CBOX เสรีชน

14 มกราคม, 2552

คลังลุยกระตุ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐวิสาหกิจเร่งใช้งบ8แสนล้านกนง.รับลูกสั่งลดดอก0.75%

กนง.รับลูกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีมติลดดอกเบี้ย "ขุนคลังกรณ์"ส่งซิกรัฐวิสาหกิจ-หน่วยงานรัฐ เร่งเบิกจ่ายงบ 8 แสนล้าน หวังฟื้นศรัทธาภาคการลงทุน-บริโภค ชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่เหมาะลดดอกเบี้ย แต่ยืนยันในระยะยาวมีความจำเป็นต้องลด

วันนี้ (14 ม.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% จาก 2.75% เหลือ 2.00% เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวมากและแรงกว่าที่คาด การใช้นโยบายต่างๆ ต้องช่วยกันทุกด้าน โดยนโยบายการคลังน่าจะเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเงินเข้าถึงมือประชาชนได้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ขณะที่มาตรการการเงินเป็นตัวเสริม เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินลดลง โดยจะทำให้การส่งผ่านนโยบายการคลังมีประสิทธิภาพขึ้น

"ขณะนี้มีสัญญาณว่าอัตราการขยายตัวจะลดลงต่ำกว่าการประมาณการครั้งล่าสุดที่ 0.5-2.5% จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวรุนแรง และกระทบต่อการส่งออก แต่การมีนโยบายการคลังที่ชัดเจน จากการตั้งงบประมาณกลางปีที่ 1.15 แสนล้านบาท ซึ่งได้รวมส่วนของงบประมาณที่ชดเชยการขาดดุลการคลังทั้งหมดไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง 1.1 แสนล้านบาท และน่าจะเบิกจ่ายได้ 100% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 ยังอยู่ที่ 94% น่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ในไตรมาส 2 ปีนี้ และแม้ว่า ไตรมาส 4 ปี 2551 จะติดลบ แต่โอกาสที่จะพลิกฟื้นในไตรมาสแรกปีนี้มีสูง ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจปี 2552 ติดลบ" น.ส.ดวงมณี กล่าว

น.ส.ดวงมณี กล่าวว่า สำหรับแนวนโยบายเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ ยังอยู่ในกรอบการประมาณการของ กนง.คือ 0-3.5% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปจะต่ำกว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน แต่จะไม่เกิดภาวะเงินฝืดทางเทคนิคที่มาจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกัน ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายต่อเนื่องได้ เพื่อช่วยเศรษฐกิจในหลายๆทาง เพราะหากต้นทุนเงินถูกลง จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองจะสามารถปรับลดอกเบี้ยลงได้ แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว

"ขณะนี้เรามีดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% ยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง หากเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลงไปต่ำสุดที่ 1.25% เมื่อปี 2546 แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังจะมีผลโดยตรงมากกว่า ขณะที่นโยบายการเงินต้องผ่านกลไกในการส่งผ่าน คือ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งปกติจะใช้เวลา 2-6 ไตรมาส แต่ขณะนี้น่าจะเร็วขึ้น เพราะปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นเร็วมาก"น.ส.ดวงมณีกล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ กระทรวงการคลังได้เสนอให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจ ที่มีวงเงินค้างอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท รวมถึงเร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐในปี 2552 ที่มีอยู่ 3 แสนล้านบาท ให้เกิดการลงทุนได้ตามแผนงานที่เสนอไว้จริง เพื่อให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำในการกระตุ้นและฟื้นฟูความเชื่อ มั่นในภาคการบริโภคและการลงทุนของประชาชนและนักลงทุน

"เมื่อรวมกับมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยใช้งบกลางปีประมาณแสนล้านบาท น่าจะช่วยชดเชยการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนที่ลดลงได้ และน่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันและระบบเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 จะขยายตัวมากกว่า 2% หรือน้อยกว่า 2% ก็ได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับสูตรในการคำนวณ และรอบการหมุนของเม็ดเงิน" นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายกรณ์ กล่าวถึงการใช้มาตรการด้านภาษีว่า จะสรุปเรื่องและนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งได้หารือร่วมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว เห็นว่ามาตรการภาษีเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ดังนั้น ควรจะเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี รับทราบก่อนนำเข้า ครม.

"ผมเห็นว่าภาษีในบ้านเรายังสูงเกินไป ในระยะยาวควรจะต้องปรับปรุงและแก้ไข เพื่อจะได้สามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาได้มากขึ้น เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่เห็นจังหวะที่เหมาะสมในการปรับลดอัตราภาษี” รมว.คลัง กล่าว

'จงรัก' เรีกยถกเครียดยัน 28 วันสั่งล้างบางม็อบโกเต็กซ์


รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมเครียด เตรียมสั่งซัดคดีม็อบมารยึดสุวรรณภูมิ เผยสั่งอัยการฟ้องกบฎบุกยึดทำเนียบแล้ว ยันไม่เกิน 4 สัปดาห์ออกหมายจับได้แน่ ย้ำไม่มีการเมืองเข้าแทรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอาการศสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้ในส่วนของการบุกรุกทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาแกนนำทั้ง 9 คน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏโดยมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล ซึ่งได้สรุปสำนวนและส่งฟ้องต่ออัยการแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนคดีการบุกยึดท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง มีการสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 300 ปาก คดีมีความคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว คาดว่าอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์จะสามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก 2 หน่วยงาน คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะยื่นฟ้องกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท และการบินไทย ที่กำลังจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 18,000 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจำเป็นจะต้องรอนำคำฟ้องเหล่านั้นมาประกอบสำนวนการสอบสวน เพื่อจะทราบถึงพฤติกรรมและค่าเสียหายทั้งหมดด้วย โดย พล.ต.อ.จงรัก ยืนยันว่า จะดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐานกับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน และไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของตำรวจอย่างแน่นอน

โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ

ตาม มติคณะรัฐมนตรี ที่ได้ลงมติให้จัดตั้งโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 นั้น ได้สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการแล้ว ดังนั้นจึงแจ้งปิดการรับจองพื้นที่แปลงปลูกป่า ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถอัญเชิญพระราชกระแส ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการที่ รล 009/11951 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2535 ให้หามาตรการหยุดยั้งการทำลายป่าและเร่งฟื้นฟูบำรุงต้นน้ำลำธาร โดยทรงโปรดเกล้าให้คำนึงถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำ ว่าเป็นปัญหาสำคัญใหญ่หลวงของชาติที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด
รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 ขึ้น โดยน้อมเกล้าฯ อัญเชิญพระราชกระแสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาเป็นแนวทางในการดำเนินการ มีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง เจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. เพื่อเพิ่มเนื้อที่ป่าไม้ของประเทศให้บรรลุตามนโยบายของรัฐบาล

3. เพื่อรณรงค์ให้คนในชาติทุกหมู่เหล่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น

4. เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้คนในชาติมีความรักและความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้

คำถามต่อรัฐบาลบงการโดยทหาร

ใจ อึ๊งภากรณ์
องค์กรเลี้ยวซ้าย

1. รัฐบาลจะนำแกนนำพันธมิตรฯ มาขึ้นศาลกรณีการละเมิดกฎหมายและการสร้างความเสียหายในการยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานา ชาติอย่างไร? จะมีการจับคุมการ์ดพันธมิตรที่พกและใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะอย่างไร? จะมีการจับคุมพันธมิตรที่ขโมยปืนและเครื่องคอมพิวเตอร์จากทำเนียบรัฐบาล อย่างไร? และจะดำเนินการอะไรกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำในการยึดสนามบิน?

2. รัฐบาลจะลงโทษผู้บัญชาการทหารที่ละเลยหน้าที่ในการปกป้องสนามบินอย่างไร? จะลงโทษผู้บัญชาการทหารที่ละเมิดรัฐธรรมนูญโดยการเข้ามาแทรกแซงการ เมืองอย่างไร? รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทหารเพื่อนำประชาธิปไตยเต็มใบกลับมาหรือไม่? หรือรัฐบาลนี้เป็นเพียง “นอมมินี” ของทหารเผด็จการ?

3. ถ้ารัฐบาลไม่กระทำอะไรตามข้อหนึ่งและสอง รัฐบาลยังอ้างได้ไหมว่าปกป้องกฎหมายและนิติรัฐ?

4. รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในการปกป้องคนจนจากวิกฤตเศรษฐกิจ? มีมาตรการอะไรในการปกป้องค่าจ้างสวัสดิการ? มีมาตรการอะไรในการสร้างงาน? มีมาตรการอะไรในการปกป้องประชาชนจากการถูกเลิกจ้าง? จะมีการยกเลิกภาษีมูลค้าเพิ่มและเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวยหรือไม่? หรือจะใช้นโยบายเก่าๆ ในรูปแบบ “วินัยทางการคลัง” และบอกให้คนจนกลับบ้านไปพึ่งครอบครัวและพอเพียง อย่างที่เคยเสนอในวิกฤตปี ๔๐?

5. รัฐบาลจะทำลายระบบรักษาพยาบาลถ้วนหน้า(บัตรทอง)โดยเริ่มเก็บค่ารักษาพยาบาล ใช่ไหม? หรือจะปรับปรุงคุณภาพของการรักษาพยาบาลฟรีอย่างถ้วนหน้า โดยเพิ่มงบประมาณรัฐและการเก็บภาษีจากคนรวย?

6. ในฐานะที่รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย รัฐบาลจะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนภายในหนึ่งปีหรือไม่?

7. รัฐบาลจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและก่ออาชญากรรมในกรณีตากใ
บ การหายไปของทนายสมชาย และสงครามปราบยาเสพติด ฯลฯ อย่างไร? หรือรัฐบาลไม่สนใจปกป้องสิทธิมนุษยชน?

8. รัฐบาลจะปกป้องและขยายสิทธิเสรีภาพของสื่อสาธารณะ โดยการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงในสื่อ ให้เท่ากับกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างไร? หรือจะเพิ่มการควบคุมสื่อและการเซ็นเซอร์สื่อในลักษณะเผด็จการ?

9. รัฐบาลจะยกเลิกการคุมสื่อและการหารายได้อย่างคอร์รับชั่นของทหาร ผ่านการคุมสื่อและรัฐวิสาหกิจหรือไม่?

10. รัฐบาลจะยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบและวิจารณ์ศาลตามป
ระเพณีประชาธิปไตยสากลหรือไม่? หรือรัฐบาลจะเดินหน้าปกปิดสิทธิเสรีภาพมากขึ้น?

คำถามเหล่านี้ประชาชนชาวไทยจำนวนมาก และประชาคมโลกรวมถึงสื่อต่างประเทศกำลังรอฟังคำตอบ

เล็งกู้นอก-งัดมาตรภาษีอุ้มมนุษย์เงินเดือน

"อภิสิทธิ์"ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ ปัญหาทางการเมือง เล็งกู้เงินนอกเพิ่ม-งัดมาตราการภาษีอุ้มคนมีรายได้ประจำ

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายเรื่อง "เศรษฐกิจกับการเมืองไทย" ให้ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่น 23 ฟัง ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไข

สำหรับการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเร่งฟื้นฟูหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ครอบคลุมทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และปัญหาการว่างงาน

ขณะที่ในส่วนของด้านการเมือง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ยุติโดยเร็ว โดยให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และต้องไม่นำสถาบันมาเกี่ยวข้อง

"กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และเป็นหัวใจหลักในการสร้างความสมานฉันท์"

ดังนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องดำเนินคดีความของทุกคนอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการกลั่นแกล้ง ซึ่งหลักง่ายที่สุดคือการแบ่งแยกความผิด หากมีการทำร้ายร่างกาย ขว้างปาสิ่งของทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ จะต้องเร่งดำเนินการโดยทันที แต่หากทำความผิดที่เกี่ยวกับการเมือง ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง

นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองทำได้ยาก ต้องอาศัยการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายใน 13-14 ม.ค.นี้

โดยมาตรการส่วนหนึ่งจะมีการใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำ รวมทั้งมีการลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งลูกจ้างภาคเอกชนอาจจะอยู่ในส่วนของเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขณะที่ลูกจ้างภาครัฐอาจจะช่วยเหลือในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังมีแนวทางการกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มเติม โดยจะเน้นการนำมาใช้เฉพาะโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้


ใครจะชื่นชมก็ช่างมัน สำหรับผมคิดว่า

ฉิบหายอีกแล้วละครับประเทศไทย เกิดมากู้จริงๆ พรรคนี้ แล้วนี่ใครจะมาใช้หนี้ให้เราวะเนี่ย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์

ใครที่คิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมาชนะได้อีกครั้ง คุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ตอนนี้ฝ่ายเผด็จการกุมอำนาจไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นนายกไปอีกจนครบแปดปี แบบ เปรม ติณสูลานนท์
(ถ้าไม่โดนยิงตายเสียก่อน ผมพูดจริงๆไม่ได้มุข)

ทำไมผมถึงคิดแบบนั้น
การช่วงชิงอำนาจ 3 ปีที่ผ่านมาบวกกับ 5 ปีที่ทักษิณบริหารประเทศ
ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป
จะให้อำนาจหลุดมือไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด

การช่วงชิงอำนาจจากทักษิณเผด็จการทุ่มสรรพกำลังทุกส่วน
เทหมดหน้าตักเพื่อที่จะเอาอำนาจกลับคืน
ทำถึงขนาดเสด็จไปงานศพ !
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าพวกเขาอยากได้อำนาจกลับคืนมากขนาดไหน

ลองคิดดูว่าช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ ขนาดเป็นรัฐบาลอยู่แท้ๆ
อำนาจหลายอย่างกลับถูกยึดไปก่อนที่จะถูกยึดอำนาจเสียอีก
มีการใช้อำนาจตุลาการเข้ามาแทรกแซง
ใช้อำนาจทหารเข้ามากดดันไม่ให้สมัครจัดรายการทีวี
แม้ไปจัดรายการที่เคเบิลทีวี ทหารยังสามารถสั่งให้ถอดรายการได้

หลังรัฐประหาร
ผ่านจนถึงการคลอดรัฐธรรมนวยฉบับหัวคูนปี 50
ฝ่ายเผด็จการคิดผิด
นึกว่าหลังเลือกตั้งจะสามารถกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ผ่านการเลือกตั้งเพื่อให้ภาพออกมาดูดี
ถึงขนาดทุ่มเทกำลัง ทั้งทหาร ตุลาการ กกต ช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์
ให้ได้เป็นรัฐบาล
แต่ก็ฝ่ากระแสความต้องการที่แท้จริงของประชาชนไปไม่ได้
นี่คือการวางแผนอันผิดพลาดของเผด็จการ
ที่ประเมินเสียงประชาชนต่ำเกินไป
แต่ความผิดพลาดข้อนี้ก็เป็นบทเรียนที่มีค่าให้ฝ่ายเผด็จการ
ทำให้พวกเขารู้ว่าจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้

เมื่อถึงรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย
ฝ่ายเผด็จการจึงทุ่มเททุกสรรพกำลัง
ในการแย่งชิงอำนาจกลับคืนให้จงได้
ว่าที่จริงทุกอำนาจกก็อยู่ในมือเผด็จการหมดแล้ว
นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีอำนาจแค่เชิงสัญญลักษณ์เท่านั้น
ทุกฝ่ายไม่มีใครเชื่อฟัง
เพราะกลัวอำนาจฝ่ายเผด็จการที่มีสถาบันถือหางอยู่

จนเมื่อถึงจุดแตกหัก
ก็หน้าด้านใช้อำนาจตุลาการในองค์กรอิสระหักดิบเอาดื้อๆ
รวบรัดยุบพรรคอย่างรวดเร็ว

เท่าที่เล่ามานี้
กว่าเขาจะได้อำนาจคืนไปจากมือประชาชน
คิดดูว่ามันยากแค่ไหน
แล้วเขาจะคืนมาง่ายๆอย่างนั้นหรือ

ลองคิดดูขนาดฝ่ายประชาธิปไตยที่มาถูกต้องตามกฎหมาย
มีอำนาจอยู่ในมือแท้ๆ
ยังรักษาไว้ไม่ได้ ยังถูกช่วงชิงบังคับเอาไปได้
ถึงตอนนี้อำนาจอยู่ในมือพวกเขาครบถ้วน
รวมทั้งศาล ตุลาการ ทหาร ตำรวจ ก็เป็นของพวกเขาหมดสิ้น
แล้วเขาจะคืนให้เราง่ายๆนั้นหรือ

ผมขอบอกแบบไม่ปลอบใจกันเองว่าไม่มีทาง
ยิ่งถ้าว่ากันตามระเบียบเรียบร้อยแบบที่ฝ่ายประชาธิปไตย
ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยา
ผมยิ่งมั่นใจว่าไม่มีทาง

นอกเสียจากว่า
ประชาชนที่ถูกลิดรอนอำนาจไปตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา
จะรู้สึกอัดอั้นจนทนไม่ไหวระเบิดออกมาในจำนวนที่มากพอ
หรือมีใครที่ทนไม่ไหวมากๆ ตั้งขบวนการใต้ดิน
ลอบสังหารแบบการเมืองต่างประเทศ
นั่นแหละจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งดูจากนิสัยคนไทยแล้วเป็นไปได้ยาก

เพราะฉนั้นผมจึงคิดว่า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จะเป็นตัวแทนเผด็จการศักดินาครองอำนาจยาวนานถึงแปดปี
ยุบสภาหรือหมดวาระเลือกตั้งใหม่
ก็ใช้วิธีไหนก็ได้ให้ชนะเลือกตั้งหรือมีเสียงในสภามากที่สุด
โดยไม่ต้องกลัวผิดกฎหมายหรือคุณธรรม
เพราะทุกอย่างเขาควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
ตราบใดที่ยังเอาใจและแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทหาร สถาบันและพันธมิตรอย่างลงตัว

ก๊อปมาจากเวปแห่งหนิ่ง.................. หุหุ

แถลงข่าวโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กรณีคดีหมิ่นเดชานุภาพ

อย่างที่ทราบ กัน ผมได้รับหมายเรียกพบตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 เวลา 10.00 น. คดีนี้มาจากหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษของผมชื่อ “A Coup for the Rich” ซึ่งตีพิมพ์ในต้นปี ๒๕๕๐
มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน ประเทศไทย จะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพทาง วิชาการ แต่สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯเป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง มาอย่างต่
อเนื่อง
1. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นอุปสรรคในการทำงานของสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและห้ามไม่ให้พลเมืองตรวจสอบ สถาบันกษัต
ริย์ด้วยความโปร่งใส พลเมืองไทยถูกชักชวนให้เชื่อว่าเราดำรงอยู่ในระบบกษัตริย์แบบโบราณ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างระบบศักดินา ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข

2. การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทยเป็นการพยายามจำกัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยปัญญา เป็นการพยายามที่จะห้ามการคิดเองเพื่อส่งเสิรมระบบท่องจำในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่ดีคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเมื่อมีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชวัง มีความคาดหวังในสังคมว่าเราจะชื่นชมและยอมรับโดยไม่มีการตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ดีที่การล้างสมองแบบนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะสังคมใดที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องในโยบายเศรษฐกิจและการเมืองไม่ ได้ ย่อมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา

3. กองทัพมักจะอ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระบบรัฐธรรมนูญ แต่ทหารไทยมีประวัติอันยาวนานในการทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการทำรัฐประหาร บ่อยครั้งรัฐประหารดังกล่าวจะอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ รัฐประหารหาร 19 กันยา เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นการอ้างถึงสถาบันกษัตริย์เพื่ออ้างความชอบธรรมกับการปฏิบัติของทหาร ดังนั้นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้โดยทหารและกลุ่มเผด็จการอื่นๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา การสร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้า ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมกับตนเองโดยทหารและกลุ่มอื่นๆ

4. ระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญภายประชาธิปไตยทั่วโลกมีเสถียรภาพ ในขณะที่ประชาชนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ ดั้งนั้นเราจะต้องสรุปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพกับสถาบันกษัตริย์แต่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ อื่น

5. ผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาผมเพราะผมมีจุดยืนและอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ นักเคลื่อนไหวอื่นหลายคนถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน และเราไม่ควรจะลืมกรณีของพวกเขา เราจะต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยและการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในสังคมไทยและเวทีสากล

หนังสือ A coup for the rich
ผม เขียนหนังสือเล่มนี้ หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อเป็นการวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยในเชิงวิชาการจากจุดยืนที่สนับสนุน ประชาธิปไ
ตย ในขณะที่ผมวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด ผมได้เสนอว่าการทำรัฐประหารขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผมเสนอว่ากลุ่มที่สนับสนุนรัฐประหารประกอบไปด้วย ทหาร พันธมิตรฯ นักธุรกิจบางส่วน นักเสรีนิยมสุดขั้ว และข้าราชการอนุรักษ์นิยม กลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมในการดูถูกคนจน เขาไม่ชื่นชมในระบบประชาธิปไตย เพราะเขามองว่าคนจนไม่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง และเขาเกลียดชังพรรคการเมืองของทักษิณเพราะมีความสามารถในการชนะการเลือก ตั้งในขณะที
่เขาเองชนะการเลือกตั้งไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญในหนังสือของผม เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อในสังคมไทยว่าวิกฤตินี้มาจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันก
ษัตริย์ กับทักษิณ ประเด็นนี้อาจจะสร้างความโกรธแค้นในหมู่ทหาร คมช. เพราะเขาต้องการสร้างความชอบธรรมจากพระราชวังในการทำรัฐประหาร ในประเด็นนี้ผมพยายามที่จะกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ โดยการตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยควรจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิ
ปไตยหรือไม่ ในบทที่สองของหนังสือ ผมพยายามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ในยุคนี้เป็นสถาบันสมัยใหม่ ไม่ใช่สถาบันศักดินา
ผม ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงข้อกล่าวหาว่าผมได้ก่ออาชญากรรมด้วยการเขียนหนังสือเล่ม นี้ และผมพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆอีกหลายคดีอย่าง
ไร เพราะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ

13 มกราคม 2552

เจ้สั่งมา.............

ศาลยกฟ้อง 'ประสาร' โดน 'ทักษิณ' ฟ้องหมิ่น [13 ม.ค. 52 - 17:15]

ผู้ สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (13 ม.ค.) ว่า ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายถารัด สมบัติบุญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ในประเทศ หรือ สปทช. ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2550 ถึงวันที่ 5 พ.ค. 2550 จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในทำนองที่ปรึกษาบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ที่รับงานพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อให้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขยับฐานะประเทศไทยไปอยู่ในบัญชีต้องจับตาเป็นพิเศษเรื่องของการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นการทำลายประเทศ

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยให้สัมภาษณ์ขณะดำรงตำแหน่ง ที่ขณะนั้นไทยกำลังถูกจับตามองจากสหรัฐฯ เรื่องสิทธิบัตรยาและลิขสิทธิ์ ดังนั้น จำเลยจึงแถลงข่าวไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้ถ้อยคำที่ใช้จะเป็นความเห็นส่วนตัวและรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีเจตนาใส่ร้ายหมิ่นประมาทโจทก์

นอกจากนั้น พยานโจทก์เองก็ไปเจือสมกับพยานจำเลยว่า ข้อความดังกล่าวไม่รู้สึกทำให้โจทก์เสียหาย ประกอบกับคดีนี้ โจทก์ไม่มาเบิกความ เพราะหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ แม้มอบเอกสารให้ผู้แทนคดีมาเบิกความ แต่ก็ไม่ได้ลงลายมือในเอกสารคำคู่ความต่อศาล เพียงแต่เซ็นชื่อที่สถานทูตไทยในลอนดอนเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงพิพากษายกฟ้อง


โพสต์โดย : 1111


เจ้สั่งมา.............

แผ่นดินนี้ของใคร

มีการกล่าวอ้างกันนักหนาว่าแผ่นดินนี้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง

จากความรู้สึกแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน

บรรพบุรุษเสียเลือดเสียเนื้อปกป้องแผ่นดินมาในอดีต

ในปัจจุบันก็ทำหน้าที่พลเมืองดีของประเทศชาติด้วยการเสียภาษี

บ้านที่อยู่อาศัยยก็จากเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ทำไมจะต้องรู้คุณคนใดคนหนึ่งที่ชอบอ้างกันนักหนาว่าเป็นเจ้าของแผ่นดิน

แล้วคนคนนั้นที่ชอบอ้างกันนักหนาเคยทำหน้ที่พลเมืองที่ดีของประเทศหรือไม่

เคยเสียภาษีให้แผ่นดินหรือไม่ เคยปกป้องประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่

หรือเพียงปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องโดยอาศัยการสร้างภาพเท่านั้น

แผ่นดินนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน มิใช่ของใครหรือตระกูลใดโดยเฉพาะเท่านั้น

หมิ่นประมาท

"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"

คำ ว่า "หมิ่นประมาท" ตามพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง " ชื่อความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง"

หมิ่นประมาทตามกฎหมาย แยกออกได้เป็น

"หมิ่นประมาทในทางแพ่ง" กับ "หมิ่นประมาทในทางอาญา"

หมิ่นประมาทในทางแพ่ง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า
" ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้


ผู้ ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความจริงไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"

ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า
" ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท"

การกล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายโดยตรง ไม่เป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่อาจมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า
ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
คู่ความหรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท





ความแตกต่างของหมิ่นประมาทในทางแพ่งกับหมิ่นประมาททางอาญาต่างกันตรงที่ "เจตนา"

กล่าวคือ หมิ่นประมาททางอาญา จะต้องกระทำโดยเจตนา การกระทำโดยไม่เจตนา หรือโดยประมาท ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา

ส่วนในทางแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาก็ถือว่าหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ ก็ต้องรับผิดทางละเมิด

ความต่างอีกประการหนึ่ง คือ "ข้อความที่กล่าว"



ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด

ตรง ข้ามกับทางอาญา แม้จะเป็นข้อความที่เป็นจริง ก็อาจมีความผิดได้ เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความเสียหาย....

ความ ผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญา ผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ส่วนความเสียหายอื่นๆ นอกจากที่กฎหมายกำหนด เช่น เสียหายต่อทางทำมาหาได้ การใส่ความนั้นก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญาแต่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง

ส่วน หมิ่นประมาทในทางแพ่ง กำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าทางอาญา พราะนอกจากความเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณ หรือทางเจริญอีกด้วย

เช่น นาง ก. แม่ค้าขายหมูปิ้งได้กล่าวกับลูกค้าที่มาซื้อของตนว่าอย่าไปซื้อไก่ปิ้งของ นาย ข. เด็ดขาดเพราะนาย ข. ใช้ไก่ที่ตายด้วยโรคมาปิ้งขาย เช่นนี้ก็เป็นหมิ่นประมาททางแพ่งได้เพราะเป็นการเสียหายต่อทางทำมาหาได้ของ นาย ข. เป็นต้น
หมิ่นประมาท ต่างกับ ดูหมิ่น คือ

หมิ่นประมาทเป็นการใส่ความโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างต่อบุคคลที่สาม ทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

ส่วน การดูหมิ่นเป็นการกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น ซึ่งไม่ถึงกับให้ผู้อื่นนั้นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ

ในกรณีหมิ่นประมาททางแพ่งนั้น การกล่าวหรือไขข่าวข้อความที่เป็นความจริง ไม่ถือเป็นละเมิด
และไม่เป็นหมิ่นประมาททางแพ่ง



++++++++++++++++++++++

แอบสงสัยความหมายของคำว่า...หมิ่น...

ไปหามา....เพิ่มเติมจาก

http://www.dtl-law.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359415&Ntype=7