CBOX เสรีชน

16 มกราคม, 2552

นิพิฏฐ์ อัด DTV ตั้งป้อมถล่มรัฐบาล สร้างความแตกแยก

ลูกหาบ 'ชวน' ประกาศลั่นขอค้าน'ดีทีวี' เต็มขั้น เชื่อจัดรายการเป็นศัตรู'นายกมาร์ค' ชี้จะเกิดแต่ความแตกแยกบานตะไท เผยไม่คิดมาก ย้ำรบ.ใจกว้างพอให้คนฝ่ายค้านระบายอารมณ์คุยกับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 ม.ค.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีทีวี พร้อมประกาศก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศัตรูกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ส่วนตัวแล้วตนไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่แรก หากใครจะเปิดสถานีข่าวทางการเมือง 24 ชั่วโมง 100 เปอร์เซนต์ เพราะจะทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือเกิดความขัดแย้งในสังคม มากกว่าความสมานฉันท์ ส่วนการประกาศตัวเป็นศัตรูกับนายกรัฐมนตรีนั้น ตนคิดว่าจะเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้น แต่หากต้องการจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ประกาศตัวเป็นศัตรูแบบนี้

นอกจากนี้นายนิพิฏฐ์กล่าวเสริมว่า ในส่วนที่ผู้ดำเนินรายการให้เหตุผลของการจัดรายการโทรทัศน์ครั้งนี้ว่า ต้องการนำเสนอข้อมูลเพื่อที่ประชาชนจะได้รับรู้ทั้งสองด้าน ตนมองว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเราก็เรียกร้องมาตลอดว่ารัฐบาล ควรเปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่สื่อ แก่ฝ่ายค้านด้วยดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเราจึงเปิดโอกาสให้ ผู้นำฝ่ายค้าน ใช้สื่อของรัฐได้เพื่อพูดคุยกับประชาชน แต่การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านนั้น ก็เป็นเรื่องภายในที่ต้องไปจัดการให้ได้ก่อน แต่รัฐบาลใจกว้างอยู่แล้ว

ผบช.น.แทงกั๊กล่าชื่อตร.ถอด9อรหันต์ปปช.!!

'สุชา ติ' ปัดจัดงานสัมมนาล่าชื่อตร.ยื่นถอดถอน 9 ป.ป.ช. หลังศาลได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง เหตุปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีปราบม็อบบุกสภา 7 ต.ค.ไม่ชอบ ยอมรับมีการเตรียมการถอดจริง ยืนยันไม่มีเอี่ยว!!

จากกรณีที่พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ), นายกล้านรงค์ จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท พงษ์ศิวาภัย, นายภักดี โพธิศิริ, นายเมธี ครองแก้ว, นายวิชา มหาคุณ, นายวิชัย วิวิตเสวีและน.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ซึ่งเป็น ป.ป.ช. เป็นจำเลย ที่ 1-9 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่ ป.ป.ช.แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมหน้าบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ไม่ชอบ ไม่ยุติการไต่สวน ทั้งที่ศาลอาญาได้รับฟ้อง คดีที่นายสิทธิพร โพธิโสดา ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น), พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร., พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น. และพล.ต.ต.อำนวย เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลอาญาคดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บแล้วซึ่งประเด็นเดียวกับข้อกล่าว หาที่ ป.ป.ช.ไต่สวน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา86 บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช.รับคำกล่าวหาที่เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกัน และ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง เนื่องจากคดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด

วันนี้ (16 ม.ค.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ปฏิเสธไม่ได้จัดสัมมนาล่ารายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อถอดถอน ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เนื่องจากมีความเห็นว่าทั้ง 9 เป็นผู้ที่มีความเป็นธรรมและเป็นที่เคารพของบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว

"ไม่ทำแน่นอน ตนคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะจริงๆ แล้วทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ถามว่าจะจัดกระบวนการถอดถอนด้วยเรื่องอะไร ใครเป็นคนทำนั้น ตนไม่ได้ปฏิเสธแต่ไม่รู้เรื่องเพราะถ้าถามว่าจะถอดถอนอย่างเดียวจะเป็นไป อย่างไร คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็คงสู้ไปตามกติกาเพราะล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ท่านก็มีกติกาของท่านไม่น่าจะมีความไม่เป็นธรรม ส่วนเราถูกกล่าวหาก็ว่ากันไป เมื่อกล่าวหาก็ต้องดำเนินการสอบพยานหลักฐานต่างๆ แจ้งข้อกล่าวหาอย่างไร และจะแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร เราก็ว่าไปตามนั้น" ผบช.น.กล่าว

ถึงคราวกษิตอ้อนวอน อย่านำเขาวิหารโยงการเมือง

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ภาพพจน์ไทยในสายตาชาวชาวโลก" จัดโดยโพสต์ฟอรั่ม
2009 วันนี้ (15 ม.ค.)​ ตอนหนึ่งว่า
การส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกเปรียบเสมือนอาหารไทย
ถ้าปรุงจากเชฟมือหนึ่งและมีครัวที่สะอาด
อาหารที่ออกไปก็ต้องยอดเยี่ยมแน่นอน โดยเชฟของเมืองไทยขณะนี้ คือ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และมีทีมงานที่ยอดเยี่ยม คือ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องโปร่งใส
ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวต่อว่า การเข้ามาอย่างถูกต้องตามกรอบรัฐธรรมนูญ
ถือเป็นจุดขายสำคัญที่กระทรวงการต่างประเทศจะนำไปชี้แจงกับนานาประเทศ
รวมทั้งจะเชิญนายกรัฐมนตรีไปพบปะกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่ประเทศ
ญี่ปุ่นด้วย
ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ใช้กฎหมายหรือเครือข่ายใดเล่นงานทางการเมืองกับ
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล นอกจากนี้ การออกรายการ
"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ของนายกรัฐมนตรีทุกวันอาทิตย์
เวลา 09.00-10.00 น.นั้น
รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
มาแก้ต่างหรือเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ของประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าว
ถามถึง กรณีข้อพิพาทประเด็นเขาพระวิหาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า
ได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาแล้ว
เรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่
เมื่อไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือธุรกิจของนักการเมืองเข้ามา
เกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรนำมาเป็นประเด็น การเมือง
รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการไปตามเทคนิคหรือตามกรอบ
ต่าง ๆ

นานาชาติประนามมาร์ค ตระบัดสัตย์จับคนท่องอินเตอร์เน็ต "สุวิชา"ผวาหนักถูกขู่แรง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
16 มกราคม 2552



องค์กร สื่อไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนนานาชาติประนามมาร์คตระบัดสัตย์ รับปากดิบดีกับเอ็นจีโอที่เข้าพบว่าจะส่งเสริมเสรีภาพในการสื่อสารกับสื่อ และประชาชน พอข้ามวันสั่งจับนักเล่นอินเตอร์เน็ต"สุวิชา ท่าค้อ" เรียกร้องให้แสดงความจริงใจด้วยการปล่อยตัวให้ไวที่สุด ส่วนกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทยเข้าสืบสวนกรณีนี้แล้ว เผยผู้ต้องหาถูกขู่ให้หวาดผวาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กดดันข่มขู่จะนำตัวไปพบผู้ทรงอิทธิพลในประเทศ รมต.ยุติธรรมสวมบทเกสตาโปอยากให้จัดการเงียบๆ อายข่าวจะแพร่ไปยังต่างประเทศ


กลุ่ม เสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้ไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยรัฐ และเป็นองค์กรสมาชิกในการรณรงค์เพื่ออินเทอร์เน็ตเสรีของโลก (GILC) และมีองค์กรพันธมิตรมากกว่า 50 องค์กรทั่วโลก ได้เข้ามาสอบสวนกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ถูกทางการไทยจับกุมตัว โดยกล่าวหาว่าเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงในอินเตอร์เน็ตแล้ว ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมของไทยแสดงความโกรธเคืองตำรวจที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว โดยรัฐมนตรียุติธรรมต้องการทำให้เรื่องเงียบที่สุด

ขณะเดียวกัน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้ออกแถลงฉบับหนึ่งกล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า เหมือนกับตระบัดสัตย์ที่รับปากกับเครือข่ายพลเมืองไทยว่าจะให้เสรีภาพแก่ สื่อและประช
าชน พอข้ามวันก็เกิดการจับกุมนายสุวิชา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไวที่สุด

แหล่ง ข่าวใดล้ชิดของนายสุวิชาเปิดเผยว่า ผู้ต้องหาตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมากในการถูกดำเนินคดีดังกล่าว เพราะถูกเจ้าหน้าที่พูดเป็นทำนองว่าอาจนำตัวเขาไปยังสถานที่บางแห่ง ไปพบบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในประเทศบางคน

"สุวิชาเป็นเพียงนักกีฬาร่วม บิน เขาเล่นกีฬาร่มบิน(พารามอเตอร์)จนมีชื่อเสียงด้านนี้ นิสัยโดยส่วนตัว เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยเป็นโจร ห้าร้อย โหดเ*****้ยม แค่โดนจับ คนในครอบครัวก็เสียขวัญกันไปหมดแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว และว่าตำรวจได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ หลังจากเขาถูกจับกุมตัวเข้ากรุงเทพฯเมื่อค่ำวันก่อน

FACTระบุว่าสุ วิชาเป็นผู้ต้องหารายที่สามต่อจากนักเล่นอินเตอร์เน็ตที่ใช้นามแฝงว่า"พระยา พิชัย"และ"ท่อนจัน"ที่โดนจับกุมตัวดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมีพฤติการณ์ทำนองเดียวกันคือเมื่อเข้าจับกุมตัวแล้วเจ้าหน้าที่พยายามปิด เงียบไม่
ให้เป็นข่าว โดยกรณีของสุวิชาถูกดำเนินคดีจากการแกะรอยIPที่เขาไปเขียนตามเวบบอร์ ดสาธารณะ ซึ่งFACTจะติดตามกรณีของสุวิชาต่อไป รวมทั้งสืบสวนว่าเขาเขียนอะไรลงไปในเวบบอร์ด จนนำไปสู่การถูกจับกุมดำเนินคดี และจะนำเสนอเรื่องนี้ในเวบไซต์ของFACT

ขณะเดียวกันกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เรื่องสื่อในระดับนานาชาติได้ออกมากล่าวตำหนิทางการไทยในกรณีจั
บกุม นายสุวิชาด้วยฐานความผิดหมิ่นสถาบันกษัตรยิ์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่กลุ่มเครือข่ายพลเมืองไทยเพิ่งเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และได้หารือในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางผ่อนเบาการเข้มงวดเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางอินเตอรืเน็ต รวมทั้งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่หลังจากนั้นแค่วันเดียวก็เกิดกรณีนี้ขึ้น

"เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะ ปล่อยตัวนายสุวิชาโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเขาไม่ได้กระทำการรุนแรงใดกว่าบรรทัดฐานของประชาธิปไตย"องค์กรสื่อไร้ พรมแดนกล่าว"นี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงความจริงใจต่อการหารือกับ องค์กรต่างๆที่ว่าจ
ะส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน และสื่อสารมวลชน"

ก่อน หน้านั้นนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐภวิภาค ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราดใส่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ที่ปล่อยให้มีข่าวจับ กุมออกมา โดดยเขาอยากให้เรื่องเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า เพราะทางการไทยอ่อนไหวต่อประเด็นที่จะถูกขยายวงไปสู่การรณงค์เรื่องนี้ไปยัง นานาชาติ และนำความเสื่อมเสียมายังสถาบันฯ

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/blog-post_2953.html

"เจ๊สด"คอนเฟิร์มบ้านเลขที่111/109ร่วมเปิดตัว"ภูมิใจไทย"ไม่ขัดข้อกฎหมาย

"สดศรี" การันตีสมาชิกบ้านเลขที่ 111/109 ร่วมงานเปิดพรรคภูมิใจไทยไม่ผิดกฎหมาย เหตุร่วมงานในฐานะแขกรับเชิญ แต่ไม่ได้ประกาศตัวเป็นผู้ร่วมจัดตั้ง ระบุ ส.ส.เพื่อไทยย้ายซบภท.ได้หลังยุบสภา ชี้หากไร้ผู้นำฝ่ายค้านหมดสิทธิ์ซักฟอกรัฐบาล

วันนี้ (15 ม.ค.) นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาร่วมในงานเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ว่า เท่าที่ทราบ ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไปร่วมงานในฐานะแขกรับเชิญ ไม่ได้ประกาศเป็นผู้ร่วมจัดตั้งหรือเป็นสมาชิกพรรค จึงไม่น่าจะผิดกฎหมาย ท่านน่าจะรู้สิทธิหน้าที่ของท่านดี

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าว ส.ส.ที่เข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย บางส่วนอาจจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยนั้น นางสดศรี กล่าวว่า ส.ส.ที่ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้ว ไม่สามารถที่จะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยได้ หากจะย้ายก็ต้องมีการยุบสภาเท่านั้น

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถเลือกผู้นำฝ่ายค้านได้นั้น นางสดศรี กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 110 ระบุ เมื่อ ครม.เข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน แม้จะไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ดังนั้น การจะไม่เลือกคงทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งดังกล่าวกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ และเป็นตำแหน่งที่ต้องโปรดเกล้าฯ นอกจากนี้ หากไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน อาจจะมีปัญหาตามมาสำหรับการทำงานในสภาฯ โดยเฉพาะไม่สามารถที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ศาลปค.พิพากษายืนคุ้มครอง'ไทยพาณิชย์'ระงับส่งเงิน'โอ๊ค-เอม'คืนสรรพากร

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนคุ้มครองแบงก์ไทยพาณิชย์คดีอายัดทรัพย์'พานทองแท้-พิณทองทา' มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาทต่อ

จากกรณีที่กรมสรรพากรได้มีหนังสือคำสั่งวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ นำส่งเงินอายัดของ น.ส.พินทองทา และ นายพานทองแท้ฒุลค่า 12,000 ล้านบาท เพื่อการชำระหนี้ภาษีอากรแก่กรมสรรพากร ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าซ้ำซ้อนกับคำสั่งอายัดของ คตส. เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และมีคำสั่งจากทางการที่มีความขัดแย้งในทางปฏิบัติแก่ธนาคารซึ่งเป็นความผิด มีโทษทางอาญาได้ ดังนั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ทำคำร้องไปยังศาลปกครอง ตลอดจนทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป. ป.ช.) และ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอความกระจ่างในแนวทางปฏิบัติ

ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ระงับการส่งเงินในบัญชีเงินฝากของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ซึ่ง คตส. มีคำสั่งวันที่11 มิ.ย. 2550 ให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารที่ครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กองทุนเทมาเส็กกับกรมสรรพากร จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

วันนี้ (15 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. ศาลปกครองกลาง ได้นัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 1328/2551 ณ ห้องพิจารณาคดี 14 ชั้น 3 ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรมสรรพากร (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีมีคำสั่งอายัดทรัพย์ และให้ธนาคารไทยพาณิชย์นำส่งเงินในบัญชีเงินฝากรายการของ นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชาย และบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อชำระค่าภาษีอากรที่ค้างชำระ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้เนื่องจากธนาคารไทยพาณิชย์เห็นว่า คำสั่งอายัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการซ้ำซ้อนกับคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบการ กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)ที่มีขึ้นก่อนหน้า ซึ่งหากธนาคารไทยพาณิชย์ปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากร อาจจะทำให้เกิดความเสียหาย และมีความผิดตามกฎหมายได้ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวทำให้เสียหาย เนื่องจากหากปฏิบัติตามคำสั่งของกรมสรรพากร อาจทำให้มีความผิดตามกฎหมาย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้คุ้มครองธนาคารไทยพาณิชย์ต่อ กรณีระงับการส่งเงินในบัญชีเงินฝากของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก หลายคดี

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้คุ้มครองธนาคารไทยพาณิชย์ต่อ กรณีระงับการส่งเงินในบัญชีเงินฝากของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก หลายคดี

15 มกราคม, 2552

Exclusive!คนใกล้ชิดสุวิชาแชมป์ร่มบินวันแม่เผยเหตุการณ์จับกุมคดีโพสต์หมิ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โทรทัศน์เนชั่นแชนัล และบล็อกของสุวิชา ท่าค้อ
15 มกราคม 2552

http://thaienews.blogspot.com/2009/01/exclusive_15.html

คนใกล้ชิด"สุวิชา"ผู้ต้องหาหมิ่นเผยเหตุการณ์จับกุมหนุ่มนักร่มบิน
แหล่ง ข่าวผู้ใกล้ชิดนายสุวิชา ท่าค้อ หรือนุ้ยนครพนม ผู้ต้องหาถูกตำรวจจับกุมคดีโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามเวบไซต์ ต่างๆเปิดเผย
เหตุการณ์จับกุมว่า ตำรวจได้ไปค้นบ้านพักนายสุวิชาที่กรุงเทพ แต่ไม่เจอใคร จึงตามไปจับกุมตัวที่จังหวัดนครพนม ตอนจับทีแรก ไม่�B9�รู้เรื่อง และไม่ให้มีทนายความรับทราบเลย แต่ตอนหลังไม่รู้ข่าวหลุดมาได้อย่างไร

ตำรวจ ไม่มีการแถลงข่าวการจับกุมต่อสื่อมวลชน แต่เป็นการให้ข่าวกันเอง คาดว่าข้อมูลและรูปที่นำไปโพสมาจาก เครื่อง computer ที่ตำรวจยึดไป

ครอบ ครัวของนายสุวิชาเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ แถว ๆ รามอินทรา (เขตคันนายาว) จากนั้นก็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เน็ย้ายมาอยู่นครพนม (เนื่องจากบ้านเขาเคยอยู่นครพนม) เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี และลูก ๆ โตขึ้น ค่าใช้จ่ายที่กรุงเทพฯสูง จึงย้ายมาเมื่อปีที่แล้ว “เขาไม่ได้หนีการจับกุมอย่างที่เป็นข่าว แค่กลับบ้านธรรมดา ปกติจะไปทำงาน บางครั้งก็เป็นเดือน บางครั้งก็ประมาณ 2 อาทิตย์ ผลของการถูกจับครั้งนี้กระทบกับการทำงานแน่นอน เขาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะ และเขา ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกติดตามอยู่ ส่วนเวปไซด์หมิ่น เราก็ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น มีแต่เวปชมรมกีฬาร่มบินธรรมดา “

ตำรวจจินตนาการมีเครือข่ายขบวนการสมคบคิด

ส่วน ข้อกล่าวหาว่านายสุวิชาโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงตามเวบต่างๆนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ไม่ทราบว่าเขาโพสต์อะไรบ้าง รู้แต่ว่าเขา เคยบอกว่า เจอในเวปยูทูป และ save ลงเครื่อง และส่งต่อไปให้เพื่อน เนื่องจากมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศมาก นอกจากนั้นทราบว่าเขาก็ชอบเล่น internet โดยเฉพาะ เวปประชาไท และมีความนิยมในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรเป็นการส่วนตัว “แต่ก็ไม่รู้ว่าเขา save อะไรจาก ยูทูป บ้าง”

ใน การเข้าจับกุมนั้น ตำรวจบอกว่าต้องไปสอบสวนก่อน เขายังไม่บอกข้อหาที่ชัดเจน เขาบอกว่าอยากไปสอบสวนดูว่า มีครือข่าย หรือมีผู้กระทำร่วมเป็นขบวนการหรือไม่ ต่อมาในภายหลังมีการกล่าวหา2คดีคือ คดีหมิ่นเบื้องสูง และคดีเกี่ยวกับความมั่นคง

“เขามีลูก 3 คน และเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ทำงานเลี้ยงดูทุกคน ภรรยาเป็นแม่บ้านธรรมดา เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาตามมาอีกบ้าง”แหล่งข่าวกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า นายสุวิชาชอบกีฬาพารามอเตอร์(ร่มบิน)เป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่ทราบว่า ทำไมเขาต้องมาเจอชะตากรรมขนาดนี้

“เขายังไม่มีทนายเลย ช่วยเขาด้วย ไม่อยากให้มีความอยุติธรรมบนแผ่นดินนี้ เขาเป็นแค่รากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ถูกจับแบบนี้เขาไม่มีทางสู้เลย"แหล่งข่าวร้องขอความยุติธรรม

"การขอที่ลี้ภัยทางการเมือง"

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การขอที่ลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็นสิทธิของรัฐที่จะอนุญาตให้หรือไม่ให้ก็ได้ และก็เป็นสิทธิของบุคคลเช่นเดียวกันที่จะขอสิทธิลี้ภัยทางการเมือง รัฐบาลของผู้ที่จะลี้ภัยจะห้ามไม่ได้

ส่วนจะได้หรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของรัฐ ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในว่า หากมีการขอลี้ภัยทางการเมืองแล้ว รัฐนั้นต้องอนุญาตเสมอไป

สำหรับวิธีการการขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ ว่าได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าอย่างไร เช่น กฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัย 1980 (the Refugee Act 1980) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่า ผู้ที่จะขอลี้ภัยได้นั้นต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นคล้ายกับผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ 1951 คือเป็นผู้ที่หนีภัยจากการประหัตประหารจากรัฐที่ตนมีสัญชาติด้วยเหตุผลที่ว่า ตนเองมีความคิดเห็นทางการเมือง (political opinion) ที่แตกต่างกัน

เงื่อนไขต่อไปก็คือ ผู้ที่จะขอลี้ภัยนั้นต้องยื่นแบบฟอร์มตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่มีการเข้าประเทศนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ในขณะที่กฎหมายของบางประเทศก็อาจมีการเรียกบุคคลผู้นั้นไปสัมภาษณ์

และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะให้ผู้นั้นได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่

ใน กรณีที่รัฐให้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ผู้นั้นก็จะได้สิทธิที่จะอยู่อาศัย เดินทางไปมาภายในประเทศนั้นรวมถึงสิทธิในการทำงานด้วย อีกทั้งผู้นั้นก็ยังสามารถเดินทางออกนอกประเทศด้วยแต่จะต้องแจ้งให้เจ้าหนี้ ทราบและต้องปฎิบัติตามที่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนดอย่างเคร่งครัดด้วยเพื่อ รักษาสถานะของผู้ลี้ภัยทางการเมือง

สำหรับกรณีอดีตนายก ทักษิณ นั้น หากท่านขอใช้สิทธิลี้ภัยทางการเมืองและได้รับอนุญาตจากประเทศนั้น มีปัญหาว่า หากรัฐบาลไทยร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศดังกล่าว จะทำได้หรือไม่

ประเด็นนี้ทางปฎิบัติของแต่ละรัฐแตกต่างกัน กล่าวคือ บางประเทศถือหลักว่า การลี้ภัยนั้นยังอาจอยู่ในข่ายที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่บางประเทศก็ปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนหากว่าผู้นั้นได้รับสิทธิลี้ภัยทางการเมืองแล้ว

นอกจากนี้แล้วยังขึ้นอยู่กับว่า ประเทศที่ท่านขอลี้ภัยนั้นเป็นประเทศที่ษาไม่มีก็ขึ้นอยู่กับหลักต่างตอบแทนว่า ในกรณีเดียวกันประเทศไทยจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับประเทศดังกล่าวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศนั้นจะมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทยก็ตาม ก็ยังเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารของประเทศนั้นว่าจะส่งหรือไม่ส่ง

ปัญหาของทักษิณ ไม่ใช่เพราะซื่อบื้อ แต่เกิดจากปัจจัยภายใน ที่ตัวเองไม่ ambitious พอ

อาจจะ obvious สำหรับคนที่ติดตามการเมืองใกล้ชิด หรือพวกนักวิชาการต่างๆ

แต่ขอตั้งข้อสังเกตแบบชาวบ้านๆเนี่ยแหละ เพราะคาใจมานานแล้ว

ทักษิณ ขนาดตกอยู่ในสถานการณ์นี้แล้ว ถูกฟ้อง ถูกยึดทรัพย์ ต้องระเหเร่ร่อน ครอบครัวแตกแยก ถูกทำขนาดนี้ทักษิณยังคิดรอมชอม เดินเกมมาแต่ละอย่างเนี่ย เรียกว่าไม่สะใจโก๋

แค่นี้นี่ก็โคตรชัดเลยว่า เรื่องที่ลิ้มป้ายสีว่ามันต้องการล้มล้าง อยากเป็นปธน. นี่ไม่เคยมีอยู่ในหัวมันเลย ทั้งๆ ที่ดูสภาพการณ์ของเกมตอนนี้ การสู้จนถ�E0��ห้มันกลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิม ???

ทักษิณนี่ต้องเรียกว่าเป็นเหยื่อความสำเร็จของตนเอง เหมือนที่เราได้เคยพูดไปแล้ว ว่ามันก็แค่พ่อค้ามาเล่นการเมืองเพื่อกอบโกยเหมือนคนอื่นๆ แต่เราประเมินเรื่องความจงรักภักดีของมันต่ำไป จริงๆแล้วมันจงรักภักดีมากกว่าที่เราคิดไว้มาก

เราลืมนึกถึงความจริง ที่ว่า แม้วนั้นผ่านการศึกษาไทยแบบอนุรักษ์�ความจริง ที่ว่า แม้วนั้นผ่านการศึกษาไทยแบบอนุรักษ์นิยมมา ผ่านโรงเรียนนายร้อย หรือ นายทหาร ผ่านการเป็นตำรวจมา เป็นข้าราชการเต็มตัวมานาน ก่อนจะมาเป็นนักธุรกิจ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ล้วนแต่ล้างสมองคน ต้องกล่าวคำสัจน์ปฏิญาณกันเป็นเรื่องเป็นราวมาก ประกอบกับความที่แม้วก็อายุเยอะแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องของเจเนอเรชั่นด้วย

ถ้าเทียบกับจักรภพแล้ว ที่หนุ่มกว่า ไม่ได้ผ่านพวกโรงเรียนทหาร แล้วไปเรียนเมืองนอกเร็วกว่า(แม้วถ้าจำไม่ผิดรู้สึกกว่าแม้วจะไปเรียนต่อก
็ปาเข้า ป.เอกแล้ว) ทำงานด้านสื่อสารมวลชน มีทัศนคติที่เปิดกว้างกว่ามาก และเราเชื่อว่าจักรภพจริงๆแล้ว ambitious กว่าทักษิณหลายเท่า

ดู จากพฤติการณ์ ตอนที่แม้วเป็นนายก ประเคนทั้งเครื่องบิน ทั้งเพิ่มงบประมาณวัง ประคบประหงมทุกอย่าง มีรับสั่ง แนวคิดอะไร สนองหมด สึนาม๊ง สึนามิ ก็ช่วยเหลือเต็มที่ทุกอย่าง

แล้วตลอดเวลาที่สู้มา นี่ ใช้วิธีประนีประนอมมาโดยตลอด แต่นโยบานประชานิยม คนดันนิยมเกินเหตุ ซึ่งความคลั่งไคล้ของคนนี่อยู่นอกเหนือการควบคุมของแม้ว

แม้วทำพลาด หลายๆอย่าง ประกอบกับที่มัน naive เกินเหตุในบางเรื่อง (ภาพที่ไปนั่งเป็นประธานในอุโบสถ) หรือคำเรียก พ่อหัว นายแม่อะไรนั่น ทำให้ลิ้มเอามาโจมตีได้ แม้วพลาดที่ไม่สามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมกรณีลิ้มได้

และพลาดอย่างแรงตรงที่ใช้วิธีประนีประนอม ซึ่งเราเชื่อว่าการพลาดนี้ไม่ใช่เกิดจากการที่แม้วซื่อบื้อมองเกมไม่ออก

แต่ เป็นเพราะแม้วมันไม่ทะเยอทะยานมากพอ คิดการใหญ่ไม่พอ แม้วไม่มีความสามารถที่จะจินตนาการไปถึงประเทศไทย นำโดยมันเองเป็น ปธน.ได้ เพราะไม่เคยมีอยู่ในหัวมันเลย มันก็แค่อยากกอบโกย ส่งส่วยให้ xxx เหมือนทุกๆคนที่ทำมาก่อนมันเท่านั้นเอง

ซึ่งเราเชื่อว่าคนอย่างแม้ว มีศักยภาพพอ หากมีจินตนาการที่ใหญ่พอ จะทำอะไรๆก็ได้ ขอแค่รอเวลา สบโอกาสเหมาะๆ เท่านั้น

แต่ความสำเร็จ ความป๊อปปูล่าร์ของมัน ทำให้มันตกที่นั่งลำบาก ประกอบกับไปทำให้ลิ้มแค้น แล้วลิ้มยืมมือวังบุปผาคว่ำแม้ว


ใครคิดเห็นอย่างไร เชิญเสวนากันต่อ

ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเพราะเหลืออดจริงๆครับกับพวกที่ยอมเป็นลูกแหง่ไปตลอดชาติ

ผมไม่พูดเกินไปหรอกผมกล้าพูดว่า ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่จงรักภักดี ไม่เคยคิดจะล้มล้างสถาบันที่เป็นของคู่ประเทศไทยมายาวนาน ผมพูดได้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ เห็น ในหลวง ราชินี และทุกพระองค์ กับตาตัวเองจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นในรูปถ่าย เพียงแต่เราต้องจงรักภักดีแบบมีเหตุและผลบ้าง อย่าให้ความจงรักภักดีอยู่เหนือเหตุและผลโดยไม่รับฟังเสียงรอบข้างเลย Foreword อย่างเดียว Reword ไม่ได้เลย สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย สิ่งไหนที่การปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เราในฐานะประชาชนต้องแสดงความคิดเห็นได้ เพราะเราเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ประเทศเป็นของพระเจ้าอยู่หัว ผมถามพวกที่คลั่ง(ในWeb นี้เขาเรียกอย่างนั้น ) หน่อยว่า ถ้าประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวแต่ไม่มีประชาชน จะอยู่ได้ไหม ???ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวเองพระองค์ท่านคงไม่ต้องการเป็นเจ้าของประเทศและตัด สิ
น พระทัยเพียงพระองค์เดียวในทุกเรื่องซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์ท่านจะรู้ท
ุกเรื่อง และตัดสินพระทัยได้ถูกต้องทุกเรื่อง (ให้ดูจากกระแสพระราชดำรัส วันที่ 4 ธันวาคม 2548 ) พระองค์ท่านต้องการให้หลายๆฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาประเทศ โครงการทุน ฯหลวงที่ส่งไปร่ำไปเรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ใช่ให้กลับมาเพื่อสอนให้ปิดความคิดตัวเองแบบที่พวกคลั่งทั้งหลายคิดกัน
อยู่ แต่ที่พระองค์ท่านให้ทุนไปเรียนเพราะต้องการให้กลับมาพัฒนาประเทศ มิใช่หรือ?? การพัฒนาประเทศ หมายถึงพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ฯลฯ ไม่ใช่พัฒนาให้เตี้ยลงเตี้ยลง ถอยหลังเข้าคลอง ไม่รู้จักโตกลายเป็นลูกแหง่ที่ไม่ยอมโต คิดอะไรพูดอะไรวิจารณ์อะไร ไม่ได้เลย ยกตั้งกลุ่มชนชั้นปกครองขึ้นมาตัดสินประเทศทั้งประเทศ ไม่ฟังเสียงประชาชน แล้วประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างไร
ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาหลายบทความ ทั้งใน web นี้และ web อื่นๆ ทำให้พอจะรู้และเข้าใจว่า การแสดงความคิดเห็น หลายครั้ง ในประวัติศาสตร์จากผู้รู้ กรณีพระมหากษัตริย์ และพระราชอำนาจถูกพวกเหล่าอำมาตย์ พวกนักการเมืองชั่วๆใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันเอง ไปตีความเรื่องความจงรักภักดีการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กันหมด จากกรณีเช่น ดร.หยุด แสงอุทัย , ท่านปรีดี พนมยงค์ สุดท้ายนักวิชาการเหล่านั้นถูกกฎหมายเล่นงาน ไม่สามารถนำเสนออะไรที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวต่อไปอีกได้
พวกที่คลั่งทั้งหลาย ท่านรู้หรือไม่ว่า พวกอำมาตย์หรือนักการเมืองชั่วๆ มันใช้กฎหมาย ม.112 ไปเพื่อทำลายคนที่จะใหญ่เกินหน้าพวกมัน หรือพวกท่าน เชื่อถือคนพวกนี้ทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวมันเอง ไม่รู้ว่ามันจงรักภักดีจริงหรือไม่ ? ? หรือแค่แอบอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง แล้วเอากฎหมายนี้มาเป็นอาวุธ ทำลายฝ่ายตรงกันข้าม
วันนี้ผมคงไม่คาดหวังว่าพวกท่านจะต้องเห็นดีเห็นงามไปกับผมหมด เพราะผมบอกแล้วว่านี่เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ผมหวังว่าท่านอาจจะเก็บและคิดไว้ในใจก็ได้ที่จะคิดในมิติของตัวเองบ้างที่
แตกต่าง
ไม่ใช่คล้อยตามเหล่าอำมาตย์ นักการเมือง หรือชนชั้นปกครองไปทั้งหมด และก็ไม่ใช่จะเชื่อข้อมูลใน web นี้ทั้งหมด เพื่อ อะไร?? ก็เพื่ออนาคต รุ่นลูก รุ่นหลาน ของพวกท่านจะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ก่อนที่จะทิ้งประเทศไทยไปเพราะรับไม่ได้กับการปกครองที่ล้าหลังแบบปัจจุบั
นนี้ อย่างที่เขาเรียกกันว่า สมองไหล นั่นแหละ

จากคุณ dol ฟ้าเดียวกัน