CBOX เสรีชน

08 กุมภาพันธ์, 2552

'โอบามา'เร่งแผนกระตุ้นศก.คาดจันทร์นี้ลงมติผ่านร่างงบฯ

ประชาทรรศน์
08 ก.พ. 2009

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกา กล่าวผ่านเว็บไซต์รายการประจำสัปดาห์ ระบุหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ประนีประนอมกันได้เรื่องแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งลงมติผ่านร่างงบประมาณ 827,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาใช้จ่ายโดยเร็ว เพราะชาวอเมริกัน ทั้งประเทศกำลังรอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม คาดว่าวุฒิสภาจะลงมติผ่านร่างงบประมาณครั้งสุดท้ายก่อนวันจันทร์ ที่ 9 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับวันอังคาร ที่ 10 ก.พ. ตามเวลาในไทย)

ทั้งนี้ รัฐบาลนายโอบามา เตรียมลดภาษีครัวเรือนให้กับชาวอเมริกันให้ได้มากกว่าครอบครัวละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดภาษีผู้ซื้อบ้านใหม่หรือซื้อรถยนต์ใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวเลขชาวอเมริกันตกงานมีแล้วมากกว่า 3.6 ล้านคน

IMF เรียกร้องทั่วโลกกระตุ้นเศรษฐกิจ

IMF ร้องทั่วโลกเร่งบังคับใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมให้สร้างความโปร่งใสกับภาคการธนาคารเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน

นายโดมินิก สเตรา-คาห์น กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยวันนี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆประกาศออกมาจนถึงขณะนี้ ใกล้เคียงกับที่ไอเอ็มเอฟตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2 เปอร์เซนต์ ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายประเทศ (จีดีพี) ทั่วโลก แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือผลบังคับใช้จริงของมาตรการเหล่านี้ โดยอ้างถึงความล่าช้าในสหรัฐจากการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล และในยุโรปจากกระบวนการทางการเมือง

นอกจากนี้กรรมการจัดการ IMF ยังเรียกร้องให้สร้างความโปร่งใสกับภาคการธนาคาร เพราะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขความสูญเสียอย่างชัดเจน และตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ไม่มีทางเรียกความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน กลับมาได้ ซึ่งรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกควรออกมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นเพื่อ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยยุคเศรษฐกิจถดถอยเมื่อ 80 ปีก่อนเขายังสนับสนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่ตั้งเป้าจะอัดฉีดเงิน อย่างน้อย 780,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจที่กำลังบอบช้ำ โดยกล่าวว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้ว

คมช.ได้ทีเย้ย 'แม้ว'มีกรรม' !เอกยุทธ'จวกยับ'สุเทพ'ปัญญาอ่อน

ประชาทรรศน์
07 ก.พ. 2009

'สมเจตน์' แขวะ 'แม้ว' น่าสงสารยังตกในห่วงของกรรม แถมต้องชดใช้ ชี้ถ้าหมดกรรมเมื่อไหร่ คงหยุดป่วน โปรยยาหอม ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา 'เอกยุทธ' จวก 'เทพเทือก' ปัญญาอ่อน ไร้วุฒิภาวะหยาม จนท.ไร้น้ำยาจับ 'ทักษิณ' ด้าน 'ชัยสิทธิ์' แฉ'แม้ว' ถูกสั่งเก็บ ขณะที่ เพื่อไทย ระบุ เลื่อนการเดินทางเข้าพบอดีตนายกฯ กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีมีความขัดแย้งกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่าตนกับนายยงยุทธ ไม่รู้จักกัน ตนทำงานตามหน้าที่ของตน จุดที่เกิดขึ้นคือ เค้าปราศรัย และไล่ตนและน้องชายออกจากเชียงราย ทั้งนี้ตนมองว่านักการเมืองชอบใช้วิธีการแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ดังนั้นตนจะมุ่งทำหน้าที่ให้มากขึ้นไปอีก จุดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวางแผน แต่เกิดขึ้นจากการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ เอง และพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่คิดว่า การกระทำของตนเองจะกลายเป็นจุดดับ ซึ่งนักการเมืองก็ซื้อเสียงทั้งนั้น และไม่ระมัดระวัง คิดว่าไม่มีใครกล้าจับ แต่เมื่อข่าวล่วงรู้มาถึงตน ก็มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ และส่งให้คนทีเกี่ยวข้อง ไปดำเนินการตามหน้าที่ ช่วงนั้นยอมรับว่า ถูกอำนาจรัฐที่รุนแรงเข้ามาบีบ แม้ตัวเองยังถูกย้าย แต่มีผู้บังคับบัญชาที่ดี ก็ย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้น

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวไม่ห่วง พูดไปอาจดูเว่อร์ เพราะการเป็นทหาร เราก็สละชีวิต หากจะตายเพราะฝีมือคนๆ เดียว ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ประมาท และไม่กลัว

ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังทำให้บ้านเมืองวุ่นวายนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ตนสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะยังตกอยู่ในห่วงของกรรมและยังต้องชดใช้กรรม ซึ่งกรรมหมดเมื่อไหร่ก็คงหยุด และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าจะโดนลอบสังหารนั้นเป็นการคิดไปเอง ไม่มีใครไปลอบสังหาร คนมีเงินมหาศาล สามารถจ้างรปภ.ดูแลได้ คงไม่มีใครกล้าทำอะไร ซึ่งตนคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมโนภาพ คิดไปเรื่อยๆ กลางคืนนอนไม่หลับ อยากฝากว่า ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้กระทั่งเมียยังไม่ไว้วางใจ และคนอื่นจะไว้วางใจหรือ

ส่วนทีมีกระแสข่าวว่ามีส.ส.กลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปหา เพราะส.ส.เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เป็นคนออกกฎหมายมาบังคับใช้กับคนอื่น แต่ตัวเองกลับเดินไปหาคนหนีคดีอาญาน่าจะขัดต่อจริยธรรม อยากฝากว่า ให้คิดให้รอบคอบว่าทำเหมาะสมหรือไม่

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน หรือถ้าจะพ้น ก็ต้องมาต่อสู้กันทางศาลก่อน พฤติกรรมของเค้าที่ดิ้นรน ก็เพราะไม่ยอมติดคุก เรื่องการต่อรองขอเงินคืนนั้น ต่อรองไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นกับการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ หากเห็นแก่ประเทศชาติ ก็ต้องสงบนิ่ง อย่ามาทำป่วนและสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน หากทำได้ วันหนึ่งก็กลับประเทศได้ ส่วนส.ส.ที่ยังหวังกับทักษิณ ก็ไม่ทราบว่า หวังอะไร หวังอะไรไม่ทราบ

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า การที่ทหารจะเข้าไปสู่การเมือง ไม่ใช่ว่าเข้าไปโดยระบอบเผด็จการ ก็อาจมีทหารเข้าไปลงเลือกตั้ง การบอกว่าทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองนั้นไม่ใช่ แต่ไม่ควรเอาตำแหน่งลงไปยุ่งเกี่ยว แต่โดยอาชีพ ควรมีคนเข้าไปเล่นการเมือง เพื่อปกป้อง ไม่ให้การเมืองมาล้วงลูกและแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาทหารเพราะจะเป็นผลเสีย การเมืองเราไม่บริสุทธิ์ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถดูแลความมั่นคงของประเทศได้

“ขณะนี้ผมมองดูว่า การเมืองต้องมีความเข้าใจ รักษาความถี่-ความห่าง ระหว่างทหารกับการเมือง ทหารคือกลไกของรัฐ แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องรักษาความห่าง-ความชิดตรงนี้ไว้ ปล่อยให้การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหน้าที่ของทหาร”พล.อ.สมเจตน์กล่าว

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์รัฐบาลประชาธิปัตย์กับทหาร พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่สุด มีกฎระเบียบของพรรคในการดูแล มีการพูดถึงความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลัก ระหว่างนี้ทหาร-ประชาธิปัตย์ สามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา

"เอกยุทธ" จวก "เทพเทือก" ปัญญาอ่อนหยามจนท.ไร้น้ำยาจับ "ทักษิณ"

กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดี โดยระบุว่า ไม่เชื่อว่า เราจะมีขีดความสามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่คนหนีคำพิพากษาธรรมดา แต่เป็นมหาเศรษฐี ตำรวจจะซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อไปไล่จับคงไม่ได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ในทางการข่าวจะไม่สามารถติดตามได้เลยหรือ นายสุเทพ กล่าวว่า เราคงไม่ทุ่มเทงบประมาณไปไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศ ส่วนการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศนั้น ก็เป็นดุลพินิจของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ของนายสุเทพ แสดงให้เห็นว่า ไร้วุฒิภาวะมาก เสมือนบอกว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีปัญญาไปจับพ.ต.ท.ทักษิณได้ เพราะเค้าเป็นมหาเศรษฐี มีเครื่องบินส่วนตัว ทั้งที่ความจริงแล้ว การจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ หากต้องการจัดการจริงๆ แค่ยกเลิกพาสปอร์ตก็จบแล้ว ไม่ใช่พูดปัญญาอ่อนแบบนายสุเทพ ว่าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปไล่จับพ.ต.ท.ทักษิณ

“การเอาคนผิดกลับประเทศ วิธีที่ทำได้และง่ายสุดคือ การยกเลิกพาสปอร์ตที่พ.ต.ท.ทักษิณมีอยู่ทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นนักโทษที่หนีคดีแล้ว จะมาอ้างเรื่องเสรีภาพคงไม่ได้ จะเห็นว่าแค่การยกเลิกพาสปอร์ตทางการทูต ก็ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวไปประเทศต่างๆ ลำบากมากขึ้น เพราะหลายประเทศก็เริ่มปฏิเสธไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศแล้ว เพราะเป็นผู้ต้องโทษ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า มันได้ผล แต่ก็ไม่ทำ ไม่ยกเลิกพาสปอร์ตทั้งหมด”นายเอกยุทธกล่าวและว่า ที่นายสุเทพพูด ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากเป็นฝ่ายค้านหรือส.ส.ธรรมดา ก็คงไม่เป็นไร แต่วันนี้มีตำแหน่งใหญ่ คือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มาบอกได้อย่างไรว่า เค้ารวย เจ้าหน้าที่ไม่มีขีดความสามารถ แสดงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นคนรวย-คนจน และเลือกปฏิบัติ เป็นการพูดรายวันที่กร่างมาก การจะพูดจาอะไรกับสื่อ ควรตรึกตรองให้ดีด้วย เพราะคำพูดมักเป็น “นาย” ตัวเองเสมอ จึงต้องขอประณาม

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า ที่น่าตลกคือ บอกว่าคงจับพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แต่ส.ส.ฝ่ายค้านกลับไปหาพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างเอิกเกริก แถมยังบอกเองว่า เสาร์-อาทิตย์จะไปพบที่ฮ่องกง ทั้งนี้ตนมองว่า ฝ่ายรัฐบาลเองมากกว่า ที่ไม่กล้าและไม่อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวาย ยิ่งหากพ.ต.ท.ทักษิณเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็จะเป็นการจุดชนวนขึ้นมาได้ขณะที่เป็นฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณเองที่ไม่กล้ากลับมา เพราะกลัวติดคุก จึงเป็นเรื่องที่เล่นเกมสงครามน้ำลายใส่กัน

“การไปพบนักโทษหนีคดีของ ส.ส.ฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นเรื่องแปลก บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณสร้างผลประโยชน์มากมาย ถือว่าเลอะเทอะ เพราะช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม และเป็นรอบของมัน แต่อยากให้ย้อนกลับไปดูว่า สมัยไทยรักไทยอยู่ ประชาชนมีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น เงินในโครงการประชานิยมที่ลงไป ก็ไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มเลย เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ อย่างโอท็อป ก็ไปสนับสนุนให้เค้าผลิตสินค้า แต่หาตลาดให้ไม่ได้ หลายรายก็เริ่มประสบปัญหา รวมถึงเรื่องอีลิทการ์ด บอกว่าเป็นการ์ดที่มีสิทธิอย่างมากขายกันเป็นล้านบาท เอาสิทธิของคนไทยหลายอย่างไปขายให้ต่างชาติ ประเทศไทยไม่ใช่ขอทาน ไม่ใช่ต้องการให้คนจ่ายแค่ 1 ล้านบาท แต่มีสิทธิมากมาย แต่คนไทยเองกลับไม่มีสิทธิ”นายเอกยุทธกล่าวและว่า อยากให้คอยสังเกตว่า ใครมาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2553 ขึ้นไป ก็จะได้รับการเชิดชูว่า เก่ง เพราะเป็นรอบของเศรษฐกิจ ที่จะพลิกฟื้นขึ้นมา

'ชัยสิทธิ์'แฉ'แม้ว'ถูกสั่งเก็บ

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ส.ส. ลูกพี่ลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีขบวนการเพื่อต้องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ จริง ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะเปิดเผยแหล่งที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ การประกาศต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะถูกฝ่ายอื่นจ้องทำร้ายมาก จึงต้องลุกขึ้นสู้บ้าง อีกทั้ง สถานการณ์พรรคเพื่อไทย จำเป็นแล้วที่จะต้องหาผู้นำที่เข้มแข็งมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนการที่จะให้กลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย เป็นเรื่องยาก หากกลับมาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ซึ่งจะทำให้ตายเร็วขึ้น เพราะในเรือนจำ สังคมรู้ดีว่ามีสภาพอย่างไร

พท.เผยตัวเต็งหน.พรรคคนใหม่'เหลิม-มิ่งขวัญ'มาแรง

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าขณะนี้ พรรคยังไม่ตกลงว่าจะเป็นบุคคลใด ระหว่าง 3

คน ที่เป็นแคนดิเดต คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน นายมิ่งขวัญแสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าพ.อ.อภิวันท์ อาจจะรับตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจาก เป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ดังนั้น ผู้ที่เหมาะสมอยู่ในขณะนี้คือ ร.ต.อ.เฉลิม กับ นายมิ่งขวัญ ซึ่งจะต้องมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่วันที่ 10 ก.พ. นี้ ขณะที่มั่นใจว่า ส.ส.ของพรรค จะไม่ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น หลังมีกระแสข่าวว่า ส.ส.ในสังกัด จ.เพชรบูรณ์และ สระบุรี เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ส.ส.นครพนม ยังกล่าวถึง การเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศว่า ส่วนตัวจะเดินทางไปพบ เพื่อให้กำลังใจ แต่ที่ไม่สามารถบอกสถานที่พำนักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะเกรงเป็นเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

พท.ยกเลิกพบ'แม้ว'

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ของพรรคที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์นี้ ต้องยกเลิกการเดินทางกะทันหัน เนื่องจากได้รับการประสานจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชัดเจน โดยหลังจากนี้จะประสานกันใหม่อีกครั้ง โดยอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า

นายประชากล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้ต้องยอมรับว่า เรื่องการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ ไม่ได้ตัดทิ้ง ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยก็ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน ใครคิดที่จะทำเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันอยากเป็นใหญ่เกินตัว มีแต่ความอิจฉา โดยได้วางแผนคิดอยู่าภายในประเทศไทย เพราะกังวลและกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามขณะนี้พรรคกำลังเตรียมข้อมูลเรื่องการอภิปรายไม่ ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีข้อมูลจำนวนมาก กำลังจัดทำให้เป็นระบบ นอกจากเรื่องปัญหาที่ดิน การแจกถุงยังชีพปลากระป๋องเน่า ยังมีเรื่องการฟอกเงินในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล และมีคนของพรรคการเมืองหนึ่งถูกจับที่บ่อนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

กองทัพ- ประชาธิปัตย์ ปัดพัลวันหลังถูกปูดงบลับ 2พันล้านล้างระบอบทักษิณ

จากประเด็นร้อนที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และในฐานะคณะทำงานฝ่านการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้เปิดโปงว่ามีพรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพ ร่วมกันทำลายพรรคเพื่อไทย กลุ่มนปช. และผู้ที่ให้การสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยใช้งบประมาณ 2 พันล้านบาท เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพออกโรงตอบโต้ชี้แจงในข้อเท็จจริงกันใหญ่ โดยล่าสุดในวันนี้ (7 ก.พ.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวแถลงตอบโต้กรณีว่า คำพูดดังกล่าวถือเป็นการจงใจใส่ร้ายโดยไม่ละอายต่อผลกระทบถึงสถาบันที่อยู่ เหนือความขัดแย้ง จึงขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ หรือสถาบันอื่นๆ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า อยากให้นายณัฐวุฒิกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่มนปช.ทั้งกรณีหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ที่มีการดำเนินการจับกุม น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด และ นายสุชาติ นาคบางไทร รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน ตะโกนว่า “ทักษิณจงเจริญ” จนถูกแจ้งจับดำเนินคดี ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนายณัฐวุฒิ เคยสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันสูงสุดของชาติบ้าง หรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพ เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามาเพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการ เมืองถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ

แขวะ'พท.'วิ่งเต้นหาหัวหน้าพรรคไกลถึงฮ่องกง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดเผยเรื่องการใช้งบ 2,000 ล้านบาท ในกรณีดังกล่าวนั้นได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแล้วหรือไม่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุว่ายังไม่เห็นรายละเอียด เป็นเพียงการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิเท่านั้น และรู้สึกแปลกใจว่าในเมื่อจุดประสงค์ 4 ข้อของแผนงานดังกล่าว เน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน เหตุใดจึงไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ตนมองว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจเป็นเพราะต้องการหารือเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อย่างที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะพิจารณาในวันที่ 10 ก.พ.นี้ แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาหัวหน้าพรรคตามกระบวนการภาย ในของพรรค แต่จะต้องเข้าไปวิ่งเต้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคเพราะตำแหน่งนี้ถือว่าสำคัญ เนื่องจากต้องได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รวมทั้งกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และที่สำคัญเพื่อหวังไปถึงการเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องไปขอความเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องมาขับเคลื่อนแผน ยุทธศาสตร์ 9 ทัพ ที่มีเนื้อหาให้มวลชนมาต่อสู้นอกสภา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ห่วงใยในประเด็นนี้ว่าจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์ความ ขัดแย้งและเกิดความแตกแยกในสังคมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านการโฟนอิน แต่ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายของบ้านเมืองด้วยการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่า พรรคได้ขอให้รัฐบาลรับรองเรื่องความปลอดภัย จะไม่มีเหตุการณ์เหมือนครั้งมีเหตุคาร์บอม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ที่มาเก๊า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งที่มีข่าวว่าทางการจีนไม่อนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศจีน เรื่องนี้จะดำเนินการและประสานกับทางจีนหรือไม่อย่างไร นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการพิจารณาภายในของจีน ที่จะกำหนดการเข้า ออกของบุคคล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอวีซ่าไปที่จีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่ ส่วนเกาะฮ่องกง หรือ เกาะมาเก๊า แม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของจีนแต่ก็ถือว่าเป็นเขตพื้นที่ปกครองพิเศษ จึงต้องไปดูหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

ปชป.จ่อสืบคดีเลขาฯ'เหลิม'กินป่ายันไม่ดิสเครดิตใคร

นอกจากนี้ นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ร.ต.อเฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า ต้องขอถามก่อนว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาในข้อหา ร่วมกับภรรยา บุกรุกที่ป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร ซึ่งตรวจพบว่ามีการบุกรุกที่เกินกว่าการแสดง

สิทธิที่ได้จับจอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ในระหว่างนั้นมีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวน จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม ว่า ให้คนของตัวเอง ดำเนินการผิดกฎหมาย ในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตามพรรคจะมอบหมายให้ตัวแทนของพรรคไปสืบค้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหวังสกัดกั้น ร.ต.อ.เฉลิม ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณะชนได้รับ ทราบก่อนที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเข้ามาอาสาทำงานทางการเมือง และต้องมีหน้าที่ที่จะปกป้องสถาบัน ดังนั้นการเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงต้องสืบค้นต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีส่วนรับทราบเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลใกล้ชิดหรือไม่ ไม่ได้หวังที่จะดิสเครดิต ร.ต.อ.เฉลิม อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต

ผบ.สส.เย้ย'ทักษิณ'พูดซ้ำซากยันทบ.ไม่มีงบลับ

ขณะที่พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีงบลับ 2 พันล้านว่า กองทัพไม่มีงบลับที่จะนำมาดำเนินการตามที่มีการกล่าวอ้าง ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ จะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคมไทยหรือไม่ ส่วนตัวไม่มีความเป็นห่วงเป็นในเรื่องนี้ ทุกคนทำงานตามหน้าที่ สังคมก็ทราบสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าสังคมมีความต้องการจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไป และการออกมาพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่พบว่าจะมีเรื่องอะไรใหม่


ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวอีกว่า สำหรับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ เป็นการชุมนุมที่สามารถทำได้ตามวิถีแห่งประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในส่วนของกองทัพไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ

'เดอะตู่' แขวะ'เทือก' ปัดตาใส งบ 2 พันล้าน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีงบลับของกองทัพ 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้สร้างความสมานฉันท์ ว่าเป็นลักษณะการดำเนินการเช่นเดียวกับสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) เพื่อหวังหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณ เพราะเมื่อพิจารณาเนื้อหายุทธศาตร์เป็นการทำลายล้างพรรคเพื่อไทยโดยตรง เพราะหากเป็นไปตามที่อ้างว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ ทำไมต้องทำเป็นงบลับ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเป็นผู้ปกครองรัฐบาล ไม่ใช้รัฐบาลปกครองกองทัพอย่างที่เข้าใจ

ส่วนที่นายสุเทพบอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้ ต้องถามกลับไปว่า นายสุเทพเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีเหตุใดจึงไม่ทราบ และที่สำคัญนายสุเทพไม่ได้ปฎิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตรงนี้จะพิสูจน์ว่ากรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ ส่วนการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นนายจตุพรกล่าวว่า ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะใช้เป็นหมัดเด็ดล้มล้างรัฐบาล โดยขณะนี้รอเพียงเอกสารชิ้นสุดท้ายให้สมบูรณ์ครบถ้วนก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจให้ประชาชนได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้วก็จะประกาศวันยื่นอภิปราย โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้กลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดหมายการชุมนุมกดดันรัฐบาล ว่าจะใช้วันและสถานที่ใดควบคู่ไปกับการดำเนินงานในสภา

เพื่อไทยแฉแหลกรบ.จับมือกองทัพ จัดงบลับทำลายเสื้อแดง

อย่างไรก็ดีประเด็นร้อนดังกล่าว ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีความตั้งใจจะกลับมายังประเทศไทยเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยณัฐวุฒิ กล่าวว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีการดำเนินการหลายๆ ด้าน อาทิ ทางกฎหมาย และในสภาผู้แทนราษฎรและด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ตนมีข้อมูลสำคัญที่จะขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลชุดนี้ และนายทหารใหญ่บางนาย ซึ่งตนมีเอกสารเป็นสำเนาพาวเวอร์พอยท์ ในการประชุมฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกซึ่งประชุมเมื่อต้นปี 2552 โดยมีการสรุปเนื้อหาสาระโครงการดังกล่าวเป็นการใช้งบลับของรัฐบาลในการ ดำเนินงาน ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการมี 4 ข้อหลักๆ ดังนี้ 1.ปกป้องและเทิดทูนให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความสามัคคี 2.ช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน3.สร้างความเข้าใจ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ของประชาชนในชาติโดยใช้แนวทางสันติวิธี และ 4.สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ โดยทราบมาว่าโครงการในลักษณะนี้ เป็นการสร้างความสามัคคี ไม่น่ามีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะดำเนินการโดยทางลับ นอกจากนี้ ที่สำคัญมีรายงานบันทึกแนบท้ายการประชุมว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ฉะนั้น ในกรณีนี้หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้จับมือกับผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ โดยมีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับ รัฐบาลเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเกือบ 2,000 ล้านบาท

แกนนำนปช.กล่าวต่ออีกว่า ตนมีความสงสัยที่ต้องการจะสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าทำโครงการนี้โดยบริสุทธิ์ใจทำไมต้องปิดลับ

และต้องโฟกัสเป้าหมายที่กลุ่มคนเสื้อแดง จากข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏในเอกสารทำให้ตนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จับมือนายทหาร ผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคนกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างอิงสถาบันเบื้องสูง เพราะถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องเปิดเผยและทำกับคนทุกกลุ่มทั่วประเทศ ไม่ใช่มุบมิบทำ

พร้อมกันนี้นายณัฐวุฒิกล่าวเปิดเผยว่า ตนได้สอบถามไปยังพี่น้องเสื้อแดงในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ทราบว่า กองกำลังของเหล่าทัพ และกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร( กอ.รมน.)ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับประชาชน ซึ่งตนเข้าใจว่าคือภารกิจนี้ใช่หรือไม่ ตนหวังว่าคำถามทั้งหมดจะได้รับคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ทบ.โยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ"เด็กบิ๊กป็อก"ผงาดถ้วนหน้า

ประชาทรรศน์
07 ก.พ. 2009


อีกหนึ่งโปรโม ชั่น 'ปชป.'คึกสั่งล้างบางสีกากี!! ฟอร์มทีมสางคดีหนุนม๊อบโกเต็กซ์ 'ฆ่าพ่อหัวโจกพันธมารเชียงใหม่-มิคสัญญีจ.อุดร' สั่งรื้อคดี ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ สั่งตร.ทีมใหม่จับตาเข้มเสื้อแดง อ้างหวั่นป่วนเมืองวันวาเลนไทน์ 'หมอท็อป'กร้าวปัดแทรกแซงทางการเมือง โดดป้องรับยัน'เทพเทือก'ไม่มีเอียว แจง'ผัวแม่เลี้ยงติ๊ก'เพราะความเหมาะสม ด้าน 'เทพเทือก'ยันย้าย'สุชาติ'ปชป.ไม่มีเอี่ยว 'สุชาติ' รับสภาพถูกเด้งไปภูธร ทบโยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ "เด็กบิ๊กป็อก"ผงาดเพียบ


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลายตำแหน่งจากการประชุมคณะกรรมการข้า ราชการตำรวจ(ก.ตร.)ว่า ทางพรรคได้ทราบว่าการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสม ความสามารถ และระบบคุณธรรมโดยเคร่งครัด ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกหรือสร้างความขัดแย้งให้สถาบันตำรวจเกิดการแตกแยก กัน เนื่องจากมีความจำเป็นที่คดีความสำคัญๆหลายเรื่องต้องได้รับการสะสางให้ได้ ข้อยุติ ไม่ว่าจะเป็นคดีการฆ่าบิดาของผู้จัดรายวิทยุชุมชนฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำ กรณีการทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จ.อุดรธานีซึ่งมีการบันทึกเทปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน กรณีการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ที่ถือเป็นกรณีใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลก รวมทั้งก็ดูเหมือนว่า ขณะนี้มีการเตรียมใช้ความรุนแรงในการชุมนุมของกลุ่มนปช.ในวันที่ 14 ก.พ. ด้วย

“ดังนั้นการจัดวางตำแหน่งภายใต้การประชุม ก.ตร.จึงคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสมและความสามารถระบบคุณธรรมของผู้ที่จะรับผิดชอบคดีความต่างๆใน เรื่องที่สังคมรอว่าผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งนอกเหนือจากคดีชิปปิ้งหมูและการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว” โฆษกพรรคปชป.ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู จตร.(สบ.8) เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซึ่งเป็นสามีของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู “แม่เลี้ยงติ๊ก” และมีความสนิทสนมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคปชป.มีส่วนผลักดันการแต่งตั้งหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่าพล.ต.ท.ไถง ได้รับราชการตำรวจมาก่อนที่ภรรยาจะเริ่มทำงานการเมือง และการก้าวขึ้นมาในพรรคในขณะที่พรรคดำรงตำแหน่งเป็นฝ่ายค้านด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นระบบคุณธรรมที่ทำด้วยความรู้ความสามารถของพล.ต.ท.ไถงเอง

เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าสังคมจะมองว่าพรรคปชป.ก็มีโยกย้ายข้าราชการสำคัญเช่นเดียวกับ สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล โฆษกพรรคปชป. กล่าวว่า จริงๆ ถ้าเปรียบเทียบกันตรงๆ ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ลองพิจาณาดูว่าก่อนหน้านี้ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงก็มีแค่ นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนเดียว แต่ในส่วนของรัฐบาลในอดีตๆไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลังประชาชนหรือไทยรักไทยนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายและแทรกแซงระบบทำงานของทางราชการ ทุกคนพูดตรงกันว่าไม่เคยเห็นการดำเนินการอย่างกว้างขวางและแทรกแซงอย่างนั้น มาก่อน ซึ่งเทียบกันไม่ได้ ผมยืนยันว่าในหลักของการดำเนินการต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังผลทางการเมืองในอดีต เห็นได้ชัดว่าระบบราชการถูกแทรกแซงมาโดยตลอด

'เทพเทือก'ยันย้าย'สุชาติ'ปชป.ไม่มีเอี่ยว

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยืนยัน การเตรียมโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว จากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 รวมทั้งการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามี นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ แม่เลี้ยงติ๊ก อดีต ส.ส.แพร่ พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคนใหม่ ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และทางพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีส่วนได้เสียจากการโยกย้ายในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี นายสุเทพ ได้หลีกเลี่ยงจะให้เหตุผลถึงการเตรียมโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ ในครั้งนี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรที่หน้ารัฐสภา หรือไม่ โดยกล่าวเพียง ขอให้ไปติดตามรับฟังการชี้แจง จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทน

ด้านนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ยืนยัน โผการโยกย้ายในครั้งนี้ ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เคยมีการหารือกับนายสุเทพ ในรื่องดังกล่าว มาก่อนหน้านี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ตนเองเชื่อว่า พล.ต.ท.ไถง จะสามารถทำงานพิสูจน์ความสามารถได้ในที่สุด


'สุชาติ'ปลง!ถูกเด้งไปภูธร

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันไม่รู้สึกน้อยใจที่ถูกไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เนื่องจากตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้ายของการดำรง ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และต้องไปปฏิบัติหน้าที่ยังสถานที่ใหม่อย่างเต็มที่เช่นกัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่จากที่เคยได้ปฏิบัติงานมา ถึงแม้ว่าพื้นที่ทางภาคอีสานจะมีกลุ่มเสื้อแดงไม่ถือว่าเป็นปัญหา

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง จะมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจาก พล.ต.ท.วรพงษ์ เป็นคนเก่งและทำงานดีมาตลอด

เพื่อไทยซัดโยกตร.รับลูกสกัดเสื้อแดง

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจโดยเฉพาะการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ซึ่งเป็นสามีของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของนายสุเทพ เทิอกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีว่า มองว่า การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลชุดนี้เป็นเรื่องที่น่าอายและสะท้อนให้เห็นว่าการ ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการที่ทำงานโดยชอบธรรม ไม่ได้เป็นผลมาจากสมัยของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนแน่นอน

"ผมรู้สึกเห็นใจข้าราชการที่ต้องมารับเคราะห์เพราะรัฐบาลหวัง สร้างอำนาจให้กับตัวเอง ทั้งนี้การย้ายตำรวจบางตำแหน่ง เช่น พล.ท.ไถง และ ผบช.ภ.5 ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับผมและพรรคเพื่อไทย ตรงกันข้าม กับรู้สึกสมเพชและคิดว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังดำเนินการในลักษณะเช่นนี้อีกไม่นานจะได้รับผลสะท้อนจากการกระทำของตัวเอง " นายจตุพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการโยกย้ายตำรวจหวังสลายอำนาจพรรคเพื่อไทยและสกัด กลุ่มคนเสื้อแดง นายจตุพร กล่าวว่า เป็นความคิดของคนโง่ ที่จะใช้อำนาจมากกดดัน ประชาชน ซึ่งมองว่า รัฐบาลจะถูกแรงต้าน จากประชาชนมากขึ้น จนทำให้ประชาชนต่อต้านในที่สุด ดังนั้น อยากฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าคิดผิดในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองคิดว่าจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะประชาชนจะเห็นธาตุแท้ของประชาธิปัตย์ที่เปลือยกายอย่างล่อนจ้อนออกมา ว่ามีจุดประสงค์อย่างไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นมากกแล้ว ครั้งนี้จึงต้องยอมรับการวิจารณ์อย่างหนัก ส่วนในรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ไม่เคยโยกย้ายข้าราชการเพื่อหวังแทรกแทรงการเมือง แต่พิจารณาโดยความเป็นธรรม ไม่ใช่เอาสามีคนในพรรคมามีอำนาจ

ปูดอีกจ้องทุบเพื่อไทย

ด้าน นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวในกรณีเดียวกันว่า เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งการตั้งมีตำรวจบางนายใกล้ชิดกับนักการเมืองเข้ามาคุมในตำแหน่งต่างๆนั้น คิดว่าส่วนหนึ่ง เพราะต้องการให้เข้ามาจัดการเรื่องคดีที่สามารถจะดำเนินการกับพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมเคลื่อนไหวกดดัน รัฐบาล ซึ่งมองว่าถ้ารัฐบาลหวังจะจัดการกับคนเสื้อแดงด้วยการสกัดกั้นประชาชนจะยิ่ง สร้างแรงต่อต้าน และเร่งอุณหภูมิแตกหักทางการเมืองให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้ประชาชนเลือกแล้วว่าจะสนับสนุนใคร ดังนั้น อยากให้รัฐบาลทบทวนการทำงานให้รอบคอบก่อนที่จะดำเนินการใด

โยกย้าย 130 ผบ.พันทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 39/2552 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน หรือการโยกย้ายนายทหารระดับ ผบ.พัน ทั่วประเทศ จำนวน 130 คน โดยลงนามในคำสั่งตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา พร้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ

โดยตำแหน่งสำคัญที่มีการปรับย้ายประกอบด้วย พ.อ.วิรัฏฐ์ วงษ์จันทร์ รองเสธ.พล.1 รอ.(ตท.23) เป็น รอง ผบ.ร.11 รอ. พ.อ.ธนสิน สุขโข รองเสธ.พล.1 รอ. (ตท.23) เป็น รอง ผบ.ร.11 รอ. พ.อ.รวิศ รัชตะวรรณ ผบ.ร.11 พัน.3 รอ. (ตท 27) เป็น เสธ.ร.11 รอ. พ.ท.นรภัทร กังวาลไกล หน.ฝยกพล.1 รอ.(ตท.28) เป็น ผบ.ร.11 พัน.3 รอ. พ.ท.จักรชัย ศรีคชา รองเสธ.ร.11 รอ. (ตท 28) เป็น ผบ.ร.11 พัน.2 รอ.

พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผบ.ร.1 พัน.3 รอ. (ตท 27) ซึ่งมีความใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขยับขึ้นเป็น รอง เสธ.พล.1 รอ. พ.อ.พงศ์กร อาจสัญจร หน.ฝยก.พล.1 รอ.(ตท.29)เป็น ผบ.ร.1 พัน.3 รอ. พ.อ.ศักดิ์ศรี งอยปัดพันธ์ เสธ.ร.31 รอ. (ตท.23) เป็น รองผบ.ร.31 รอ. พ.ท.อัศวิน บุนนาค หน.ฝกร.พล.1 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ร.31 พัน.1 รอ. พ.ท.วรการ ฮุ่นตระกูล ผช.ผู้ประสานงานการยิงสนับสนุน ป.1 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน.31 รอ.

พ.อ.ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ รองเสธ.พล.2 รอ.(ตท.22) เป็น รองผบ.ร.2 รอ. พ.ท.พิษณุพงศ์ รอดศิริ หน.ฝยก.พล.ร.2 รอ.(ตท.27) เป็น ผบ.ร.2 พัน.3 รอ. พ.ท.สุทธิชัย ศรลัมพ์ รองเสธ.ร.21 รอ.(ตท.29) เป็น ผบ.ร.21 พัน.3 รอ. พ.ท.วิรัตน์ คำวิลัย หน.ฝขว.พล.ร.9 (ตท.27) เป็น ผบ.ร.9 พัน.3 พ.ท.พิทยากูล โพธิสุวรรณ ผช.ผู้ประสานการยิงสนับสนุน ป.9 (ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน.9 พ.อ.ไพรัช โอราฬไพบูลย์ เสธ.ช.1 รอ.(ตท.25) เป็น ผบ.ช.พัน.112

พ.อ.ธเนศ วงศ์ชะอุ่ม รองเสธ.พล.ร.6 (ตท.21) เป็น รองผบ.ร.6 พ.ท.ประจวบ มูลประดับ หน.ฝกพ.พล.ร.6(ตท.25) เป็น ผบ.ร.6 พัน 1 พ.ท.สฤษดิ์ สิงหโยธิน หน.ฝกร.พล.ร.6 (ตท.25) เป็น ผบ.ร.6 พัน 2 พ.ท.สมภพ ภาระเวช หน.ฝยก.พล.ร.6 (ตท.29) เป็น ผบ.ร.23 พัน 4 พ.อ.พีรพงษ์ เมืองบุญชู รองเสธ.มทบ.21 (ตท.19) เป็น รอง ผบ.ม.6

พ.ท.เจษฎา เงินกอบทอง ผบ.ร.7 พัน.1 (ตท 24) เป็น ผบ.ร.7 พัน 5 พ.ท.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร ผบ.ร.17 พัน.3 เป็น ผบ.ร.7 พัน 1 พ.ท.สุจินต์ ทรัพย์สิน หน.ฝกบ.พล.ร.4 (ตท.29) เป็น ผบ.ร.17 พัน 3 พ.อ.บรรณวัฒน์ พรหมจรรย์ ผบ.กรมทหารพราน 31 (ตท.23) เป็น รองผบ.ร.17 พ.อ.จรัส ปัญญาดี ผบ.นศท.มทบ.32 (ตท.22) เป็น ผบ.กรมทหารพราน 31 พ.ท.นพดล วัชรจิตบวร ผบ.ม.พัน.9(ตท.26) เป็น ผบ.กรมทหารพราน 35 พ.ท.กฤติ พันธะสา ผช.ฝอ.5 ทภ.3 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน 9

พ.อ.ยงยุทธ เหล่าเขตร์การ ผบ.ม.พัน.12 (ตท.24) เป็นรอง ผบ.ม.2 พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ ผบ.ส่วนแยก บชร.3 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน 12 พ.อ.ประเสริฐ ขวัญชัย รองผบ.กรม.พัฒนา 4 (ตท.21) เป็น รองผบ.ร.25 พ.ท.สายน้ำ พินิจอักษร หน.ฝยก.พล.ร.15 (ตท.28) เป็น ผบ.ร.152 พัน 2 พ.ท.เฉลิมพงศ์ คงบัว ผช.ฝยก.ทภ.4 (ตท.27) เป็น ผบ.ป.พัน 5 พ.ท.วัชระ ฉ่ำแสง นายทหารฝ่ายบริการ บชร.4 (ตท.27) เป็น ผบ.ม.พัน16 พ.ท.อุดมศักดิ์ ประสพศรี หน.ฝ่ายกรรมวิธีข้อมูล รพศ.1 (ตท.29) เป็น ผบ.ส.พัน 3 รอ.

พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ เสธ.ม.4 รอ.(ตท.21) เป็นรองผบ.ม.4 รอ. พ.อ.โฆษิต ชินวลัญช์ เสธ.จทบ.สระบุรี (ตท.23) เป็น รองผบ.ม.1 รอ. พ.ท.อุดม แก้วมหา หน.ฝยก.พล.ม.2 รอ.(ตท 27) เป็น ผบ.ม.พัน 29 รอ. พ.ท.พนาเวศ จันทรังษี ผบ.ม.พัน 1 รอ. (ตท.25)เป็น ผบ.ม.พัน 1 รอ. พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา หน.ฝขว.พล.ม.2 รอ. (ตท26) เป็น ผบ.ม.พัน 11 รอ. พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผบ.ม.พัน.29 รอ.(ตท.26) เป็น ผบ.ม.พัน 3 รอ. พ.ท.อภิชาติ กุลรวิวรรณ หน.ฝ่ายกรรมวิธีข้อมูล พล.ปตอ.(ตท.30) เป็น ผบ.ปตอ.พัน 7 พ.ท.สุริยน เมธีวรรณกุล หน.ฝกบ.พล.ป. (ตท.29) เป็น ผบ.ป.พัน 721

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทหารส่วนใหญ่ที่ถูกโยกย้ายไปกินตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนายทหารคนสนิทขิง พล.อ.อนุพงษ์ รวมไปถึง พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ เจ้าของฉายาผู้พันขนมจีนแกงไก่ ที่เคยสร้างปรากฎการณ์ตบเท้าเข้าคูหาครั้งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

Gliese 581 c ดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะ เผยมีลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกับโลก

นักดาราศาสตร์เฮ! พบซูเปอร์เอิร์ท ร่องรอยบ่งชี้อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัย

นักดาราศาสตร์เนื้อเต้น เป็นครั้งแรกที่พบ 'ซูเปอร์เอิร์ท' ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลที่มีอุณหภูมิและลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึง กับโลก แต่มีขนาดใหญ่กว่า และน่าเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.6 เมตรของหอสังเกตการณ์ยุโรปตอนใต้ (European Southern Observatory) ในลาซิญญา ชิลี ที่มีอุปกรณ์พิเศษในการแยกแสงเพื่อตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของความยาวคลื่น ซึ่งอาจเปิดเผยถึงการมีอยู่ของโลกอื่นๆ

สิ่งที่พบคือ ดาวเคราะห์ดังกล่าวโคจรรอบดาวฤกษ์ Gliese 581 ซึ่งเป็นดาวแคระแดงขนาดพอๆ กับดาวเนปจูน แต่เล็กกว่า ให้แสงสว่างน้อยกว่า และเย็นกว่าดวงอาทิตย์ และอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง แต่ดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจไม่หมุนรอบตัวเอง อยู่ห่างออกไป 20.5 ล้านปีแสง (120 ล้านล้านไมล์) ถือเป็นดาว 1 ใน 100 ดวงที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าโลก 1.6 เท่า

สเตฟาน ยูดรี จากหอสังเกตการณ์เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และเป็นผู้เขียนหลักของเอกสารรายงานการค้นพบนี้ ระบุว่าดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ขณะนี้ถูกเรียกว่า 581 c หนักกว่าโลก 5 เท่า และมีรัศมีใหญ่กว่าโลก 1.5 เท่าเท่านั้น จากแบบจำลองทำให้คาดได้ว่า พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจเป็นก้อนหินเหมือนโลกของเรา หรือปกคลุมด้วยมหาสมุทร

ไมเคิล เมเยอร์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจนีวา ซึ่งเป็น 1 ใน 11 นักวิจัยยุโรปในทีมที่ค้นพบดาวดวงนี้ บอกว่านี่เป็นก้าวย่างสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตในจักรวาล แต่ยอมรับว่ายังมีอีกหลายคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ

เมเยอร์เสริมว่า ตามทฤษฎี 581 c มีชั้นบรรยากาศ แต่ยังไม่รู้ชัดว่าเป็นแบบใด ซึ่งหากหนาเกินไปก็จะทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีอุณหภูมิสูงเกินไป กระนั้น ทีมนักวิจัยเชื่อว่า อุณหภูมิเฉลี่ยน่าจะอยู่ระหว่าง 0-40 องศาเซลเซียส หมายความว่าอาจมีน้ำ และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

ซาเวียร์ เดลฟอสซี สมาชิกทีมจากมหาวิทยาลัยเกรอน็อบ ฝรั่งเศส เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงใหม่อาจเป็นเป้าหมายสำคัญมากสำหรับการสำรวจอวกาศใน อนาคตเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ดาวเคราะห์ดวงนี้ซึ่งอยู่นอกระบบสุริยะ (exoplanet) เป็นดาวเคราะห์ดวงเล็กที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา โคจรรอบดาวฤกษ์แม่โดยใช้เวลาเพียง 13 วัน และอยู่ใกล้หมู่ดาวฤกษ์แม่มากกว่าที่โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ 14 เท่า

การค้นพบล่าสุดนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมากในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในบรรดาดาวเคราะห์ที่ค้นพบนอกระบบสุริยะจักรวาลทั้งหมด 220 ดวง ส่วนใหญ่มีอุณหภูมิไม่ร้อนเกินไปก็เย็นเกินไป หรือไม่ก็เป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์เหมือนดาวพฤหัส ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

แต่ดาวเคราะห์ดวงใหม่อยู่ใน 'เขตแดนโกลดิล็อกส์' ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตมีโอกาสอยู่รอด และโดยทฤษฎีแล้วน่าจะเต็มไปด้วยน้ำ

คริส แมกเคย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวดาราศาสตร์จากองค์การนาซาของสหรัฐฯ ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในทีมนี้ บอกว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บน 581 c แต่หมายความว่าดาวเคราะห์ดวงนี้คล้ายโลกในแง่ความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมี ชีวิตอาศัยอยู่

กระนั้น นักดาราศาสตร์หลายคนท้วงว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า 581 c มีน้ำอยู่หรือไม่

ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์สองกลุ่มๆ หนึ่งจากยุโรป และอีกกลุ่มจากสหรัฐฯ แข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นผู้ค้นพบดาวเคราะห์แบบเดียวกับ 581 c นอกระบบสุริยะจักรวาลรายแรก

ซาเวียร์ บอนฟิลส์ จากหอสังเกตการณ์ลิสบอน โปรตุเกส ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ค้นพบ 581 c เผยว่า ทีมของยุโรปใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า HARPS หรืออุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วเชิงรัศมีที่มีความแม่นยำสูงเพื่อการค้นหาดาว เคราะห์ โดยเน้นดาวเคราะห์ที่เหมือนดวงอาทิตย์ เพื่อหาดาวบริวารที่อยู่ห่างดาวแม่ในระยะที่เหมาะสม

อนึ่ง ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ทีมจากยุโรปจะพบ 581 c เมื่อต้นเดือน รายงานฉบับหนึ่งในวารสารแอสโทรไบโอโลจีกล่าวอ้างว่า ดาวแคระแดงเป็นตัวเลือกที่ดีในการค้นหาดาวฤกษ์ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

"ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจค้นพบเพิ่มอีกหลายดวง" บอนฟิลส์ทิ้งท้าย

**********

จะว่าไปแล้ว เรื่องค้นพบดาวดวงใหม่ก็เป็นพล๊อตยอดนิยมของเหล่านักเขียนนิยายแนวไซไฟมา นานนม ทั้งเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลก กาแลกซี่ที่ไม่มีใครรู้จัก หลุมดำ การค้นหาโลกใหม่ การล่าอาณานิคมต่างดาว ฯลฯ

ใน เมื่อโลกที่เราอาศัยอยู่นี่ก็ประสบปัญหามากมายหลายแหล่ ทั้งวิกฤตโอโซน ปรากฏการณ์เรือนกระจก + ภัยพิบัติอีกนานัปการ ก็มาลองคิดกันว่าดาวดวงใหม่นี่จะมีชะตาอย่างไร ถ้า ...

1.มันสามารถเป็นโลกที่สองได้ หมายถึงสภาพแวดล้อมสามารถปรับให้มนุษย์อยู่อาศัยได้

2. นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเทคโนโลยีซึ่งสามารถทำให้มนุษย์เดินทางได้เร็วขึ้น (มากๆ)
**หมายเหตุ** Gliese 581 c อยู่ห่างโลก20.5 ปีแสง
1 ปีแสง = 9,460,528,400,000 กิโลเมตร
ยานอวกาศมนุษย์ บินด้วยความเร็วประมาณ 16 กม/วินาที
1 ปีมี 31,536,000 วินาที x 16 กม/วินาที = 504,576,000 กม./ปี
นำระยะทาง 1 ปีแสงมาหารความเร็วยาน = 18,750ปี
แสดงว่า ระยะทาง 1 ปีแสง จะใช้ยานมนุษย์ บินเป็นเวลา 18,750 ปี
ถ้าระยะทาง 20.5 ปีแสง จะใช้เวลา 384,375 ปี

3. ในเมื่อดาวดวงนั้นใหญ่กว่าโลกขนาดนั้น แรงโน้มถ่วงก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย
คิดจากสูตร F = gMm/r^2 จะได้ แรงโน้มถ่วงที่มากกว่าโลก 1.6 เท่า

อ้างอิง http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5349995/X5349995.html

30 มกราคม, 2552

เผยอีกรายผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ เป็นหญิงสาวอายุ 26

ประชาไท

30 มกราคม 2552 ที่ห้องพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กอง บังคับการปราบปราม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน (สบ2) ตามหมายเรียกพยานในคดีอาญา กรณี “หมิ่นเบื้องสูง” ระหว่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ในฐานะผู้กล่าวหา กับ น.ส....... ผู้ต้องหา (ขอสงวนนาม)



ทั้งนี้ นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ได้เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบครั้งนี้เป็นการให้การตามหมายเรียกพยาน ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของ ส่วนงานต่างๆ ของเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งได้ให้การไปว่า เว็บไซต์ประชาไทได้มีสองส่วนหลักคือส่วนที่ทำหน้าที่เสนอข่าวที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งรับผิดชอบโดยกองบรรณาธิการ และส่วนที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเว็บบอร์ดเพื่อส่งเสริมการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของประชาไทรับผิดชอบในการดูแล มิให้เกิดการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ซึ่งบุคลากรในประชาไทได้ให้ความสำคัญและระมัดระวังอยู่แล้ว



นอก จากนี้ บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ได้สอบถามกลับไปเพื่อทำความรู้จักผู้ต้องหาว่าเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากได้รับหมายเรียกให้เป็นพยาน พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่มีชื่ออยู่ตามหมายเรียกดังกล่าวได้เข้ามาโพสต์ในเว็บไซต์ประชา ไทเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ในชื่อว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” ซึ่งได้สืบสวนพบว่าเป็นเพศหญิง อายุ 26 ปี บุคลิกเรียบร้อย ครอบครัวมีฐานะ ต่อมาได้เข้าทำการจับกุม เมื่อนายชูวัสสอบถามความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาล ซึ่งในชั้นต้นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ต่อมาผู้ต้องหาได้ยื่นอุทธรณ์และได้รับการประกันไปในที่สุด



จาก การสอบถามถึงข้อมูลของผู้ต้องหาคดีนี้เพิ่มเติมกับน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเว็บบอร์ด นางสาวจีรนุช เปิดเผยว่า ในระบบทะเบียนของประชาไทไม่มีผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” เป็นไปได้ว่า ผู้ต้องหาอายุ 26 ปีรายนี้จะเป็นผู้อื่นที่นำข้อความของผู้ใช้นามว่า “บ็อฟฟาโล่ บอย” มาโพสต์ไว้มากกว่า ซึ่งความชัดเจนคงไม่สามารถหาได้ เนื่องจากคดีในลักษณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งทำให้สาธารณชนตรวจสอบการดำเนินคดีได้ลำบาก



อย่าง ไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับหมายเรียกพยาน ประชาไทได้พยายามสืบหาผู้ต้องหารายนี้ และได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในทัณฑสถานหญิงกลางว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้

'ณัฐวุฒิ'ของขึ้นจวก'เทือก'อย่าเมินคดีม็อบสามานย์

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009





'ณัฐ วุฒิ' สีบ'เทือก' ไร้ความชอบธรรมสั่งไล่บี้เสื้อแดง ตอกหน้ารบ.เร่งเอาผิดม็อบโกเต็กซ์ 'สุชาติ' เลือดขึ้นหน้าลั่นยอมไม่ได้ม็อบแดงเดือนเข้ายึดทำเนียบ ด้าน'เสื้อ แดงอุดร' ลั่นพร้อมลงกทม.วันนี้ จัดรถทัวร์ 8 คัน สมทบสนามหลวง'ขวัญชัย' ประกาศจุดยืน ไม่ขอสังฆกรรมสนามหลวง ย้ำไม่ขอตามรอยความเลวพันธมิตรฯ 'เทพเทือก'โว ตรึงกำลังเข้ม นปช.บุกทำเนียบไม่ได้แน่ เร่งสังการผบ.ตร.ห้ามเมินหน้าที่ ดำเนินการตามหลักสากล'พัชรวาท'เรียกทุกหน่วยรับมือคุมม๊อบเสื้อแดง 'ทักษิณ' อาสาเป็นกาวใจ ยกหูเคลียร์ ขวัญชัย-จตุพร!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.) ที่ทำเทียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเข้ายึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกเป็นห่วงหรือกังวล แต่ไม่ได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรี กรณีกลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ว่า ได้สั่งการไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ชัดเจนว่า ต้องไประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเพื่อระดมกำลังมาควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฏหมายต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเลย

สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขอกำลังทหารเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กำชับกับทางตำรวจไปแล้ว ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งถ้ากำลังตำรวจไม่พอ ก็ขอกำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้เลย และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้ทรัพย์สิน เอกสารทางราชการได้รับความเสียหาย เหมือนสมัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะไม่สามารถเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลได้ ซึ่งวันนี้ทาง ผบ.ตร.จะนัดฝ่ายตำรวจ ประชุมวางมาตรการดูแลการชุมนุม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลา 14.00 น.

อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ได้กำชับตำรวจให้ทำตามกฎหมาย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งตำรวจจะมีแนวทางการทำงานอยู่ และยืนยันไม่ได้มีการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง และไม่มีการคาดโทษหากผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล แต่จะไม่ยอมให้ตำรวจละเลยไม่รักษากฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกเข้ามาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องไปถามรัฐบาลที่แล้ว เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลก็มีวิธีการของตน ซึ่งถ้ามีอะไรที่ทำผิดกฎหมาตำรวจต้องจับกุม ถ้าไม่จับก็จะจัดการกับตำรวจ

'ณัฐวุฒิ' 'เทพเทือก'จี้เอาผิดม็อบโกเต็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้ร่วมดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวตอบโต้นายสุเทพ ว่าไม่มีความชอบธรรมจะพูดจาหรือดำเนินการใดๆ ต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันนั้น รักประชาธิปไตยและประเทศไทยไม่น้อยไปกว่านายสุเทพ นอกจากนี้ยังกล่าวต่อ ให้นายสุเทพใช้เวลาในการดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดกับกลุ่มคนที่สร้างความ เสียหายให้กับประเทศก่อนหน้านี้จะดีกว่า

อีกทั้งนายณัฐวุฒิยังกล่าวเสริมอีกว่า ได้รับข้อมูลมาว่า หากผู้ประกอบการรถเช่า หรือรถทัวร์ต่างจังหวัด ที่ให้บริการกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ อาจจะมีปัญหาในการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการรถเช่า ทั้งนี้ยังมีการส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เพื่อกดดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงลังเลใจในการเข้าร่วมชุมนุม


'ขวัญชัย'ยันไม่ตามรอยพันธมิตรฯ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรัดอุดร ได้โทรศัพท์สายตรงมาจาก จ.สุพรรณบุรี ผ่านคลื่นชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม97.50เมกะเฮริตซ์ เพื่อแสดงจุดยืน โดยขอสงวนท่าทีไม่นำสมาชิกชมรมคนรักอุดรเข้ากรุงเทพมหานครในวันที่ 31 ม.ค.นี้ พร้อมย้อนถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปยึดและชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วคนเสื้อแดงจะไปเลียนแบบพันธมิตรฯ ทำไม และในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและส.ส. โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้คุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ให้กำลังใจให้รักษาฐานที่ จ.อุดรธานี เอาไว้และรักษามาตรฐานคนเสื้อแดงเหมือนอดีตที่เคยทำมา

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายขวัญชัยจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ขอให้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประจำสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

'ทักษิณ'เป็นกาวใจโทรฯเคลียร์ผสานเสื้อแดง

ขณะนี้ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ออกอากาศผ่านทางคลื่น FM 97.50 เมกกะเฮริตซ์ ทำความเข้าใจกับ สมาชิกชมรมคนรักอุดร ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวระหว่างผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์กับ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่มีการปะทะคารมกันทางสื่อมวลชน ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวมของคนเสื้อแดง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกับ นายขวัญชัย และ นายจตุพร แล้ว

เสื้อแดงอุดรฯยกทัพ 600 คนเข้ากทม.

ฟากชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้ส่งคนเสื้อแดงจาก จ.อุดรธานี เข้ามาสมทบยังกรุงเทพฯแล้ว โดยเป็นรถทัวร์จำนวน 8 คัน บรรจุได้กว่า 400 คน และจะเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในค่ำวันนี้อีก 200 คน เพื่อไปสมทบกับคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ได้ต้องการไปไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะแต่อย่างใด

ท้ายสุดนี้นายวันชัย เงินศรี แกนนำและผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้มีประชาชนลงชื่อเป็นจำนวนมากที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางลงกรุงเทพฯใน ครั้งนี้ ซึ่งหลังเสร็จงานนี้สิ้นแล้วแล้วคนรู้ใจอุดรธานีจะตั้งเวที ที่ สนามทุ่งศรีเมือง โดยจะเชิญ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มาปราศรัยใหญ่ที่ จ.อุดรธานี

ชาวลำปางขนไข่เข้ากรุง

ด้านประชาชนชาวลำปางกว่า 200 คน ได้สวมเสื้อแดงเตรียมขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อจะเดินทางไปกับขบวนรถไฟที่ 102 เชียงใหม่ - กรุงเทพมหานคร เป็นขบวน รถไฟฟรี 6 โบกี้ โดยทุกคนจะสวมเสื้อแดงเพื่อแสดงพลัง และไปร่วมกับชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางมีอายุประมาณ 35 - 45 ปี และ นำสัมภาระเป็นเสื้อผ้า และเครื่องใช้ส่วนตัว ซึ่งสามารถพักค้างแรมได้ประมาณ 3 - 4 วัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามรายงานของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง มีประชาชนชาวลำปางเดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,200 คน สำหรับกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อ ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปที่สถานีรถไฟให้ทราบว่า การเข้าร่วมชุมนุมและเดินทางครั้งนี้ ไม่มีการพกอาวุธ หรือสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ว่าชาวเสื้อแดงลำปางส่วนใหญ่นำไข่ไก่ติดตัวไปด้วย และแกนนำประกาศขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงทุกคน ดูแลรักษาไข่ของตนเองให้ดี เพื่อไม่ให้ไข่เกิดแตก เพื่อจะใช้ในการชุมนุมครั้งนี้

ผบ.ตร.เรียกทุกหน่วยถกด่วนรับมือเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 14.00 น.ของวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จะเข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบ ร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาล ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่นัดรวมพลชุมนุมใหญ่วันเสาร์นี้ ที่ท้องสนามหลวง พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ภายหลัง พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีหนังสือคำสั่งเรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานความมั่นคง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ผู้บังคับการตำรวจจราจร และผู้บังคับการอำนวยการ ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพล เพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นภารกิจหน้าที่ของตำรวจนครบาลโดยตรงในการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ตัวแทนจากกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และปลัด กทม. พร้อมคณะทำงาน เข้าประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารดังกล่าวด้วย

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงจะมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวัน ที่ 31 ม.ค.2551 ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีจริงหรือไม่ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานจากแกนนำ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น.จะมีการประชุมหารือ เพื่อวางมาตรการในดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกทม. ทหาร มาร่วมหารือ ทั้งนี้ การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หากชุมนุมโดยปราศจากอาวุธก็สามารถทำได้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากจะมาปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเราคงยอมไม่ได้ ส่วนกำลังจะใช้จำนวนเท่าไหร่นั้น ต้องรอผลสรุปในที่ประชุม

นปช.บุกสถานฑูตเวียดนาม

นายวีระ มุสิกกพงษ์ พร้อมด้วย นายจักรภพ เพ็ญแข และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ได้ยื่นหนังสือกับ เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเวียดนาม ซึ่งเป็นสถานทูตแห่งสุดท้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดย นายวีระ กล่าวว่า จนและแกนนำคนอื่น ๆ ได้ทำหน้าที่ชี้แจงตามสถานทูตต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อย่างครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากนี้ไป ตนจะกลับไปเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสถานหลวง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ จะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก

กลาโหม แจงทหารไม่แทรกแซง

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ว่า หากตำรวจต้องการให้ทหารช่วยก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานและเดินหน้าไปด้วยดี จึงขอฝากประชาชนทุกฝ่ายช่วยกันทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อยสัก ระยะหนึ่ง ซึ่งหากมีอุปสรรคอะไรค่อยมาว่ากัน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายจตุพร ระบุว่า กองทัพบกส่งทหารเข้าไปแทรกซึมอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงนั้น พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ทหารไม่ทำเช่นนั้น ทหารจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของใคร แต่เรื่องติดตามสถานการณ์ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องดูแลอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสงบในประเทศให้มากที่สุด ต่อข้อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดการปะทะกันหากใช้กฎหมายเข้มงวด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกัน คนไทยด้วยกันต้องพูดจากัน ไม่มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง และคิดว่าไม่น่ามีมือที่สาม

'นกคุ่ม' ยันรบ.ไม่ปรารถนาความรุนแรง

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทางเจ้าหน้าที่คงจะมีการเตรียมการประเมินและมีแผนรองรับสถานการณ์อยู่ แล้ว และรัฐบาลไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ซึ่งมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแล รับผิดชอบ อีกทั้งทางกลุ่มเสื้อแดงเองก็ได้ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวโดยที่จะไม่ทำอะไรให้ ผิดกฎหมาย ดังนั้นการที่จะมีการบุกทำเนียบคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการเข้ามาในทำเนียบเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ซึ่งคนที่เป็นแกนนำก็เคยกล่าวหาคนอื่นว่าบุกรุกทำลายสถานที่ราชการและแจ้ง โทษฐานเป็นกบฎอีกด้วย ฉะนั้นวันนี้แกนนำคงจะรู้ว่าแนวคิดที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้อย่างไรก็คงไม่ทำ อย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการบุกรุกเข้ามาจริงจะมีการสลายการ ชุมนุมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คงมีแผนอยู่แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ความจริงรัฐบาลไม่ปราถนาที่จะใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นและไม่ใช้ความรุนแรงใน การสลายการชุมนุมอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องรักษากฎหมายไว้อย่างเคร่งครัด ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทางแกนนำยังมีเวลาที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่ทำนั้น เป็นประโยชน์ของบ้านเมืองหรือเป็นเพียงตอบสนองความต้องการของคนบางคนเท่า นั้นโดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

ขู่DTVห้ามสร้างแรงกระเพื่อม

เมื่อถามว่า จะมีการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงผ่านดีทีวี และมีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมจะมีการดูแลอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามปกติแล้วการเสนอข่าวสื่อทุกฝ่ายก็ทำอยู่แล้ว แต่หากเป็นไปในลักษณะมีการปลุกระดมกัน ตามที่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงออกมาคือมีวิทยุชุมชนหลายที่ที่กำลังใช้วิธี การปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จในการสร้างความเข้าใจผิดและปลุกระดม ประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามอยู่

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ เนื่องจากขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็อย่าไปทำอะไรที่กระทบกับความสงบเรียบร้อย แต่เรื่องวิทยุชุมชนที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง สัปดาห์หน้าตนได้เชิญทางอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ไว้ แล้ว อีกทั้งเมื่อวานก็ได้มีข้อมูลวิทยุชุมชนที่มีการปลุกระดม และมีเทปให้ฟัง และตนได้ฟังเอง ซึ่งก็มีข้อความชัดเจน ที่ส่งมาจาก จ.อุดรธานี ก็มีข้อมูลมาเรื่อยๆ ส่วนในกรุงเทพฯกับปริมณฑลในตอนนี้มีคนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของ DTV มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมงตรงนี้จะดำเนินการหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากดำเนินการไปโดยไม่มีอะไรผิดกฎหมายคงไม่เป็นไร แต่หากผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายรักษากฎหมายต้องไปดำเนินการ แต่เท่าที่ฟังจากนายอดิศร เพียงเกษ แถลงข่าวเมื่อวาน (29 ม.ค.) ก็พูดว่าจะทำหน้าที่สื่อตามปกติ ซึ่งตนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้มีอะไรแอบแฝงในลักษณะที่ทำให้ก็ไม่ควรที่จะทำให้เกิดความเสีย หายกับบ้านเมืองขึ้นมาก่อน

งบกลางปีติดลบ 'คลัง'ก้มหน้าถังแตก 3แสนล้าน!!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คลังก้มหน้ายอมรับ กระเป๋าใกล้แบน เผยยอดเม็ดเงินรายได้รัฐไม่เข้าเป้าตกฮวบร้อยละ16 ขาดทุนยับ 3 แสนล้าน กรรมาธิการประชาธิปัตย์ ไล่บี้กรณ์แจงตัวเลขให้ชัด ปลัดคลังแนะทางออกเร่งรบ.ใช้มาตรการกระตุ้นเศราฐกิจ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวันนี้(30 ม.ค.) นั้นโดยที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง และคณะเข้าชี้แจง โดยกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ทันในเดือนก.พ. และมี.ค.นี้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจติดลบถึงร้อยละ 3
โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 พบว่ารัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 16 ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์รายได้ตลอดปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 132,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียงร้อยละ7.9 โดยมีการตั้งรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังสำหรับงบกลางปีไว้จำนวน12,900 ล้านบาท จากรายได้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และรายได้จากผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างซักถามถึงสาเหตุของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เช่น งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ที่ผู้รับเหมาต่างยังไม่ได้รับเงิน ขณะที่นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ ในฐานะกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงการคลังชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนทราบ เชื่อว่าเหตุที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ เป็นเพราะประเทศไทยไม่มีเงินคงคลัง มีแต่เพียงตัวเลขลอยๆ เท่านั้น จึงอยากทราบว่าความจริงขณะนี้เงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนเท่าใด


อย่างไรก็ตามนายศุภรัตน์ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้เม็ดเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ดังนั้นการบริหารเงินคงคลังต้องทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งสิ้นเดือนธ.ค. 2551 มีเงินคงคลังเหลืออยู่ 52,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่เงินคงคลังเหลืออยู่ไม่มากเนื่องจากที่ผ่านมาลดการกู้ยืมเงิน จากต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย

ท้ายสุดนี้หากตัวเลขต่างๆ ไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อีก ทั้งนี้กรอบการกู้ยืมเงินมีกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้การขาดดุลงบประมาณทั้งประจำปี และกลางปีมีจำนวนกว่า 340,000 ล้านบาท

คปส.ย้ำชัดล้างบางวิทยุชุมขัดรธน.ชี้3ทางออกรัฐบาล!

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

คปส.สุดทน!เสนอ 3 ทางออก!ให้รัฐบาลยุติส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน-เปิดโอกาสให้กลไกอิสระทำ หน้าที่ปราศจากฝ่ายการเมืองแทรกแซง-พร้อมสนับสนุนให้กำกับดูแลกันเอง ย้ำชัดขัดรธน.-นโยบายแถลงต่อรัฐสภา

จากกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จ้องปิดสถานีวิทยุชุมชนบางแห่งที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล โดยอ้างว่ามีการร้องเรียนและมีหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของ วิทยุชุมชนจำนวน 5 แห่ง ที่อยู่ใน 3-4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และอุดรธานี พร้อมทั้งมอบให้เลขาฯกทช.ประชุมเพื่อพิจารณาร่างระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อดำเนินการเอาผิดกับวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจังนั้น

วันนี้ (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้เรียกร้องให้หยุดส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของรัฐในอันที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับ สิทธิพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น การที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลเรื่องสื่อได้ออกมาส่งสัญญาณให้มีการจับกุมวิทยุชุมชนที่มีความคิด เห็นแตกต่าง หรือคัดค้านการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) เห็นว่าเป็นท่าทีผิดปกติของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลนี้มีนโยบายสำคัญแถลงต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และจะจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองให้สื่อมีเสรีภาพ ปราศจากการแทรกแซง และมีความรับผิดชอบกับสังคมตลอดจนจะดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายอย่าง ถูกต้องเป็นธรรม

ซึ่งประการสำคัญ คือ ในขณะนี้มีกลไกที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือ อนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุ ชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อวิทยุและโทรทัศน์โดยตรง แต่เป็นหน้าที่ของกลไกอิสระตามกฎหมาย ซึ่งไม่ควรถูกแทรกแซงการทำหน้าที่จากทุกภาคส่วน

ดังนั้นคปส. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลยุติการส่งสัญญาณจับกุมวิทยุชุมชน และมีความอดทน อดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การทำงานของรัฐบาล โดยให้คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานในการสื่อสารของประชาชนภายใต้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย

2.ให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้กลไกอิสระได้ทำหน้าที่ โดยไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ไม่สามารถใช้สิทธิที่ จะสื่อสารความเห็นที่แตกต่างได้ และกระบวนการในการกำกับดูแลวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นให้เป็นหน้าที่ของกลไก อิสระตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.ให้รัฐบาลสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองในกลุ่มวิทยุขนาดเล็ก โดยเปิดเวทีให้วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจท้องถิ่น ทุกกลุ่มได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา จรรยาบรรณ ในการกำกับดูแลกันเอง หากรัฐบาลวิตกกังวลว่าจะมีการใช้สิทธิการสื่อสารที่กระทบต่อความมั่นคงของ สังคมหรือเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญรองรับ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (คปส.) ในฐานะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวถึงกรณีที่นายสาทิตย์ ประกาศกวาดล้างวิทยุชุมชนที่มีปัญหา ว่า เข้าใจว่าไม่ว่าพรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลย่อมต้องการจัดการกับสื่อ แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการปิดสถานีวิทยุชุมชนแล้ว เนื่องจากหลังจากที่สนช.ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ทำให้อำนาจที่เคยอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์และสำนักนายกรัฐมนตรีถูกโอนย้ายไป อยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) โดยมีอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ทำหน้าที่วางขอบเขต หลักเกณฑ์กติกา ในการดูแลวิทยุชุมชนระหว่างรอการจัดตั้งคณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ(กสช.)ที่ จะรับช่วงต่อในอนาคต

“รัฐบาลปิดวิทยุชุมชนเองไม่ได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ ม.47 ดังนั้นรัฐบาลอาจจะทำโดยใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือใช้กฎหมายอาญา เข้าไปจัดการซึ่งก็ต้องตีความว่ามาตรการเหล่านี้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.45 ที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นหรือไม่” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ส่วนที่นายสาทิตย์จะหารือกับอนุกรรมการฯนั้น น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า อนุกรรมการฯชุดดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระ อยู่ภายใต้กทช.ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นแม้ว่าสามารถทำได้แต่ก็ต้อง ระวังว่าจะไม่เป็นการแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของอนุกรรมการฯ

บิ๊กบัง ย้ำชัด!ไม่คิดเล่นการเมือง

ประชาทรรศน์
30 ม.ค. 2009

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันยังไม่คิดเล่นการเมืองและตั้งพรรคการเมือง โปรยยาหอมปชป.น่าจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อย ปัด กระแสข่าวคมช.อยู่เบื้องหลังสกัดกั้น'ทักษิณ'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(30มค.)พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปเป็นประธานประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผ่านศึก เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าว ยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้การเมืองไทยดีขึ้น รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นแกนนำที่ดี สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้นเป็นลำดับ ส่วนบทบาทผบ.ทบ.คนปัจจุบัน นั้นตนมองเห็นว่า กองทัพมีความเข้มแข็งดี

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงทราบดีว่า ควรทำอย่างไร เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า ตัดสินใจผิดที่แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมาปฏิวัตินั้น พล.อ.สนธิ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เรื่องผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึง พร้อมปฎิเสธกระแสข่าวว่าคมช.อยู่เบื้องหลังกองทัพเคลื่อนไหวสกัดกั้น พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงกระแสข่าวเดินทางไปพบพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศ