CBOX เสรีชน

20 มีนาคม, 2552

คลิปภาพ-เสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบารโจร 2009-03-19

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic.php?id=785620
โพสไว้กันหายครับ อิอิ

บทความ ใจ อึ๊งภากรณ์ : เขาพระวิหารเป็นของเขมร

ประชาไท

การ ยกเรื่องเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นเพื่อพยายามปลุกระดมคนให้สนับสนุน พันธมิตรฯ เป็นการกระทำที่น่าสมเพชอันหนึ่งของ พันธมิตรประชาชนเพื่อรัฐประหาร ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์



เมื่อผมอยู่ ป.4 ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ก็มีการปลุกระดมเรื่องเขาพระวิหารแบบนี้โดยฝ่ายขวาตกขอบเช่นกัน ในครั้งนั้นศาลโลกตัดสินอย่างถูกต้องและมีเหตุผลว่า เขาพระวิหารเป็นของเขมร ดูเหมือนว่าห้าสิบปีผ่านไป พวกฝ่ายขวาตกขอบในพันธมิตรฯ ยังไม่รู้จักโต ยังไม่รู้จักพัฒนาสักที



เขาพระวิหารเป็นของเขมร เพราะบนยอดเขานั้นมีปราสาทหินจากยุคอาณาจักรเขมร สมัยอาณาจักรเขมร “ชนเผ่าไท” ยังด้อยพัฒนาอยู่มาก เป็นคนป่า ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรไม่ดีหรอก แต่ต้องยอมรับความจริง เขมรเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรใดที่มีในไทยภายหลัง แถมนักประวัติศาสตร์ยังมองว่ากษัตริย์สุโขทัยเป็นคนเขมรอีกด้วย วัฒนธรรมและศีลปะจำนวนมากที่อ้างกันว่าเป็นแบบ “ไทยๆ” ก็ลอกมาจากเขมรทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อเราไปดูนครวัด



ถ้าเขาพระวิหารเป็นของเขมร พิมาย ควรเป็นของเขมรหรือไม่? ใน แง่หนึ่งมันเป็นของเขมรอยู่แล้ว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรในอดีต แต่ตอนนี้มันอยู่ใจกลางผืนแผ่นดินที่กษัตริย์กรุงเทพฯก่อตั้งขึ้นมาเป็นรัฐ ชาติไทยไปแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นการที่จะไปยกให้เขมรก็คงไม่สมควร และรัฐบาลเขมรก็ไม่ได้เรียกร้องด้วย แต่ในกรณีเขาพระวิหาร มันอยู่บนยอดเขาตรงเส้นพรมแดน ที่กรุงเทพฯ กับปารีส เคยขีดเอาไว้ ไม่มีหมู่บ้านประชาชนอยู่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเถียงอะไรบ้าๆ บอๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย



แล้วพวกปัญญาอ่อนที่ทำเป็นโกรธเคืองเรื่องเขาพระวิหาร เขาทำไปเพื่ออะไร? ก็ เพื่อปั้นน้ำเป็นตัวปลุกกระแสชาตินิยมไร้เหตุผล เพื่อมาเป็นเครื่องมือของเขา ส่งผลต่อไปให้คนที่เป็นลูกน้องทางความคิดของพวกนี้ เกลียดชังคนพม่า คนมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ และในอนาคตอาจทำให้เกลียดคนเชื้อสายจีนอีกด้วย นี่คือการเมืองของชนชั้นปกครองซีกขวา ที่เราเคยเห็นสมัยรัชกาลที่ 6, จอมพล ป. และ 6 ตุลา ไม่มีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเลยแม้แต่นิดเดียว



ถามว่าการที่เขาพระวิหารจะเป็น “ของ” ใครนั้น ช่วยแก้ปัญหาอาหารน้ำมันแพงหรือไม่? ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยหรือไม่? ช่วยสร้างรัฐสวัสดิการหรือไม่? ช่วยขยายสิทธิเสรีภาพของสตรี หรือคนรักเพศเดียวกัน หรือกลุ่มชาติพันธ์หรือไม่? แก้ปัญหาโลกร้อนหรือไม่? ทำให้รายได้ลูกจ้างลดลงหรือไม่? ทำให้ชาวนารายย่อยล้มละลายมากขึ้นหรือไม่? ไม่เลย ไม่เกี่ยวอะไรกับปัญหาปากท้อง และปัญหาการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องไร้สาระ ท่าทีที่ดีที่สุดของภาคประชาชนต่อเรื่องนี้คือ พูดออกมาเลย ฟันธงเลย “เขาพระวิหารเป็นของเขมร”



ใจ อึ๊งภากรณ์

(ผมไม่ใช่ “คนไทย” ภูมิใจเป็นจีนปนอังกฤษ)


19 มีนาคม, 2552

บทความ: แม่เจ้าโว้ยยังไม่ทันอภิปรายเสร็จ ชเลียโพลก็เปิดปุ๊บติดปั้บจริงๆ

โดย สายลมรัก
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
19 มีนาคม 2552

เอ แบคโพลสำรวจความเห็นประชาชนศึกอภิปรายไม่ ไว้วางใจ ไม่กระเทือน"อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" กว่าร้อยละ 70 ศรัทธาไม่ลดลง ระบุข้อมูลของ"เฉลิม"ไม่น่าเชื่อถือ ต้องการให้"เพื่อไทย"เป็นฝ่ายค้านต่อ

ดร. นพ ดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 ถึงผลสำรวจ “เอแบคเรียลไทม์โพลล์ (Real-Time Survey)” ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงเรื่อง ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ(1,135 ตัวอย่าง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2552 ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ พบว่าประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่คือร้อยละ 76.7 ระบุไม่ได้ติดตามรับชม/ไม่ได้ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดการถ่ายทอดสดการ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเช้าที่ผ่านมา

ขณะที่ร้อยละ 17.0 ระบุติดตามบ้าง และร้อยละ 6.3 ระบุติดตามตลอด

เมื่อ สอบถามถึงการติดตามรับชมรับฟังการอภิปรายจำแนกตามรายบุคคลนั้นพบ ว่า ร้อยละ 74.7 ระบุได้ติดตามรับชม/รับฟังการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขณะที่ร้อยละ 25.3 ระบุไม่ได้ติดตาม

สำหรับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่า ร้อยละ 69.0 ระบุได้ติดตาม ในขณะที่ร้อยละ 31.0 ระบุไม่ได้ติดตาม

สำหรับ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำมาอภิปรายนั้น พบว่า ร้อยละ 34.4 ระบุข้อมูลในการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม มีความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 19.4 ระบุเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และร้อยละ 46.2 ระบุไม่น่าเชื่อถือ

สำหรับ ข้อมูลในการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ พบว่าร้อยละ 62.0 ระบุน่าเชื่อถือ ร้อยละ 17.5 ระบุเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และร้อยละ 20.5 ระบุไม่น่าเชื่อถือ

ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความนิยมศรัทธาที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดย ร.ต.อ. เฉลิม นั้น พบว่า ร้อยละ 27.6 ระบุนิยมศรัทธาลดน้อยลง ในขณะที่ร้อยละ 72.4 ระบุไม่ลดน้อยลง

เมื่อ สอบถามถึงความนิยมศรัทธาที่มีต่อนายอภิสิทธิ์ ภายหลังการอภิปรายฯ นั้น พบว่า ร้อยละ 29.4 ระบุนิยมศรัทธาลดน้อยลง ในขณะที่ร้อยละ 70.6 ระบุไม่ลดน้อยลง

นอกจากนี้ เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อพรรคเพื่อไทยกรณีควรเป็นฝ่ายค้านต่อไป หรือควรกลับมาเป็นรัฐบาลนั้น พบว่า ร้อยละ 73.1 ระบุพรรคเพื่อไทยควรเป็นฝ่ายค้านต่อไปก่อน ในขณะที่ร้อยละ 26.9 ระบุควรให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล

สำหรับความพึงพอใจต่อการ ทำหน้าที่ประธานสภาฯ นั้นพบว่า ร้อยละ 19.4 ระบุพอใจมาก-มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 48.3ระบุพอใจค่อนข้างมาก ร้อยละ 24.1 ระบุค่อนข้างน้อย และร้อยละ 8.2 ระบุน้อย-น้อยที่สุด

เมื่อสอบถามถึงบรรยากาศในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเช้าวันที่ 19 มีนาคม ผ่านมานั้น พบว่า ร้อยละ 17.0 ระบุพอใจมาก-มากที่สุด ร้อยละ 53.0 ระบุพอใจค่อนข้างมาก ร้อยละ 23.9 ระบุค่อนข้างน้อย และร้อยละ 6.1 ระบุน้อย-น้อยที่สุด ตามลำดับ

อนึ่ง ลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 54.8 เป็นหญิง ร้อยละ 45.2 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 7.6 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 25.0 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.5 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 22.8 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และ ร้อยละ 21.1 อายุ 50 ปีขึ้นไป

ตัวอย่างร้อยละ 74.0 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 23.4 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ตัวอย่างร้อยละ 27.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 13.9 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.7 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.8 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 4.6 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ

ตัวอย่างร้อยละ 22.0 ระบุมีรายได้ส่วนตัวไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 20.9 ระบุมีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 13.6 ระบุมีรายได้ 10,001–15,000 บาท ร้อยละ 11.1 ระบุมีรายได้ 15,001–20,000 บาท ร้อยละ 14.8 ระบุมีรายได้ส่วนตัวมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน และร้อยละ 17.6 ไม่ระบุรายได้ส่วนตัวต่อเดือน

น่าจะเปลี่ยนไปเป็นฮิตาชิโพลเนอะ

ทันใจมาร์คมั่ก ๆ

การตรวจสอบอุปกรณ์ Remote

การตรวจสอบอุปกรณ์ Remote Control แบบง่าย ๆ
อุปกรณ์ Remote Control ของเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไป เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานในการสั่งให้เครื่องรับโทรทัศน์ปิดหรือเปิดเครื่อง เปลี่ยนช่องรายการโทรทัศน์ปรับความดังของเสียงหรือปรับค่าคุณภาพของภาพ เกี่ยวกับความชัดเจน สี และแสงสว่าง การทํางานของเครื่อง Remote Control คือตัวเครื่องจะมีปุ่มสั่งงาน และ มี LED : Light Emitting Diode ซึ่งสร้างแสง Infrared เป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ความถี่ของแสง Infrared ต่ำกว่าความถี่ของแสงที่มองเห็น)



เครื่อง Remote Control ที่ใช้งานทุกวันนี้มีโอกาสเสียใช้งานไม่ได้ จากสาเหตุดังต่อไปนี้ คือ
1. เครื่องจมน้ำ จากความเพลอนําเสื้อผ้าที่มี Remote Control ใส่เครื่องซักผ้าโดยไมได้ตรวจสอบก่อน จากสาเหตุนี้เครื่องเสียซ่อมไม่ได้ อย่าทิ้งเก็บทําอะไหล่ได้
2. ลืมเปลี่ยนถ่านแบตเตอรี่ น้ำกรดในถ่านกัดลายเส้นทองแดงบนแผ่นปริ้นท์ขาด อาจใช้ลวดสายไฟต่อได้บางจุด แต่ถ้ากรดกัดตัว IC ก็ซ่อมไม่ได้
3. ทําตกกับพื้น เครื่องเสียไม่ทํางาน พบบ่อยมาก สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องจากตัวอุปกรณ์แร่ความถี่วิทยุ (Crystal) แตกหัก ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนซ่อมได้ส่วนมาก Crystal ที่ใช้งาความถี่ 455 KHz
การ ซ่อมอุปกรณ์ เครื่อง Remote Control ปกติหากซื้อใหม่มาเปลี่ยน ถ้าเป็นเครื่อปลอม หมายถึงรูปร่างเหมือนกันแต่จะไม่มียี่ห้อหรือตราอักษรแสดงบริษัทผู้ผลิต รุ่น ที่ชัดเจนราคาประมาณ 50-100 บาท แต่ถ้าเป็นแบบแท้รูปร่างก็จะเหมือนของจริงทุกอย่าง ราคตั้งแต่ 100-200 บาท และของแท้ราคาตั้งแต่ 200-500 บาท จะเห็นได้ว่าถ้าจะจ้างซ่อมก็จะไม่คุ้มค่าซ่อม จะต้องซ่อมเอง และวิสัยช่างเทคนิคที่มีจิตวิญญาณที่เป็นช่างก็อดไม่ได้ที่จะต้องลื้อ อุปกรณ์พยายามที่จะซ่อมเอง ซึ่งการตรวจซ่อมก็ต้องพยายามหาจุดเสียก่อน
มีวิธีตรวจสอบหลายวิธี ดังนี้ คือ
1. ตรวจวัดการทํางานของเครื่องว่าส่งแสง Infrared ได้หรือไม่ก็โดยการนํามิเตอร์มาวัดที่ขา LEDจะพบว่าโวลท์ที่ตกคล่อม LED จะเปลี่ยนค่าเล็กน้อยเมื่อกดปุ่มที่ Remote ปุ่มใดก็ได้ แต่อย่าลืมใส่ถ่านด้วยนะครับ



วิธีการตรวจสอบแบบนี้เป็นการตรวจเช็คว่าเครื่องทํางานหรือไม่ และตรวจสอบอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เห็นได้ง่าย เช่น ทรานซิสเตอร์ LED อาจจะมี Diode และ Resistors สําหรับบางรุ่น IC ตรวจวัดได้ยากมากและแร่ความถี่ (Crystal) ตรวจวัดไม่ได้ส่วนมากจะแตกหักภายใน วิธีการก็ทดลองนําตัวใหม่มาเปลี่ยนส่วนมากถ้าทําตกลงพื้นก็พบว่า Crystal เสียเปลี่ยนแล้วใช้งานได้
2. ตรวจสอบอุปกรณ์ Remote Control ด้วยเครื่องรับวิทยุ ระบบ AM ซึ่งเครื่องรัวิทยุนี้จะใช้ความถี่ของ IF : Intermediate Frequency คือ 455 KHz เมื่อนํอุปกรณ์ Remote Control ที่ใช้ความถี่ในการส่งสัญญาณความถี่เดียวกัน 455 KHz ไปใกล้เครื่องรับวิทยุ AM ที่เปิดเครื่องแต่ไม่ตรงกับสถานีวิทยุใด ๆ เมื่อกดปุ่ม Remote Control จะพบว่ามีเสียงแค๊ก (เหมือนเสียงกดปุ่มเครื่องส่งวิทยุมือถือ) แสดงว่าเครื่องทํางานปกติ



3. วิธีสุดท้ายเป็นสุดยอดของการตรวจสอบ Remote Control อย่างง่าย ๆ คือ เครื่อง Remote Control ของเครื่องรับโทรทัศน์ของผมเสีย และผมพบกับช่างเทคนิคของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ คือ นายรพีพงษ์ เป๊กทอง นายช่างไฟฟ้าสื่อสาร 5 หรือเพื่อน ๆ เรียกว่าคุณเป๊ก บอกว่าใช้โทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูปสามารถตรวจสอบการทํางานของ Remote ได้



เพราะกล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์มือถือสามารถมองเห็นแสง Infrared ได้ และแจ้งว่าอนุญาตให้นําไปเขียนเป็นบทความได้ ผมจึงขอขอบคุณด้วยที่ให้ความอนุเคราะห์ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและตรวจสอบได้ทุกรุ่น ทุกแบบ ของอุปกรณ์ Remote Control ทุกชนิด การใช้งานสะดวกข้อเสนอแนะไม่ควรทดสอบในที่ที่มีแสงสว่างมาก ๆ ควรทดสอบในที่ร่ม เมื่อกดปุ่ม Remoteแล้วมองดูภาพจากกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์มือถือจะเห็นรูปของ Remote มีแสงเมื่อกดปุ่ม
..........................................

วีระศักดิ์ เชิงเชาว์
ส่วน เทคโนโลยี สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

พลังงานไฮโดรเจนจะช่วยโลก

ผู้เขียนโดย
ดร.ธรรมนูญ ศรีทะวงศ์
วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


บทที่ 1 - พลังงานไฮโดรเจน
ประเทศ ไทยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จากเดิมระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาผลผลิตจากภาคการเกษตรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผลผลิตส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจากการขยายตัวในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศ ได้ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียมมากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่ง พลังงานซึ่งนับวันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ความต้องการด้านพลังงานในภาคเศรษฐกิจ สังคมรวมถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานในประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดนโยบายการประหยัดพลังงานควบคู่กันไปด้วย
พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen, H2) ซึ่งถือได้ว่าเป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง, สะอาด, และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับการคาดหมายและยอมรับว่าจะเป็นแหล่งของพลังงานเชื้อเพลิงที่สำคัญอย่าง มากในอนาคต ในปัจจุบันนี้กระบวนการเปลี่ยนรูปสารไฮโครคาร์บอนด้วยไอน้ำ (Steam reforming of hydrocarbons) เป็นกระบวนการที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการผลิตพลังงานไฮโดรเจน แต่ปัญหาหลักที่สำคัญมากของกระบวนการนี้คือ การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากซึ่งเป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก นอกจากนี้แล้วยังประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งของไฮโดรคาร์บอนที่นำมาใช้ใน กระบวนการอีกด้วย ดังนั้นกระบวนการอื่นซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัย และสามารถผลิตพลังงานไฮโดรเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงานไฮโดรเจนในอนาคต



รูปที่ 1 คุณสมบัติของก๊าซไฮโดรเจน

(ที่มา: http://www.enaa.or.jp/WE-NET/suiso/suiso1_e.html)

ก๊าซ ไฮโดรเจนถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดการเผาไหม้กับก๊าซ ออกซิเจน โดยจะมีเพียงไอน้ำเป็นผลพลอยได้ ซึ่งแตกต่างจากเชื้อเพลิงอื่นๆที่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลพลอยได้ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำให้โลกร้อนขึ้น (Global warming) นอกจากนี้ยังสามารถนำก๊าซไฮโดรเจนไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ซึ่งขณะนี้นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการพัฒนาเซลล์เชื้อ เพลิงมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เนื่องจากประสิทธิ ภาพของเซลล์เชื้อเพลิงมีค่าสูงกว่าอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าแบบอื่นๆมาก ดังนั้นพลังงานไฮโดรเจนจึงเป็นอีกทาง เลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานดั้งเดิมได้

เนื่องจากคุณประโยชน์ในด้านต่างๆโดยสรุปดังนี้
1. แหล่งพลังงานดั้งเดิมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก๊าซชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกโดยเฉพาะก๊าซ คาร์บอนมอนออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการสันดาป (Combustion) ของสารประกอบอินทรีย์ เช่น น้ำมัน แต่พลังงานไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นจึงไม่ส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจก
2. การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงดั้งเดิม ไม่ว่าจะมาจากยานพาหนะหรือแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อให้ เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละออง แต่พลังงานไฮโดรเจนไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศเหล่านี้
3. พลังงานไฮโดรเจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่ต้องใช้พลังงานดั้งเดิมได้ เช่น ใช้เป็นเชื้อ เพลิงสำหรับครัวเรือน เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องกังหัน และเครื่องไอพ่น
4. ค่าพลังงานเชื้อเพลิงที่ได้จากไฮโดรเจนจะมากกว่าค่าพลังงานเชื้อเพลิงไฮโดร คาร์บอน และเชื้อ เพลิงจากแอลกอฮอร์ เช่น เมทานอลและเอทานอลถึง 2.5 และ 5 เท่า ตามลำดับ
5. ก๊าซไฮโดรเจนสามารถนำไปใช้กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและคาดว่าจะนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอนาคต



รูปที่ 2 การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (แสดงในรูปของคาร์บอน) จากยานพาหนะที่ใช้การสันดาปภายในด้วยน้ำมันเบนซีนเปรียบเทียบกับยานพาหนะที่ ใช้เซลล์เชื้อเพลิงเป็นแหล่งของพลังงาน
(ที่มา: Bak T, Nowotny J, Rekas M, Sorrell C C, Int. J. Hydrogen Energy, 27 (2002) 991)

บทที่ 2 - แนวคิดเกี่ยวกับการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน
แนวความคิดของกระบวนการแยกโมเลกุลน้ำ (Water splitting reaction) เพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจน ได้ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องมาจากความมั่นใจที่ว่า กระบวนการนี้สามารถเป็นแหล่งของพลังงานไฮโดรเจนที่ยั่งยืน (Sustainable energy) แหล่งของสารตั้งต้นที่นำมาใช้ในการผลิตพลังงานในกระบวนการนี้ซึ่งได้แก่ แหล่งน้ำ ก็เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถหาได้อย่างไม่จำกัด นอกจากนี้พลังงานไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากกระบวนการนี้ก็ไม่มีสารผลิตภัณฑ์อื่น ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเจอปนอีกด้วย
แต่เนื่องจากปฏิกิริยานี้เป็น ปฏิกิริยาที่ดูดความร้อนสูงเพื่อใช้ในการผลิตไฮโดรเจน แหล่งของพลังงานความร้อนในอุดมคติที่สามารถจะนำมาใช้งานได้ต้องเป็นแหล่งที่ สามารถหาได้ในปริมาณมากเพียงพอและไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Renewable resource) มีความเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับนำมาใช้งานในกระบวนแยกโมเลกุลน้ำนี้ นอกจากนี้การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตพลังงานไฮโดรเจนจากกระบวนการ แยกโมเลกุลน้ำ ยังเป็นวิธีการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในมุมมองของการเปลี่ยนพลังงานแสง อาทิตย์เป็นพลังงานเคมี



รูปที่ 3 แนวความคิดในการแยกโมเลกุลน้ำด้วยแสงอาทิตย์และสารกึ่งตัวนำเพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจน
(ที่มา: http://www2.slac.stanford.edu/tip/2003/mar21/hydrogen.htm )

นับ จากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาระบบทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับพลังงานรังสีแม่เหล็ก ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยสารเคมีที่เราเรียกกันว่าสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ซึ่งทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาที่สามารถแยกโมเลกุลน้ำขึ้นได้ กระบวนบวนการผลิตไฮโดรเจนด้วยวิธีดังกล่าวโดยใช้สารกึ่งตัวนำทั้งแบบโลหะ เดี่ยวและโลหะผสมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยานี้ มีข้อดีหลายประการได้แก่ ประหยัดค่าใช้จ่าย, ทนทานต่อการเสื่อมสภาพ, ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม, และสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย

บทที่ 3 - การเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตไฮโดรเจน
ในกลุ่มของสารกึ่งตัวนำที่ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แสงร่วม ไททาเนีย (TiO2) ได้รับความสนใจมากที่สุดในการนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการกำจัดสารพิษที่ส่ง ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและในกระบวนการเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แสงร่วมต่าง ๆ นับจากมีการริเริ่มคิดค้นการนำไททาเนียอิเล็คโทรด (TiO2 electrode) มาใช้ในกระบวนการเคมีไฟฟ้าที่เหนี่ยวนำด้วยแสง (Photoelectrochemical process) สำหรับการแยกโมเลกุลน้ำโดยกลุ่มนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แก่ Fujishima และ Honda ในปี 1972 ทำให้จนถึงปัจจุบันนี้มีความสนใจอย่างต่อเนื่องในการนำไททาเนียมาใช้เป็นตัว เร่งปฏิกิริยาในปฏิกิริยาการแยกโมเลกุลน้ำเพื่อผลิตพลังงานไฮโดรเจนภายใน ระบบที่มีการฉายแสง
เมื่อไททาเนียทำการดูดซับโฟตอน (Photon) ที่มีพลังงานเท่ากับหรือมากกว่าค่าความแตกต่างระหว่างค่าพลังงานในระดับคอนดัคชันแบนด์ (Conduction band, CB) และวาเลนซ์แบนด์ (Valence band, VB) หรือเป็นที่รู้จักกันว่าพลังงานแบนด์แกป (Energy band gap) จะทำให้เกิดการกระตุ้นให้อิเลคตรอนในระดับชั้นพลังงานวาเลนซ์แบนด์เคลื่อน ที่ไปอยู่ในระดับชั้นพลังงานคอนดัคชันแบนด์ ทำให้เกิดคอนดัคชันแบนด์อิเลคตรอน (Conduction band electron, e-cb) และวาเลนซ์แบนด์โฮล (Valence band hole, h+vb) ขึ้น
แต่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว ไฮโดรเจนไม่สามารถถูกผลิตขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นผิวของไททาเนียที่ ยังไม่ได้รับการปรับแต่ง เนื่อง จากพลังงานแบนด์แกปของไททาเนียมีค่าสูงคือ 3.2 eV สำหรับไททาเนียชนิดอนาเทส (Anatase) และ 3.0 eV สำหรับไททาเนียชนิดรูไทล์ (Rutile) ทำให้เกิดการรวมตัวกลับของอิเลคตรอนและโฮลได้ง่าย การแก้ไขข้อจำกัดนี้อย่างมีประสิทธิภาพทำได้โดยการใช้สารที่เอื้อให้เกิดปฏิกิริยา (Sacrificial reagent) เช่น เมทานอล ซึ่งสารนี้จะเข้าร่วมในปฏิกิริยาโดยการกำจัดโฮลด้วยกระบวนการออกซิเดชันที่ วาเลนซ์แบนด์ ในขณะที่ปฏิกิริยาการเกิดไฮโดรเจนสามารถเกิดที่คอนดันชันแบนด์ด้วยกระบวนการ รีดัคชันของน้ำด้วยอิเลคตรอน
นอกจากนี้ การแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่งคือการใส่ตัวเร่ง ปฏิกิริยาร่วม ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นโลหะทรานซิชันเช่น นิกเกิล (Ni) แพลตินัม (Pt) เป็นต้น ลงไปบนพื้นผิวของตัวเร่งปฏิกิริยาหลักไททาเนีย โดยตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมเหล่านี้จะทำหน้าที่เร่งการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอน จากเวเลนซ์แบนด์หลังจากการดูดซับแสงและกระตุ้นด้วยแสงแล้วให้ไปสู่นอกระบบ ซึ่งก็คือการเกิดปฏิกิริยาการเกิดไฮโดรเจนที่คอนดัคชันแบนด์ได้เร็วขึ้น อย่างมาก
โดยสรุป กระบวนการการเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำเมื่อทำการแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ สามารถแสดงได้ดังรูปที่ 4



รูปที่ 4 กระบวนการการเกิดปฏิกิริยาแยกโมเลกุลน้ำ


เอกสารอ้างอิง
1. Legrini O, Oliveros E, Braun A M, Chem. Rev. 93 (1993) 671.
2. Hoffmann M R, Martin S T, Choi W, Bahnemann D W, Chem. Rev. 95 (1995) 69.
3. Linsebigler A L, Lu G, Yates, Jr. J T, Chem. Rev. 95 (1995) 735.
4. Mills A, Hunte S L, J. Photochem. Photobiol. A: Chem. 108 (1997) 1.
5. Fujishima A, Honda K, Nature 238 (1972) 37.


ขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้
เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร.ธรรมนูญ ศรีทะวงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีจาก วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์พลังงานจาก Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์และนักวิจัยของ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาและวิจัยด้าน Photocatalysis and Catalysis, Solar Energy Utilization, Sol-Gel Synthesis of Oxide Semiconductors, Nanoporous/Mesoporous Materials, Plasmas for Chemical Conversion, และ Biohydrogen Production

สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ppc.chula.ac.th/thammanoon.html
แหล่งที่มาข้อมูล : วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)

15 มีนาคม, 2552

วิตามิน C ช่วยขจัดโรคเกาต์

โรคเกาต์ (โรคข้อต่ออักเสบ มีอาการปวด) มักเกิดในเพศชายมากกว่าหญิง

ผู้ชายที่บริโภคอาหารที่มีวิตามีซีสูง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ได้

Dr Hyon Choi และทีมวิจัยจาก University of British Columbia ในเมือง Vancouver กล่าวว่า การรับประทานวิตามินซีเข้าไปจะมีประโยชน์ช่วยในการต่อต้านโรคเกาต์ ซึ่งงานนี้ได้เผยแพร่ใน Archives of Internal Medicine

เกาต์เป็นโรคไขข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการมีกรดยูริกมากเกินไปในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้บริเวณข้อต่อของร่างกายอักเสบ เช่น บริเวณ นิ้วเท้า ข้อเท่า หรือข้อมือ เป็นต้น

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นเพศชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็มีโอกาสเกิดกับเพศหญิงได้เช่นกัน

โรคเกาต์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ข้อต่อถูกทำลายอย่างถาวรได้ และอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ความอ้วน ความดันโลหิตสูง และการทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือชีสมากเกินไป เป็นต้น

นักวิจัยพบว่าวิตามินซี ช่วยลดระดับกรดยูริกในกระแสโลหิตได้ ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคเกาต์น้อยลง

งานวิจัยนี้ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากผู้ชายในสหรัฐฯ จำนวน 47,000 คน ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 2006 ที่มีสุขภาพร่างกายแตกต่างกันไป ทุกๆ 4 ปีจะมีการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะโภชนาการ และจะนำข้อมูลมาคำนวณปริมาณวิตามินซีที่ได้จากอาหารที่บริโภคเข้าไป ในการศึกษานี้พบว่ามีผู้ชายที่เข้าร่วมจำนวน 1317 คนป่วยเป็นโรคเกาต์

การบริโภควิตามินซีทุกๆ 500 มิลลิกรัมในแต่ละวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเกาต์ได้ 17%

ในกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดสอบนี้ ได้รับวิตามินซีวันละ 1500 มิลลิกรัมทุกวัน มีความเสี่ยงลดลงกว่า 45% เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อวัน

โดยเฉลี่ยแล้วส้ม 1 ผล จะมีวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม ถ้าต้องการความเข้มข้นสูงๆ ควรบริโภคในรูปเม็ดวิตามินสำเร็จรูป

วิตามินซีอาจช่วยส่งผลให้ไตมีการดูดซึมกรดยูริกเข้าไปใหม่ได้ เพิ่มความเร็วในการทำงานของได้ หรือช่วยป้องกันการอักเสบ ซึ่งผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเกาต์ได้ทั้งสิ้น

แต่ก่อนที่จะบริโภควิตามินซีนั้น ผู้ป่วยโรคเกาต์ต้องระวังว่าไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป

Australian National Health and Medical Research Council ให้คำแนะนำว่าผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภควิตามินซีเกินกว่า 1000 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากนี้มีงานวิจัยก่อนหน้า ที่พบว่าการบริโภคน้ำตาลฟรุกโตสช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเกาต์ มีงานวิจัยในปี 2008 ของประเทศอังกฤษค้นพบว่า การบริโภคน้ำผลไม้ 2 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงสูงกว่าการบริโภคแอลกอฮอล์ หรือเนื้อ และความอ้วนเสียอีก

ที่มา:

http://www.abc.net.au/science/articles/2009/03/10/2512339.htm?site=science&topic=latest


ดูหน้ามือปาระเบิดไอ้เทบ



มาหน้ากันชัดๆว่ามือปาระเบิด ไอ้เทบที่ ธัญญะบุรีคลอง6 ปทุมธานี สีอะไรหน้าตามันเป็นอย่างไร ใช่ตามที่ไอ้เทบมันกล่าวหา คนเสื้อแดงหรือไม่ ไอ้หมาบ้ากัดไม่เลือก

http://www.thaifreenews.com

08 มีนาคม, 2552

แนะนำโปรแกรม อำพรางไอพีแอดเดรส ดีๆ ฟรีๆ, ทำให้เราท่องเน็ตสบายใจ : ลบร่องรอยไรคนติดตาม




ด้วยโปรแกรมดังกล่าวคุณจะสามารถท่องเน็ตได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ทั้งสิ้น


ข้อดีของโปรแกรมนี้

1. มันแทบจะไม่ทำให้ความเร็วในการท่องเน็ตของคุณตกลงไปเลย

2. การติดตั้งโปรแกรมง่าย ใช้ง่านง่าย

3. มีเวอร์ชันฟรีให้ใช้ เพียงแต่กำกัดการรับส่งข้อมูลไว้ที่ 10 GB ต่อเดือน (ถ้าปกติแค่อ่านข้อมูลในเน็ต ไม่ได้ใช้โหลดอะไรก็เพียงพออยู่แล้ว)

4.ข้อนี้สำคัญ พรางไอพี จ้างให้ก็จับไม่ได้จ้า

ข้อเสีย
1. เนื่องด้วยถ้าใช้ แบบฟรี อาจต้องรอนานหน่อยในให้โปรแกรม CyberGhost จะเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์แบบ VPN เพื่อทำการพรางไอพีแอดเดรสเก่าด้วยไอพีแอดเดรสใหม่ ที่ช่วยให้คุณท่องเน็ตได้อย่างไร้ร่องรอย

ไปโหลดกันได้ที่ เวบของผู้ผลิต
http://www.cyberghostvpn.com/files/download.php?language=en&PHPSESSID=1766ce14f6ca07e5e98e9fde4cb55c02
มีอะไรสงสัย ก็ถามมาได้ครับ

แถมโปรแกรม ClearProg (เอาไว้ลบพวกไฟล์ ที่บอกว่าคุณไปเปิดเล่นเวบไหนบ้าง ข้อมูลการเยื่ยมชมเว็บต่างๆ )
http://www.clearprog.de/index.php

http://www.sameskybooks.org

คอมมาร์ทเปลี่ยนไป



งานคอมมาร์ทที่ผ่านมาทำให้ ผมเห็นการหยิบยื่นซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย เช่น Microsoft Windows XP, Microsoft Windows Vista, Microsoft Office 2003 และอื่นๆ ให้ผู้บริโภคเห็นว่าซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมายและมีลิขสิทธิ์ถูกต้องมีหน้าตา เป็นอย่างไร ทราบประโยชน์ที่ได้จากการใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ไม่โดนจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ยังได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมายที่บรรดาค่ายซอฟต์แวร์พร้อมประเคนให้ ในส่วน Penary Hall มีตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อม Windows ซึ่งติดมากับเครื่องหากดูราคาเครื่องพร้อมซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมายและมี ลิขสิทธิ์ถูกต้องราคาก้อจะกระโดดไปหลายพันเลยทีเดียว ยิ่งตัวแทนจำหน่ายชอบใส่เลข 9 ต่อท้าย เข้าไปยิ่งทำให้ดูราคาเครื่องแพงขึ้นไปอีก หลายๆ คนเดินผ่านเพื่อดูและชื่นชมซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย มีคนซื้อบ้างไม่ซื้อบ้างก้อไม่ว่ากัน สำหรับผมแล้วขอเครื่องที่ไม่มี Microsoft Windows ดีกว่าครับ ราคาเครื่องจะได้ลดลงอีกหน่อย

การ เปิดตัวของบูธตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์ยี่ห้อดังพร้อมประกาศว่ามีมาพร้อมกับ ซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย (OEM) นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการพยายามรณรงค์และให้ความสำคัญเรื่องลิขสิทธิ์ของ ซอฟต์แวร์มากขึ้น (มองในแง่ดี) แต่อย่างไรก้อตามการเพิ่มเลข 9 ต่อท้าย มันก้อไม่ได้ช่วยให้ราคามันดูถูกลง เพราะผู้บริโภคเองต้องการสินค้าในราคาที่รับได้ และมีกำลังพอที่จะซื้อและผ่อนได้ แต่ที่น่าแปลกใจ ผมไม่เห็น Linux ในงานนี้เลย แม้แต่ใน Netbook อย่าง HP, Acer, MSI และ DELL มันเกิดอะไรขึ้น? ทั้งๆ ที่งานครั้งที่แล้วเดินๆ ไปก้อเจอ Ubuntu, Mandriva, TLE หรือว่าตัวแทนจำหน่ายการพร้อมใจกันผลักดันให้เกิดกระแสการใช้ของแท้ที่ถูก กฏหมายและมีลิขสิทธิ์ถูกต้อง นั่นก้อเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศเราอย่างหนึ่ง จะได้ลดระดับประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์จากอันดับ 5 มาเป็นอันดับท้ายๆ ของตารางกันบ้าง

การลดราคา เช่าซื้อ ผ่อนชำระ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เป็นแคมเปนจ์จูงใจผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหนๆ ก้อจะซื้อเรื่องแบบผ่อนหรือเช่าซื้อหลายๆ เครื่องอยู่แล้ว การผ่อนชำระค่าเครื่องพร้อมซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ ดูจะเป็นประโยชน์มากกว่าการขโมย แครก คัดลอก ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เพื่อเอาไปใช้งาน จริงมั๊ยครับ จากการสังเกตในส่วนแสดงเครื่องพร้อมซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย มักจะไม่มีเครื่องที่เป็น Linux OEM อย่าง Novell หรือ Ubuntu อยู่เลย เรียกได้ว่าทั้ง Hall เป็นดินแดนแห่ง Microsoft ไปเลยทีเดียว ผมก้อเดินย่ำไปทุกๆ ที่ที่มีเครื่องหมาย Microsoft แถมได้น้ำดื่ม Microsoft มาดับร้อนดับกระหายอีก

งานคอมมาร์ทปีนี้ผมไม่มีอะไรติด ไม้ติดมือกลับบ้านเพราะจัดเอาช่วงกลางๆ เดือนซึ่งเงินค่าตอบแทนหมดแล้ว เลยไม่ได้ซื้ออะไรเป็นของขวัญให้ตัวเอง แต่ได้เห็นการหยิบยื่นและผลักดันซอฟต์แวร์ถูกกฏหมายจากตัวแทนจำหน่าย คอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่างๆ ผมก้ออิ่มใจแล้วครับ สำหรับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สก้อคงต้องช่วยกันพัฒนาและผลักดันให้เกิดประโยชน์ และตอบปัญหาของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริงกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ในชุด สุริยัน, จันทรา, โอเพนออฟฟิส และอื่นๆ ซึ่งผมเองจะทะยอยมาเขียนเป็นบทความ ความเห็น และ How To ในโอกาสต่อๆ ไปครับ

http://www.thaiopensource.org/node/677

พัฒนาซอฟต์แวร์เป็นโอเพนซอร์สทำไม?

คนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ที่น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยเปิดเผยโค้ด เป็นคำพูดจากเพื่อนที่อยู่แดนไกลถึงประเทศอินเดีย เขาชอบประเทศไทยเพราะคิดว่าการทำงานด้านซอฟต์แวร์กับคนไทยสบายใจมากกว่าการ พัฒนาซอฟต์แวร์กับคนประเทศอื่นๆ ผมไม่ทราบว่าทำไม แต่คำถามที่เพื่อนของผมมักถามจนผมมองเห็นว่าเป็นประเด็น คือ พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม? นั่นสิ คำตอบคงหลากหลาย บ้างก้อว่า เอามันส์ ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพื่อการค้า หวังรวย ฯลฯ ทุกๆ คำตอบที่ได้ยินมาไม่เห็นมีคำตอบไหนที่โดนประเด็นและจุดมุ่งหมายของการพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สเลยสักคำตอบเดียว คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม?

เบื้องหลังซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่พัฒนามาจากนักพัฒนาหลายคน อย่างมากก็นับพันคน โครงการใหญ่ๆ อย่าง Linux Kernel, Debian, Fedora เป็นต้น ขอยกตัวอย่างเฉพาะ Real Open Source Software นะครับ ด้วยกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้หลายคนมองเห็นข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ลองไปอ่านในหนังสือ The Cathedral and the Bazaar ของ ESR ดูนะครับ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก propietary เป็น open source มันมีเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน ส่วนใหญ่เหตุผลเหล่านี้มักถูกลืมเลือน ทุกวันนี้คำว่าโอเพนซอร์ส (Open Source) กลายเป็นจุดขายทางการตลาด เอาจุดเด่นของโอเพนซอร์ส มาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นกระแสเสียมากกว่า แล้วคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

คำตอบของผมเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สนั้นง่ายมาก "ผมอยากให้มีคนมาช่วยผมเขียนโปรแกรม ผมอยากเห็นซอฟต์แวร์ของผมพัฒนาไปเรื่อยๆ ในวิถีของโอเพนซอร์ส" อาจจะดูบ้าๆ บอๆ แต่ผมได้ทดลอง ทดสอบ ในหลากหลายวิธีการ แต่ก็มีหลายคนแย้งว่า "ความคิดแบบนี้ ใช้กับปัจจุบันไม่ได้" เพราะเดี๋ยวนี้ "Software as a Services" หรือ "SaaS" ทุกๆ ค่ายก้อพยายามที่จะลดรายจ่ายในเรื่อง up-front investment นั่นหมายความว่า "ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ประเภทเดียวที่สามารถลดราจ่ายในเรื่อง up-front investment " หากมองในแง่ของธุรกิจซอฟต์แวร์นั่นเป็นความจริง เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีใครขายซอฟต์แวร์เดี่ยวๆ แล้วไปรอด ต้องพัฒนาออกมาในรูปแบบของโซลูชั่น หรืออะไรสักอย่าง นั่นหมายความว่า ซอฟต์แวร์ ไลบรารี และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อกับโอเพนซอร์สจะถูกฝังเข้าไปอยู่ในโซลูชั่นที่ปิด ไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? แล้วจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สล่ะคืออะไร?

ผมคิดว่าเรามาดูเนื้อหาในเพลง Free Software กันดีกว่า คุณจะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และอาจจะเข้าใจแนวคิดที่ออกจะหักดิบของ Free Software ด้วย เนื้อเพลงมีดังนี้

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

Hoarders may get piles of money,
That is true, hackers, that is true.
But they cannot help their neighbors;
That’s not good, hackers, that’s not good.

When we have enough free software
At our call, hackers, at our call,
We’ll throw out those dirty licenses
Ever more, hackers, ever more.

Join us now and share the software;
You’ll be free, hackers, you’ll be free.

ประเด็นหลักของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ คือ การช่วยเหลือกันในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แบ่งปันและแจกจ่ายซอฟต์แวร์ให้กับคนอื่น ให้สิทธิ์ในการเข้าถึง แก้ไข ดัดแปลง และแจกจ่ายกับคนอื่น นี่คือใจความที่ซ่อนอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซอฟต์แวร์เสรี และอยู่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส กลับมาที่คำถาม คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร?

พี่เทพหรือเทพพิทักษ์ การุณบุญญานันท์ เป็นบุคคลตัวอย่างที่ทำให้เป็นว่า คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร? หากคุณใช้ debian หรือ ubuntu คุณจะพบว่าภาษาไทยบน debian และ ubuntu แสดงผล พิมพ์ มีฟอนต์สวยๆ มากกว่า linux distribution อื่นๆ นี่แหละ คือคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ยกตัวอย่างอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว (2008) blognone, L10n และนักพัฒนาอิสระ รวมตัวกันในชื่อ House 2.0 เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการ contribute ภาษาไทยเข้าไปในโครงการเว็บเบราว์เซอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง firefox ของ mozilla foundation จากการรวมพล เพียงไม่กี่เดือน FireFox 3.0.1 ก้อมีแพคเกจภาษาไทยออกมาให้ดาวน์โหลด และปัจจุบัน FireFox 3.0.5 กำลังจะขึ้น 3.0.6 ก้อมีเวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้ใช้กันแล้ว คุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สมันเกิดตรงนี้ คุณค่าแอบแฝงจากการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ในกรณีของ House 2.0 คือ ทุกคนรู้จักกัน รวมตัวกันทำกิจกรรมอื่นๆ นอกจากงาน contribute เข้า mozilla ทำกิจกรรมและช่วยเหลือกันในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น เล่น Wii หรือทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมได้ เป็นต้น กลับมาที่คำถามคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?

ผมถามเพื่อนของผมกลับไปว่าทำไมถึงซอบโอเพนซอร์สนัก แล้วคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม? เพื่อนของผมตอบสั้นๆ ว่า "ถ้าไม่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ก้อไม่เข้าใจว่าโอเพนซอร์สเป็นยังไง" อืมม ตอบสั้นๆ กำกวมๆ เหมือนจะไม่ได้คำตอบ หากคุณพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอยู่ หรือเป็น contributor อยู่คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทำไม?

http://www.thaiopensource.org/node/914