CBOX เสรีชน

17 พฤษภาคม, 2552

แฉยุบพรรค “มีใบสั่ง”

เมื่อ
เวลา 09.30 น.วันที่ 13 พ.ค. ที่รัฐสภา
มีการประชุมอนุคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง
ของสังคมไทย
ซึ่งอยู่ในคณะกรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ
ธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี เป็นประธาน
โดยที่ประชุมได้ใช้เวลา 5 นาที เลือกนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา เป็นประธาน
นายภาวิช ทองโรจน์ นายกสภาเภสัชกรรม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธาน
นางผุสดี ตามไท ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเลขานุการ
จากนั้นที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่าจะใช้เวลาในการวางกรอบการทำงาน 2
สัปดาห์



ผู้
สื่อข่าวรายงาน ว่า การอภิปรายมีความตึงเครียดช่วงหนึ่งเมื่อนายศักดิ์
เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรมนูญ
หนึ่งในเสียงข้างมากที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า
ประเด็นที่ยังไม่ได้พูดกันคือใบสั่ง ตนเคยเป็นศาลรัฐธรรมนูญ
ตอนมีคำสั่งยุบพรรค ขอกราบเรียนเบื้องหลัง
ได้ถามเพื่อนฝูงทุกคนแล้วเห็นว่าไม่ควรยุบพรรค ควรแก้ลงโทษหัวหน้าพรรค
เลขาธิการและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่พอจะเขียนคำวินิจฉัย
ปรากฏว่ามีใบสั่ง ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่จริง แต่ว่ามีใบสั่งมา
มันสร้างความสับสนให้ผู้พิพากษาทั้งหมดที่เคยเห็นด้วยกับตน
คำวินิจฉัยจึงออกมาน่าเกลียดมาก ร่วมทั้งเรื่องโมฆะการเลือกตั้ง
และองค์กรอิสระต่างก็เป็นใบสั่งและผลก็ออกมาอย่างที่เขาคาดการณ์ทุก
เรื่อง100%



“ซึ่ง
ผมไม่ยอมทำตามใบสั่งจึงไม่เจริญถึงทุกวันนี้
หลายคนที่ทำตามใบสั่งก็เจริญรุ่งเรืองเป็นใหญ่เป็นโตในขณะนี้
ดังนั้นเราต้องหาวิธีพิสูจน์ว่าใบสั่งมีจริงหรือไม่
ถ้ามีต่อไปนี้ต้องเลิกเด็ดขาด” นายศักดิ์ กล่าว



ทำ
ให้นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช อดีตผู้ว่าฯ ผู้ทรงคุณวุฒิจากส.ว. โต้ขึ้นว่า
อยากถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้
พิจารณาจากคำพิพากษาที่มีความละเอียดมาก
แต่ละคนที่นั่งตรงนั้นเป็นผู้มีเกียรติ มีความรู้ มีฐานะทางสังคม
ใครจะออกใบสั่งได้ อย่างเก่งออกได้ 1-2 คน
แต่ส่วนใหญ่ออกพร้อมกันทั้งคณะเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้
นายศักดิ์ไม่ได้ตอบโต้หรือลุกขี้นชี้แจงอะไร
รวมถึงอนุกรรมการในห้องประชุมก็ไม่มีใครติดใจซักถามใดๆ



ผู้
สื่อข่าวรายงานว่า
ส่วนเนื้อหาในการอภิปรายส่วนใหญ่ยังเป็นการโจมตีกันไปมาอย่างดุเดือด
ระหว่างส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นายศุภชัย ศรีหล้า
ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาเกิดจากการบริหารของ
พ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ส.ว.
ร่วมทั้งการใช้อำนาจเพื่อองค์กรของตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่นการประกาศว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทย
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุผลมาสู่ความขัดแย้งสู่ปัจจุบัน ขณะ
ที่นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย โต้ว่า
ปัญหาคือการรัฐประหารปี2549 ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 50
ที่ทำให้เกิดตุลาการภิวัฒน์ และตามมาด้วย เรื่อง 2 มาตรฐาน
โดยมีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
ที่นำมาซึ่งการยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง
ทำให้มวลชนที่สนันสนุนคนกลุ่มนี้เกิดความไม่พอใจ
ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญหากแก้เรื่องพวกนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้



“การ
ผ่อนคลายความขัดแย้งระยะสั้นเร่งด่วน คือ
การแก้ไขให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 220
คน ที่ไม่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งจะต้องออกกฎหมายช่วยเหลือ
และไม่สามารถทำประชามติตัดสิน เพราะกรรมการบริหาร220
ถูกพิพากษาให้มีความผิด จึงต้องแก้ไขด้วยการออกกฎหมาย
จึงอยากให้ที่ประชุมเห็นด้วยหรือไม่” นายประเกียรติ กล่าว



ผู้
สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการฯได้จัดวางแผนการทำงานไว้เป็น 3
แผนประกอบด้วย ระยะสั้น จะระดมข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
เครือข่ายสานเสวนา ของสถาบันพระปกเกล้า สถาบันสันติวิธีศึกษา
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาคณาจารย์
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.
รวมทั้งได้เชิญแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และกลุ่มเสื้อแดง มาให้ข้อมูลถึงเป้าหมายความต้องการของคนทั้งสองกลุ่ม



ทั้ง
นี้ หากการดำเนินการเห็นผลใน 45
วันจะทำให้ผ่อนคลายและลดระดับความขัดแย้งนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและแก้ไข
รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมไทยได้มองเห็นและตระหนัก
ในชาติบ้านเมืองมากกว่าตนและพรรคพวกกลุ่ม
ทำให้เกิดกระแสที่อยู่ในระดับเป็นเทรนด์ของสังคม
เกิดกลไกการขับเคลื่อนและสนับสนุนการทำงานในข้อเสนอนี้ เช่นภาคีสื่อมวลชน
สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา เครือข่ายประชาชนในขนบท
หลังจากนั้นรัฐบาลอาจจะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้



นาย
ตวง กล่าวหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้อภิปรายกันได้สรุป 8
ข้อที่จะนำสังคมกลับคืนสู่ความสมานฉันท์ คือ
1.ทุกฝ่ายควรจะยอมรับก่อนว่ารัฐธรรมนูญทั้งปี 40 และปี 50
ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อน โดยปี 40 มีจุดแข็งที่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง
แต่จุดอ่อนคือความเข้มแข็งทำให้กลไกตรวจสอบไม่ทำงาน ขณะที่ปี 50
มีจุดอ่อนทำให้รัฐบาลอ่อนแอ
แต่จุดแข็งอยู่ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น
2.จุดที่เป็นปัญหาสำคัญในการเมืองคือบุคคลทางการเมือง
ดังนั้นข้อเสนอที่จะผ่อนคลายความขัดแย้งเบื้องต้นคือควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ม.237 ไม่ให้มีการยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 5 ปี
เพราะจะไปกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนที่สนับสนุนพรรคต้องออกมาต่อสู้
โดยหากเกิดการทุจริตการเลือกตั้งให้ลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิดหรือกรรมการ
แต่ไม่ควรยุบพรรค



3.
นักการเมืองควรจะลดความร้อนแรงในการวิวาทะทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิความ
ขัดแย้งในสังคม 4.สื่อมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชน
ต้องตระหนักถึงบทบาทที่จะมีส่วนช่วยในการลดบรรยากาศความขัดแย้ง
5.รัฐบาลต้องลดเงื่อนไขความขัดแย้ง
ไม่ควรจะให้องค์กรที่ใช้กำลังอย่างกองทัพไปชี้แจงงานของรัฐบาลหรือแจกซีดี
การสลายการชุมนุมเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวงลุกขึ้นมาตอบโต้
แต่ควรจะใช้ข้าราชการฝ่ายปกครองอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่แทน



6.
ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยในระยะยาว
7.ทำให้ระบบนิติรัฐเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการยุติธรรมแบบ 2
มาตรฐาน และ
8.สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบหรือการแสดงสปิริตทางการเมืองในหมู่นักการ
เมืองในกรณีที่ถูกจับได้ว่ากระทำความผิด
ไม่ใช่ดันทุรังอยู่ในตำแหน่งจนการต่อต้านลุกลามบานปลาย

14 พฤษภาคม, 2552

18.05 น. วงใน(ดูภาพ)! ปชป.พังพาบ....

เราจะร้องแรกแหกกะเฌอ จนกว่ามวลมหาประชาชนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ





ภาพ
เหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีขับชนมอเตอร์ไซค์ของผู้ชุมนุมที่จอดขวาง
ก่อนเกิดเหตุผู้ชุมนุมเข้าด่า และทุบรถ
ก่อนที่ตำรวจจะยกรถมอเตอร์ไซค์ออกจากรถของขบวนนายกรัฐมนตรี
ทำให้ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีขับฝ่าออกไปได้สำเร็จ




ภาพเหตุการณ์รถยนต์ในขบวนนายกรัฐมนตรีถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย ไม่แน่ว่าไอ้มาร์คตัวแสบอยู่ในรถนี้หรือเปล่า




ปปช.รับไต่สวนถอดถอนรมว.คลัง รมช.คลัง รมว.ต่างประเทศ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้





การเมือง 13 พฤษภาคม 2552 12:53:31

ป.
ป.ช.มีมติไต่สวนคำร้อง ถอดถอน รัฐมนตรี 5 ราย ตามคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และพวก ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. )
มีมติดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ 171 คน ที่ยื่นเรื่องขอให้ถอดถอน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายกษิต
ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายบุญจง
วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
รวมถึงส่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
พร้อมทั้งใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้
ให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน โดยให้ นายกล้านรงค์ จันทิก
และ นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน


การเมือง 14 พฤษภาคม 2552 15:53:50


มติอนุฯแก้รธน.คงมาตรา237แต่ตัดยุบพรรค

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีมติ คงมาตรา 237 แต่ตัดเรื่องการยุบพรรคและให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด

คณะ
อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่
มี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานหลังจากใช้เวลาประชุมตลอดทั้งวัน
เพื่อหารือถึงมาตรา 237
อนุกรรมการได้แสดงความเห็นที่หลากหลายและได้ข้อสรุป 2
แนวทางเตรียมเสนอคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยแนวทางแรกคือให้คงมาตรา 237 ไว้ โดย นายถวิล ไพรสณฑ์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์สรุป ว่า ยังไม่ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
237 จะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร ขณะที่นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์
ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย และ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทอง ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร.ก็เห็นควรให้คงมาตรา 237 ไว้ ขณะที่แนวทางที่
2 คือให้ตัดมาตรา 237 (2)
ทิ้งเพื่อไม่ให้นำไปสู่การยุบพรรคและให้ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเฉพาะผู้ที่
กระทำผิด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้
ข้อสรุปในวันนี้จะมีการเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในวันอังคารที่ 19 พ.ค.นี้


ปชป.ร้าว'ชุมพล'ยัวะ8กก.สมานฉันท์นัดเคลียร์18พ.ค.

ประธาน
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่อนแถลงการณ์บ่น"อึดอัด"บทบาท 8
กรรมการสมานฉันท์ประชาธิปัตย์ แหกกรอบพรรค
เสนอประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก่อนมติพรรค เตรียมเรียกถกวางกรอบใหม่ คาด 18
พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่
ได้สร้างความสนใจจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน
พร้อมทั้งขอถ่ายเอกสารดังกล่าว เพื่อนำไปหารือกันในพรรคต่อไป
ขณะที่มีรายงานด้วยว่า นายชุมพล
ยังได้ออกหนังสือเชิญส.ส.พรรคมาร่วมประชุมนัดพิเศษในวันที่ 18 พ.ค.นี้
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา
เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่ทีประชุมสภาในวันเดียวกันโดย
คาดว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย

นปช.เสื้อทุกสี นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนไหว วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 52 นี้ที่สนามหลวง

10 พฤษภาคม, 2552

Wow ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมาหยุดพวกเราได้

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=801987





















มันมาไกลกว่า ที่จะหยุดยั้งคนเสื้อแดงได้แล้วครับ เพราะความกลัวทำให้เสื่อม มันมีบทเรียนของเรื่องบางอย่าง พิสูจน์ให้เห็น

08 พฤษภาคม, 2552

"วิหคเหินฟ้า" รายงาน กระแส “ยี้เนวิน” ใน “อีสาน-เหนือ” พุ่ง , แย้ม “เสถียร” ยังนั่งประจำ “มติชนสุดฯ”

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว

โดย "วิหคเหินฟ้า"

...... แม้มรสุมเศรษฐกิจจะรุมเร้า แต่หากไม่แก้ปัญหา "การเมือง" ก่อนเพื่อให้ "ความขัดแย้ง" อยู่ในระบบรัฐสภา ไม่ออกไปกลางถนน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้เลย

......พิสูจน์มา นานกว่า 1 ปีแล้ว รัฐบาลทำงานไม่ได้เพราะติดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่มีใครยอมใคร "ม็อบต่างสี" จึงออกมาจนประเทศไทยใกล้เป็น "อนาธิปไตย" เต็มทีแล้ว

......" การเมือง" จึงเป็น "จุดเริ่มต้น" ของปัญหา ถ้าไม่ยอมสางปมรัฐธรรมนูญ-ให้อภัยกัน และถอนเสี้ยน "2 มาตรฐาน" ออกจากใจคนเสื้อแดง "ปัญหา" คงไม่จบ และ "ความขัดแย้ง" ก็จะบานปลายต่อไป

......" ประชาธิปไตย" ไม่มีอะไรได้หมด และเสียหมด ต้องหา "ทางสายกลาง" ที่ 2 ฝ่ายยอมรับได้ ที่สำคัญ "คนกลาง" หรือคนที่อยู่ตำแหน่ง "สูงสุด" ต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่า "ยุติธรรม" ไม่ใช่ "2 มาตรฐาน"

...... เรื่อง "รัฐธรรมนูญ" ปล่อยเป็นเรื่องของ "รัฐสภา" ได้ แต่เรื่อง "2 มาตรฐาน" เป็นเรื่องของ "รัฐบาล" ถอน "เสี้ยน" เรื่องนี้ออกจากใจคนไม่ได้ ก็เป็น "เชื้อไฟ" ที่ทำให้ "ม็อบเสื้อแดง" จุดติดได้ไม่ยาก

......คน ส่วนใหญ่สนับสนุนท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่ยอม "ถอย" เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คิดแต่เรื่อง "การเมือง" แบบ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ใครได้-ใครเสีย-ใครโดดเดี่ยว ไม่สำคัญเท่ากับประเทศต้องมี "ทางออก"

......"อภิสิทธิ์" ส่งสัญญาณ "ยุบสภา" ชัดเจนขึ้นหลังแก้รัฐธรรมนูญ และลดความขัดแย้งในบ้านเมือง กำหนดกรอบเวลา 6-8 เดือน ทุกฝ่ายน่าจะรับได้ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน คือ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตย

......ว่ากันว่า ถ้ายุบสภาเร็ว พรรคที่เหนื่อยที่สุด คือ "ภูมิใจไทย" เพราะกระแสต้าน "เนวิน" ในภาคเหนือและอีสานแรงมาก จากพรรคที่กำลัง "เนื้อหอม" อาจกลายเป็นพรรคที่ ส.ส.โดดหนีมากที่สุด ถ้ายุบเร็ว !

......มาถึง ข่าวที่หลายคนอยากรู้ เมื่อ "เมเนเจอร์ ONLINE" ลงข่าวว่า "เสถียร จันทิมาธร" บรรณาธิการบริหารมติชนสุดสัปดาห์ "ลาออก" จะตอบตรงๆ ว่าลาออกจริงหรือไม่ ทาง "งานดี" บริษัทจัดจำหน่ายไม่ยอม??

......" งานดี" บอกว่า ถ้าใครอยากรู้ก็ให้ซื้อ "มติชนสุดสัปดาห์" เพื่อพิสูจน์ว่า "เสถียร" ยัง "ระทึกในดวงหทัยพลัน" อยู่หรือไม่ และอย่าเชื่อง่าย ต้องซื้อติดต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่ายังอยู่หรือเปล่า?..ฮา

...... ว่ากันว่า ข่าว "โคมลอย" เรื่องการลาออก ทำให้ "เสถียร" เครียดหนัก เพราะภรรยาเริ่มสงสัยว่า ที่บอกว่ามาทำงานแต่เช้า มาจริงหรือเปล่า ฮา ฮา และฮา

......ล้มละลายทางธุรกิจเป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่ล้มละลายเรื่อง "ความน่าเชื่อถือ" สำหรับการเป็น "สื่อ" เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ "อคติ" ที่บังตา เอาออกบ้างก็คงดี


( ที่มา มติชนรายวัน , 2 พฤษภาคม 2552)

03 พฤษภาคม, 2552

อุลตราซาวด์เปลี่ยนแปลงการดูแลคนไข้ที่เป็นโรคไขข้อได้

การทำอุลตราซาวด์นั้นสามารถที่จะนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมใน เรื่องของการดูแลสำหรับคนไข้ที่มีภาวะของโรคไขข้ออักเสบที่เกี่ยวข้องกับมือ และเท้า ตามการวิจัยที่ทำขึ้น ณ St. Joseph’s Healthcare/McMaster University ในรัฐฮามิลตัน ประเทศแคนาดา

งานวิจัยดังกล่าวได้รวมคนไข้ จำนวน 62 คน โดยผลลัพธ์ได้แสดงให้เห็นว่า “มีอยู่ประมาณ 50% ของคนไข้ได้มีความเปลี่ยนแปลงในการจัดการดูแลหลังจากการประเมินผลอุลตรา ซาวด์” Srinivasan Harish, ผู้นำการวิจัยในครั้งนี้กล่าวขึ้น “ความแน่นอนในการค้นพบทางการรักษานั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังอุลตรา ซาวด์ มีระยะตั้งแต่ 24% ถึง 56% สำหรับการค้นพบต่างๆ” เขากล่าว

“การ ตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงนั้นดูเหมือนว่ามีบทบาทหลักในการช่วยแพทย์ด้านโรค ไขข้อตัดสินใจว่ายาต้านโรคไขข้อ หรือ disease modifying anti-rheumatic drugs (DMARDs) นั้นจะมีประโยชน์สำหรับคนไข้ที่มีความลำบากในการประเมินทางการแพทย์หรือไม่  ผลจากการวิจัยของเรานั้นแสดงให้เห็นว่าได้มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดในการใช้ ยาเหล่านี้เวลาที่คนไข้ได้ผ่านการตรวจสอบด้วยอุลตร้าซาวด์แล้ว

“แพทย์ ด้านโรคไขข้อนั้นมักจะขอภาพเอ็กซเรย์เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยโรคไขข้อ ต่างๆ อย่างไรก็ตามการวิจัยของเราได้แสดงว่าอุลตร้าซาวด์นั้นอาจมีบทบาทที่มี อิทธิพลมากกว่า”  ดร. Harish กล่าว

งานวิจัยชิ้นนี้จะถูกนำเสนอขึ้นที่การประชุมประจำปี ARRS ที่บอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทของอเมริกา

 

 

ที่มา : http://www.sciencedaily.com/releases/2009/04/090423132950.htm



สดุดีวีรชนคนหาญกล้า

bn38.gif

เขียนกลอนไม่ถูก...
ขออนุญาตเอากลอน คุณ flowervoice จากประชาไท มาร่วมสดุดีวีรชนเสื้อแดง...

น้ำตาหยดหยาดไหลให้อีกครั้ง
กับเลือดหลั่งร่างร่วงไห้ห่วงหา
คือเลือดเพื่อนร่างน้องผองประชา
เพื่อไขว่คว้าประชาธิปไตยประชาชน

โอ้จักทำฉันใดในวันนี้
ถูก-ชั่ว-ดีแปรเปลี่ยนไปให้สับสน
ด้วยน้ำมือน้ำคำอันวกวน
ของผู้คนที่เข่นฆ่าประชาธิปไตย

สดุดีวีรชนคนหาญกล้า
ถูกทรมาจากคนโฉดที่โหดใส่
อำพรางศพลบหลักฐานเหมือนรานใจ
ทรราชไทยใจโหดหินสิ้นความเป็นคน

กับดักผีเสื้อ : ฟ้าเดียวกัน

เพื่อนพี่น้องเสื้อแดงอย่าร้องไห้




เพื่อนพี่น้องเสื้อแดงอย่าร้องไห้

เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
เรามิได้แพ้พ่ายในสิ่งฝัน
ประชาธิปไตยในสักวัน
ผองเราจะฝ่าฟันเอามันมา


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
อย่าฟูมฟายพร่ำพ้อต่อท้องฟ้า
ถึงเลือดแดงนองผืนพสุธา
จะมิขอเมตตามหาโจร


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
วีรกรรมจารึกไว้บนถนน
ดินแดงเดือดแผดเผาเราคุโชน
ไฟแค้นคลั่งทะลักล้นท่วมสงกรานต์


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
มวลประชาก้าวไกลมหาศาล
จากร้อย พัน หมื่น แสน จนเป็นล้าน
จะสืบสานปณิธานวีรชน


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
ทุกความตายเพื่อนพ้องต้องเป็นผล
เปลวเพลิงแดงจักเผาผลาญทรชน
เผด็จการต้องจำนนสัจธรรม


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
กี่บทเรียนสุดท้ายที่ตอกย้ำ
ประวัติศาสตร์กงล้อชะตากรรม
ประชาชนย่อมเหนือล้ำศักดินา


เถิด...เพื่อนพี่น้องอย่าร้องไห้
ทรราชต้องได้รับพิพากษา
กี่กระสุนปืนลั่นท่านบัญชา
แต่...วันพระมิได้มาเพียงครั้งเดียว!!!



Homo erectus


หมายเหตุ
- กวีโดย H.e.
- ภาพประกอบจากคุณปืนลั่นแสกหน้า

กลอนทั้ง2ชุด ขอบคุณฟ้าเดียวกันที่หามาครับ
กำลังต้องการ2ชุดนี้พอดี อิอิ

ประชาทิพย์

(สดุดีวีรชนเสื้อแดง), บทกวีไม้หนึ่ง ก. กุนที /ภาพโดยปืนลั่นแสกหน้า




ประชาทิพย์

ล่วงลับแล้วคงไม่ไปสวรรค์
เป็นผีบ้าน ผีทุ่ง ผีป่าเขา
คอยดูแลราษฎรพี่น้องเรา
เป็นขวัญทัพปลุกเร้ากำลังรบ


ล่วงลับแล้วอุบัติเป็นประชาทิพย์
ได้ตายสิบเกิดแสนไม่รู้จบ
ทุกชิ้นส่วนเรืองร่างองคาพยพ
ทับถมทบสร้างถนนหนทางไท


ชีวิตดับยังระยับปณิธาน
ทอดฉายฉานใดไม่อาจบดบังได้
คมกระสุนสามารถตัดขั้วหัวใจ
แต่ไม่อาจตัดฝันใฝ่สู่เสรี


ธารโลหิตทะลักโชกเสื้อผ้าชุ่ม
สาวหนุ่มร่วงกลางปืนก้องกังวานถี่
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ชีพผู้กล้าอุทิศพลี
โรยราหรี่แล้วจรัสวีรชน


ล่วงลับแล้วพวกเขาไม่ไปสวรรค์
กลั่นวิญญาณสิงสู่ทุกแห่งหน
เป็นหนึ่งเดียวกับนานาโลกสากล
อารยะชาติ พลเมือง รับเชิดชู


ท่านหลับแล้ว! ปลุกคนตื่นวีรชน
ล้มพ่ายก็เริ่มต้นอีกครั้งสู้
สู้พ่าย สู้ใหม่ ได้ลองดู
เรียนรู้ช้ำให้เดินสู่ชัยชนะ


01 พฤษภาคม, 2552

เปิดแผน"เสื้อน้ำเงิน" ระดม3แสนร่วม"ฉัตรมงคล"

ต้องยอมรับว่า การชุมนุมของ "คนเสื้อน้ำเงิน" ในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ท้องสนามหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เป็น "วาระ" ที่กระทรวงมหาดไทย เตรียมจัดวางไว้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตสงกรานต์วิปโยค ในเดือนเมษายน

เป็นการจัดวางที่สอดรับกับคอนเซ็ปท์พรรคภูมิใจไทย ที่มี "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" ที่นั่งเป็นทั้งหัวหน้าพรรค และ รมว.มหาดไทย

สังคม รู้ดีว่า พรรคภูมิใจไทย พยายามหา "จุดต่าง" ทางการเมืองในเรื่องของ "สี" เพื่อสร้างความได้เปรียบ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ท่ามกลางความขัดแย้งของ "เสื้อแดง-เสื้อเหลือง"

จะเห็นได้จากทุกอย่างในพรรค ไม่ว่าจะเป็นโลโก้, เสื้อ, สีประจำพรรค ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาเป็น "สีน้ำเงิน" ทั้งสิ้น

แต่ ในที่สุด ภาพสีน้ำเงิน ก็ไม่ใช่ภาพแห่งความสมานฉันท์อีกต่อไป เมื่อพบว่า "สีน้ำเงิน" ถูกระดมพลไปรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อป้องกัน เพราะกลัวว่ากลุ่มคนเสื้อแดง บุกยึดสนามบิน

เมื่อพบว่า "คนเสื้อสีน้ำเงิน" กลายเป็น "กองกำลังนอกระบบ" ที่ถูกนำมาต่อกรกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะบุกเข้าไปป่วนการประชุมผู้นำอาเซียน ที่พัทยา จ.ชลบุรี

ทำให้คอนเซ็ปท์ "สมานฉันท์" ของ "กลุ่มเสื้อน้ำเงิน" ถูกมองบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไป

แต่ เบื้องหลังการสั่งระดมคนผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ของกระทรวงมหาดไทย กว่า 3 แสนคน ไม่ได้ถูกยกเลิก เพียงแต่ปรับเปลี่ยน "คอนเซ็ปท์"

แทนที่จะใส่ "สีน้ำเงิน" มาเต็มท้องสนามหลวง

จึงเปลี่ยนให้ "สีน้ำเงิน" กลายเป็น "สีหนึ่ง" ในการร่วมแสดงความจงรักภักดีกับอีก "หลากหลายสี"

เพราะถูก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ออกอาการติติงถึงความเหมาะสม..?

คงต้องยอมรับว่า "เสื้อสีน้ำเงิน" เป็นแนวคิดที่หวังผลทางการเมือง

เพราะ หากย้อนกลับไปที่คำพูดของ "ชวรัตน์" ที่ระบุถึงเจตนารมณ์ท่ามกลางวิกฤตชัดๆ ว่า "สีน้ำเงินเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ถ้าคุณเอาสีน้ำเงินออกจากธงชาติไทย ธงนั้นก็จะกลายเป็นธงชาติอินโดนีเซียทันที แม้จะมีปัญหาก็จะไม่มีการเปลี่ยนสี แล้วทำไมต้องรังเกียจสีน้ำเงินด้วย"

บวก กับสถานการณ์ร้อนที่พลพรรคเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกโรงโจมตีบรรดา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และองคมนตรีอีกหลายคน

จึงถือเป็นโอกาสที่พรรคภูมิใจไทย จะแสดงเจตนารมณ์ปกป้อง ปกปักสถาบันหลักของชาติ

ก่อน ที่ "เนวิน ชิดชอบ" ผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย จะออกมา "ตัดญาติขาดมิตร" กับ พ.ต.ท.ทักษิณ "อดีตนายที่เคยรัก" แบบไม่เหลือเยื่อใย

แนวคิดการจัดงานวันที่ 5 พฤษภาคม จึงถูกมองได้สองมุม

มุมหนึ่ง เป็นการแสดงความจงรักภักดี เพื่อสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ หลังต้องเผชิญวิกฤตทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า

มุม หนึ่ง เพื่อต้องการหวังผลทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ที่ต่อมาต้องใส่คอนเซ็ปท์การ "แสดงพลัง" เพื่อต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศจะชุมนุมในวันที่ 5 พฤษภาคม เข้าไปด้วย

การจัดงานดังกล่าวเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ จะมีการปิดถนนราชดำเนินช่วงเย็น ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า จนถึงท้องสนามหลวง เพื่อให้มีการจัดเวทีคอนเสิร์ต 9 เวที

เดิมงานนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับจะเป็นการ "สุมไฟ" ให้ปัญหาไม่จบสิ้น

แต่ปรากฏว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ยอม

จึงต้องส่ง "ทูตผิวดำ" อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไปเจรจา

แต่ แทนที่งานจะล้มเลิก กลับกลายเป็นว่า มีการสั่งระดมคนเพิ่มจากเดิมที่กำหนดให้ผู้ว่าฯ 75 จังหวัด ระดมคนไว้จังหวัดละ 2,000 คน ก็ราว 2 แสนคน

ยอดคนเพิ่มขึ้นมาเป็น 3 แสนคน เพียงแต่ให้คนมาร่วมงานใส่เสื้อหลากหลายสีเท่านั้น

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01010552&sectionid=0133&day=2009-05-01

29 เมษายน, 2552

ประเทศใดบ้างที่มีกรณีทหารลื่นล้มตาย.....คำตอบจากกูเกิ้ล

ด้วยความอยากรู้ว่ามีทหารลื่นล้มตายในประเทศอื่นใดในโลกบ้าง
ลุงเลยลองค้นหาในกูเกิ้ลดูโดยใช้คำว่า Soldier falls dead
และ Soldier slips dead ตลอดจนเพิ่มคำว่า Statitistic
ปรากฏวาไม่พบข้อมูล

แต่มีข้อมูลที่บอกว่ามีทหารคนหนึ่งลี่นล้มลงบนพื้นสกปรก (เช่น มีน้ำ โคลน น้ำมัน ฯลฯ)
บาดเจ็บ มีนิ้วฉีกขาด 2 นิ้ว และมีนิ้วหัก 1 นิ้ว
อ้างอิง : http://www.thefreelibrary.com/Give+dirty+floor+the+slip-a0114983253

It doesn\'t take a banana peel to make you slip inside the turret of your MI-series tank, crewmen. When water, mud, oil, and hydraulic fluid toxic collect on the turret floor plates, it\'s easy to take a dive when you least expect it.

And it\'s dangerous! One soldier recently had two fingers partially amputated and broke a third when he slipped on dirty floor plates.

โอ้โฮ !! ลื่นล้มอย่างแรง แค่นิ้วฉีกขาด และนิ้วหัก



แล้วมีสถิติการตายจากการลื่นล้มหรือหกล้ม (Fall) หรือไม่
ปรากฏว่ามี แตเป็นสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกา ของไทยไม่มีข้อมูล

อ้างอิง : http://www.cdc.gov/nchs/data/nvsr/nvsr56/nvsr56_10.pdf

ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. ในปี ค.ศ.2005 ( พ.ศ.2548) สหรัฐอเมริกามีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 306.50 ล้านคน
มีการแจ้งตาย จำนวน 2.448 ล้านคน คิดเป็นอัตราการตายร้อยละ 0.8 (ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์)
หรือทุก หนึ่งพันคน จะมีคนตาย 8 คน

2. จากจำนวน 2.448 ล้านคนที่ตาย เป็นการตายจากการล้ม (Fall) จำนวน 19,656 คน คิดเป็นร้อยละ .80 เช่นกัน (หรือทุก 1,000 คนที่ตาย จะเป็นการตายจากการล้ม (fall) 8 คน

3. หรืออีกนัยหนึ่ง จากจำนวนประชากร 306.50 ล้านคน จะมีคนหกล้มหรือลี่นล้มตายจำนวนเพียง 19,569 คน โดยแบ่งเป็นชาย 10,154 คน และหญิง 9,502 คน (หรือร้อยละ 51.66 และ 48.34
ตามลำดับ) อีกนัยหนึ่ง ทุกหนึ่งล้านคนที่ตาย จะเป็นการตายจากการหกล้มทุกประเภท 641 คน
โดยแบ่งเป็นชาย 331 คน และหญิง 313 คน

4. และจากจำนวนคนล้ม (Fall) ตาย 19,656 คน
4.1 จะเป็นการตายของคนที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 17,253 คน
หรือคิดเป็นร้อยละ 87.77
4.2 จะเป็นการตายของคนที่มีอายุ 15 -24 ปี เท่ากับ 236 คน
คิดเป็นร้อยละ 1.2 [หรือทุก 83 คนที่ล้ม (Fall) ตาย จะมีคนอายุ 15 -24 ปี ตาย 1 คน]
หรือประชากรทุกสิบล้านคน จะมีคนล้ม (Fall) ตายที่มีอายุ 15 – 24 ปี เท่ากับ 7.7 คน
โดยแบ่งเป็นขาย 4 คน และหญิง 3.7 คน (โดยประมาณ)

5. ก่อนที่จะอนุมานง่าย ๆ เกี่ยวกับการล้ม (Fall) ตาย ของไทย โดยเอาสถิติของอเมริกามาประยุกต์
ขอเสนอสถิติประชากรของไทยให้ทราบก่อน ดังนี้
อ้างอิง : http://portal.nso.go.th/otherWS-world-context-root/index.jsp
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ เม.ย 52 ไทยมีประชากรทั้งสิ้น 66.70 ล้านคน
แบ่งเป็นชาย 32.8 ล้านคน และหญิง 33.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน (49 : 51)
แต่เนื่องจากไม่ทราบอัตราการตายของปี 52 แต่มีข้อมูลของอัตราการตายของปี 2548-49
เท่ากับร้อยละ 6.76 หรือทุกประชากรพันคน จะมีอัตราการตายเท่ากับ 6.76 คน ซึ่งต่ำกว่า
อัตราการตายของสหรัฐ

6. ถ้าใข้สถิติของสหรัฐในข้อ 4.2 เอามาประยุกต์ใช้กับตัวเลขประชากรของไทย
สามารถจะอนุมานเบื้องต้นได้ว่า จากจำนวนประชากรของไทย 66.70 ล้านคน น่าจะจะมีคนล้ม
(Fall) ตาย ที่มีอายุ 15 ถึง 24 ปี เท่ากับ 51 คน โดยแบ่งเป็นขาย 26 คน และหญิง 25 คน
(โดยประมาณ)

7. ไม่น่าเชื่อว่าท่านพลทหารที่ตายจะเป็น 1 ใน 26 คน ที่เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มตาย
ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณาครับท่านนายพลทั้งหลาย




ผมเบื่อกับความตอแหลของพวกนายพลทั้งหลาย เช่น บอกว่าจะไม่ปฏิวัติ แล้วปฏิวัติ
การออกมาแหลทางทีวีว่าท่านนายกสมชายควรลาออก ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของพวกท่านที่จะ
ออกมาวิจารณ์ ผู้บังคับบัญชา ฯลฯ

ถ้าประชาชนเป็นล้านคนจะบอกว่าลาออกเถอะครับท่านนายพลทั้งหลาย ท่านจะทำตามคำ
ขอร้องของประชาชนหรือไม่

พวกท่านเพียง 4 คน กล้าบอกว่านายกของประชาชนควรลาออก
แต่ประชาชนจำนวนล้านคนออกมาบอกว่าพวกท่านควรลาออกเถิด ทำไมท่านไม่ลาออก
หน้าไม่อาย..ท.ทหาร แดกคอมฯ