CBOX เสรีชน

25 มกราคม, 2552

เสื้อแดงร้อยเอ็ดบุกยึดเวธีพธม.ขวาง"สมเกียรติ-สมศักดิ์"ปราศรัย


กลุ่มเสื้อแดงจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 2 พันคน ฝ่าแถวตำรวจบุกยึดเวทีพันธมิตรฯร้อยเอ็ด ขวางการไฮปาร์ค"สมเกียรติ-สมศักดิ์" พร้อมยื่นคำขาดหากไม่ออกจากบึงพลาญชัย ไม่รับประกันความปลอดภัย

วันนี้ (24 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากหน้าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด หรือบึงพลาญชัย ที่ตั้งเวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดร้อยเอ็ดว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีกำหนดการจัดเวทีปราศรัยในเวลา 18 .00 น. โดยมีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายไชยวัฒน์ สินสุวงค์ และนายตวง อันทะไชย ส.ว.ร้อยเอ็ด และตัวแทนพันธมิตรจากหลายจังหวัด จะขึ้นเวทีปราศรัยภายใต้แนวทาง "ก้าวสู่ ร้อยเอ็ดภิวัฒน์ พบปะสังสรรค์ ครอบครัวพันธมิตร พี่น้องผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาธิปไตย"

อย่างไรก็ดี กลุ่มเสื้อแดงรักประชาธิปไตยร้อยเอ็ด และแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร้อยเอ็ด มีนายนิสิต สินธุไพร อดีตกรรมการบั้งแต่วานนี้(23 ม.ค.) โดยส่งตัวแทนยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อเรียกร้องไม่ให้อนุญาตตั้งเวทีพันธมิตรฯ

ล่าสุด กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 2,000 คนได้เคลื่อนขบวนจาก 4 มุมเมืองมุ่งหน้าไปยังบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ และได้ฮือฝ่าวงล้อมของตำรวจตั้งแผงกั้นตรึงไว้จำนวน 5 กองร้อย และอีก 1 กองร้อยผสมฝ่ายปกครอง อส. อปพร. และทหาร แต่ต้านทานไม่ได้ ส่งผลให้กลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้ายึดพื้นที่และเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ จนกลุ่มพันธมิตรที่ประมาณ 30 คน นำโดย นพ.ธีรวุฒิ เถาว์ทิพย์ แกนนำพันธมิตรฯ ร้อยเอ็ด ซึ่งควบคุมจัดเวทีปราศรัย ต้องรื้อป้าย และเก็บอุปกรณ์เครื่องดนตรี และอื่นๆ ลงจากเวที ก่อนจะทำรื้อถอนเวทีปราศรัยออก เพราะเกรงจะได้รับอันตราย

จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงได้เข้าคุมพื้นที่ทั้งหมดไว้ได้ และใช้รถเครื่องขยายเสียงปราศรัยโจมตีพันธมิตรฯ และห้ามจัดเวทีที่จังหวัดร้อยเอ็ดเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะได้รับบทเรียนอย่างหนัก ล่าสุด มีรายงานระบุว่าแกนนำเสื้อแดง ปรขยายเสียงปราศรัยโจมตีพันธมิตรฯ และห้ามจัดเวทีที่จังหวัดร้อยเอ็ดเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะได้รับบทเรียนอย่างหนัก ล่าสุด มีรายงานระบุว่าแกนนำเสื้อแดง ประกาศให้เวลา 30 นาทีออกจากสวนสมเด็จฯ ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะไม่รับประกันความปลอดภัย

'เจแปนแอร์ไลน์' อ่วมสั่งพนง.หยุดงาน 2เดือนไร้เงินขวัญถุง

พิษ!เศรษฐกิจ 'เจแปนแอร์ไลน์' เสนอพนักงานหยุดงานไม่รับค่าตอบแทน โฆษกสายการบิน รับ จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางกับบริษัทฯลดฮวบ เผย คาเธย์ แปซิฟิก แอร์เวย์ สายการบินใหญ่สุดของฮ่องกง เสนอให้พนักงานลาหยุดโดยไม่รับค่าแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า จากจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากซึ่งเป็นผลกระทบที่มาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้เจแปน แอร์ไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล สายการบินใหญ่สุดของเอเชีย ซึ่งมีพนักงานประมาณ 16,200 คน ต้องหาทางประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด ซึ่งล่าสุดได้เชิญชวนให้พนักงาน 16,200 คน ที่อยู่ในสายงาน การบริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ เข้าโครงการหยุดงานแบบไม่รับค่าตอบแทนเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค. ก่อนหน้านี้ทางสายการบินก็ได้ตัดสินใจลดเที่ยวบินไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารน้อยลงอย่างมาก

โดยก่อนหน้านี้ สตีเฟน เพิร์ลแมน โฆษกของเจแปน แอร์ไลน์ เปิดเผยว่า จะขอให้พนักงานของเจแปน แอร์ไลน์ ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นักบิน และพนักงานภาคพื้นดิน ลาหยุดงาน 1 หรือ 2 เดือน โดยไม่รับ�ป

เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจแปน แอร์ไลน์ มีจำนวนผู้โดยสารลดลง 17.6% ซึ่งนับว่า มากที่สุดตั้งแต่เหตุการณ์ระบาดของโรคซาร์สและไข้หวัดนกไ ซึ่งสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเดินทางในปี 2546 ขณะที่ คาเธย์ แปซิฟิก แอร์เวย์ส สายการบินใหญ่สุดของฮ่องกง เสนอให้พนักงานลาหยุดโดยไม่รับค่าแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากนี้เจแปน แอร์ไลน์ ยังมีแผนจะลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลิฟิก แอร์เวย์ส สายการบินใหญ่สุดของฮ่องกง เสนอให้พนักงานลาหยุดโดยไม่รับค่าแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากนี้เจแปน แอร์ไลน์ ยังมีแผนจะลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลงหมื่นล้านเยนในปีงบการเงินปัจจุบัน หลังจากตัดงบส่วนนี้ลงไป 5 หมื่น 2 พันล้านเยนในปีที่แล้ว ด้วยการปลดพนักงานและลดการจ่ายโบนัสและเงินบำเหน็จบำนาญ

23 มกราคม, 2552

กำกับดูแลสื่อ ไม่ใช่บังคับควบคุม !



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

หลังการเสนอไอเดียที่แสนจะล้าหลัง ในฐานะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสื่อฯ ของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงจัดการกับวิทยุชุมชนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ทำให้องค์กรสื่อ นักวิชาการออกมา “อัด” กันทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้ออกอาการ “เสียงอ่อย” ว่าไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น

ล่าสุดผุดไอเดีย จะจัดการกับ NBT ซึ่งย่อมาจาก (National Broadcasting Television) ว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างโดยหันกลับไปเป็นช่อง 11 ตามเดิม และเปลี่ยนโลโก้ NBT กระทั่งสั่งให้มีรายการถ่ายทอดสดกระทู้ถาม-ตอบของรัฐสภา
เรื่องการปรับ และเปลี่ยนโลโก้ NBT กลายเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความครื้นเครงของคนวงในอีกครั้ง

ดูเหมือนว่า ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ขาดองค์ความรู้ ที่มาที่ไปเกี่ยวกับองค์กรที่ตัวเองบอกว่าจะเข้าไปรื้อสร้างปรับเปลี่ยน อย่างเห็นได้ชัด
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า โลโก้ NBT ไม่ได้เพิ่งถูกนำมาใช้หรือเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นใหม่จากรัฐบาลเดิมที่ผ่านมา ตามที่เจ้าตัวเข้าใจแต่อย่างใด

สืบสาวราวเรื่องได้ว่า ไอเดียของการกำเนิด เกิดขึ้นของ NBT นั้น เกิดจากผู้ใหญ่ในกรมที่ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อขององค์กรนี้มานานแล้ว
เหตุผลในการปรับเปลี่ยนชื่อ ก็คือ เพื่อให้สอดคล้องและเข้ายุคสมัยกับความเป็นไปของสื่อในยุคโลกาภิวัตน์

เพราะในนานาประเทศนั้น สำนักข่าว หรือ บรรดาองค์กรสื่อต่างๆ เขาไม่นิยมในการใช้ชื่อที่เป็นตัวเลขแบบ 7, 11, 5, 9, 3, 1 อย่างนั้น มานานแสนนานแล้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการบอกเล่าของผู้รู้ในเวทีการถ่ายทอดระดับโลก สื่อต่างประเทศต่างรู้จัก โลโก้ NBT ได้ดีกว่า โลโก้แบบปะตัวเลขเข้าไปของสื่ออื่นๆ

National Broadcasting Television หรือตัวย่อ NBT ไม่ใช่เป็นเพียงโลโก้ แต่เป็นชื่อเรียกแบบสากลที่นานาประเทศรู้จักกันว่า คือ ตัวแทนของสื่อประจำประเทศนั้นๆซึ่งไม่ได้หมายความอย่างแคบว่าเป็นสื่อของรัฐ แต่นี่คือสื่อที่เป็นตัวแทนของประเทศในประเทศที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ

การกลับไปใช้ ชื่อ แบบกรมประชาสัมพันธ์นั่นแหละที่จะเป็นปัญหาเพราะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐกำลังจะเข้ามาจัดการ “สื่อของประเทศ” ให้กลายเป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อ ประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐนั่นเอง

หมดยุค หมดสมัยไปแล้ว สำหรับรัฐบาลที่จะส่งคนไม่มีกึ๋น หรือมีวิธีคิด วิธีทำงานแบบล้าหลัง ด้วยการเข้าควบคุม สั่งการบังคับให้ทำอะไรก็ตามที่รัฐเห็นว่าเป็นหน่วยงานของตน ต้องมารับใช้"ความต้องการ” หรือ”สนองตอบ” ความอยากของตนโดยไร้เหตุไร้ผลแถมยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนอยาก จะเข้ามาจัดการ แถมยังมีข่าวแว่วๆมาอีกว่า อาจจะมีการปรับผังใหม่เพื่อปูนบำเหน็จให้กับบรรดาหมู่พวกของตนที่เคลื่อนไหว ในนามของพันธมิตรฯ ที่จะเข้ามาจัดสรรผลประโยชน์หากินกับองค์กรนี้กันอย่างถ้วนหน้า จริงเท็จ อย่างไรคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

แต่การเปลี่ยน NBT กลับไปเป็นช่อง 11 ที่เรียกว่า เป็นแผนของการปฏิรูปสื่อนั้น ดูแล้วไม่เห็นว่าจะมีอะไร”ใหม่” หรือ “สร้างสรรค์ “แต่อย่างใด

การใช้ข้ออ้างว่าเป็น”การปฏิรูปสื่อ” แท้จริงแล้ว คือ การใช้อำนาจเข้าไปควบคุม สั่งการ แทรกแซงเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตัวเองใช่หรือไม่?

พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ต่างกับสำนวนที่ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เลย เพราะเมื่อครั้งที่พวกตนเป็นฝ่ายค้านก็หยิบ ยกประเด็น พฤติกรรมของอดีตรัฐบาลมาโจมตีว่า เข้าไปควบคุม แทรกแซง หาประโยชน์กับสื่อของรัฐ
ฉันใดก็ฉันนั้น !เงยหน้าถ่มน้ำลาย ก็กลับลงมารดหน้าตัวเอง

การปฏิรูปสื่อที่แท้จริง คือการยกระดับ”คุณภาพ” ของสื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และต้องเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด รวมทั้งต้องมีเนื้อหาที่มีความแตกต่างหลากหลายไม่ใช่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือเพื่อไปรับใช้อำนาจรัฐ
สื่อแห่งชาติอย่างNBT เจ้าของคือประชาชน รัฐบาลคือผู้ที่มาแล้วจากไปตามวาระเท่านั้น!
สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น่าจะกระทำก่อนที่จะปรับเปลี่ยนโลโก้ ปรับโครงสร้าง นั่นคือ ต้องเร่งดำเนินการเอาผิดกับกองโจรพันธมิตรที่บุกเข้าไปปล้น ใช้มีดจี้คอผู้ดำเนินรายการวิทยุ ข่มขู่คุกคามผู้ประกาศ โดยใช้กำลังและอาวุธปืน เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาความเสียหาย เป็นขวัญและกำลังใจของคนในองค์กรเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่ สุด มิใช่หรือ

หลักการบริหารงานทั่วไป เพื่อพิสูจน์ถึงความรัก และความห่วงใยอย่างจริงใจในฐานะผู้ดูแลองค์กรขั้นพื้นฐาน.... แค่นี้คิดไม่ได้หรือ?

หรือถนัด แต่ ใช้สำนวนโวหารสร้างภาพ อ้างคำสวยหรู อย่าง “การปฏิรูปสื่อ” เพื่อปกปิดการใช้อำนาจควบคุม สั่งการ บังคับ ซ้ำรอยแบบเดิมที่เคยเป็นมา
เช่นนั้น น่าเสียดายภาษีของประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ต้องจ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่พวกท่านยิ่งนัก!

จับตา!ผลประโยชน์ทับซ้อนหวยออนไลน์มีแต่ญาติ‘กรณ์’



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

บตาผลประโยชน์ทับซ้อน “หวยออนไลน์” พบ “ล็อกซเล่ย์” ที่เป็นผู้วางระบบล้วนเป็นเครือญาติ รมว.คลัง “กรณ์ จาติกวณิช” กังขาทุกรัฐบาลมีแต่ดึงเรื่องเอาไว้เพราะกลัวจะกลายเป็นเรื่องมอมเมาเยาวชน แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เคยมีท่าทีคัดค้านถึงวันนี้กลับดำเนินการอย่างรวด เร็ว แถม “กองสลาก” ยังเด้งรับ พร้อมดำเนินการได้ภายใน 2 เดือน เผย รมว.คลัง เรียก ผอ.สลาก พบวันนี้ ทวงถามความคืบหน้า

จับตาผลประโยชน์ทับซ้อนหวยออนไลน์ที่กำลังจะแจ้งเกิดในเร็ววันนี้ จนมีคนตั้งข้อสังเกตถึงความรวดเร็วผิดปกติ แถมรัฐมนตรีคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ยังลงไปล้วงลูกด้วยตัวเอง ทั้งที่ขุนคลังคนก่อนๆพยายามสกัดทุกทาง เพราะหวั่นคนไทยตกเป็นทาสพนัน

ซึ่งประเด็นที่มีการตั้งข้อสงสัยกันมากก็คือบริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี ในฐานะที่เป็นผู้วางระบบจำหน่ายสำหรับเครื่องจำหน่ายกว่า 6 พันเครื่องทั่วประเทศ เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ล็อกซ์เล่ย์ จำกัด (มหาชน) ของตระกูลจาติกวณิช ที่มี "คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช" ซึ่งเป็นป้าของนายกรณ์ นั่งบริหาร และกรรมการในบริษัทนี้ก็ยังมีนายวสันต์ จาติกวณิช และมีนายหริส สูตะบุตร ซึ่งเป็นคนนามสกุลเดียวกับนามสกุลเดิมของภรรยานายกรณ์

นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ในวันที่ 23 มกราคมนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกตนให้เข้าไปชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานสลากกิน แบ่งรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องความคืบหน้าของโครงการจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 3 และ 2 ตั�ร้อมเรื่องระบบจำหน่ายสำหรับเครื่อง จำหน่ายกว่า 6 พันเครื่องทั่วประเทศแล้ว และหากรัฐบาลเห็นชอบให้สำนักงานสลากฯ สามารถเดินหน้าโครงการได้ โดยใช้เวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 2 เดือน จากนั้น จะเริ่มจำหน่ายหวยออนไลน์ได้อย่างเป็นทางการ

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำนักงานสลากฯ ยังยืนยันแนวทางการจำหน่ายหวยออนไลน์ โดยยึดตามมาตรา 22 ที่กำหนดไว้ให้เป็นเงินรางวัล 60% ที่เหลือ 28% นำส่งเข้ารัฐ และเป็นค่าดำเนินงาน 12% ขณะที่รูปแบบการจ่ายเงินรางวัล จะให้วิธีการจ่ายรางวัลแบบผันแปร กล่าวคือถ้าเลขที่ออกรางวัล มีคนซื้อน้อยผู้ถูกรางวัลจะได้รางวัลมาก แต่ถ้าเลขที่ออกรางวัลมีคนซื้อมาก รางวัลที่ได้ก็จะน้อยไปตามจำนวนคนถูกรางวัลด้วย

สำหรับรูปแบบการจำหน่ายหวยออนไลน์จะมีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ 3 ตัวบน 3 ตัวล่าง 3 ตัวโต๊ด 2 ตัวบน 2 ตัวล่าง โดยจ�อมาก รางวัลที่ได้ก็จะน้อยไปตามจำนวนคนถูกรางวัลด้วย

สำหรับรูปแบบการจำหน่ายหวยออนไลน์จะมีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ 3 ตัวบน 3 ตัวล่าง 3 ตัวโต๊ด 2 ตัวบน 2 ตัวล่าง โดยจะมีราคาจำหน่ายต่ำที่สุดคือใบละ 40 บาท และสูงสุดถึง 1,000 บาท ถ้าหากซื้อในใบเดียวกัน 5 เกม สามารถซื้อสูงสุดได้ถึง 5,000 บาท ซึ่งจะซื้อได้จากคนเดินโพย หรือตัวแทนจำหน่ายที่มีเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

อนึ่ง นายกรณ์มีชื่อเสียงทางการเมืองขึ้นมาจากการเกาะติดคดีกล่าวหาว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อผลประโยชน์ให้กับเครือบริษัทชินวัตร และคราวนี้จึงเป็นที่จับตาว่านายกรณ์จะเข้าไปอยู่ในวังวนเดียวกันหรือไม่

เนื่องจากเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ล็อกซเล่ย์เป็นบริษัทของตระกูล"จาติกวณิช"ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับนาย กรณ์อย่างยิ่ง โดยลุงของนายกรณ์คือ นายเกษม จาติกวณิช หรือ "ซูเปอร์เค" เป็นสามีคุณหญิงชัชนี จาติกวณิช ผู้บริหารกลุ่ม “ล็อกซเล่ย์”

เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐมนตรีคลังหลายคนในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีคลังคนล่าสุดได้พยายามเบรกไม่ให้หวยออนไลน์เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการมอมเมาประชาชนให้เล่นหวยกันได้ขยายวงกว้างขึ้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพอนายกรณ์มาเป็นรัฐมนตรีคลังก็รีบแต่งตั้งนายวันชัย สุระกุล ที่เป็นรักษาการผอ.กองสลากฯมานานหลายปีขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ และเร่งรัดให้แจ้งเกิดอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในล็อกซเลย์กล่าวว่า ปกติเรื่องหวยออนไลน์ และกองสลากฯนั้นมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นคนดูแล ที่ผ่านมาบริษัทก็วิตกอยู่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล เพราะเคยมีบทบาทตรวจสอบและคัดค้านหวยออนไลน์มาโดยตลอด ก็กลัวว่าจะถูกระงับ เพราะตามสัญญาน่าจะได้ขายมานานแล้ว แต่ก็เจอปัญหาการเมืองถูกเลื่อนเรื่อยมา

ตรุษจีนกับวิกฤติเศรษฐกิจ



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

ภาษาจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นภาษาไทยว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ คำอำนวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เริ่มฤดูการเพาะปลูกตามปฏิทินจันทรคติของชาวจีนทั่วโลก ซึ่งในปีนี้กำหนดให้วันที่ 24 มกราคม 2552 เป็นวันจ่าย วันที่ 25 มกราคม 2552 เป็นวันไหว้ และ วันที่ 26 มกราคม 2552 เป็นวันเที่ยว ส่วนใครจะได้รับซอง “แต๊ะเอีย” ขอให้ท่านเปิดดูจะได้รู้ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่เพียงใด ในปีนี้

ได้รับฟังการเสวนา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเทศจีน โดยเฉพาะการบริหารงาน ที่เขาชื่นชมกันว่า เป็นการบริหารงานที่ผู้นำเด็ดขาด มีการวางแผนมอนิเตอร์ และ กล้าตัดสินใจที่จะออกคำสั่งไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เจ๊ง ไม่เป็นท่า 70-80%

เขามีการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแบบ โฮลดิ้งคอมปานี หรือมองประเทศเป็นบริษัท 1 บริษัท นั่นหมายถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพ การจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ได้ เพราะต้องมีความรวดเร็ว ฉับไวในข้อมูล และรัฐบาลมีอำนาจที่มากนั่นเอง

ในขณะนี้จีนกำลังพัฒนาประเทศโดยจะลดพื้นที่ภาคเกษตรกรรม ให้เหลือเพียง 40% เท่านั้น และจะเพิ่มพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมชานเมือง

มีการคาดการณ์กันว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าด้านของตกแต่งบ้าน จำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสในการส่งสินค้าดังว่าเข้าไปขาย…

นั่นคือเรื่องของประเทศจีน ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในยุคปัจจุบันและพูดกันว่า จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปอีก 60 ปีเนินคดีความ
นี่คือความแตกต่างในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ระหว่าง 2 ประเทศ
ไม่รู้จะโทษใครได้

กลับมาปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าปี 2552 นี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะเผาจริง !!!

รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินในปริมาณมากเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะให้ อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจจะมีตัวเลขมากกว่าการประมาณการเพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์

ขณะที่วงสัมมนาทางวิชาการ เขาประมาณกันว่า หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกรอบการทำงาน 7-8 อย่าง ดังที่แถลงกันไปนั้น จะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น!!!

เงินที่อัดฉีดลงไปในแต่ละโครงการจะไม่มีมูลค่าทวีคูณ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจตามหลักทฤษฎี เพราะการปฏิบัติจริง เขายกตัวอย่างเงิน 2,000 บาท ที่รัฐบาลนำมาแจกผ่านระบบประกันสังคมนั้นบางคนอาจจะไม่สนใจนำมาใช้จ่าย บางคนอาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นุ�อาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นจะโต้เถียงกับผู้นำรัฐบาล “น้ำมีน้อย ต้องใช้ดับไฟให้ถูกจุด” ท่านคงไม่รับฟัง เพราะไม่ใช่ อำมาตยา คนมีสี และ นายทุน ที่มีเสียงมากกว่าประชาชนทั่วๆ ไป แบบเราๆ ท่านๆ

ไฟกำลังจะไหม้บ้าน...น้ำมีน้อย เอามาสาดไปแบบมั่วๆ มันชวนให้ต้องคิดกันแล้วว่า “ทางหนีไฟ” อยู่ที่ไหน หากยังไม่รับฟังและเอาไปแก้ไขปรับปรุงดื้อดึงกันแบบนี้ เผ่นกันก่อนดีกว่าไหม...ไม่อย่างนั้นจะโดนไฟคลอกตายทั้งบ้านแน่!!!!

พันธมิตรฯ ช่วย “บินไทย” ด้วย!



ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

โดย ลวดหนาม

ผมรู้สึกดีใจมากที่เห็นประชาชนส่วนใหญ่สนอกสนใจข่าวคราว “วิกฤติการบินไทย” เพราะทุกคนมองว่า การบินไทย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่การบินไทยเป็นของพวกเราคนไทยทุกๆ คน เพราะ “การบินไทย” เป็นรัฐวิสาหกิจ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยใช้เงินภาษีของคนทั้งชาติไปบริหารจัดการ

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการบินไทยว่า...
“ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 51.3% นั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่การบินไทยอยู่ ซึ่งได้มีการสั่งการให้คณะกรรมการบริหารของการบินไทยกลับไปปรับปรุงโครง สร้างบริษัท รวมถึงแผนการดำเนินงานว่าภายหลังจากนี้ควรมีแผนการดำเนินงานอย่างไร

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงให้พิจารณาถึงความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่อง ที่กระทรวงการคลังและผู้ถือหุ้นสามารถช่วยเหลือได้ คาดว่าน่าจะทราบความชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคมในประเด็นดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ การบินไทยไม่ได้มีการกล่าวถึงสภาพคล่องหรือตัวเงินที่จะต้องขอความช่วยเหลือ แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบินไทยมีแต่รายงานถึงสาเหตุที่ต้องประสบปัญหาทางการเงิน

โดยมาจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก จึงทำให้บริษัทประสบผลขาดราบ”

จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ รู้ว่า อย่างน้อย พวกพนักงานการบินไทยเองก็รู้ว่า สาเหตุวิกฤติครั้งนี้เกิดจากพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน

มีความคิดเห็นมากมายตอบกลับมา หลังจากผมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤติครั้งนี้

เนื่องจาก “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย” เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัทการบินไทยมา

บางความเห็นของประชาชนที่รู้สึกต่อ “การบินไทย” นั้น ผมอ่านแล้วก็รู้สึกรับไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันประชาชนมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ตั้งแต่การสนับสนุนให้พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ทำให้การบินไทยไม่สามารถทำการบินได้ถึง 9 วัน

แม้บางคนเกิดความรู้สึกแย่มาก แต่ผมเห็นว่า เราคนไทยด้วยกัน หากไม่ชอบก็ขอให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่าเหมารวมการบินไทยทั้งหมดเลยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่ไม่ประทับใจ หรือปัญหาภายในการบินไทยเอง

สุดท้ายผมอยากวิงวอนไปยังพันธมิตรฯ ที่เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด หาข้าวหาน้ำ สนับสนุนให้ยึดสนามบินกันอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เห็นว่า การชุมนุมปิดสนามบินของพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุก ดนตรีไพเราะ อาหารอร่อย
ได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรี หากนายกษิตมีน้ำใจก็ยื่นมือไปช่วยเหลือการบินไทยบ้าง!

สะพัดใบสั่งอุ้มพันธมาร! "จงรัก"เตะถ่วงฟันยึดสนามบินทำพิลึกตั้งกก.สอบใหม่หมดทั้งที่จ่อปิดสำนวน"ดอนเมือง"

ประชาทรรศน์
19 ม.ค. 2009

ส่อมวยล้มต้มคนดู ทีมสอบ"พันธมาร"ยึดสนามบิน! ฟันธง "จงรัก"ขีดเส้น 1 เดือนปิดบัญชีโกหกทั้งเพ หลังทำพิลึกตั้งกก.ชุดพิเศษรื้อสอบใหม่หมด แถมราบสำนวน 2 สนามบินเข้าด้วยกัน ทั้งที่ผลสอบ"ดอนเมือง"ใกล้ยุติ พร้อมตั้งข้อสังเกตุหวั่นเตะถ่วงตามใบสั่งการเมือง ขณะเดียวกัน "อัยการ"จ่อส่งฟ้อง 9 แกนนำพธม.ย่ำยีทำเนียบฯ ข้อหาซ่องโจรภายใน 2-3 วันนี้ ส่วนทีมสอบเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ เตรียมขอหมายจับแกนนำม็อบเหลือง ข้อหากบฏอีกครั้ง

วันนี้ (19 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบพยานอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ความชัดเจน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือน คงจะมีความคืบหน้าในทุกๆ คดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ส่วนคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งสำนวนให้อัยการรับไปดำเนินการฟ้องร้องแล้ว โดยครอบคลุมในทุกข้อหายกเว้นข้อหากบฏ เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ถอนหมายจับไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีการยึดสนามบิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนพยาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จึงอยากให้รอฟังผล เพราะต้องใช้ความรอบคอบในการสอบสวน และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้หยุดพัก

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงใน สตช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีของกลุ่มพันธมิตรฯว่า คดีความเกี่ยวกับกล้อหาซ่องโจร ภายใน 2-3 วันนี้ ส่วนกรณีเหตุการณ์มิคสัญญี 7 ตุลาฯ ทางเจ้าพนักงานเตรียมขอหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏต่อศาลในเร็วๆ นี้

"แต่ที่น่าสังเกตุคือในคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากในส่วนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานดอนเมือง มีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววันนี้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคณะกรรมการสอบสวนคดีความอันเกี่ยวเนื่องกับการยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ที่มี พล.ต.อ.จงรัก เป็นหัวหน้าชุด กลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน และส่งหลักฐานให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตรวจสอบหมด แทนที่จะส่งสำนวนของท่าอากาศยานดอนเมืองให้อัยการสั่งฟ้องก่อน"แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าวคนเดิม เปิดเผยอีกว่า โดยในรายละเอียดของสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ค่อนข้างซับซ้อนและแยกย่อยออกเป็นหลายคดี และมีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ถ้าหากรอให้สรุปสำนวนทั้ง 2 สนามบินพร้อมกันแล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ตนเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่า จะสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 1 เดือน คิดว่าคงไม่ทั�้ง 2 สนามบินพร้อมกันแล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ตนเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมาก ซึ่งกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่า จะสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 1 เดือน คิดว่าคงไม่ทันเวลาแน่นอน ซึ่งตรงนี้ อยากตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นใบสั่งการเมืองหรือเปล่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและท่าอากาศยาน ดอนเมืองนั้น มีข้อหาใหญ่แบ่งออกเป็น 3 กรณีโดยในข้อหาที่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นข้อหาก่อการร้ายและข้อหากบฏ ส่วนข้อหาที่เป็นคดีแพ่ง คือ กรณีที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มพันธมิตรฯเป็นจำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระค่าเสียหายจากการละเมิดสัญญาองค์กรการบินระหว่างประเทศ จากการปิดสนามบินนานาชาติ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวก ซึ่งเป็นนักรบศรีวิชัยรวม 82 คน ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา จากกรณีที่จำเลยทั้ง 82 คน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ของทาง ราชการ รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด

ทั้งนี้ ทนายความของจำเลยทั้ง 82 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุดรธาณีไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ ประกอบกับจำเลยที่ 12 ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นและไม่ได้เบิกตัวมา จากนั้น ศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน กรณีมีเหตุอันควรให้เลื่อนคดีออกไปเป็นวันที่ 16 มี.ค.นี้

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 เรื่อง"คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ" โดยระบุว่า การชุมนุมตลอด 193 วันของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ต่อรัฐบาลว่า สถานการณ์ตอนนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังขี่คอพรรคประชาธิปัตย์ และยังพูดอย่างชัดเจนอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีประชาธิปัตย์ ซึ่งการแต่งตั้งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามานั่งในรัฐบาลถือเป็นการต่อรองระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มพรรคประ ชาธิปัตย์ จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าที่จะขัดใจ เพราะหากจะทำอะไรก็เกรงว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาแฉ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องมีการแต่งตั้งคนในกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงขณะนี้ดูเหมือนกำลังรอการเคลื่อนไหว นายจตุพร กล่าวว่า เนื่องจากกลุ่มเสื้อแดงมีความคิดที่แตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะใช้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นบทเรียน สำหรับการเคลื่อนไหวโดยต่อไปจะให้เสื้อแดงแตกหน่อกันเองไม่จำ เป็นต้องมีแกนนำ โดยสิ้นเดือนจะมีการชุมนุมใหญที่ท้องสนามหลวง

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถูกถามถึงกรณีดังกล่าวปรากฎว่า ถูกตอบกลับอย่างมีอารมณ์ว่า "ผมยังไม่รู้และไม่เห็นรายงานอะไรเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว อย่าถามให้ผมต้องไปทะเลาะกับใครได้ไหมอย่าถามให้ผมต้องทะเลาะกับคนอื่นมาก นักเลย"

ด้าน ดร.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในกรณีเดียวกันว่า ส่วนตัวคิดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทวงบุญคุณพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ข้อเสนอที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ทำการยื่นเสนอมา เรื่องใดบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่เรื่องใดที่เป็นผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็คงต้องหยุดเอาไว้ก่อน เพราะบางเป็นประเด็นนั้นต้องหารือกันในหลายภาคส่วนซึ่งทางการเมืองไม่ได้มี แค่กลุ่มพันธมิตรฯกับรัฐบาล แต่ยังมีประชาชน กลุ่มองค์กรต่างๆ หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนอีกมากมาย

วิปรัฐบาลตั้ง35 ทีมคุมส.ส.กันสภาล่ม

ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมวิปรัฐบาลนัดพิเศษ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลังจากเกิดการที่ฝ่ายค้าน ขอนับองค์ประชุมติดต่อกันถึง 2 วัน โดยใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมงในการประชุม จากนั้นเวลา 15.00 น. นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) แถลงว่า ยอมรับว่าเหตุการณ์สภาล่มเพราะฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุม ส่วนหนึ่งเพราะพรรคร่วมรัฐบาลชะล่าใจที่คิดว่าการประชุมเป็นเพียงวาระเพื่อ ทราบจึงคิดว่าฝ่ายค้านจะไม่เสนอให้ตรวจสอบองค์ประชุม เพราะที่ผ่านมาถ้าจะขอนับองค์ประชุมมักจะดำเนินการก่อนการประชุมหรือในกรณี ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายบางฉบับที่รัฐบาลเสนอ ดังนั้นวิปรัฐบาลจึงเห็นตรงกันเพื่อแก้ปัญหาสภาล่ม จึงได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาในวิปรัฐบาลเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ในเรื่องของความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

นายชินวรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้การทำงานของวิปรัฐบาลมีประสิทธิภาพที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบในการ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาภายในวิปรัฐบาลประกอบด้วยคณะทำงานประสานงานกลาง มีนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นายธนิตพล ไชยอานันท์ เป็นผู้ดูแล คณะกรรมการประสานงานทางการเมือง โดยมีตนเป็นประธาน มีนายสุวโรช พะลัง เป็นเลขานุการ และมีคณะกรรมการประสานงานฝ่ายกฎหมาย นำโดยนายทิวา เงินยวง นอกจากนี้ยังมีตั้งอาสาสมัครจากพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 35 ทีมขึ้นมาดูแลส.ส.ในสัดส่วน 1 ต่อ 5 คน เพื่อทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับส.ส.ไม่ว่าจะเป็นการส่งโทรศัพท์ การส่งเอสเอ็มเอส และรายงานสถานการณ์การประชุมเพื่อให้ส.ส.ทุกคนรับทราบการเคลื่อนไหว

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบการทำงานของคณะทำงานต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพนั้น อาสาสมัคร 35 ทีม จะเป็นผู้ติดตามส.ส.ที่อยู่ในความดูแล โดยจะแบ่งตามความสนิทสนมส่วนตัว และเป็นภูมิภาค เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น โดยจะมีการรายงานตรงไปยังคณะกรรมการประสานงานกลาง และรายงานตรงต่อประธานวิปรัฐบาล เพื่อรับทราบความเคลื่อนไหวทั้งหมดในการวางแผนและเตรียมการเกมป่วนในสภา เชื่อว่าการวางแผนที่เป็นขั้นตอนจะทำให้การประชุมเป้นไปด้วยความราบรื่นโดย จะใช้รูปแบบดังกล่าวในการประชุมสภาทุกครั้งในสมัยสามัญนี้ ทั้งนี้สำหรับรายชื่ออาสาสมัครทั้ง 35 ทีมจะให้พรรคร่วมส่งในวันที่ 26 ม.ค.นี้ โดยมาจากพรรคประชาธิปัตย์จะมีทั้งหมด 27 ทีม

พม.โฉ่รายวัน!สธ.เมืองพัทลุงสั่งห้ามกินน้ำพริกถุงหวั่นซ้ำรอยปลากระป๋องเน่า

ประชาทรรศน์
23 ม.ค. 2009



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายวิฑูรย์ นามบุตรกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำถุงยังชีพมาแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะ ปลากระป๋องที่เกิดการเน่าเสีย จนทำให้ชาวบ้านที่รับประทานเกิดอาการคลื่นไส้ และอาเจียน และทางกระทรวงได้เรียกปลากระป๋อง ยี่ห้อชาวดอย จำนวน 17,500 กระป๋อง กลับคืนไปแล้วนั้น

วันนี้ (23 ม.ค.) ที่จังหวัดพัทลุง นายนัด มุสิก ผู้ใหญ่บ้าน 7 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง กล่าวว่า ชาวบ้านยังคงรู้สึกหวั่นวิตก กับสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพ ของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ และไม่กล้ารับประทาน เช่น ข้าวบรรจุถุง บางถุงมีกลิ่นสาบและมีมอด น้ำพริกเผา ยี่ห้อโอชา ที่ไม่ระบุ วันเดือน ปี การผลิต และยาเวชภัณฑ์ ซึ่งตัวยาบางชนิดนั้น ดูเหมือนว่า ขั้นตอนการผลิตไม่ดีพอ ซึ่งล่าสุด ทางด้านสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดพัทลุง ได้แจ้งเตือนผ่านผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่รับถุงยังชีพจำนวน 1,500 ชุด ในล็อตแรก ห้ามรับประทาน น้ำพริกเผา และยาเวชภัณฑ์ เนื่องจากเกรงจะได้รับอันตราย

ขณะที่นายสำเริง สุดสวาท เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ในเบื้องต้นสำหรับปลากระป๋องที่ชาวบ้านได้รับแจกนั้น จะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตรง ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคกำลัง เร่งรวบรวมข้อมูล เพื่อจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับรมว.พัฒนาสังคมฯที่เอาอาหารที่ไม่มี มาตรฐานมาแจกจ่ายชาวบ้าน

'วีระ'นำทัพเสื้อแดงเดินสายสถานฑูตค้านประชุมซัมมิท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ม.ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตพม่าและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ทบทวนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท ที่จะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยอ้างว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการแต่งตั้งบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล คือ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึงที่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตามด้านแกนนำได้ระบุด้วยว่าแกนนำจะทำการเดินสายยื่น หนังสือต่อสถานฑูตให้ครบทั้ง 9 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์หน้าก่อนถึงวัน นัดชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง