหาได้ ทุกธุรกิจก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ว่าเราขาดทุนเพราะธุรกิจไปไม่รอด แต่การซื้อเครื่องบินไม่ใช่ว่าคืนทุนได้เร็ว 3-5 ปี ฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจกับคนข้างนอกว่าการรับเครื่องบินไม่ใช่ภาระ"

นายพิชัย ยังเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ที่เข้ม แข็งกว่าเดิม และจะไม่มีเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม แม้การบินไทยจะมีเครื่องบินถึง 80 ลำ หากขึ้นบินทุกวัน มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวบินตลอด 1 เดือน ก็จะมีรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท ดังนั้นเหตุผลในการกล่วโทษการปิดสนามบิน จึงขัดกับหลักความเป็นจริง และหากมองดูงบการเงินย้อนหลังแล้ว ก็มีปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด และมักใช้การซื้อเครื่องบินเพิ่ม เป็นข้ออ้างในการเพิ่มรายได้เพื่อขอเงินรัฐบาล และยังมีการทุจริตภายในที่รัฐบาลยังไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นบริษัทที่มีข่าวการทุจจริตโกงกินมากที่สุดด้วย

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้ว กัน

เสื้อแดงเชียงใหม่ลั่น ปิดสถานีวิทยุเมื่อใดจะออกมาลุกฮือทันที

โดย generalwill
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
29 มกราคม 2552



หลัง รายงานข่าวจากสถานีช่อง 7 ภาคบ่ายวานนี้ (28 ม.ค.) กรณีนายสาทิต วงค์หนองเตยให้สัมภาษณ์ว่าจะพิจารณาปิดสถานีวิทยุของประชาชนจำนวน 4 แห่ง คือ ที่อุดร เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ฐานปลุกปั่นประชาชนให้เกลียดรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลเทพประทาน

คน เชียงใหม่เดือดดาลขึ้นทันที เพิ่มความเกลียดและชิงชังรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาอีกเป็นทวีคูณ โดยมีผู้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชุมชน FM 92.5 Mhz. และคลื่นอื่น ๆ จำนวนมาก โดยแสดงความรู้สึกว่า

- เำหตุใดจึงไม่ปิดสถานีเอเอสทีวีก่อน เพราะนั่นก็ปลุกระดม ใส่ร้าย ใส่ความ หยาบคาย ทำลายชาติยิ่งกว่า
- ทำไมละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
- นายสาทิต วงศ์หนองเตยเป็นคนที่เลวมาก ทำตัวรับใช้อำนาจเผด็จการ
- รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ทำไมประชาชนวิจารณ์ไม่ได้ ทำไมจะขับไล่ไม่ได้
- เป็นสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่จะวิจารณ์และขับไล่รัฐบาล
- รัฐบาลชุดนี้บริหารห่วย คอร์รับชั่น กำลังจะพาประเทศลงเหวแห่งหายนะ เช่น การกู้หนี้ยืมสิน การใช้กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน การไม่จัดการอย่างจริงจังต่อการประพฤติมิชอบหรือคอร์รัปชั่นของรัฐมนตรีชุด นี้ การไม่ได้รับการยอมรับจากอารยะประเทศ และการขาดวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของชาติ ฯลฯ
- สั่งปิดสถานีเมื่อใด บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนพร้อมออกมาแข็งข้อต่ออำนาจรัฐ


ผู้ นำเสนอข่าวแสดงความเห็นว่า สถานการณ์จะไปกันใหญ่ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาปลดนายสาทิตย์ เนื่องจากบุคคลนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ รังแต่จะทำให้ประชาชนเกลียด และจะทำให้รัฐบาลนี้อายุสั้นลง รูปร่างอัปลักษณ์ยังไม่พอ คำพูดก็ชวนให้เพิ่มศัตรู แถมความคิดก็ล้าหลัง "เป็นนักการเมืองยุคโลกาภิวัฒน์ แต่วิสัยทัศน์ยุคจอมพลสฤษดิ์"

ดีเดย์แดงทั้งประเทศ31มกราคม 3ทุ่มเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบจี้โจรจับโจร



ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

กำหนดการ ชุมนุมใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย"แดงทั้งแผ่นดิน"คลอดแล้ว นัดรวมพลเสาร์31มกราฯ4โมงเย็น จากนั้น3ทุ่มเคลื่อนขบวนล้อมทำเนียบ จี้เอาผิดโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ปลดกษิตพ้นรัฐมนตรีต่างประเทศ นำรธน.ฉบับประชาธิปไตยกลับมาใช้ เสื้อแดงรวมกำลังคึกคักทั้งสายเหนือ-อีสาน ส่วนคนกรุงระดมผ่านอินเตอร์เน็ตพร้อมแล้วขับไล่โจร ทวงคืนประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่31มกราคมนี้3ทุ่มบุกทำเนียบฯ

ผู้ จัดรายการความจริงวันนี้ นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมกันแถลงข่าวถึงการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายวีระ กล่าวว่า จะมีการชุมนุมใหญ่ ภายใต้ชื่อแดงทั้งแผ่นดินที่ ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม นี้ เวลา 16.00 น. ก่อนที่จะเคลื่อนมวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในเวลาประมาณ 21.00 น. เพื่อกดดันให้รัฐบาลปลด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิรวมทั้งควรมีการนำรัฐ ธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และสุดท้ายรัฐบาลต้องยุบสภา


ขณะที่ นายจักรภพ เปิดเผยว่า การชุมนุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการวัดกระแสของกลุ่มคนเสื้อแดงไปในตัวด้วย เพราะที่ผ่านมามีการโจมตีว่าเกิดความแตกแยกไม่มีเอกภาพ รวมทั้งข่าวว่าหมดน้ำเลี้ยงจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเสื้อแดงจะได้แสดงพลังให้เห็นว่าไม่เป็นความจริง และมากันด้วยใจไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

ขณะเดียวกันมีความ เคลื่อนไหว"แดงทั้งแผ่นอย่างคึกคัก" โดยประชาชนทั่วประเทศมีความเคลื่อนไหวชุมนุมพลเดินทางมากรุงเทพฯ ส่วนคนในกรุงเทพฯก็ชักชวนกันเข้าร่วมงานผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างคึกคัก

เสื้อแดงเชียงใหม่ยกพลชุมนุมใหญ่ กร้าวไม่ชนะไม่กลับ

มติชนรายงานว่า เสื้อแดงเชียงใหม่ ยกพลร่วมชุมนุมใหญ่สนามหลวงขับไล่รัฐบาล ลั่นไม่ชนะไม่กลับ

น. ส.กัญญาภัค มณีจักร หรือ "ดีเจอ้อม" แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า ภารกิจหลักในวันที่ 30 ม.ค.ของกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การระดมกำลังไปชุมนุมต่อต้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานเปิดงานรณรงค์ "90 วัน รวมพลังหยุดเผา บรรเทาโลกร้อน" โดยจะไปชุมนุมที่สนามบินเชียงใหม่และที่จัดงานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ 2.ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแรกแล้ว กลุ่มเสื้อแดงจะเดินทางไปขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางชุมนุมใหญ่กับเสื้อแดงทั่วประเทศที่สนามหลวง โดยช่วง 1-2 วันก่อนหน้านี้ ได้ตั้งกล่องรับบริจาคและระดมทุนจากประชาชน ที่สนับสนุนการเดินทางของกลุ่มเสื้อแดงแล้ว

"การระดมทุนและเดินทาง ไปร่วมชุมนุมใหญ่ กลุ่มจะไปอย่างเปิดเผย โดยนัดให้สวมใส่เสื้อสีแดง ที่เขียนว่า "รักเชียงใหม่ 51" ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ร่วมเดินทางไม่น้อยกว่า 500 คน โดยจะมีตนและแกนนำคนอื่นร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ภารกิจหลักของการไปร่วมชุมนุมใหญ่ของรักเชียงใหม่ 51 ครั้งนี้ มีเป้าหมายกดดันให้รัฐยุบสภา และไม่มีกำหนดกลับ จนกว่าจะได้ชัยชนะ"

เสื้อแดงอุดรเริ่มระดมพลบุกสนามหลวงแล้ว
ประชาทรรศน์รายงาน ว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี ในวันนี้(29 ม.ค.) ที่จะเดินทางไปร่วมงานที่ท้องสนามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค.ได้มีกลุ่มชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ที่แตกตัวออกมาจากชมรมคนรักอุดร มาตั้งสถานีวิทยุชุมชน FM 99.75 MHz ได้ระดมสมาชิกคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้แล้ว 500 คน พร้อมกับได้เตรียมรถทัวร์ปรับอากาศ ชั้น 1 ไว้ 10 คัน จะออกเดินทางจาก จ.อุดรธานีในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2552 ซึ่งทางกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางไปในครั้งนี้ เป็นกลุ่มที่รักและศรัทธาใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ทางด้าน นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ยังสงวนท่าที ไม่นำคนลงไปร่วมงานในวันเสาร์ที่จะถึงนี้


เสื้อแดงเหนือจากเชียงรายชุมนุมพลคึกคัก

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรรายงานข่าวจากจังหวัดเชียงราย แจ้งว่า ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 31 ม.ค.52 ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ เพื่อหวังจะล้มรัฐบาล ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่า ในพื้นที่ จ.เชียงราย เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่จะเดินทางไปสมทบกับเครือข่ายคนเสื้อแดงแล้ว

ที่ประกาศตัวว่าจะเดินทางไปอย่างแน่นอน คือ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย นำโดย น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ ที่เคยประกาศว่าจะไปร่วมทั้งการชุมนุมดังกล่าว และไปที่การประชุมอาเซียนซัมมิทด้วย ส่วนกลุ่มอื่นๆ ไม่มีการประกาศตัวหรือเคลื่อนไหวชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเชียงรายฮักประชาธิปไตย กลุ่มมิตรภาพป่าห้า กลุ่มอาจารย์บางคนในเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เชียงราย เขต 3

อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีอีกกลุ่มกำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก คือ บรรดาหัวคะแนนคนสำคัญของนักการเมืองที่มีอยู่ทั้ง 8 เขตเลือกตั้งของเชียงราย ส่วนกลุ่มคนเชียงรายฮักประชาธิปไตยพบว่าอาจจะมีการตั้งเวทีบริเวณใกล้กำแพง เมือง ห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช อ.เมือง เพื่อถ่ายทอดการชุมชนใหญ่ที่กรุงเทพฯ ให้ผู้ที่ผ่านไปมาหรือมีอุดมการณ์เดียวกันได้รับฟังแทน

สำหรับกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมืองมีรายงานว่า มีการกำหนดให้หัวคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้ง พาคนเข้าไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ อำเภอละ 1 คันรถ โดยพื้นที่ที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนคือเขตเลือกตั้งที่ 3 โดยพบว่ามี “นายหงส์” หัวคะแนนคนสำคัญได้ตระเตรียมผู้คนเพื่อจะพาเดินทางไปยังกรุงเทพฯ อย่างคึกคัก

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางไปครั้งนี้มีการเกณฑ์บรรดาหัวคะแนนในจำนวนที่น้อยกว่าหลายครั้ง ที่ผ่านมา หรือน้อยกว่ากรณีม็อบอีแต๋นที่เดินทางไปให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนสิ้นอำนาจ

ด้าน น.ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวว่า สมาชิกของกลุ่มหลายคนยืนยันจะเดินทางไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ แต่ตนไม่ได้ไปเพราะติดภารกิจหลายอย่างโดยเฉพาะการเตรียมเผยแพร่วิทยุวิทยุชน คนรากหญ้าเจียงฮายทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 104 MHz

อย่างไรก็ตาม จากการรับทราบข้อมูลจากหลายฝ่ายทราบว่า นอกจากสมาชิกของกลุ่มแล้วยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากกำลังจะพากันเดินทาง ร่วมกันอย่างเงียบๆ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งค่อนข้างจะลำบาก จึงเป็นลักษณะต่างคนต่างไป กระนั้นก็จะเป็นพลังบริสุทธิ์ที่มีจำนวนมากเช่นกัน



ทางด้านชุมชนคนท่องอินเตอร์เน็ตในบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ได้แสดงความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ท้องสนาม หลวงในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552นี้อย่างคึกคัก โดยพากันให้เหตุผลในการเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน การเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แสดงความคัดค้านที่มาของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชน แต่มาจากการการชุมนุมยึดสนามบิน ก่อความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง และการสมคบคิดของชนชั้นนำผ่านกองทัพ กระบวนการตุลาการที่ให้ยุบ3พรรคการเมือง และทวงประชาธิปไตย ขณะที่แกนนำประกาศรวมตัวสนามหลวงแล้วเคลื่อนพลบุกทำเนียบ

หัวข้อกระทู้แนะนำของบอร์ดราชดำเนินเรื่อง เสื้อสีแดง ๆ ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้ใครมีเหตุผลดี ว่าไปกันทำไมบอกหน่อย เขียนว่า ใครไปเติมสีแดงให้ท้องสนามหลวงวันที่ 31 นี้กันบ้างค่ะ งานนี้ไปกันให้เต็มสนามเลยเน้อ สิ่งก่อสร้างอะไร ๆ น่าจะไม่เหลือแล้ว เมื่อการชุมนุมล่าสุดในวันที่ 28 ธันวา คม2551 ที่ว่างแค่ครึ่งสนามต้องไปแทรกตัวกันตามสิ่งก่อสร้างเที่ยวนี้น่าจะสบายขึ้น แล้ว คนกรุงเทพปริมณฑล อย่าให้แพ้คนต่างจังหวัดต้องเสียเวลาเดินทางกันมาไกลนะคะ

งานนี้ ขอบอกก่อนล่วงหน้าว่าไม่น่าจะไปแอบคิดว่าจะไปทำไมกันเนี้ย ขอเหตุผลดี ๆ หน่อยเหอะ ยังตอบตัวเองไม่ได้สงสัยจะเริ่มขี้เกียจล่ะ เพื่อนๆ อย่าขี้เกียจตามกันนะคะงานนี้ประมาณว่าจะนับกำลังพลกันว่า สีแดงยังแรงฤทธิ์ ไม่ได้แผ่วตามขี้ปากใคร ขอตบปากพวกที่บอกว่าเพราะตรูคนถึงเยอะ หน่อยเหอะว่าคนเขาไปกัน ด้วยใจไม่มีใครจ้างไม่ต้องให้ใครจูงจมูก คิดเองเป็นเฟ้ยคนไทยไม่ได้โง่

กระทู้ ดังกล่าวนี้มีผู้ตอบกระทู้ล่าสุดถึงวันนี้(29ม.ค.)155ความคิดเห็น ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าจะเข้าร่วมการชุมนุม ด้วนเหตุผลสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ ความไม่ยุติธรรม เช่น

-สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ไป คือ อยากให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ใช่เกิดขึ้นกับ ''คนบางกลุ่ม'' อยากให้รัฐบาลรู้ว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง ความชอบธรรมที่คุณอ้าง มันเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะคุณมาจากกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ

-ไปให้โลกรู้ว่า คนไทย รักประชาธิปไตย

-แสดงจุดยืนถึงความชอบธรรมครับ เอาผิดโจรกบฎ

-ไปเพื่อ
1. ไปทำให้ทาสเผด็จที่ปล่อยไม่ไป ทั้ง ๆ เลิกทาสมาร้อยกว่าปีแล้วเกิดสำนึกในสรีภาพของตัวเอง (จะมีมั๊ยน้อ)
2. ไล่เผด็จการอีแอบอยู่หลังประชาธิปไตยจอมปลอมที่แอบอิงรัฐธรรมนูญเผด็จการ
3. ไปกดดันแก้รัฐธรรมนูญโจร
4. ไปทำให้พวกปล้นอำนาจได้รู้ว่ายังมีคนไทยไม่น้อยได้หลุดพ้นจากความทาสที่ถูกครอบงำ
5. ไปเพื่อจะบอกว่า ประชาชนเท่านั้นที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
6. ไปเอากบฏปล้นทำเนียบและสนามบินมาดำเนินคดี


ฯลฯ

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิด ถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมน ตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการ ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

ฮึ่ม!เตือนมาร์คห้ามใช้เงินภาษีแบกขี้พันธมิตรอุดบินไทย จี้ไล่เบี้ยคนอยู่เบื้องหลังยึดสนามบินมาจ่ายชดเชย



หลักฐานโทนโท่-ภาพถ่ายหลักฐานพลตรีจำลอง ศรีเมือง ตัวแทนของพันธมิตรฯส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืนให้ประธานการท่าอากาศยานฯ เป็น1ในหลักฐานสำคัญของอาชญากรรมก่อการร้ายสากลยึดสนามบิน ส่วนอีกหลักฐานสำคัญคือประกาศแถลงการณ์ปิดสนามบินของพันธมิตรลงวันที่25พ. ย.2551 ตอนนี้การบินไทยบักโกรกขาดเงินหมุน35,000ล้านบาท หาไม่ได้มีสิทธิ์เจ๊ง รัฐบาลเทพประทานเตรียมนำภาษีคนทั้งประเทศมาอุ้ม ทั้งที่ผู้บริหารจำปีระบุชัดเจ๊งเพราะยึดสนามบิน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

รัฐมนตรี คลังใจไม่ด้านพอจะสนองใบสั่งเทพเทือก โดยลังเลใจนำภาษีคนทั้งประเทศมาอุ้มการบินไทย ขณะที่บอร์ด-ผู้บริหารจำปีไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้เจ๊งเพราะโดนปิดสนามบิน เสื้อแดงค้านไม่ยอมให้คนทั้งประเทศมาแบกขี้รับภาระแทนพันธมิตร หลักฐานโทนโท่ยึดสนามบินทั้งออกแถลงการณ์ปิด และพิธีส่งมอบคืนมัดตัวดิ้นไม่หลุด จี้ลากคอเข้าคุกพร้อมไล่เบี้ยคนอยู่เบื้องหลังต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหาย ความถูกต้องเป็นธรรมจึงจะบังเกิด




กรณ์ไม่ด้านพอนำภาษีคนทั้งประเทศอุ้มการบินไทยแบกขี้พธม.

นาย กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการขาดสภาพคล่องของการบินไทยในขณะนี้ว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด หากรัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปช่วยเหลือการบินไทย ซึ่งขณะนี้กำลังรอการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน รวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานหลังจากประสบภาวะวิกฤติ เพราะหากจะเข้าไปช่วยเหลือจะเข้าไปอย่างไร ในแง่ไหน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะพิจารณาตามความเหมาะสม

“ผมได้บอกไปหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับการช่วยเหลือการบินไทย ตรงนี้ผมยืนยันว่าต้องรอการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง เพราะหากรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือในฐานะที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เราต้องสามารถตอบได้ว่าจะนำเงินภาษีจากประชาชนไปใช้อย่างไร แต่จะพิจารณาตามความเหมาะสม หากมีการร้องขอให้ช่วยเหลือ”

เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายการบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

ก่อน หน้านั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมแสดงท่าทีว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลการบินไทย ด้วยการให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

อดีตดีดีบินไทยแฉปิดสนามบินเป็นเหตุเจ๊ง

นาย สมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย ระบุว่า ปัญหาขาดทุนและปัญหาขาดสภาพคล่องของการบินไทยไม่ได้มีสาเหตุจากผู้บริหารขาด ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประกอบกับมีเหตุการณ์ปิดล้อมท่าอากาศยาน ทำให้การบินไทยได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าสายการบินอื่น



บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว ตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

ดูเหมือนบอร์ดการบินไทยจะตกเป็นจำเลยว่าทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ซึ่งมีการปฏิเสธออกมาแล้ว โดยนายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

เสื้อแดงเตือนอย่านำภาษีมาแบกขี้ จี้ให้ริบเงินพวกอยู่เบื้องหลังปิดสนามบินมาชดเชย

ทาง ด้านแหล่งข่าวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เตือนว่าจะขอคัดค้านนำภาษีของคนทั้ง ประเทศมาอุดการบินไทยขาดสภาพคล่องครั้งนี้ เพราะบอร์ดและผู้บริหารก็บอกชัดเจนแล้วว่า ปัญหาเกิดจากการยึดสนามบิน และหลักฐานก็ชัดเจนว่าพันธมิตรเป็นผู้ยึดสนามบิน โดยมีหลักฐานชัดเจนจากการที่ออกแถลงการณ์ยึดสนามบิน เมื่อวันที่25พ.ย.2551 และมีพิธีส่งมอบคืนในวันที่3ธ.ค.2551 ดังนั้นก็ต้องไปไล่เบี้ยเอากับพันธมิตร เพราะตอนนั้นพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรรายหนึ่งประกาศว่าพันธมิตรพร้อมจะรับผิดชอบ และจำเป็นต้องไล่เบี้ยพวกที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนให้ยึดสนามบิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจที่เพิกเฉยละเว้นต่อหน้าที่ด้วย ทั้งที่รัฐบาลขณะนั้นได้ประกาศฉุกเฉินแล้ว และศาลก็มีคำสั่งให้ออกจากสนามบิน

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้ว กัน

แฉหลักฐานโทนโท่โจรพันธมิตรยึดสนามบิน แต่ยังมาแถหนีผิด

เหตุการณ์ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดยพันธมิตรได้เข้ายึดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ไปจนถึงช่วงสายวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เหตุการณ์คล้อยหลังไปเพียง 2 เดือนนี้ ฝ่ายผู้ก่อการร้ายสากลพันธมิตร พยายามบิดเบือนผ่านกระบอกเสียงของตนเองว่า พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน แต่คนสั่งปิดสนามบินคือการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

ดังเช่นบทความในเวบผู้จัดการ หัวข้อเรื่องตกลงใครปิดสนามบินกันแน่หือ..นายเสรีรัตน์?!?โดย บทความในกระบอกเสียงของผู้ก่อการร้ายพันธมิตรได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ และโยนความผิดเรื่องการปิดสนามบินไปให้นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผอ.การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าเป็นผู้สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิเอง

อย่าง ไรก็ตามเรื่องนี้ก็ผ่านสายตาคนทั้งโลกไปแล้วว่า คนปิดสนามบินคือนายเสรีรัตน์ หรือพันธมิตรกันแน่ โชคดีที่ว่าทุกๆอาชญากรรมนั้น อาชญากรมักต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ ต่อไปนี้คือร่องรอยสำคัญที่แม้แต่พันธมิตรก็เถียงไม่ออก

1.แถลงการณ์พันธมิตร ฉบับที่ 26/2551 ซึ่งออกในเวลา21.57 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 ตอนหนึ่งระบุว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

2.พันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืนทอท.

ปราก ฎหลักฐานเป็นข่าวไปทั่วโลกว่า หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบ3พรรคการเมืองในวันที่ 2 ธันวาคมแล้ว มีผลให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องสิ้นสุดลง ในค่ำวันนั้นพันธมิตรประกาศยุติการชุมนุม และในช่วงสายวันที่ 3 ธันวาคม ก็มีพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืน

มติชนรายงานข่าวว่า ใน เวลา09.20 น.วันที่ 3 ธันวาคม 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ได้ดำเนินการส่งมอบพื้นที่สนามบิน สุวรรณภูมิคืนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพธม.เป็นตัวแทนในการส่งมอบพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อ่านแถลงการณ์ของพันธมิตร พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนให้กับนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศไทยฯ เพื่อจะได้เปิดใช้สนามบินได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป โดยพิธีนี้กระทำขึ้นต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ปัญหามีอยู่ว่า หากพันธมิตรไม่ได้ยึดไม่ได้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผอ.ท่าอาศยานสุวรรณภูมิเป็นคนสั่งปิดเอง ทำไมพันธมิตรจะต้องมีพิธีส่งมอบคืนด้วยเล่า..

เอาแค่2ข้อนี้ ก็พอจะเห็นแล้วว่า อาชญากรได้ทิ้งร่องรอยอาชญากรรมสำคัญไว้มากเพียงใด คือเข้ายึดและปิดสนามบินก็มีแถลงการณ์ทนโท่ พอตอนเลิกยึดก็มีพิธีส่งมอบคืนต่อหน้าพระฉายาลักษณ์...แล้วจะดิ้นปฏิเสธความ รับผิดชอบ และโยนความผิดไปให้ใครอื่นอีกทำไมเล่า?