CBOX เสรีชน

22 มีนาคม, 2552

พท.เล็งยื่นกล่าวโทษ'มาร์ค'ละเว้นปฎิบัติหน้าที่เชือด!'กษิต'

นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ได้น่าพอใจ โดยในสัปดาห์หน้าพรรคจะนำหลักฐานของ ร.ต.อ.เฉลิม เรื่องเงินบริจาคพรรค ประชาธิปัตย์ ไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้จะยื่นดำเนินการกล่าวโทษกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ดำเนินคดีกับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนร่วมในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ของรัฐบาลนั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายมหาสมุทร เพราะรัฐบาลคิดแต่กู้เงินเอามาแจกอย่างเดียว จึงต้องให้ฉายารัฐบาลว่า "ถ้าประชาธิปัตย์มา ประชาชนต้องเป็นหนี้"

คลิปอภิปลายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ 2009/03/19-20 UnconfidenceDebate

2009-03-19UnconfidenceDebate



เฉลิม1 49นาที >> WMV 54.65Mb , MP3 8.47Mb

เฉลิม2 60นาที >> WMV 66.41Mb , MP3 10.30Mb

เฉลิม3 64นาที >> WMV 71.59Mb , MP3 11.10Mb

นายกอัปยศอภิสิทธิ์,กอร์ปศักดิ์,ประมวล 31นาที >> WMV 34.14Mb ,MP3 5.29Mb

จตุพร 60นาที >> WMV 66.07Mb , MP3 10.25Mb

จตุพร- นายกอัปยศอภิสิทธิ์ 59นาที >> WMV 65.30Mb , MP3 10.13Mb


สุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล 48.24นาที >> WMV 53.56Mb , MP3 8.31Mb

สุชาติ พลายแก้ว,นายกอัปยศอภิสิทธิ์,กร,สุรพงษ์ โต 53นาที >> WMV 58.69Mb , MP3 9.11Mb

สุนัย แฉมันส์หยดติ๋งๆ อภิปรายเต็มไปด้วยการประท้วง สส.ปชป. อับอายทนยอมรับความจริงๆไม่ได้



สุนัย 1 59.27นาที >> WMV 65.80Mb , MP3 10.20Mb

สุนัย 2 59.32นาที >> WMV 65.88Mb , MP3 10.21Mb

สุนัย 3 45.12นาที >> WMV 50.03Mb , MP3 7.76Mb


ร้อยโทชวรินทร์ 68.30นาที >> WMV 75.9Mb , MP3 11.77Mb

นายกอัปยศอภิสิทธิ์,จุรินทร์ 27.28นาที >> WMV 30.41Mb , MP3 4.72Mb

วุฒิพงศ์ ฉายแสง & นายกอัปยศอภิสิทธิ์ 40.53นาที >> WMV 45.26Mb , MP3 7.02Mb

นิคม เชาว์กิตติโสภณ,ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัยvs
นายกอัปยศอภิสิทธิ์,จุรินทร์ 72.20นาที >> WMV 80.03MbMb , MP3 12.42Mb


อภิปรายรมต.ต่างประเทศ กษิต (ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน)



ประชา ประสพดี 54.51นาที >> WMV 60.70Mb , MP3 9.42Mb

ธเนศ เครือรัตน์ 34นาที >> WMV 37.64Mb , MP3 5.84Mb
=========================================================

2009-03-20UnconfidenceDebate



ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ 45.53นาที >> WMV 50.08Mb , MP3 7.88Mb

นิพนธ์ ,บัญญัติ 40.58นาที >> WMV 45.35Mb , MP3 7.03Mb

Newborn Shining Star ปะทะคารมกับสส.ปชป. สส.ปชปจำใจต้องถอนคำพูด
ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาแทบร่วง เสียหน้าสุดๆ



วิสาระดี เตชะธีรววัฒน์ 52.06นาที >> WMV 57.66Mb , MP3 8.95Mb


ฐิติมา ฉายแสง 48.34นาที >> WMV 53.74Mb , MP3 8.34Mb
ไอ้โจรสมเกียรติ ทนยอมรับความจริงไม่ได้ลุกขึ้นยืนมาโต้แต่ก็เจอ เธอสวนกลับ
ไอ้โจรสมเกียรติหน้าแหก หาที่นั่งไม่เจอ

สมคิด บาลไธสง 38.33นาที >> WMV 42.68Mb , MP3 6.62Mb
คลิปนี้สัญญาณดาวเทียมกระตุกประมาณ 3นาที และได้ออกไปแล้ว

จตุพร 53.39นาที >> WMV 59.37Mb , MP3 9.21Mb
ไอ้โจรสมเกียรติ ยอมรับว่าเป็นโจรก่อการร้ายสากล แถมยังพูดจาโอหัง
คลิปนี้สัญญาณดาวเทียมกระตุกประมาณ 1นาที และได้ออกไปแล้ว

อภิปรายไม่ไว้ใจ รมต.คลังเด็กอนุบาลกร



สุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล 55.11นาที >> WMV 61.07Mb , MP3 9.48Mb
คลิปนี้สัญญาณดาวเทียมกระตุกประมาณ 1นาที และได้ออกไปแล้ว

ประเสริฐ จันทร์รวงทอง 25.12นาที >> WMV 27.90Mb , MP3 4.33Mb

สถาพร มณีรัตน์ 23.05นาที >> WMV 25.56Mb , MP3 3.96Mb

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล 24.24นาที >> WMV 27.02Mb , MP3 4.19Mb

===================================================

ประเกียรติ์ นาสิมมา 21.36นาที >> WMV 23.91Mb , MP3 3.71Mb

คมเดช ไชยศิวามงคล 14.26นาที >> WMV 15.99Mb , MP3 2.47Mb

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ 34.03นาที >> WMV 37.69Mb , MP3 5.85Mb
นังหญิงกัลยา โส ลุกขึ้นโต้มีการประท้วงตามมาติดๆ

=====================================================

ไอ้โจรจี้สนามบินกษิต 63นาที >> WMV 70.52Mb , MP3 10.94Mb

นายกอัปยศอดสูมาร์ค 46.45นาที >> WMV 51.74Mb , MP3 8.03Mb

สส.หลายท่านประท้วงมาร์ค
โดยเฉพาะกรณีปิดสนามบิน ไอ้โจรสมเกียรติร่วมแจม
33.56นาที >> WMV 37.56Mb , MP3 5.83Mb

=========================================================

กอร์ปศักดิ์&กร 9+57นาที >> WMV 75.78Mb , MP3 11.76Mb

ไพจิต ศรีวรขาร 33นาที >> WMV 36.71Mb , MP3 5.69Mb

พงศ์พันธ์ สุนทรชัย 26.23นาที >> WMV 29.21Mb , MP3 4.53Mb

==================================================

ศักดา,ชวลิต,ขจิต,มาร์ค 43.10นาที >> WMV 47.78Mb , MP3 7.41Mb

บุญจง 25.22นาที >> WMV 28.09Mb , MP3 4.36Mb

เฉลิมสรุป 52.28นาที >> WMV 58.06Mb , MP3 9.01Mb



รับไม่อั้นกับตำแหน่งเซ็นเซอร์เว็บไซต์

Liberal Thai

Web Censorship Now Thailand’s Largest Employer
๒๐ มีนาคม ๒๕๕๒ - กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย

กรุงเทพ - นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไปบรรยายที่หอการค้าอเมริกันเมื่อวานนี้ ประกาศด้วยความภาคภูมิใจในผลงานที่ได้สร้างงานภาครัฐเพิ่มอีก ๒๕๐,๐๐๐ ตำแหน่งในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๒ งานนี้รวมไปถึงตำแหน่งงานเซ็นเซอร์เว็บไซต์ที่กระทรวงไอซีที ๒๔๗,๐๐๐ ตำแหน่ง

งาน ที่สร้างขี้นมาอีก ๓,๐๐๐ ตำแหน่ง เป็นอุตสาหกรรมจากการนำขวดน้ำพลาสติก จากตีนตบ และจากรองเท้าแตะนำกลับมาใช้ใหม่ อัตราการว่างงานของไตรมาสนี้ได้ลดลงถึงร้อยละ ๔.๒ เต็มๆ

กระทรวง ไอซีทีได้จ้างงานในหน่วยงานเพิ่มขี้นประมาณร้อยละ ๐.๔ ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด งบประมาณใหม่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ได้จัดสรรเพื่อการสร้างตึกใหม่ เพื่อรับจำนวนคนงานที่เพิ่มขี้น และค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พีซี ซื้อ T3 เพื่อเชื่อมต่อกับ กสท โทรคมนาคม อึก ๒๕๐,๐๐๐ บาท

ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมต.กระทรวงไอซีทีได้อธิบายว่า “ไม่มีคำว่ามากไป ในการใช้จ่ายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของกษัตริย์” เธอกล่าวต่อว่า

“คน ไทยที่มีความจงรักภักดีถึง ๒๔๗,๐๐๐ คน ได้เฝ้าจับตาดูเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติตลอด ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน เรารู้สึกปลอดภัยมากขี้น และเป็นการสร้างงานที่ดีสำหรับประชาชน ที่อาจจะไปทำงานฟาร์มหรือโรงงานที่ได้ค่าแรงน้อยกว่า ซึ่งมีชาวพม่าและกัมพูชาทำงานนั้นแทน”

แปลและเรียบเรียง - chapter 11
ที่มา: http://facthai.wordpress.com/2009/03/20/web-censorship-thailands-largest-employer-not-the-nation/


ประชาธิปัตย์ไม่ยอมทำความเข้าใจในเรื่องพวกก่อการร้าย

Liberal Thai



Thai Democrats can’t see insurgency for what it is
Zachary Abuza - ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒
New Straits Times

ตั้งแต่ รัฐประหารเดือนกันยายน ๒๕๔๙ จนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นักการเมืองศักดินาทางกรุงเทพแทบจะไม่สนใจกับการลุกฮือของสามจังหวัดทางใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และบางส่วนของสงขลาซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

การรณรงค์เรื่องความรุนแรงในภาคใต้ว่ามีคนถูกฆ่าตายมากกว่า ๓,๖๐๐ คน และสองเท่าของจำนวนนี้ซึ่งได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๗

รัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงได้ดำเนินการผิดพลาด เบื้องหลังของความล้มเหลว การเร่งประกาศกฎอัยการศึก การเอาแต่ใช้กำลัง หน่วยงานข่าวกรองที่อ่อน การไม่ทำความเข้าใจในกลุ่มใหม่ๆและองค์กรต่างๆของกลุ่มที่ติดอาวุธ การแข่งขันกันเองของหน่วยงานรักษาความมั่นคง และความล้มเหลวที่จะสร้างความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

ผล ที่ได้คือความล้มเหลวในด้านสวัสดิการทางสังคม ด้านกฏหมายและการปราบปราม การทำลายล้างกลุ่มชนชาวพุทธสยามจากชายแดน และการขาดความมั่นใจจากหน่วยงานรัฐบาล

กลุ่ม ที่มีขนาดใหญ่ของประเทศไทยทางใต้ คือกลุ่มที่จะแยกดินแดนเป็นอิสระ แต่รัฐบาลได้ปฎิเสธถึงการดำเนินงานที่ผิดพลาด ที่มีต่อกลุ่มติดอาวุธชาวอิสลามและกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ ธันวาคม จนวันนี้ครบ ๓ เดือน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เคยประกาศว่าการแก้ปัญหาในเรื่องกลุ่มติดอาวุธซึ่งตั้งขี้นเป็น ปีที่หกแล้ว เป็นงานสำคัญอันดับต้นๆของรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ให้คำมั่นสัญญาว่า จะทบทวนต่อระเบียบปฎิบัติของหน่วยงานราชการ และปรับปรุงสายการบังคับบัญชาในทางใต้ให้มีประสิทธิภาพขี้น อภิสิทธิ์เมื่อไม่ต้องห่วงเรื่องการทำรัฐประหาร เพราะมีทั้งกองทัพและราชวงศ์หนุนหลังอยู่ เขาได้สัญญาว่า จะจัดตั้งฝ่ายพลเรือนให้มากขี้นเพื่อมาดูแลและสั่งการ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มีความผูกพันล้ำลึกกับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงดั้งเดิม เขาได้พูดซ้ำเหมือนคำสัญญาที่ล้มเหลวของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่จะสนับสนุนให้มีการประนีประนอมกัน

นี่ ไม่ใช่ลางดีสำหรับทางภาคใต้ และคาดว่าแทบจะไม่มีความก้าวหน้าภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขายังคงไม่ยอมเข้าใจว่าการก่อความไม่สงบเพื่ออะไร และยังไม่ยอมรับรู้ว่า มีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามอิสระ

เป็น เวลาถึงห้าปีมาแล้ว ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการก่อความรุนแรงไม่ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล สำหรับพวกเขาแล้วไม่มีอะไรที่จะต้องมาสมานฉันท์

แม้ ว่าพวกเขาไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้เช่นกัน แม้ว่าผู้นำของกลุ่มก่อการร้ายได้ถูกจับไปบ้างก็ตาม แต่ความสามารถในการสั่งการทั้งสี่จังหวัดภาคใต้ ยังคงอยู่เป็นปกติทุกวัน

ใน ๘๕ วันแรกของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สามารถหยุดความรุนแรงลงได้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม มีผู้ถูกฆ่าตาย ๘๘ คน ซึ่งเป็นตำรวจ ๕ นาย ทหาร ๙ นาย และพลลาดตระเวณ ๑๔ นาย และอาสาสมัครดูแลหมู่บ้านและพลเรือนอีก ๖๐ คน

ในช่วงเวลานี้ มี่คนได้รับบาดเจ็บ ๑๓๙ คน เป็นตำรวจ ๓๑ นาย ทหาร ๕๓ นาย พลลาดตระเวณ ๙ นาย และอาสาสมัครดูแลหมู่บ้านและพลเรือน ๔๖ คน

ยังมีการระเบิด ๓๔ ครั้ง พยายามที่จะทำการระเบิด ๗ ครั้ง และถูกตัดหัว ๗ คน ซึ่งศพ ๖ ศพได้ถูกเผาไฟ

ตัวเลขที่อ้างนี้ได้มาจากสื่อ และความรุนแรงทางใต้นี้ ยังคงเกิดขี้นเป็นประจำแต่ไม่มีการรายงานข่าว

อภิสิทธิ์ สัญญาเมื่อคราวที่เดินทางไปภาคใต้ว่า “ใช้กำลังทหารน้อยลง มุ่งเน้นเรื่องมาตราการ” และให้คำมั่นว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึก แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีอะไรเกิดขี้น

ถ้า อภิสิทธิ์ต้องการที่จะแก้ไขเรื่องความขัดแย้ง สำหรับเขาแล้วไม่มีที่ไหนที่จะเริ่มต้นได้ดีไปกว่า การเอานโยบายการกักตัวผู้ต้องสงสัย และขั้นตอนการพิจารณาคดีมาปรับปรุงใหม่

ขั้นตอนไม่เพียงแต่ล้มเหลว แต่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวในการร่วมมือกันระหว่างกองทัพ ตำรวจ และศาล

ภาย ใต้กฎอัยการศึก ผู้ต้องสงสัยถูกจองจำไว้ ๓๐ วันโดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดี หลังจากนั้นจึงจะมีการตั้งข้อหาหรือต้องปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยไป

การ กักกันตัวได้มีจำนวนพุ่งสูงขี้นในปี ๒๕๕๐ แต่คดีส่วนใหญ่ตำรวจไม่สามารถทำคดีส่งฟ้องพวกเขาได้ กองทัพบกพยายามจะขยายขอบเขตของกฎอัยการศึก ด้วยการเปิดรับสมัครบุคคลใน “โครงการณ์ฝึกอบรมวิชาชีพ” ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำสั่งห้าม

ผู้ ต้องสงสัยประมาณ ๑,๕๔๔ คนที่ถูกจับระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๔๗ จนถึงเดือนธันวาคมที่แล้ว ศาลได้ตัดสินไปเพียง ๑๕๓ คดี(ร้อยละ ๑๐) ข้อกล่าวหาต่อผู้ที่ถูกกักกันมากกว่าร้อยละ ๗๐ ได้ถูกยกฟ้อง ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับกองทัพ

ส่วน หนึ่งของปัญหาคือ การที่ตำรวจขาดความสามารถในการรวบรวมหลักฐานตามกระบวนการทางกฎหมาย ความจริงที่ว่าความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน หรือพยานไม่ให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเรื่องนี้ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ๒ เรื่อง

* เรื่อง แรก เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ตีพิมพ์รายงานที่เลวร้าย ของการใช้วิธีการทารุณกรรมอย่างเป็นระบบของทหารบกของไทย โดยอ้างถึงคดีของผู้ถูกกักขัง ๓๔ คน

รายงานก่อนหน้านี้ได้เน้นคำว่า “หายตัวไป”

ในขณะที่อภิสิทธิ์ปฎิเสธการถูกกล่าวหาเรื่องการทรมานอย่าง “เป็นระบบ” ชาวมุสลิมทางใต้ก็ได้ประณามการปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่ได้นำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน

การ ปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ที่ละเมิดกฎหมาย ได้ถูกยกเลิกในหลายๆคดี เช่นเมื่อเดือนธันวามคมที่แล้ว เมื่อศาลได้มีการตัดสินว่าทหารกระทำผิดในการทารุณกรรมและฆ่าอิหม่ามที่อยู่ ในการคุมขังถึงตาย

แต่เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ได้มีการยกฟ้องคดีของเจ้าหน้าที่ ๖ คน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำการทารุณกรรมที่กรือแซะเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๗

* เรื่อง ที่สอง ฝ่ายความมั่นคงไม่พอใจต่อการที่ศาลไม่สามารถ หรือไม่ต้องการที่จะตัดสินผู้ถูกคุมขังว่าได้กระทำผิด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกระแสเรื่องการกล่าวหาในการทำวิสามัญฆาตกรรม

ตัวอย่าง เช่นเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ครูสอนศาสนาที่ได้ถูกคุมขังจากฝ่ายความมั่นคง และศาลได้ตัดสินว่าไม่ผิดเนื่องจากขาดหลักฐาน ได้ถูกยิงตายหน้าสุเหร่าที่ปัตตานี ก่อให้เกิดการลุกฮือขึ้นในกลุ่มชาวมุสลิม

เจ้า หน้าที่หลายฝ่ายมีความไม่พอใจต่อระบบศาลในปัจจุบัน มีการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งศาลเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อเร่งการตัดสินตามขั้นตอนของศาลให้เร็วขี้น ศาลดังกล่าวอาจจะใช้ไปถึง การควบคุมต่อการกล่าวหาที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝ่ายกองกำลัง ความมั่นคง

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องยุติการให้ความคุ้มครองแบบครอบคลุมต่อกองกำลังความมั่นคง

- นักเขียนเป็นอาจารย์สอนคณะรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไซมอนคอ ลเลจที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายในไทย “การสมคบคิดของความเงียบ” ที่จะตีพิมพ์ในปีนี้

แปลและเรียบเรียง - chapter 11
ที่มา: http://www.nst.com.my/Current_News/NST/Sunday/Columns/2504958/Article/index_html


2 โจรป่วนใต้ควงอาก้า ถล่มผช.ผญบ.ยะลาดับ

เมื่อ เวลา 16.15 น.วันนี้ (21 มี.ค.) พ.ต.ท.ศุภวัฒน์ ชินรี สารวัตรเวร สภ.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มมีผู้บาดเจ็บ ที่บ้านปาแตรายอ หมู่ 2 ต.เกะรอ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชัยทัต อินทนูจิตร รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.อ.นรินทร์ บูสะมัญ ผกก.สภ.รามัน สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางไปที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 19/2 หมู่ 2 ต.เกะรอ พบกองเลือดเปรอะอยู่บนคันดินคูน้ำที่เพิ่งขุด พบปลอกกระสุนปืนอาก้าตกกระจายเกลื่อนหน้าบ้านเก็บรวบรวมไว้ได้นับสิบปลอก

ส่วน ผู้บาดเจ็บชื่อ นายอูมา บองอ อายุ 34 ปี เจ้าของบ้านถูกกระสุนเต็มลำตัวอาการสาหัสถูกนำส่งโรงพยาบาลรามัน แล้วจึงตามไปสอบสวน ปรากฏว่านายอูมา ทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจในเวลาต่อมา



จาก การสอบสวนทราบว่า นายอูมา เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ หรือ ผรส. ก่อนเกิดเหตุนายอูมากำลังขุดร่องคูระบายน้ำหน้าบ้าน มีคนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าไม่ทราบหมายเลขทะเบียนขับขี่มาจอดหน้าบ้าน ตะโกนเรียกนายอูมาทำทีมีธุระ จังหวะเดียวกันคนซ้อนท้ายได้ใช้อาวุธปืนอาก้ายิงถล่มจนนายอูมาล้มลงนอนแน่ นิ่ง คนร้ายเข้าใจว่าตายแล้วจึงได้ขับขี่ จยย.หลบหนีมุ่งหน้าไปทางเทือกเขาบูโดอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุเชื่อว่ามาจากสถานการณ์ความไม่สงบ

สถาบันพระปกเกล้า สมุนอำมาตย์ อย่าสะเออะมาเป็นคนกลางปฎิรูปการเมือง



ผมได้ยิน ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปการเมือง แล้วผมรู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง


พวก คุณคิดว่าประชาชนไทยโง่นักหรือครับ ที่จะไม่รู้ว่า วิกฤติการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ใครเป็นตัวกลาง ใครเป็นคู่กรณี ใครเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย หรือความขัดแย้งระหว่าง กลุ่ม พธม. กับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่าง "อำมาตรยาธิปไตย" กับ "ระบอบประชาธิปไตยแบบมวลชน" นักการเมืองไม่ใช่สาเหตุแห่งการขัดแย้งครั้งนี้ นักการเมืองทั้งหลายเป็นเพียงแต่คนแสดงบนเวทีเท่านั้น แต่ไม่ใช่คู่กรณี

คู่ กรณี คือ คนที่เขารู้กันทั่วประเทศ แต่ห้ามพูดนั่นแหละ หากไม่ยอมรับความจริง คิดว่าชาวบ้านโง่ แล้วพยายามหลอกตัวเองว่าเป็นกลาง มันก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ได้



สถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นองค์กรที่เป็น "ตัวแทนของอำมาตรยาธิปไตย" โดยแท้ เป็นแหล่งซ่องสุมของบริวารอำมาตย์โดยตรง และ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโน คือ ลูกสมุนสำคัญของอำมาตรยาธิปไตยเลยทีเดียว การเสนอตัวเองมาเป็นคนกลางเพื่อแก้วิกฤติการณ์ทางการเมือง คือ "ความหน้าด้าน" อย่างเห็นได้ชัด ยังหลงตัวเองอยู่อีกหรือว่า ไม่มีใครรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมการเมืองครั้งนี้ของอำมาตรยาธิปไตย



ตอน นี้ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะมีคนกลางแล้ว และสังคมไทย ไม่มีผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความเคารพอีกต่อไป ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ตัวการแห่งความขัดแย้งทั้งหลาย ที่เป็น "ตัวการจริงๆ " จะต้องแสดงความจริงใจออกมาก่อนว่าต้องการแก้ไขปัญหาครั้งนี้



การเสนอตัวเองเข้ามาของ สถาบันพระปกเกล้า ผมแทบจะมองออกเลยว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นอย่างไร มันคงเป็นรัฐธรรมนูญ "ระบอบ 70/30 " แบบเนียนๆ นั่นแหละครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ สงวนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยเอาไว้ และไม่เคารพในอำนาจของปวงชนอย่างแท้จริง คงมีองค์กรอิสระที่ท้ายสุดแล้วที่มาขององค์กรเหล่านี้ คือ ตัวแทนของอำมาตยาธิปไตย ที่เข้ามา "ขัดขวางอำนาจของปวงชน" นั่นเอง แทบจะเดาได้เลยว่ามันจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร



รัฐ ธรรมนูญที่ไม่เคารพในอำนาจของปวงชน ให้อำนาจพวกที่มาจาก การแต่งตั้ง หรือจะเรียกอย่างโก้หรูว่า "สรรหา" ที่จริงก็ สรรหามาจากกลุ่มอำมาตรยาธิปไตยนั่นแหละ ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนนัก รัฐธรรมนูญแบบนี้ ก็คงไม่ต่างจาก รธน.ปี 50 ที่มาจาก คมช. นั่นแหละ



อัน ที่จริงแล้ว ตัวของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโนเอง ก็ไม่ได้มีเกียรติหรือศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะเข้ามาเป็นคนนำการปฎิรูปการ เมืองครั้งนี้ การยื่นหนังสือถึงนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้เข้าไปร่วมมือกันปฎิรูปการเมืองนั้น ผมไม่คิดว่า “นักวิชาการในมหาวิทยาลัย” ยุคนี้จะมีเกียรติพอที่จะเป็นผู้นำในการปฎิรูปทางการเมือง เพราะคนเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วก็ขายตัวให้กับอำมาตยาธิปไตย ไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ ว่าจะเป็นอธิการบดีนิด้า หรือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนเหล่านี้ “ไร้เกียรติในทางวิชาการ” แทบทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเข้าไปสยบต่อ คณะรัฐประหาร สยบต่ออำมาตยาธิป แต่ยังจะเสนอหน้าเข้ามาปฎิรูปทางการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ ในความคิดเห็นของผมแล้ว มันไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางชนชั้นเท่านั้น แต่มันคือ การพัฒนาการทางการเมือง ของสังคมที่กำลังเคลื่อนตัวจากสังคมเกษตรกรรม เข้าสู่ความเป็นสังคมอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง เริ่มเรียนรู้ในอำนาจของตน และเลือกตั้งตามผลประโยชน์ของชนชั้นตน เช่น คนรากหญ้าก็เลือกพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนพวกเขา เหมือนการทุ่มคะแนนให้กับพรรคไทยรักไทย ของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

ใน ขณะเดียวกัน สังคมไทยที่มีการโปรประกันดากันมาหลายทศวรรษ เกี่ยวกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” บารมี หรือที่ ประเทศจีนยุคเหมาเซตุง เคยโปรประกันดายกยอเหมาเซตุง จนเลิศเลอ รวมๆ แล้วเรียกว่า “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” หลายทศวรรษมานี้ ประเทศไทยเหมือนอาณาจักรทางศาสนาของยุโรปในยุคกลางเลยทีเดียว ที่มีการบูชาพระเจ้า ใครขัดแย้งต่ออาณาจักรทางศาสนา ก็โดนกฎหมายเล่นงาน ไม่ต่างจาก “ลัทธิเผาแม่มด” ในยุคกลางมากนัก

สังคมเริ่มยุคอุตสาหกรรม ปะทะเข้ากับ “อาณาจักรจิตวิญญาณเก่าที่กำลังตาย” ก็เลยเกิดเป็น วิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้น

ผมอาจเขียนวกวนไปบ้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนเผา เหมือนแม่มดในยุคกลางโดนเผา แต่แฟนๆ ที่ติดตามผมก็คงรู้ว่า ผมพูดถึงอะไร

นั่นแหละครับคือ “ต้นตอรากฐานของความขัดแย้ง” หากยังไม่ยอมรับความจริง มันไม่มีทางแก้ไขได้หรอก

ความ พยายามในการที่จะปฎิรูปการเมืองของสถาบันพระปกกล้า คงล้มเหลว เข่นเดิม เหมือนที่ ดร.โคทม อารียา เคยพยายามที่จะเริ่ม “สานเสวนา” เพื่อความปรองดองแห่งชาติ เมื่อสองสามเดือนที่แล้วมา ที่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่มีใครร่วมมือด้วย และคนที่เป็นตัวกลางของความขัดแย้ง พอจะกล่าวนามได้คนหนึ่งคือ “พล.อ.ป.” ก็ไม่ได้เข้ามาเจรจาด้วย

ทีจริงไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ไม่ว่าใครริเริ่ม หากไม่ยอมรับความจริงว่า ความ ขัดแย้งครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่าง “อำมาตยาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตยแบบมวลชน” แล้วพยายามที่จะหลอกตัวเอง “กันใครบางคนบางกลุ่ม” ที่เป็นตัวกลางของความขัดแย้งออกไป

ผม ไม่ค่อยกังวลนักกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เพราะผมเชื่อว่า สุดท้ายสังคมจะมีทางออกของมันเอง สังคมไทยมาสู่ยุคที่ “ดักแด้” ต้องกลายเป็น “ผีเสื้อ” โบยบินไป มันถึงเวลาที่ ดักแด้ต้องลอกคราบแล้ว จะดิ้นรนขัดขวางอย่างไร มันก็ไม่มีทางที่จะปิดกั้นการพัฒนา หรือ กันไม่ให้ดักแด้ลอกคราบไปได้

สุดท้าย ประชาชนจะชนะ และอำมาตยาธิปไตยคงเสื่อมสลายไป มันคือพัฒนาการของสังคม

สถาบันบางสถาบันหากไม่ปรับตัว ก็คงล่มสลายไปกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า “วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2009” จะ เป็นตัวการที่ทำลายอำมาตรยาธิปไตย ลงไปอย่างราบคาบ สังคมที่เคลื่อนเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม คงไม่มีสถาบันใดที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จะสามารถอยู่ได้ต่อไปได้

สื่อที่พยายามออกมาตีปิ๊ปให้สถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้ประเมินตัวเองเลยว่า ยุคปี 2009 นี้ สื่อกระแสหลักได้เสื่อมลงไปหมดสิ้นแล้ว ไม่มีใครเขาเชื่อสื่อกันอีกต่อไปแล้ว ความไม่เป็นกลาง และไปสยบแทบเท้าของอำมาตยาธิปไตยบวกพวกศักดินา ทำให้สื่อกระแสหลักหมดสิ้นคุณค่าต่อสังคมไปนานแล้ว

ปัจฉิมลิขิต

นักการ เมืองไม่ได้เป็นตัวการของปัญหา นักการเมืองแบบทักษิณกำลังปกครองประเทศไปได้ดี ประชาชนมีความหวัง อยู่พวกอำมาตย์+ศักดินา ก็ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ ทำลายรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ทำลายความสามัคคี และเสถียรภาพทางการเมืองของคนไทยไปอย่างย่อยยับ

นักการเมืองไม่ได้โกงกินชาติมากไปกว่าพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สูบเลือดสังคมมานาน แต่นักการเมืองคือ ตัวแทนของประชาชน และประชาชนสามารถเปลี่ยนได้ แต่พวกอำมาตย์ ประชาชนเปลี่ยนไม่ได้ พวกนี้รวยกว่านักการเมืองมากนัก

คนที่สร้างความแตกแยกให้กับคนไทยมาสามปีกว่านี้ คือพวกอำมาตย์นั่นแหละ ไม่ใช่นักการเมือง

เกียรติกรแจงงดโหวตกษิต หวั่นชนวนเสื้อแดงลุกฮือ



นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวภายหลังปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (21 มี.ค.) ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ รู้สึกแคลงใจที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจน้อยกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่น 9 คะแนน เพราะถือว่าเป็นการแปรปรวนเล็กน้อย เนื่องมาจากเหตุผล 3 ปัจจัย คือ1.นายกษิตประกาศชัดว่าจะยืนหยัดตรงกันข้ามกับระบอบทักษิณจนชีวิตจะหาไม่ 2.ได้ทำหน้าที่จัดการกับสิ่งพะรุงพะรังกับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเข้มข้น เช่น การยึดพาสปอร์ต และการติดตามส่งผู้ร้ายข้ามแดน และ3.เป็น พวกที่ยืนอยู่คนละพวกกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวมาตลอด ซึ่งเป็นเรื่องติดตัวมาก่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคร่วมรัฐบาลจึงตั้งธงเอาไว้ว่าจะไม่ลงคะแนนให้



"ส่วนการที่พรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้ปรับนายกษิตออก อาจส่งผลทำให้เกิดการล้างระบอบทักษิณยากลำบากขึ้น ถ้า สังคมให้รางวัลกับนายกษิตแบบนี้ พันธมิตรฯจะรู้สึกเสียใจ แต่คงไม่เคลื่อนไหวอะไร เพราะเข้าใจนายกษิตดีว่าไม่ได้ต้องการอะไร ขณะนี้ภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ยังไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับการล้างระบอบทักษิณ แต่หากรัฐบาลจะคิดอย่างไรกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พันธมิตรรับได้หมด" นายสมเกียรติ กล่าว



ด้าน นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหลังการโหวตลงคะแนนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า ตนได้โหวต งดออกเสียงให้นายกษิต ตามที่ได้ประกาศไว้แล้วตามเอกสิทธิ์ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 126 ให้ส.ส.สามารถใช้เอกสิทธ์ส่วนตัวได้ ขอชี้แจงว่า จำเป็นต้องโหวตไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรค แม้ตนจะเป็นส.ส.สังกัด พรรคเดียวกัน เพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ เนื่องจากถ้านายกษิตยังนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไป กลุ่มคนเสื้อแดงก็ใช้กรณีของนายกษิตเป็นข้ออ้างหลักในการรวมตัวชุมนุม สำหรับพื้นที่อื่นตนไม่ทราบแต่ในจ.ปราจีนบุรีชาว บ้านที่เลือกตนเข้ามา เขาฝากบอกมาเช่นนี้ และตนก็ได้ยึดหลักตามที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรกซึ่งเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรียึดถือมาโดยตลอด คือ ยึดถือความถูกต้องเป็นหลักใหญ่



ผู้สื่อข่าวถามว่า มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนไม่พอใจที่นายเกียรติกร นอกจากเป็นส.ส.แล้ว ยังมีสถานะเป็นวิปพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่กลับโหวตลงมติด้วยการงดออกเสียงหนุนรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งไม่เหมาะสม เกรงหรือไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวให้ออกจากการเป็นวิปรัฐบาล นายเกียรติกรกล่าวว่า การที่ตนย้ายเข้ามาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์คนเดียวก็ชี้ชัดแล้วว่า ไม่ติดยึดตำแหน่งหรือเก้าอี้ใดๆ ดังนั้นการจะปลดตนออกจากการเป็นวิปรัฐบาลก็ไม่เป็นไร หากผู้ใหญ่ในพรรคเห็นเช่นนั้น เพราะส่วนตัวก็ยังยืนยันทำหน้าที่ต่อไปโดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรม และพร้อมที่จะเหตุผลต่างๆที่โหวตลงมติเช่นนี้ในที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในวันอังคารที่ 24 มี.ค.นี้

"เสื้อแดง"ซัด"ฝ่ายมั่นคง"เขียนแผน "ตากสิน"เองหวังฟันงบฯ รบ.เล็งสกัดม็อบปิดทำเนียบอยู่แค่สนามหลวง

รัฐบาลเล็งสกัดม็อบปิดทำเนียบ ห้ามเคลื่อนพ้นสนามหลวง อ้างช่วงปลายเดือน มี.ค.มีงานกาชาด เชื่อเจตนาสร้างสถานการณ์รุนแรง "เสื้อแดง"โอ่มองข้ามไล่"มาร์ค" ประกาศล้างอำนาจคนชักใยรัฐบาล ตำรวจเตรียมจับ 20 แกนนำพันธมิตร คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ชี้โทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต

เล็งสกัดเสื้อแดงไว้ที่"สนามหลวง"
รัฐบาล เตรียมสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 26 มีนาคมนี้ โดยให้ชุมนุมอยู่บริเวณท้องสนามหลวง ไม่ให้เคลื่อนมาปิดทำเนียบรัฐบาล โดยอ้างว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการจัดงานกาชาด บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อชำระล้างอำนาจคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล
ทั้งนี้ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของไอเดียจัดพื้นที่ควบคุม (โซนนิ่ง) ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ว่า ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ จะมีการจัดงานกาชาดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จึงหวังว่าผู้นำม็อบจะมีวุฒิภาวะ และไม่ทำให้ประชาชนลำบาก เพราะนี่คืองานการกุศล ซ้ำที่ผ่านมาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ได้ใช้สิทธิตรวจสอบรัฐบาลในรัฐสภาอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ กลุ่มคนเสื้อแดงควรชุมนุมอยู่ที่ท้องสนามหลวง ไม่ควรเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพราะทำให้ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เหนื่อยเปล่าๆ การชุมนุมอยู่ที่สนามหลวงก็ยื่นข้อเรียกร้องได้เหมือนกัน
ผู้สื่อข่าว ถามว่า หากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนมาทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสกัดได้หรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า ต้องไม่ให้เลยสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ้ามีการเคลื่อนขบวนจริงคงคุมลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช้กำลัง หรือความรุนแรง

รัฐบาลประเมินสถานการณ์รุนแรง
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 26 มีนาคม และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอิน ว่าตอนนี้ทุกคนก็ทราบว่าปัญหาเศรษฐกิจก็รุนแรงอยู่แล้ว คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะเดินหน้า ก็อยากจะให้ทุกคนได้คิดถึงตรงนี้
เมื่อถามว่า เห็นอย่างไรกับกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเรียกร้องพลังเงียบให้ออกมาแสดงพลังอยากเห็นบ้านเมืองสงบ
นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมคิดว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบ เดินไปข้างหน้า ก็ขอให้แสดงออกกันได้ แต่ว่าต้องเป็นการแสดงออกอย่างสงบ สันติ"
นายสา ทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันจุดยืนเดิมว่า หากชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ แต่ถ้าชุมนุมทำให้เกิดความเสียหาย เช่น บุกรุกสถานที่ราชการ รัฐบาลคงยอมไม่ได้ ทั้งนี้เท่าที่ฟังเจตนาของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะยกระดับการชุมนุม และทำให้สถานการณ์เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลต่อไป โดยรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์การชุมนุมเป็นระยะๆ

"จตุพร"เล็งล้มอำนาจคนชักใย
นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อที่จะขับไล่รัฐบาล และจะมีการปฏิบัติยุทธการดาวกระจายไปตามจุดต่างๆ โดยการชุมนุมครั้งนี้จะไม่เหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา ในครั้งนั้นเห็นแก่หน้าตาของประเทศ เพราะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม
"ประเทศนี้เป็นอำมาตยาธิปไตย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะไม่สามารถบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ และการขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้ เรามองข้ามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯไปแล้ว เพราะต้องการที่จะชำระล้างอำนาจคนที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในขณะที่การบริหารภายใต้รัฐบาลเดิมที่ดื้อดึง ไม่ยอมทำตามก็ถูกปฏิวัติ แต่รัฐบาลใหม่ยอมอยู่ภายใต้การชักใย อยู่ภายใต้การกดขี่ทุกรูปแบบ สามารถที่จะอยู่บริหารประเทศได้ ซึ่งการชำระล้างประเทศนั้นจะดำเนินการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานมากกว่าที่เป็นในปัจจุบัน" นายจตุพรกล่าว
นาย จตุพรกล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามกีฬา 700 ปี จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคมนี้ จะมีการฉายวิดีโอเทป พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อปราศรัยต่อประชาชน ไม่ใช่รูปแบบของการสนทนาเหมือนที่ผ่านมา และจะพูดถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ส่วนการโฟนอินนั้นไม่มี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะชมทางอินเตอร์เน็ต

ซัดฝ่ายมั่นคงรัฐบาล เขียนแผนตากสินของบฯ
" พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงก์มาที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก และจะใช้วิดีโอลิงก์แบบนี้ในทุกที่ เพราะผู้ชุมนุมจะได้เห็นท่านและท่านก็จะได้เห็นเรา โดยจะเป็นการพูดในลักษณะการปราศรัยมากกว่าการสนทนา" นายจตุพรกล่าว
ผู้ สื่อข่าวถามถึง "แผนตากสินไ ที่จะล้มรัฐบาล นายจตุพรกล่าวว่า "ไม่มี เป็นพวกฝ่ายความมั่นคงเขียนเองเออเองเพื่อนำไปสู่การตั้งงบประมาณ การที่บอกว่าเราไปประชุมที่นั่นที่นี่นั้น ขอให้บอกมาเลยว่าเป็นที่ไหนจะได้ฟ้องได้ถูกตัว ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็แค่ให้ตื่นเต้นเท่านั้น
ส่วนกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เรียกร้องให้พลังเงียบออกมาจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายจตุพรกล่าวว่า ถ้าพลังเงียบออกมาก็น่าจะออกมาเพื่อจัดการกับ พล.อ.อนุพงษ์มากกว่า เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ สนุกกับการใช้งบฯเพียงอย่างเดียว แต่หน้าที่รักษาความสงบของประเทศกลับไม่ยอมทำ
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจบการอภิปราย เชื่อว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะการเมืองจะเกิดสุญญากาศ แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะมีการนำเรื่องเก่ามาพูด แต่เป็นการเชื่อมโยงให้ประชาชนได้เห็นภาพ และเชื่อว่าในการชุมนุมในวันที่ 26 มีนาคมนี้ คนเสื้อแดงจะมาร่วมชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เสื้อแดงเชียงรายไม่ปิดสนามบิน
น. ส.จีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กล่าวถึงงานความจริงวันนี้สัญจร ซึ่งจะจัดที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันที่ 21 มีนาคม ว่าการชุมนุมจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีแกนนำเข้าร่วมหลายคน เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คาดว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานจำนวนมาก
"สำหรับวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไปปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงรายนั้น คงจะไปต้อนรับกันที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยไม่ไปปิดปากทางสนามบิน เพราะมีการขอร้องกันเอาไว้แล้ว นอกจากนี้จะตามไปที่ศาลากลางจังหวัดด้วย โดยจะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ แต่ใช้ตีนตบไปต้อนรับ"


"เชียงใหม่51"เก้อปาไข่ใส่"สุเทพ"
นา ยมหวรรณ กะวัง หรือ ดีเจนก คลื่น 105.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ประธานกลุ่มคนรักทักษิณแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม ว่าแกนนำผู้จัดรายการความจริงวันนี้เป็นผู้จัดงาน แต่ประสานกลุ่มเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาร่วมงาน โดยคาดมีผู้มาร่วมงาน 10,000 คน และ พ.ต.ท.ทักษิณจะมีวิดีโอลิงค์ ในช่วงเวลา 19.00-20.00 น. ส่วนปัญหาความแตกแยกกับกลุ่มรักษ์เชียงใหม่ 51 ได้จบลงแล้ว หลัง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ เจรจาไกล่เกลี่ย
วันเดียวกัน กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กว่า 80 คน รวมตัวหน้าทางเข้าสนามบินเชียงใหม่ หลังได้รับแจ้งข่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมงานแต่งงานคนในตระกูลนิมมานเหมินท์ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล แมนดาริน ดาราเทวี โดยเตรียมนำไข่ไก่กว่า 10 แผง มารอต้อนรับ แต่ต้องรอเก้อ เนื่องจากนายสุเทพไม่ได้เดินทางมาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
ส่วน ที่ จ.ชลบุรี กลุ่มเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำรูปวาดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลักษณะปากห้อยและมีรองเท้าฟองน้ำ 1 ข้างติดอยู่ พร้อมข้อความว่า �ระบอบอภิสิทธิ์� รวมทั้งนำไข่ต้มในขันโตกขนาดเล็ก มามอบให้นายพิสิษฐ บุญช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เพื่อฝากให้นายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีกำหนดเดินทางมาทำพิธียกช่อฟ้าศาลารวมใจภักดีแผ่นดิน ที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี วันที่ 21 มีนาคม

เล็งจับ20พธม.ยึดสุวรรณภูมิ
ด้าน ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้สอบพยานต่างๆ เสร็จแล้ว รวมทั้งอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อีก 2-3 สัปดาห์คาดว่าจะรู้ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกว่า 20 คน ซึ่งตำรวจมีภาพที่แกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีก็ดูว่าใครผิดอะไรบ้าง และจากหลักฐานที่มีเชื่อว่าสามารถดำเนินคดีได้ ในฐานความผิดบางประการเกี่ยวกับการเดินอากาศยาน มีโทษสูงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
เมื่อถามว่า ในจำนวนผู้ที่ทำผิดมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมอยู่ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.ฉลองกล่าวว่า ก็รวมๆ ทั้งหมด ไม่เฉพาะเจาะจงว่าใคร ก็เป็นไปตามภาพที่มีการขึ้นไปพูดปราศรัยบนเวที ใครเข้าไปเกี่ยวข้องมีหลักฐานไปถึงก็ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ต้องหารือกับพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ด้วย เพราะมีความเชื่อมโยงในคดีบุกยึดสนามบินดอนเมือง โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนดูแล บช.น.และ บช.ภ.1 ว่าหลักฐานต่างๆ เพียงพอหรือไม่อย่างไร และจะได้หารือร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

20 มีนาคม, 2552

คลิปภาพ-เสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบารโจร 2009-03-19

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic.php?id=785620
โพสไว้กันหายครับ อิอิ

บทความ ใจ อึ๊งภากรณ์ : เขาพระวิหารเป็นของเขมร

ประชาไท

การ ยกเรื่องเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นเพื่อพยายามปลุกระดมคนให้สนับสนุน พันธมิตรฯ เป็นการกระทำที่น่าสมเพชอันหนึ่งของ พันธมิตรประชาชนเพื่อรัฐประหาร ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์



เมื่อผมอยู่ ป.4 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ก็มีการปลุกระดมเรื่องเขาพระวิหารแบบนี้โดยฝ่ายขวาตกขอบเช่นกัน ในครั้งนั้นศาลโลกตัดสินอย่างถูกต้องและมีเหตุผลว่า เขาพระวิหารเป็นของเขมร ดูเหมือนว่าห้าสิบปีผ่านไป พวกฝ่ายขวาตกขอบในพันธมิตรฯ ยังไม่รู้จักโต ยังไม่รู้จักพัฒนาสักที



เขาพระวิหารเป็นของเขมร เพราะบนยอดเขานั้นมีปราสาทหินจากยุคอาณาจักรเขมร สมัยอาณาจักรเขมร “ชนเผ่าไท” ยังด้อยพัฒนาอยู่มาก เป็นคนป่า ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรไม่ดีหรอก แต่ต้องยอมรับความจริง เขมรเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรใดที่มีในไทยภายหลัง แถมนักประวัติศาสตร์ยังมองว่ากษัตริย์สุโขทัยเป็นคนเขมรอีกด้วย วัฒนธรรมและศีลปะจำนวนมากที่อ้างกันว่าเป็นแบบ “ไทยๆ” ก็ลอกมาจากเขมรทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อเราไปดูนครวัด



ถ้าเขาพระวิหารเป็นของเขมร พิมาย ควรเป็นของเขมรหรือไม่? ใน แง่หนึ่งมันเป็นของเขมรอยู่แล้ว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรในอดีต แต่ตอนนี้มันอยู่ใจกลางผืนแผ่นดินที่กษัตริย์กรุงเทพฯก่อตั้งขึ้นมาเป็นรัฐ ชาติไทยไปแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นการที่จะไปยกให้เขมรก็คงไม่สมควร และรัฐบาลเขมรก็ไม่ได้เรียกร้องด้วย แต่ในกรณีเขาพระวิหาร มันอยู่บนยอดเขาตรงเส้นพรมแดน ที่กรุงเทพฯ กับปารีส เคยขีดเอาไว้ ไม่มีหมู่บ้านประชาชนอยู่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเถียงอะไรบ้าๆ บอๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย



แล้วพวกปัญญาอ่อนที่ทำเป็นโกรธเคืองเรื่องเขาพระวิหาร เขาทำไปเพื่ออะไร? ก็ เพื่อปั้นน้ำเป็นตัวปลุกกระแสชาตินิยมไร้เหตุผล เพื่อมาเป็นเครื่องมือของเขา ส่งผลต่อไปให้คนที่เป็นลูกน้องทางความคิดของพวกนี้ เกลียดชังคนพม่า คนมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ และในอนาคตอาจทำให้เกลียดคนเชื้อสายจีนอีกด้วย นี่คือการเมืองของชนชั้นปกครองซีกขวา ที่เราเคยเห็นสมัยรัชกาลที่ 6, จอมพล ป. และ 6 ตุลา ไม่มีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเลยแม้แต่นิดเดียว



ถามว่าการที่เขาพระวิหารจะเป็น “ของ” ใครนั้น ช่วยแก้ปัญหาอาหารน้ำมันแพงหรือไม่? ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยหรือไม่? ช่วยสร้างรัฐสวัสดิการหรือไม่? ช่วยขยายสิทธิเสรีภาพของสตรี หรือคนรักเพศเดียวกัน หรือกลุ่มชาติพันธ์หรือไม่? แก้ปัญหาโลกร้อนหรือไม่? ทำให้รายได้ลูกจ้างลดลงหรือไม่? ทำให้ชาวนารายย่อยล้มละลายมากขึ้นหรือไม่? ไม่เลย ไม่เกี่ยวอะไรกับปัญหาปากท้อง และปัญหาการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องไร้สาระ ท่าทีที่ดีที่สุดของภาคประชาชนต่อเรื่องนี้คือ พูดออกมาเลย ฟันธงเลย “เขาพระวิหารเป็นของเขมร”



ใจ อึ๊งภากรณ์

(ผมไม่ใช่ “คนไทย” ภูมิใจเป็นจีนปนอังกฤษ)